เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35 ทุกเรื่องราวล้วนพึ่งพานายท่านผู้เฒ่า

ตอนที่ 35 ทุกเรื่องราวล้วนพึ่งพานายท่านผู้เฒ่า

ตอนที่ 35 ทุกเรื่องราวล้วนพึ่งพานายท่านผู้เฒ่า


ยามพลบค่ำเมื่อโจวซื่อกลับมา เสิ่นซีก็รีบนำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้นางฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง

โจวซื่อบ่นพึมพำว่า "เรื่องภายในครอบครัวของผู้อื่น พวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวคงจะไม่ค่อยดีนัก... ไอ้เด็กทึ่ม ประเดี๋ยวแม่ทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว เจ้านำไปส่งให้ท่านน้าของเจ้าก็แล้วกัน"

เสิ่นซีขมวดคิ้ว "ท่านแม่ ท่านอุตส่าห์บอกว่าสนิทสนมกับท่านน้าดั่งพี่น้องร่วมสาบาน ตอนนี้ท่านน้ากำลังตกทุกข์ได้ยาก ท่านแม้แต่จะไปเอ่ยคำปลอบโยนสักประโยคก็ยังทำไม่ได้หรือขอรับ? อีกอย่าง หากร้านยาถูกคนพวกนั้นแย่งชิงกลับไป เกรงว่าพวกเราเองก็คงต้องย้ายบ้านด้วยเช่นกัน"

"พูดจาเหลวไหลอันใดกัน?"

โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางเอ่ย "พวกเราเช่าคือเรือนลานนี้ มิใช่ร้านขายยา ต่อให้คนตระกูลลู่จะมาทำตัวไร้เหตุผล แต่ตามข้อตกลง อย่างน้อยก็ต้องให้พวกเราพำนักไปก่อนสักครึ่งปีสิ"

เสิ่นซีนึกในใจว่าสมองของท่านแม่ช่างซื่อตรงจนพลิกแพลงไม่เป็นเสียจริง นางคิดว่าเช่าเรือนได้แล้ว ต่อให้คนตระกูลลู่ยึดทรัพย์สินคืนไป พวกเขาก็ยังคงจะให้เช่าเรือนต่อไปตามข้อตกลงเดิมอย่างนั้นหรือ

"ท่านแม่ ท่านคิดจริงๆ หรือว่าคนที่คิดอ่านวางแผนมาอย่างแยบยลเพื่อหมายแย่งชิงทรัพย์สมบัติของผู้อื่น จะพูดจาง่ายเหมือนท่านน้า? ที่พวกเราเช่าเรือนได้ในราคาถูกราวกับผักกาดขาว ก็เป็นเพราะท่านน้าถูกชะตากับพวกเราถึงได้ลดค่าเช่าให้ต่ำปานนี้ หากเปลี่ยนเจ้าของใหม่ ท่านคิดว่าจะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้อีกหรือขอรับ?"

เสิ่นซียิ้มขื่นออกมาติดๆ กัน ส่ายหน้าพลางวิเคราะห์ให้ฟัง "ยิ่งไปกว่านั้น รากฐานของตระกูลลู่อยู่ที่มณฑลเจียงซีทางโน้น พวกเขาจะพำนักอยู่ในเขตอำเภอหนิงฮว่าของพวกเราไปได้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร? หลังจากพวกเขายึดร้านยาและเรือนกลับไปได้แล้ว สิ่งแรกที่จะทำก็คือขายทิ้งแลกเป็นเงินเพื่อกลับบ้านเกิด ถึงตอนนั้นพวกเราจะไปเรียกร้องเหตุผลกับผู้ใดเล่าขอรับ?"

"ถอยหลังไปหมื่นก้าว ต่อให้เจ้าของคนใหม่ยอมให้พวกเราเช่าต่อ แต่เขาจะยอมปฏิบัติตามข้อตกลงที่พวกเราทำไว้กับท่านน้าหรือ? ถึงตอนนั้นย่อมต้องขึ้นค่าเช่าอย่างแน่นอน!"

(เชิงอรรถผู้แปล: ถอยหลังไปหมื่นก้าว (退一万步讲) สำนวนหมายถึง การยอมถอยให้ถึงที่สุด หรือการสมมติในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพื่อประกอบการอธิบายเหตุผล)

"นั่นสิ!"

โจวซื่อตบต้นขาฉาดใหญ่ พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจขึ้นมา "ยังคงเป็นไอ้เด็กทึ่มอย่างเจ้าที่ฉลาดหลักแหลม คนที่เคยร่ำเรียนตำรามากับคนที่ไม่เคยเรียนนี่ช่างแตกต่างกันจริงๆ ไป พวกเราไปดูท่านน้าของเจ้ากันเถิด... โธ่เอ๋ย ก็ยังไม่ได้อยู่ดี นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของผู้อื่น พวกเราเข้าไปสอดมือยุ่งเกี่ยวจะเป็นเรื่องอันใดเล่า!"

เนื่องจากในยุคสมัยนี้อำนาจของตระกูลมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนในยุคนี้จึงมีกรอบความคิดที่ฝังรากลึกว่า หากเป็นเรื่องภายในครอบครัวของผู้อื่น ต่อให้ไม่มีเหตุผลเพียงใด คนนอกก็ห้ามเข้าไปก้าวก่าย

เสิ่นซีโวยวายขึ้นมา "ท่านแม่ หากท่านไม่ช่วยท่านน้า วันหน้าครอบครัวพวกเราได้ไปนอนข้างถนนแน่! โอ๊ย โอ๊ย!"

"ไปๆๆ!"

โจวซื่อตบหน้าผากเสิ่นซีไปหนึ่งฉาด เอ่ยด่าด้วยความโมโห "ไอ้เด็กเหม็นอย่างเจ้า ไม่รู้จักพูดจาให้มันระรื่นหูบ้าง นอนข้างถนนอันใดกัน? เอาล่ะๆ แม่จะไปดูเป็นเพื่อนเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ หากไปถึงที่นั่นแล้วเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลอีกล่ะก็ แม่จะตีก้นเจ้าให้ลายเลยคอยดู!"

โจวซื่อพาเสิ่นซีมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงยังคงหลั่งน้ำตาด้วยความโศกเศร้า หลังจากโจวซื่อพยายามพูดจาหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมสารพัด ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็หยุดร้องไห้ลงได้

โจวซื่อเอ่ยด้วยความห่วงใย "น้องสาว สตรีอย่างพวกเรามักจะไม่เป็นที่โปรดปรานหรือได้รับความเห็นใจจากบุรุษนัก ยามที่สามียังอยู่ก็ดีงามไปเสียทุกสิ่ง แต่พอสามีจากไป ก็ต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่ง ผู้ใดจะมาคอยเป็นที่พึ่งพิงให้พวกเราได้อีก? น้องสาว หลังจากนี้เจ้าวางแผนจะทำเช่นไรต่อไปหรือ?"

"ข้า... ข้าก็ไม่รู้..."

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ "ข้า... ข้าอยากพาซีเอ๋อร์กลับบ้านเกิด แต่ว่า... ที่บ้านเกิดของข้าก็ไม่มีญาติสนิทหลงเหลืออยู่แล้ว มีเพียงญาติห่างๆ ไม่กี่คน กลับไปแล้วค่อยรอดูสถานการณ์ หากไม่มีหนทางทำกินจริงๆ ข้าก็ยอมคิดสั้นตายตามพ่อของซีเอ๋อร์ไปเสียยังดีกว่า"

"น้องสาว เจ้าอย่าได้คิดสั้นเป็นอันขาด ต่อให้เจ้าไม่คิดถึงตัวเอง ก็ควรจะคิดถึงเด็กบ้าง ซีเอ๋อร์ยังเล็กปานนี้ เจ้าตัดใจทิ้งให้นางกลายเป็นเด็กกำพร้าได้ลงคอหรือ? ในโลกนี้ไม่มีอุปสรรคใดที่ก้าวข้ามไปไม่ได้หรอก กัดฟันทนสักนิดก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว! จริงสิ น้องสาวไม่เคยคิดที่จะแต่งงานใหม่บ้างหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าอย่างรุนแรง บางทีอาจจะไปสะกิดโดนแผลใจเข้า น้ำตาของนางพลันไหลพรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง

เสิ่นซีเห็นภาพนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ บุรุษผู้หนึ่งที่ตอนมีชีวิตอยู่รักใคร่ภรรยาและบุตรีเป็นอย่างมาก เมื่อตายไปกลับทิ้งทรัพย์สินอันน้อยนิดไว้ให้ภรรยากับบุตรีได้พอยังชีพ ทว่าเพียงแค่ของเล็กน้อยเท่านี้ ก็ยังมีคนมาคอยจ้องจะฮุบเอาไป ช่างทำให้ผู้คนต้องทอดถอนใจให้กับความยากลำบากและความโหดร้ายของโลกมนุษย์เสียจริงๆ

คราวนี้โจวซื่อเองก็หมดหนทางเกลี้ยกล่อม ทำได้เพียงนั่งซับน้ำตาเป็นเพื่อนฮุ่ยเหนียง

เสิ่นซีลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "ท่านน้า พวกนั้นมาแย่งชิงร้านยา ท่านก็ไปฟ้องร้องต่อที่ว่าการอำเภอเลยสิขอรับ... ให้ใต้เท้าขุนนางมาช่วยเป็นที่พึ่งหนุนหลังให้พวกเราไงขอรับ!"

"เด็กน้อยอย่างเจ้ารู้อะไร..." โจวซื่อด่าเสิ่นซีไปประโยคหนึ่ง ทว่ากลับหันไปเอ่ยถามฮุ่ยเหนียง "น้องสาวเคยคิดจะไปฟ้องร้องที่ว่าการอำเภอบ้างหรือไม่?"

ซุนฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "ทรัพย์สินเหล่านี้ถึงอย่างไรก็เป็นของตระกูลลู่ ต่อให้ไปถึงที่ว่าการอำเภอ ใต้เท้าขุนนางจะมาออกหน้าเป็นที่พึ่งให้กับแม่ม่ายลูกกำพร้าอย่างพวกเราได้อย่างไร?"

โจวซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าเป็นไปได้ยากเช่นกัน จึงได้แต่ทอดถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง

ทว่าเสิ่นซีกลับกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านน้า ท่านน้าเขยจากไปแล้ว ทั้งยังไร้บิดามารดาและพี่น้อง ดังนั้นหากกล่าวในความหมายหนึ่ง ครอบครัวของท่านน้าเขยถือว่าสิ้นสุดทายาทสืบสกุลแล้ว ตามกฎหมายต้าหมิงของพวกเรา ทรัพย์สินของครอบครัวที่สิ้นสุดทายาท หากไร้ซึ่งญาติร่วมตระกูลผู้มีสิทธิ์สืบทอด ทรัพย์สินเหล่านั้นย่อมตกเป็นของบุตรีสายเลือดแท้ๆ หากไร้บุตรี ทรัพย์สินจึงจะตกเป็นของทางการราชสำนักขอรับ"

"นั่นก็หมายความว่า ซีเอ๋อร์ย่อมมีสิทธิ์สืบทอดโดยชอบธรรมในทรัพย์สินของท่านน้าเขย ส่วนท่านน้าก็มีสิทธิ์ในการเป็นผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินเหล่านั้นขอรับ อีกอย่าง ทรัพย์สินส่วนนี้เป็นสิ่งที่ท่านน้าเขยสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง มิได้นับว่าเป็นทรัพย์สินดั้งเดิมของตระกูลลู่ ต่อให้คนพวกนั้นจะแซ่ลู่เหมือนกัน แต่ก็มิใช่คนในครอบครัวเดียวกับท่านน้าเขย พวกเขาย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะมาทวงเอาร้านยาไป... ขอเพียงท่านน้าดูแลบุตรีและไม่ได้แต่งงานใหม่ ก็ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถมาแย่งชิงทรัพย์สินที่เป็นของซีเอ๋อร์ไปได้ขอรับ"

โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ นางคว้ามือของเสิ่นซีไว้พลางเอ่ยถาม "ไอ้เด็กทึ่ม คำพูดเหล่านี้เจ้าไปฟังมาจากที่ใดกัน?"

"ข้า... ข้าคิดเอาเองขอรับ"

เสิ่นซีรู้ดีว่าด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขาไม่สมควรจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้ แต่ในเวลานี้เพื่อที่จะช่วยเหลือฮุ่ยเหนียง เขาก็ไม่อาจมามัวพะวงสิ่งใดได้อีกแล้ว

เสิ่นซีมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายของราชวงศ์หมิงเป็นอย่างดี ในทุกยุคสมัยของต้าหมิงล้วนมีคดีความฟ้องร้องแย่งชิงทรัพย์สินเกิดขึ้นมากมาย เมื่อสามีตายไป ทรัพย์สมบัติที่ทิ้งไว้กลับถูกคนร่วมแซ่เดียวกันมาแย่งชิงไป เรื่องราวเช่นนี้พบเห็นได้ดาษดื่นจนชินตา

ใน กฎหมายต้าหมิงหลิ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "สตรีที่สามีล่วงลับ ไร้บุตรชาย แต่ปรารถนาจะครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินในส่วนของสามี ทว่าต้องอาศัยผู้นำตระกูลเป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่มีลำดับเจาอวี้เหมาะสมมารับสืบทอดเป็นบุตรบุญธรรม หากสตรีนั้นแต่งงานใหม่ ทรัพย์สินของตระกูลสามีตลอดจนสินเดิมของนาง ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้การจัดการของตระกูลอดีตสามีเป็นหลัก" ข้อบัญญัตินี้ได้เชื่อมโยงการที่สตรีหม้ายเข้ารับช่วงต่อทรัพย์สินของสามีที่ล่วงลับเข้ากับการตั้งผู้สืบทอดอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ภรรยาหม้ายจึงไม่มีสิทธิ์ในการสืบทอดทรัพย์สินของสามีที่ล่วงลับอย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งในทางกฎหมายยังมีหน้าที่ต้องตั้งผู้สืบทอดสายเลือดให้กับสามีที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: กฎหมายต้าหมิงหลิ่ง (大明令) กฎหมายสำคัญที่ตราขึ้นในยุคต้นราชวงศ์หมิง ครอบคลุมกฎเกณฑ์ทางสังคมและครอบครัว - ลำดับเจาอวี้ (昭穆) ระบบการเรียงลำดับอาวุโสและสายเลือดในศาลบรรพชนของจีนโบราณ เพื่อกำหนดผู้ที่มีความเหมาะสมทางสายเลือดในการรับเป็นบุตรบุญธรรมสืบสกุล)

กฎหมายมาตรานี้นี่เอง ที่เป็นข้ออ้างหลักที่ทำให้คนตระกูลลู่กล้าบุกมาทวงเอาทรัพย์สินถึงหน้าประตู

ทว่า สถานการณ์ที่แตกต่างย่อมต้องวิเคราะห์ไปตามบริบท ในเวลานี้แม้ครอบครัวของลู่เซ่าป๋อจะถือว่าสิ้นสุดทายาทบุรุษสืบสกุล แต่ก็ยังมีลู่ซีเอ๋อร์ซึ่งเป็นบุตรีสายเลือดแท้ๆ ที่สามารถสืบทอดทรัพย์สินได้ ในขณะเดียวกัน ร้านขายยาและเรือนในอำเภอหนิงฮว่า ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ลู่เซ่าป๋อออกมาบุกเบิกสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง จะนับว่าเป็นทรัพย์สินดั้งเดิมของบรรพบุรุษหรือไม่นั้นก็ยังมีข้อถกเถียง จุดสำคัญคือต้องดูว่านายอำเภอผู้พิจารณาคดีจะตีความเช่นไร

"ไอ้เด็กเหม็นอย่างเจ้า เพิ่งจะอายุเท่าใดกันเชียว ถึงได้เอ่ยถ้อยคำสละสลวยราวกับบัณฑิตเช่นนี้ออกมาได้? แม่ขอถามเจ้า นายท่านผู้เฒ่าที่สอนเจ้าอ่านเขียนตำราท่านนั้นกลับมาแล้วใช่หรือไม่?"

โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีแวบหนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับฮุ่ยเหนียงว่า "น้องสาว หากมีนายท่านผู้เฒ่าผู้มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางท่านนั้นคอยช่วยเหลือ คดีความของเจ้าก็ย่อมมีความหวังแล้ว... นายท่านผู้เฒ่าผู้นั้นคาดการณ์แม่นยำไร้ช่องโหว่ ครอบครัวของพวกเราก็ล้วนพึ่งพาความช่วยเหลือจากท่าน วันเวลาถึงได้สงบสุขลงตัวเช่นนี้"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโจวซื่อ บนใบหน้าที่ซีดเซียวของฮุ่ยเหนียงก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง แววตาที่มองไปยังเสิ่นซีเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ภายในใจของคนเราย่อมต้องมีความหวัง เดิมทีฮุ่ยเหนียงถึงกับยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไปแล้ว ทว่าตอนนี้เมื่อได้ยินว่ามีผู้ที่สามารถช่วยนางชนะคดีได้ ในที่สุดนางก็มีพลกำลังที่จะฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

โจวซื่อบิดหูของเสิ่นซีขึ้นมา "รีบบอกมาเดี๋ยวนี้ นายท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วใช่หรือไม่?"

เสิ่นซีพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้น พลางลูบหูตัวเองไปพลางกล่าวว่า "นายท่านผู้เฒ่าก็ไม่ได้จากไปไหนตั้งแต่แรกแล้วต่างหากเล่าขอรับ"

"จริงหรือ?"

บนใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยรอยยิ้มปีติยินดี "เช่นนั้นยังไม่รีบพาแม่ไปโขกศีรษะขอบพระคุณนายท่านผู้เฒ่าอีกหรือ? ครอบครัวของพวกเราได้รับความเมตตาจากท่านมาไม่น้อยเลย... ตอนนี้ยังต้องไปอ้อนวอนขอให้ท่านช่วยท่านน้าของเจ้าแย่งชิงร้านยากลับมาอีก เจ้าอย่าได้บอกเชียวนะว่าไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าอยู่ที่ใด"

คราวนี้เสิ่นซีถึงกับตกที่นั่งลำบากแล้ว

นายท่านผู้เฒ่ามิได้มีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก แล้วจะพาโจวซื่อไปพบได้อย่างไรเล่า?

ทว่าสมองของเสิ่นซีกลับพลิกแพลงไปมาอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยขึ้นทันควันว่า "ที่นายท่านผู้เฒ่าให้ข้าบอกพวกท่านก่อนหน้านี้ว่าท่านเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลแล้ว ก็เพราะไม่อยากให้ผู้ใดไปรบกวน รบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านผู้เฒ่าขอรับ นายท่านผู้เฒ่าบอกกับข้าว่า หากมีเรื่องราวอันใด ท่านจะเป็นฝ่ายมาหาข้าเอง"

"เมื่อครู่ตอนข้าเลิกเรียนกลับบ้าน นายท่านผู้เฒ่าก็ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ท่านบอกว่าคนตระกูลลู่ไม่เห็นใจแม่ม่ายลูกกำพร้า บุกมาแย่งชิงทรัพย์สินอย่างป่าเถื่อน ช่างเป็นเรื่องที่ฟ้าดินไม่อาจยอมรับได้จริงๆ นายท่านผู้เฒ่าจึงสอนคำพูดเมื่อครู่ให้ข้า เพื่อให้ข้านำมาบอกแก่ท่านแม่และท่านน้า จะได้วางใจลงได้ขอรับ"

"นายท่านผู้เฒ่ายังบอกอีกว่า ขอเพียงนำคดีนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลที่ว่าการอำเภอ หากพิจารณาตามหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้ พวกเราชนะอย่างแน่นอนขอรับ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นนายท่านผู้เฒ่าอาจจะออกหน้ามาช่วยเหลือด้วยตนเองเลยก็ได้"

จบบทที่ ตอนที่ 35 ทุกเรื่องราวล้วนพึ่งพานายท่านผู้เฒ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว