- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 37 พลิกแพลงรับมือ
ตอนที่ 37 พลิกแพลงรับมือ
ตอนที่ 37 พลิกแพลงรับมือ
เสิ่นซีได้แต่ร้อนใจอยู่ท่ามกลางฝูงชน
หากเขาอายุมากกว่านี้สักหน่อย และมีคุณวุฒิซิ่วไฉติดตัว ก็ย่อมสามารถก้าวออกไปช่วยพูดคุยด้วยเหตุผลแทนฮุ่ยเหนียงได้อย่างสง่าผ่าเผย
แต่เสิ่นซีในตอนนี้เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ยังไม่ทันจะได้พุ่งเข้าไปในโถงพิจารณาคดีก็คงถูกเจ้าหน้าที่ศาลไล่ตะเพิดออกมาแล้ว ดีไม่ดีอาจจะถูกโบยจนก้นลายฐานบุกรุกศาลพิจารณาคดีโดยพลการ
ฮุ่ยเหนียงไม่ยอมแก้ต่างให้ตนเอง เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ต่อให้เขาจะร้อนใจดั่งไฟสุมไปก็ไร้ประโยชน์
"ไอ้เด็กทึ่มบอกว่านายท่านผู้เฒ่าจะมามิใช่หรือ เหตุใดถึงยังไม่เห็นแม้แต่เงาคน?" ในขณะที่เสิ่นซีกำลังตึงเครียด ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อเขาหันขวับไปมอง ก็พอดีเห็นท่านแม่โจวซื่อยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก เสิ่นซีรีบมุดหัวหดตัวลงไปในฝูงชนเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านแม่สังเกตเห็น
บนโถงพิจารณาคดี ไม่ว่านายอำเภอหานจะเอ่ยถามสิ่งใด ฮุ่ยเหนียงก็เอาแต่ร้องไห้งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน ไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใด ทำให้ใต้เท้านายอำเภอหานรู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ เซี่ยจู่ปู้ก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงข้างกายหานเสียแล้วกระซิบกระซาบไปประโยคหนึ่ง
หานเสียพยักหน้าเบาๆ ท้ายที่สุดก็ตบไม้ตวาดศาลลงไปฉาดหนึ่ง พลางเอ่ยว่า "คดีนี้ให้เลื่อนไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยเปิดศาลพิจารณาคดีใหม่ เลิกศาล เลิกศาล พวกที่มาดูเรื่องสนุกก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว"
เมื่อใต้เท้านายอำเภอเอ่ยปากให้แยกย้าย ชาวบ้านก็ส่งเสียงอื้ออึงแล้วแตกฉานซ่านเซ็นราวกับนกกระจอกแตกรัง
กลับเป็นชายชราตระกูลลู่ที่ได้ทีขี่แพะไล่ ชี้หน้าด่าทอฮุ่ยเหนียงกลางศาล "นังหญิงสารเลว เดิมทีตกลงกันด้วยดีก็จบเรื่องแล้ว เจ้ากลับทำเรื่องวุ่นวายไปถึงทางการ รอให้เรื่องนี้จบสิ้นข้าจะพาเจ้ากลับไปเปิดศาลบรรพชน แล้วจับเจ้ากับบุตรีถ่วงน้ำในกรงหมูเสีย!" กล่าวจบเขาก็เดินออกจากที่ว่าการอำเภอไปอย่างดุดันเกรี้ยวกราด
(เชิงอรรถผู้แปล: จับถ่วงน้ำในกรงหมู (浸猪笼) บทลงโทษตามจารีตประเพณีโบราณที่โหดร้าย มักใช้ลงโทษสตรีที่คบชู้หรือทำผิดศีลธรรมร้ายแรง โดยจับใส่กรงหรือสุ่มหมูแล้วถ่วงน้ำให้จมน้ำตาย)
ฮุ่ยเหนียงคุกเข่าอยู่กลางโถงพิจารณาคดี โดยไม่มีผู้ใดสนใจไยดี
เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองฝั่งมองดูพลางหาวหวอด คนที่น่าสงสารกว่าฮุ่ยเหนียงพวกเขาก็เคยพบเจอมาแล้ว จึงหล่อหลอมจนมีจิตใจเย็นชาราวกับเหล็กหินไปเสียนานแล้ว โจวซื่อรีบวิ่งเข้าไปพยุงฮุ่ยเหนียงที่เอาแต่ร้องไห้น้ำตาไหลพรากไม่หยุดให้ลุกขึ้น จากนั้นก็พานางเดินกลับไปยังร้านยา ตลอดทางโจวซื่อก็คอยเอ่ยปลอบโยนฮุ่ยเหนียงไม่ขาดปาก
เสิ่นซีหลบอยู่หลังบันไดที่ว่าการอำเภอ มองดูแผ่นหลังของท่านแม่และฮุ่ยเหนียงที่ค่อยๆ ห่างออกไป ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาอย่างเงียบงัน... แม้ว่าเขาจะตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ฮุ่ยเหนียงพร้อมสรรพแล้ว แต่เขาก็มิอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในยุคนี้ได้ และยิ่งมิอาจทำให้ฮุ่ยเหนียงเข้มแข็งขึ้นจนกล้าที่จะโต้แย้งด้วยเหตุผลกลางศาลได้
ฟังจากน้ำเสียงของนายอำเภอหาน ดูเหมือนจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าแม่ม่ายที่มาแย่งชิงทรัพย์สมบัตินั้นเป็นฝ่ายไร้เหตุผล หากไม่ลงมือทำสิ่งใดเลย คดีนี้ย่อมแพ้อย่างแน่นอน! แววตาของเสิ่นซีแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หลังจากนี้เขาจะต้องรีบเร่งติดสินบนบนล่าง เพื่อดูว่ายังพอมีความหวังที่จะชนะคดีนี้อยู่หรือไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: ติดสินบนบนล่าง (上下打点) สำนวนหมายถึง การวิ่งเต้นใช้เงินทองหรือของกำนัลเพื่อติดสินบนผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่ในทุกระดับชั้น เพื่อปูทางให้กิจการของตนสำเร็จลุล่วง)
ก่อนหน้านี้ตอนที่เสิ่นซีมอบบทละครเรื่อง 'เขายอดทัพ' เขาก็ทราบดีว่า หลางจงแห่งกรมโยธาธิการ หลินจ้งเยี่ย ต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อร่วมงานฉลองวันประสูติขององค์รัชทายาทจูโหวจ้าว
วันประสูติของจูโหวจ้าวคือเดือนเก้า และเวลานี้ก็ล่วงเข้าเดือนเจ็ดแล้ว
การเดินทางจากฝูเจี้ยนกลับเมืองหลวงนั้นหนทางยาวไกลข้ามเขาข้ามน้ำ หากไม่มีเวลาสักสองเดือนย่อมเดินทางไปไม่ทัน ดังนั้นหลินจ้งเยี่ยจึงรีบวางมืองานคุมการก่อสร้างชลประทานลงแต่เนิ่นๆ และเตรียมตัวจะออกเดินทางในอีกหนึ่งหรือสองวันนี้
เวลาผ่านไปไม่นาน มือปราบสองคนก็เดินออกมาจากที่ว่าการอำเภอ
เสิ่นซีรีบเดินเข้าไปหา แม้ว่ามือปราบทั้งสองคนนี้จะมิใช่คนที่หักเงินรางวัลของเขาในวันนั้น แต่ตอนที่ติดตามเซี่ยจู่ปู้ไปที่จวนตระกูลหวัง อย่างน้อยก็เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน
"เป็นเจ้าเด็กนี่อีกแล้ว วิ่งมาทำอันใดที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ?" มือปราบคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าแกมหัวเราะ
เด็กน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่ง กลับสามารถทำให้หลี่ต้าลี่ผู้ที่ถือดีว่าตนเองมีอาวุโสและคอยวางอำนาจบาตรใหญ่ในหมู่เจ้าหน้าที่ศาลต้องปั่นป่วนจนหัวหมุนได้ เรื่องนี้ถูกนำมาเล่าเป็นเรื่องขบขันตั้งนานแล้ว
อันที่จริงมือปราบทั้งสองคนก็เพียงแค่อยากจะเอ่ยถามเพื่อหยอกล้อเสิ่นซีเท่านั้น ทว่าเสิ่นซีกลับตีงูตามไม้ แสร้งทำเป็นกล่าวอย่างจริงจังว่า "คาราวะพี่ชายมือปราบ ข้าต้องการขอเข้าพบเซี่ยจู่ปู้ขอรับ"
เชิงอรรถผู้แปล: ตีงูตามไม้ (打蛇随棍上) หมายถึง การฉวยโอกาสตามน้ำหรือใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนอย่างรวดเร็ว)
มือปราบร่างสูงหัวเราะร่วน "เจ้าเด็กผี พูดจาราวกับเป็นผู้ใหญ่ พี่ชายมือปราบใช่คำที่เจ้าควรเรียกหรือ? ยังคิดจะขอเข้าพบเซี่ยจู่ปู้อีก ท่านผู้เฒ่างานยุ่งจะตายไป กลับไปเล่นที่บ้านไป๊"
เสิ่นซีกะพริบตาปริบๆ ด้วยสีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา "แต่นายท่านผู้เฒ่าที่ให้ข้ามาบอกว่า เขายังมีบทละครที่จะส่งมอบให้กับใต้เท้าที่มาจากราชสำนักอีกนะขอรับ หากข้านำความไปบอกไม่ถึง นายท่านผู้เฒ่าท่านนั้นจะต้องลงโทษข้าอย่างแน่นอนขอรับ"
พอมือปราบทั้งสองได้ยินก็หันมามองหน้ากัน รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าก็พลันจางหายไปในทันที
เรื่องที่เซี่ยจู่ปู้รับคำสั่งจากนายอำเภอหานให้ตามหาบทละครเพื่อมอบให้หลินจ้งเยี่ยนั้น พวกเขาย่อมล่วงรู้กระจ่างแจ้งแก่ใจเป็นอย่างดี เพื่อการนี้เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสามสังกัดแทบจะพลิกแผ่นดินอำเภอหนิงฮว่าค้นหาจนฟ้าถล่มดินทลายเลยทีเดียว
“เจ้าเด็กน้อยรอตรงนี้ ข้าจะไปแจ้งเซี่ยจู่ปู้เดี๋ยวนี้” มือปราบร่างสูงเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง จึงยอมสะกดกลั้นความรำคาญแล้วเดินเข้าไปรายงานด้านใน
เสิ่นซียืนรออยู่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอครู่ใหญ่ มือปราบคนเดิมจึงเดินออกมานำทางเขาเข้าไป เมื่อมาถึงห้องทำงานของเซี่ยจู่ปู้ เห็นเขากำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ พลิกอ่านเอกสารทางราชการอย่างขะมักเขม้น
แม้ตำแหน่งจู่ปู้จะเป็นเพียงขุนนางระดับเก้า แต่ก็นับว่าเป็นผู้กุมอำนาจอันดับสามของที่ว่าการอำเภอ โดยปกติแล้วเรื่องราวต่างๆ ในอำเภอหนิงฮว่า นายอำเภอหานอาจมิได้ลงมาคลุกคลีด้วยตนเอง ทว่าเซี่ยจู่ปู้ย่อมต้องเป็นผู้ผ่านหูผ่านตาเสมอ
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางระดับเก้า (从九品 - ฉงจิ่วผิ่น) ลำดับยศขุนนางที่ต่ำที่สุดในระบบราชการจีนโบราณ แต่มีอำนาจหน้าที่สำคัญในระดับท้องถิ่น)
“ข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าจู่ปู้ขอรับ” เสิ่นซีก้าวเข้าไปด้านในโดยมิได้คุกเข่า แต่เลือกที่จะโค้งกายคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามราวกับบัณฑิตผู้มีกงหมิงติดตัว
(เชิงอรรถผู้แปล: กงหมิง (功名) คุณวุฒิหรือฐานะทางสังคมที่ได้จากการสอบคัดเลือกขุนนาง ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น การไม่ต้องคุกเข่าต่อขุนนางท้องถิ่น)
เซี่ยจู่ปู้ปรายตามองเสิ่นซีด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นว่าเสิ่นซียืนอยู่ยังสูงไม่เท่าตนเองที่กำลังนั่งอยู่ โทสะในใจก็มลายหายไป เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ แต่เอ่ยถามออกไปตรงๆ ว่า “เจ้าหนู เจ้าบอกว่ามาส่งบทละคร แล้วบทละครอยู่ที่ใดเล่า?”
“นายท่านผู้เฒ่ามิได้บอกไว้ขอรับ ท่านเพียงสั่งความว่าบทละครจะถูกส่งมาในวันนี้ แต่ต้องขอให้ใต้เท้าจู่ปู้ช่วยอำนวยความสะดวกให้สักเรื่องหนึ่งขอรับ”
เซี่ยจู่ปู้แค่นหัวเราะเย็นชา “กล้าดีอย่างไรมาต่อรองกับข้า มิกลัวบ้างหรือว่าข้าจะสั่งคนไปจับตัวเขามาลงอาญา?”
เสิ่นซีแสร้งทำสีหน้ามึนงงไม่รู้ความ เขาพึงรู้ดีว่าขอเพียงตนทำเป็นเด็กไร้เดียงสา เซี่ยจู่ปู้ย่อมไม่ลดตัวลงมาถือสาหาความกับเด็กคนหนึ่งแน่นอน และก็เป็นดังคาด เซี่ยจู่ปู้กระแอมออกมาคำหนึ่ง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าการข่มขู่เด็กน้อยเช่นนี้ช่างดูไม่ฉลาดนัก จึงเอ่ยถามต่อว่า “ชายผู้นั้นฝากความอันใดมาบ้าง จงว่ามาให้หมด”
เสิ่นซีจึงเอ่ยด้วยท่าทางนอบน้อม “นายท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า ลู่ซุนซื่อนั้นน่าเวทนายิ่งนัก จึงใคร่ขอความเมตตาจากใต้เท้านายอำเภอโปรดผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยเหลือสองแม่ลูกที่ไร้ที่พึ่งพิงด้วยขอรับ นายท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าจะขอตอบแทนความเมตตาของใต้เท้านายอำเภอและใต้เท้าจู่ปู้ ด้วยการเขียนบทละครชุดใหม่ส่งมาให้ พร้อมทั้งจะเติมเต็มเรื่องราวของ ‘ขุนศึกตระกูลหยาง’ ให้สมบูรณ์ขอรับ”
เซี่ยจู่ปู้มีท่าทีไม่ค่อยยินดีนัก ในฐานะขุนนางผู้รับใช้ราชสำนักที่อยู่สูงส่งเหนือราษฎร การถูกชาวบ้านธรรมดามาตั้งเงื่อนไขใส่เช่นนี้ย่อมทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์
ทว่า ก่อนหน้านี้แม้จะได้บทละครเรื่อง ‘เขายอดทัพ’ มาแล้ว แต่เขาก็ทราบจากนายอำเภอหานว่า หลินจ้งเยี่ยยังไม่ค่อยพอใจนักที่ไม่ได้ฟังตอนจบของเรื่อง ‘ขุนศึกตระกูลหยาง’
ต้องล่วงรู้ไว้ว่า หลินจ้งเยี่ยมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับไท่ฉางซื่อเส้าชิง หลี่ตงหยาง
(เชิงอรรถผู้แปล: ไท่ฉางซื่อเส้าชิง (太常寺少卿) ตำแหน่งขุนนางรองผู้บัญชาการสำนักพิธีบวงสรวง มีหน้าที่ดูแลราชพิธีเซ่นไหว้บรรพชนและพิธีกรรมทางศาสนาของราชสำนัก)
"หลี่ตงหยางผู้นี้ เมื่ออายุเพียงแปดขวบก็เข้าเรียนในสำนักศึกษามณฑลซุ่นเทียนในฐานะเด็กอัจฉริยะ ปีเทียนซุ่นที่หกสอบได้จวี่เหริน ปีเทียนซุ่นที่แปดสอบได้จิ้นซื่ออันดับหนึ่งในขั้นที่สอง ได้รับแต่งตั้งเป็นซู่จี๋ซื่อ เป็นขุนนางขั้นเปียนซิว และเลื่อนตำแหน่งเรื่อยมาจนเป็นซื่อเจี่ยงเสวียซื่อ ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือในวังตะวันออก และเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งจะได้รับเลื่อนขั้นเป็นไท่ฉางซื่อเส้าชิง จากความดีความชอบในการเรียบเรียง ‘บันทึกพระราชประวัติจักรพรรดิเสี้ยนจง’"
(เชิงอรรถผู้แปล:
1. จิ้นซื่ออันดับหนึ่งในขั้นที่สอง (二甲进士第一) ในการสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ) จะแบ่งบัณฑิตเป็น 3 ขั้น ขั้นที่หนึ่งมีเพียง 3 คน (จอหงวน, ปั่งเหยี่ยน, ทั่นฮวา) ขั้นที่สองคือบัณฑิตที่ทำคะแนนได้ในกลุ่มรองลงมา ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในขั้นที่สองนี้จะมีชื่อเรียกว่า 'ฉวนหลู' ถือเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ
2. ซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ตำแหน่งขุนนางฝึกหัดในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน คัดเลือกจากบัณฑิตจิ้นซื่อที่สอบได้คะแนนยอดเยี่ยม เพื่อศึกษาตำราและฝึกฝนการบริหารราชการ ถือเป็นเส้นทางสู่การเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ในอนาคต
3. เปียนซิว (编修) ตำแหน่งขุนนางนักวิชาการระดับเจ็ดในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน มีหน้าที่หลักในการร่างพระราชโองการและชำระประวัติศาสตร์
4. ซื่อเจี่ยงเสวียซื่อ (侍讲学士) ตำแหน่งขุนนางนักวิชาการอาวุโสประจำสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน (ขุนนางขั้นหกรอง) มีหน้าที่สำคัญในการถวายการบรรยาย อธิบายคัมภีร์ และสอนประวัติศาสตร์ให้แก่ฮ่องเต้ หรือถวายพระอักษรแก่องค์รัชทายาท)
5. บันทึกพระราชประวัติจักรพรรดิเสี้ยนจง (宪宗实录 - เสี้ยนจงสือลู่) พงศาวดารหรือเอกสารจดหมายเหตุของราชสำนักที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญและพระราชกรณียกิจทั้งหมดตลอดรัชกาลของจักรพรรดิหมิงเสี้ยนจง (รัชศกเฉิงฮว่า))
ในฐานะขุนนางคนสนิทที่ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิหงจื้อ ในอนาคตหลี่ตงหยางย่อมมีโอกาสเข้าสู่คณะเสนาบดีอย่างแน่นอน นายอำเภอหานจึงต้องการอาศัยเส้นสายของหลินจ้งเยี่ยเพื่อเข้าหาหลี่ตงหยางให้ได้
(เชิงอรรถผู้แปล: คณะเสนาบดี (内阁 - เน่ยเก๋อ) องค์กรสูงสุดที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดฮ่องเต้ในการบริหารราชการแผ่นดิน)
“คำฟ้องของลู่ซุนซื่อในวันนี้ ก็คงจะเป็นฝีมือของชายผู้นั้นเขียนขึ้นมาเช่นกันกระมัง? เขียนได้ถ้อยคำองอาจหนักแน่น ลำดับขั้นตอนชัดแจ้ง เห็นได้ชัดว่ามิใช่คนธรรมดาสามัญ อีกทั้งยังเชี่ยวชาญกฎหมายต้าหมิงยิ่งนัก ไม่แน่ว่าก่อนหน้านี้อาจเคยรับราชการในที่ว่าการมาก่อน”
เสิ่นซีอึกอักเล็กน้อย “ข้าน้อย... ข้าน้อยมิอาจทราบได้ขอรับ”
เซี่ยจู่ปู้ยิ้มบางๆ “คิดว่าเจ้าก็คงไม่รู้หรอก กลับไปบอกชายผู้นั้นเสีย การจะให้นายอำเภอช่วยเหลือลู่ซุนซื่อมิใช่เรื่องยาก อย่างไรเสียลู่ซุนซื่อก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอหนิงฮว่า นายอำเภอไม่เข้าข้างคนนอกอยู่แล้ว แต่บทละครและบทนิทานต้องส่งมาที่ที่ว่าการภายในคืนนี้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องมาเจรจากันอีก”
เสิ่นซีโค้งคำนวณอีกครา “ข้าน้อยจดจำได้แล้วขอรับ กลับไปจะแจ้งแก่นายท่านผู้เฒ่าให้กระจ่างชัดแจ้ง”
เซี่ยจู่ปู้โบกมือด้วยความรำคาญ เป็นสัญญาณให้เสิ่นซีออกไปได้ เขาจึงรีบถอยฉากเดินจากมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเงาร่างของเสิ่นซีหายลับไปหลังประตู หลี่ต้าลี่ผู้ที่เคยถูกเสิ่นซีข่มขู่จนถูกโบยก้นลายไปเมื่อวันก่อนก็เดินเข้ามา เอ่ยถามว่า “ใต้เท้าจู่ปู้ จะให้ข้าน้อยส่งคนตามไปลากคอเจ้าคนที่อยู่เบื้องหลังออกมาดีหรือไม่ขอรับ?”
“เจ้าลากเขาออกมาแล้ว เขาจะยอมเขียนบทละครให้เจ้าหรือ? หากเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดาก็คงง่ายอยู่หรอก แต่กับคนที่เชี่ยวชาญกฎหมายบ้านเมืองถึงเพียงนี้ จะมิมีเส้นสายในทางการได้อย่างไร? ช่างเถิด อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย ขอเพียงได้บทละครและบทนิทานมา นายอำเภอพึงพอใจ พวกเราก็พ้นภาระ การสร้างเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็นย่อมมิเป็นผลดีต่อผู้ใดทั้งสิ้น”
เสิ่นซีเดินออกมาจากที่ว่าการอำเภอ เหลียวมองหลังเพื่อดูว่ามีผู้ใดลอบตามมาหรือไม่
เมื่อเข้าสู่ตรอกเล็กๆ หน้าที่ว่าการอำเภอ เขาแอบซุ่มอยู่ตรงมุมกำแพงครู่หนึ่ง จนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามมา จึงมุ่งหน้าไปยังเรือนผุพังหลังจวนตระกูลหวัง หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา แล้วนั่งลงบนม้านั่งหินใต้ร่มไม้ละแวกนั้น ตวัดพู่กันเขียนบทละครและบทนิทาน ‘ขุนศึกตระกูลหยาง’ จนครบถ้วนสมบูรณ์ ตัวอักษรไหลลื่นยาวเหยียดนับพันคำ
เมื่อเห็นว่าดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า เสิ่นซีจึงต้องรีบเร่งฝีเท้ากลับไปยังที่ว่าการอำเภออีกครา แต่น่าเสียดายที่คราวนี้เจ้าหน้าที่ศาลที่เฝ้าประตูมิยอมให้เขาเข้าไป เสิ่นซีจึงจำต้องกลับบ้านไปพร้อมกับความเสียดายเล็กน้อยในใจ