เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 ในที่ว่าการมีคนรู้จักย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่าย

ตอนที่ 38 ในที่ว่าการมีคนรู้จักย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่าย

ตอนที่ 38 ในที่ว่าการมีคนรู้จักย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่าย


เมื่อเสิ่นซีกลับถึงบ้านก็พบว่าไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งไต้เอ๋อร์ก็ไม่อยู่ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงรีบรุดไปยังร้านขายยา และก็เป็นดังคาด หลินไต้กำลังเตะลูกขนไก่อยู่กับลู่ซีเอ๋อร์ ส่วนโจวซื่อกำลังพูดคุยอยู่กับซุนฮุ่ยเหนียงทางด้านใน

"...น้องสาว คดีนี้พวกเราไม่แน่ว่าจะแพ้หรอกนะ นายท่านผู้เฒ่าจะต้องออกหน้ามาช่วยเหลือพวกเราอย่างแน่นอน เจ้าอย่าเพิ่งย่อท้อหมดกำลังใจไปเสียก่อนเล่า!" คำพูดเหล่านี้ของโจวซื่อ แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่เชื่อเลย

ตอนที่เปิดศาลพิจารณาคดีเมื่อช่วงบ่าย โจวซื่อแต่งกายเสียสวยสดงดงาม ราวกับกำลังจะไปพบแขกผู้ทรงเกียรติที่สุดก็มิปาน เพื่อที่จะได้ไม่ขายหน้าต่อหน้านายท่านผู้เฒ่าที่ชื่นชมบุตรชายของนาง

ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า นอกจากจะไม่พบหน้าคนแล้ว คดีความของฮุ่ยเหนียงก็ยังไร้ผู้ใดคอยช่วยเหลือ อีกทั้งเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่มามุงดู นางกลับได้ยินชัดเจนยิ่งกว่าฮุ่ยเหนียงเสียอีก

เพียงเพราะฮุ่ยเหนียงเป็นสตรี แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั้งลูกเด็กเล็กแดงและสตรีในอำเภอหนิงฮว่าต่างก็ไม่ยอมเข้าข้างนาง

ฮุ่ยเหนียงสะอื้นไห้พลางส่ายหน้า "คดีนี้ข้าไม่สู้แล้ว... เดิมทีก็เป็นทรัพย์สินที่สามีหามาได้ ตอนนี้ส่งคืนให้ตระกูลลู่ ก็ถือเสียว่าไม่ติดค้างอันใดต่อกันแล้ว ข้ามอบข้าวของให้พวกเขา พวกเขาก็ไม่มารังควานข้า ข้าสามารถพาซีเอ๋อร์กลับบ้านเกิดได้ เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว"

โจวซื่อพยักหน้าด้วยความจนใจ นางรู้สึกว่าคำกล่าวของซุนฮุ่ยเหนียงมิใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

ตอนนี้ฮุ่ยเหนียงล่วงเกินคนตระกูลลู่ไปแล้ว หากถูกจับตัวกลับไปจริงๆ การจับสองแม่ลูกถ่วงน้ำในกรงหมูคงเป็นเพียงคำขู่ที่อีกฝ่ายพ่นออกมา ทว่าก็ไม่แน่ว่าอาจจะจับนางไปแต่งงานกับชายตาบอดหรือคนง่อยเปลี้ยเสียขา หมดสิ้นความหวังไปตลอดชีวิต การใช้ร้านยาและลานเรือนแห่งนี้เพื่อแลกกับอิสรภาพของนางและบุตรีในตอนนี้ ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว

"พี่สาว น้องต้องขออภัยท่านด้วย ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านเพิ่งจะย้ายมาก็ต้องหาที่พักใหม่อีกแล้ว... เฮ้อ คนตระกูลลู่ย่อมไม่รั้งอยู่ในอำเภอหนิงฮว่านานนัก ลานเรือนแห่งนั้นต้องถูกขายออกไปอย่างแน่นอน ก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดจะตกไปอยู่ในมือของผู้ใด พรุ่งนี้หลังจากปิดคดีแล้ว ข้าคาดว่าจะพาซีเอ๋อร์ออกเดินทางเลย หากพวกเรามีวาสนาต่อกัน วันหน้าก็อาจจะมีโอกาสได้พบกันอีกเจ้าค่ะ"

แม้คดียังไม่ทันได้ตัดสิน แต่ฮุ่ยเหนียงก็เริ่มจัดแจงเรื่องราวในภายหลังแล้ว

โจวซื่อรีบเอ่ย "น้องสาวกล่าวอันใดเช่นนั้น เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร ใครจะไปรู้เล่าว่าคนตระกูลลู่พวกนั้นจะโผล่มาอย่างกะทันหัน? การที่ได้รู้จักกับน้องสาว ข้าไม่เคยนึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย น้องสาวทั้งรู้หนังสือ ทั้งยังสามารถดูแลประคับประคองครอบครัวให้หยัดยืนขึ้นมาได้ ข้ามันก็แค่สตรีชาวนาธรรมดาผู้หนึ่ง ข้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากน้องสาวมาไม่น้อยเลย"

"น้องสาวเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ มิสู้เจ้ากับซีเอ๋อร์รั้งอยู่ที่นี่ต่อไป ลองหาลู่ทางทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ดู ย่อมดีกว่าการเดินทางรอนแรมไกลกลับบ้านเกิดนะ"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าด้วยความรันทด "ข้าเป็นสตรีอัปมงคล รั้งอยู่ต่อไปก็มีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ผู้อื่น จากการที่เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงพากันทิ้งหินลงบ่อในครั้งนี้ ข้าก็ซาบซึ้งใจดีแล้ว อีกอย่าง ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของข้า จะไปทำมาค้าขายอันใดได้? เกรงว่าท้ายที่สุดแม้แต่ตัวเองก็ยังเลี้ยงไม่รอด แล้วจะไปดูแลซีเอ๋อร์ให้ดีได้อย่างไร?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ทิ้งหินลงบ่อ (落井下石) สำนวนเปรียบเปรยถึง การซ้ำเติมผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากหรือเพลี่ยงพล้ำ)

โจวซื่อทอดถอนใจตาม

นางเองก็เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันดี ตอนนี้ไม่มีลานเรือนราคาถูกให้พักอาศัยแล้ว หรือไม่ก็อาจจะใช้เงินที่เสิ่นซีขายภาพวาดได้ไปเช่าเรือนอยู่สักระยะหนึ่ง รอจนเงินถูกใช้ไปจนเกือบหมดนางก็คงจำต้องกลับบ้านเกิด... ในเมื่อแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่มีหนทางที่จะรั้งอยู่ในตัวเมืองได้ แล้วนางจะกล้าเอ่ยปากรับปากว่าจะคอยดูแลสองแม่ลูกฮุ่ยเหนียงได้อย่างไร

เสิ่นซีเดินเข้าไปในห้อง ฮุ่ยเหนียงฝืนยิ้มประดับใบหน้า มองดูเสิ่นซีพลางเอ่ยด้วยความอิจฉาว่า "น่าเสียดายที่ซีเอ๋อร์มิใช่เด็กผู้ชาย ข้าจึงมิอาจสืบทอดทายาทให้กับสามีได้"

"ท่านน้า วันนี้นายท่านผู้เฒ่ามีธุระจึงไม่ได้มา พรุ่งนี้ท่านจะต้องไปช่วยที่ที่ว่าการอำเภออย่างแน่นอน ท่านอย่าเพิ่งหมดอาลัยตายอยากไปเลยนะขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าร้อนใจ

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้ายิ้มๆ โจวซื่อบิดหูของเสิ่นซีแล้วลากออกไปข้างนอก "ท่านน้าของเจ้าก็กลัดกลุ้มมากพออยู่แล้ว เจ้าอย่าไปรบกวนนางเลย พวกเราเองก็ควรจะกลับไปจัดแจงข้าวของได้แล้ว พรุ่งนี้อาจจะต้องย้ายบ้านแล้ว"

เสิ่นซีถูกท่านแม่ลากตัวไป ร่างกายเล็กๆ เคลื่อนออกไปด้านนอกอย่างฝืนใจ

เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จและขึ้นเตียงพักผ่อน เสิ่นซีหลับตาลง ทว่าในหัวกลับเต็มไปด้วยใบหน้างดงามหยาดเยิ้มชวนให้น่าทะนุถนอมของฮุ่ยเหนียง เขานอนพลิกกระสับกระส่ายจนหลับไม่ลง

กลับเป็นหลินไต้ที่หลับสนิทอย่างหอมหวาน บางครั้งก็ละเมอออกมาสักประโยคสองประโยค เสิ่นซีฟังออกว่านางกำลังเรียกหา "ท่านพ่อ"

รุ่งอรุณของวันต่อมา เสิ่นซีถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเอะอะโวยวาย

เสิ่นซีขยี้ตาพลางเดินออกมาที่ลานบ้าน โจวซื่อเพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากนอกประตูใหญ่ ดูท่าทางเหมือนเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น

"ท่านแม่ ข้างนอกเกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ?"

"เจ้าหน้าที่ที่ว่าการจับตัวท่านน้าซุนของเจ้าไปแล้ว เจ้าอยู่เฝ้าบ้านให้ดี แม่กับท่านพ่อของเจ้าจะไปดูที่ที่ว่าการอำเภอเสียหน่อย" โจวซื่อทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวแล้วก็พุ่งตัวออกจากบ้านไปทันที

หลินไต้เดินออกมาจากห้อง เสิ่นซีจึงเอ่ยถามความเห็นของนาง "ไต้เอ๋อร์ พวกเราไปดูที่ที่ว่าการอำเภอด้วยกันดีหรือไม่?"

แม่หนูน้อยส่ายหน้าอย่างรุนแรง "ที่ว่าการอำเภอมิใช่สถานที่ที่ดีอันใด พวกเราอย่าไปเลยนะดีหรือไม่?"

"เช่นนั้นเจ้าก็รั้งอยู่เฝ้าบ้าน ปิดประตูให้แน่นหนา ไม่ว่าผู้ใดมาก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด"

เสิ่นซีเกรงว่าคนตระกูลลู่จะบุกมายึดครองเรือนโดยตรง รอจนกระทั่งหลินไต้ลงดาลประตูจากด้านในเรียบร้อยแล้ว เขาจึงรีบร้อนเดินตามฝูงชนที่ไปมุงดูเรื่องสนุกจนมาถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ ในเวลานี้ฮุ่ยเหนียงถูกเจ้าหน้าที่ศาลพาตัวมาที่โถงพิจารณาคดีแล้ว คนตระกูลลู่เองก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน อีกทั้งทางฝั่งคนตระกูลลู่ยังมีเจ้าหน้าที่ศาลคอยควบคุมตัวไว้อีกด้วย

ชาวบ้านที่มามุงดูไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ไปชั่วขณะ ทว่าคนส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าฮุ่ยเหนียงคงจะคราวเคราะห์มาเยือนเข้าเสียแล้ว

ผ่านไปครู่ใหญ่ เซี่ยจู่ปู้ก็เดินออกมาก่อน ตามติดมาด้วยซือเหยียของนายอำเภอหาน และท้ายที่สุดจึงเป็นหานเสียที่เดินหาวหวอดออกมาจากห้องโถงชั้นใน

"ขุนนางอย่างข้ามีราชการรัดตัว เมื่อวานมีคดีหนึ่งยังพิจารณาไม่เสร็จ วันนี้จึงจะพิจารณาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ประเดี๋ยวข้ายังต้องไปที่ศาลารับรองขุนนางเพื่อส่งหลางจงแซ่หลินกลับเมืองหลวงอีก... ผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้พาตัวมาครบแล้วหรือไม่?" นายอำเภอหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพของเขาจึงดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรงเป็นอย่างยิ่ง

(เชิงอรรถผู้แปล: ศาลารับรองขุนนาง (接官亭) ศาลาที่สร้างไว้บริเวณชานเมืองหรือริมทาง เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับหรือส่งขุนนางที่เดินทางมารับตำแหน่งหรือกลับเมืองหลวง)

เซี่ยจู่ปู้ปรายตามองลงไปเบื้องล่างโถงศาลไต่สวน "คู่ความทั้งสองฝ่ายมากันครบถ้วนแล้ว สามารถเปิดศาลได้แล้วขอรับ"

"เช่นนั้นก็เปิดศาลเถิด"

นายอำเภอหานเอ่ยคำหนึ่ง เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองฝั่งก็ประสานเสียงตะโกนขานรับว่า "เวยอู่" ชาวบ้านก็พลันเงียบเสียงลงในพริบตา

(เชิงอรรถผู้แปล: เวยอู่ (威武) เสียงร้องขานรับของเจ้าหน้าที่ศาลเวลาเปิดศาล เพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขาม และข่มขวัญผู้กระทำผิด)

เมื่อวานในศาลพิจารณาคดี ทุกคนล้วนได้ยินนายอำเภอหานพูดจาเข้าข้างคนตระกูลลู่ ในสายตาของทุกคน คดีนี้ถือว่าได้ข้อยุติเป็นที่แน่นอนแล้ว เหลือเพียงแค่รอดูว่าฮุ่ยเหนียงจะได้รับโทษทัณฑ์เช่นไรก็เท่านั้น

ชายชราลู่โหย่วเฉิงรีบคุกเข่าโขกศีรษะ พลางละล่ำละลักร้องตะโกนว่า "หลานชายของข้าน้อยตายอย่างมีเงื่อนงำ ขอใต้เท้าผู้ทรงธรรมโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยขอรับ"

เมื่อรู้ว่าใต้เท้านายอำเภอเอนเอียงมาทางฝั่งตน ลู่โหย่วเฉิงก็ถึงกับฉวยโอกาสโยนความผิดเรื่องการตายของหลานชายไปให้ฮุ่ยเหนียงเสียเลย เสิ่นซีนึกในใจว่า นี่คงเป็นเพราะคนตระกูลลู่โกรธแค้นที่ฮุ่ยเหนียงทำให้เรื่องบานปลายมาถึงทางการ พอกลับไปแล้วจึงได้แอบไปสุมหัววางแผนกันมาเป็นแน่

"ปัง!"

จู่ๆ หานเสียก็ตบไม้ตวาดศาลลงไปฉาดใหญ่ พลางตวาดลั่น "บังอาจนัก กล้ามาส่งเสียงเอะอะโวยวายกลางศาล ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ จับไปโบยยี่สิบไม้เสียก่อน!"

ลู่โหย่วเฉิงพอได้ยินก็ถึงกับยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก นี่เรื่องราวยังไม่ทันจะเริ่มเลยก็ต้องโดนโบยยี่สิบไม้แล้วหรือ? ลู่โหย่วเฉิงรีบร้องตะโกนว่า "อยุติธรรมยิ่งนัก" เจ้าหน้าที่ศาลที่อยู่สองฝั่งมีหรือจะมาทนกับนิสัยมักง่ายของเขา จับเขาถอดกางเกงออกแล้วเริ่มลงมือโบยทันที ชายวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง ต้องมาถูกโบยก้นต่อหน้าบุรุษสตรีและเด็กเล็กทั่วทั้งอำเภอหนิงฮว่าเช่นนี้ ช่างสูญเสียหน้าตาจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลด้านล่างกำลังออกแรงโบยตีอยู่นั้น เซี่ยจู่ปู้ก็นำกระดาษจดบันทึกที่มีตัวอักษรเขียนไว้แผ่นหนึ่งส่งมอบให้กับซือเหยีย ซือเหยียอ่านดูรอบหนึ่ง จึงส่งต่อให้แก่หานเสีย พลางกระซิบกระซาบบางอย่างกับหานเสียสองสามประโยค

เสิ่นซีมองเห็นอย่างชัดเจน นี่คงเป็นเซี่ยจู่ปู้ที่เขียนระบุรูปคดีและคำพิพากษาที่จะต้องกล่าวต่อไปให้แก่หานเสียเป็นแน่

ผู้ที่เป็นนายอำเภอ มิใช่ว่าจะต้องเชี่ยวชาญการพิจารณาคดีเสมอไป คนเบื้องล่างย่อมมีคนคอยจัดการเรื่องราวแทนเขาให้เสร็จสรรพ แม้กระทั่งคำพูดคำจาก็ยังมีคนตระเตรียมไว้ให้ ดังนั้นเขาเพียงแค่ว่าจ้างซือเหยียมาสักคนเพื่อให้คอยเป็นที่ปรึกษาให้ก็เพียงพอแล้ว

เพียงแต่ในยามพิจารณาคดี นายอำเภอจำเป็นต้องขึ้นนั่งบัลลังก์ว่าความ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาคือขุนนางบิดามารดาแห่งเขตปกครองนี้อย่างแท้จริง

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางบิดามารดา (父母官) คำเปรียบเปรยถึง ขุนนางท้องถิ่นผู้ปกครองราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนเสมือนบิดามารดาดูแลบุตร)

เมื่อโบยครบยี่สิบไม้ ลู่โหย่วเฉิงก็ฟุบหมอบอยู่บนพื้นจนขยับเขยื้อนตัวไม่ได้แล้ว

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความหวาดผวา นางกลัวเหลือเกินว่าคนต่อไปที่จะถูกโบยตีคือนาง ชายชาตรีคนหนึ่งถูกจับถอดกางเกงโบยก็ถือว่าน่าอับอายมากพอแล้ว หากเป็นสตรีโดนกระทำเช่นนั้น คงไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่สู้ผู้คนต่อไปได้อีก

หานเสียโบกมือ พลางเอ่ยว่า "ขุนนางอย่างข้าได้ตรวจสอบกฎหมายต้าหมิงหลิ่งแล้ว บัญญัติไว้ว่า 'ทรัพย์สินของครอบครัวที่สิ้นสุดทายาท หากไร้ซึ่งญาติร่วมตระกูลผู้มีสิทธิ์สืบทอด ทรัพย์สินเหล่านั้นย่อมตกเป็นของบุตรีสายเลือดแท้ๆ' ดังนั้นทรัพย์สินในส่วนนี้พวกเจ้ามิต้องมาแย่งชิงกันแล้ว ทั้งหมดล้วนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรีของลู่เซ่าป๋อ ทว่าเนื่องจากบุตรีของลู่เซ่าป๋อยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงให้ลู่ซุนซื่อเป็นผู้ดูแลจัดการแทนไปก่อน"

ลู่โหย่วเฉิงที่เพิ่งถูกโบยจนก้นลาย กำลังนอนโอดครวญอย่างหมดเรี่ยวแรง เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ก็รีบร้องตะโกนขอความเป็นธรรม "ใต้เท้าผู้ทรงธรรม พวกเราตระกูลลู่ยังมีผู้มีสิทธิ์ร่วมตระกูลอยู่นะขอรับ!"

หานเสียพอได้ยินก็บันดาลโทสะ "ร่วมตระกูล? แล้วได้มีการทำพิธีรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้วหรือยัง? คิดว่าแค่เป็นญาติร่วมตระกูลแล้วจะสามารถสืบทอดทรัพย์สมบัติของผู้อื่นได้อย่างนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้น กฎหมายต้าหมิงหลิ่งจะมีไว้ทำซากอันใด? ไล่ออกไป ไล่ออกไปให้พ้น วันหน้าห้ามก้าวเท้าเข้ามาในเขตอำเภอหนิงฮว่าของข้าอีก มิเช่นนั้นจะถูกจับขังคุกลงอาญาตามกฎหมาย เลิกศาล"

ชาวบ้านที่มามุงดูอยู่รอบๆ ต่างพากันส่งเสียงหมดสนุกออกมาทันที เรื่องสนุกสนานเพิ่งจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้ ทุกคนต่างรู้สึกว่ายังดูได้ไม่จุใจเลยสักนิด

เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองฝั่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ จับคู่ลากชายตระกูลลู่ทั้งสองคนโยนออกไปนอกที่ว่าการอำเภออย่างดุดันราวกับหมาป่าและพยัคฆ์ ซ้ำยังเตรียมจัดส่งคนไปควบคุมตัวคนตระกูลลู่ให้ออกไปพ้นเขตอำเภอหนิงฮว่าตามคำสั่งของนายอำเภออีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ดุดันราวกับหมาป่าและพยัคฆ์ (如狼似虎) สำนวนเปรียบเทียบการกระทำที่รุนแรง โหดเหี้ยม และดุดันดั่งสัตว์ร้าย)

จบบทที่ ตอนที่ 38 ในที่ว่าการมีคนรู้จักย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว