- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 34 วิกฤตของฮุ่ยเหนียง
ตอนที่ 34 วิกฤตของฮุ่ยเหนียง
ตอนที่ 34 วิกฤตของฮุ่ยเหนียง
วันขึ้นเก้าค่ำเดือนเจ็ด เป็นวันสอบของสำนักศึกษา
เนื้อหาในการสอบคือ ท่านอาจารย์จะสุ่มเลือกบทหนึ่งใน 'คัมภีร์หลุนอวี่' ขึ้นมา แล้วให้นักเรียนเขียนลงไป... อันที่จริงก็คือการเขียนตามคำบอกนั่นเอง! การสอบกินเวลาถึงครึ่งชั่วยาม ท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงตรวจกระดาษคำตอบกันสดๆ ตรงนั้นเลย เนื่องจากเด็กๆ ล้วนเพิ่งจะผ่านการเบิกปัญญามาหมาดๆ ลายมือจึงโย้เย้บิดเบี้ยว อีกทั้งยังมีข้อผิดพลาดตกหล่นมากมายตลอดทั้งแผ่น สีหน้าของท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงในยามตรวจข้อสอบจึงดำทะมึนอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งในตอนท้าย สีหน้าของท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงจึงเริ่มดูดีขึ้นมาบ้าง เพราะเขาได้เห็นกระดาษคำตอบของเสิ่นหยวนและเสิ่นซี... เสิ่นหยวนนั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาแต่กำเนิด ผนวกกับความขยันหมั่นเพียรในการอ่านตำรา จึงนับว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นในหมู่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาเขียนคัมภีร์หลุนอวี่ได้ถูกต้องแทบทั้งหมด เพียงแต่เมื่อเทียบกับเสิ่นซีที่มีพรสวรรค์และความสามารถเหนือใครแล้ว เขาจึงจำต้องยอมรับอันดับที่สองไปโดยปริยาย
ทว่าไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ในบรรดานักเรียนที่อายุยังน้อยของสำนักศึกษา พี่น้องตระกูลเสิ่นทั้งสองก็สามารถกวาดอันดับที่หนึ่งและอันดับที่สองของการสอบมาครองได้สำเร็จ ทำให้ท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าเสิ่นซีจะคาดเดาผลการสอบนี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกโล่งอกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงตัวเขาเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับคะแนนสอบมากนัก แต่ผลการสอบนี้กลับเป็นที่พึ่งทางใจของโจวซื่อและเสิ่นหมิงจวิน มันจึงพลอยทำให้เขาต้องรู้สึกเคร่งเครียดและกดดันตามไปด้วย
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ! "
หลังจากได้รับกระดาษคำตอบคืน เสิ่นซีก็โค้งคำนับทำความเคารพท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงด้วยความนอบน้อม ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไปท่ามกลางสายตาเปี่ยมรอยยิ้มของท่านอาจารย์ เขาต้องรีบกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีให้บิดามารดาทราบ
น่าเสียดายที่เมื่อกลับถึงบ้านกลับพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่เลยสักคน... เวลานี้ท่านพ่อท่านแม่คงจะยังทำงานกันอยู่น่ะสิ!
เสิ่นซีถือกระดาษคำตอบที่มีคำวิจารณ์ของท่านอาจารย์เขียนกำกับไว้นั่งอยู่ตรงประตูเรือน พลางขบคิดว่าช่วงนี้ตนเองใช้ชีวิตสุขสบายเกินไปหรือไม่ จำเป็นต้องหาหนทางหาเงินค่าขนมเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่ ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นเพื่อนบ้านพากันไปมุงดูอยู่แถวหน้าร้านขายยา ราวกับว่าเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น
เสิ่นซีร้องในใจว่าแย่แล้ว รีบวิ่งกลับไปในห้องเพื่อวางกระดาษคำตอบลง จากนั้นก็วิ่งจ้ำอ้าวเหยาะๆ ไปแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน เขาเห็นชายฉกรรจ์สองคนที่มีสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นกำลังยืนอยู่ในร้าน คนอายุน้อยกว่าน่าจะราวๆ ยี่สิบกว่าปี ส่วนคนที่มีอายุมากกว่าดูจากหน้าตาแล้วน่าจะราวๆ สี่สิบกว่าปี พวกเขากำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ท่าทางยโสโอหังยิ่งนัก
ทางด้านหลังร้านก็มีคนไปมุงดูเรื่องสนุกอยู่เช่นกัน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคิดจะก้าวออกมายื่นมือเข้าช่วยเหลือเลยสักคน
ฮุ่ยเหนียงยืนอยู่หลังโต๊ะบัญชี ดึงตัวบุตรีเข้ามากอดไว้แนบอก นางก้มหน้าลงพลางยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้ ลู่ซีเอ๋อร์ยังเด็กนักย่อมไม่รู้ว่าเหตุใดมารดาจึงต้องร้องไห้ นางแหงนหน้ามองมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
"...เมื่อเจ้าก้าวเท้าเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลลู่ เจ้าก็คือคนของตระกูลลู่ ตอนนี้สามีของเจ้าจากไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าก็ต้องให้พวกเราเป็นผู้ตัดสินใจ ทรัพย์สินของตระกูลลู่ จะปล่อยให้คนต่างแซ่อย่างเจ้ามายึดครองไปแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร?"
คำพูดของชายวัยกลางคนผู้นั้น ช่วยคลายความสงสัยให้แก่เสิ่นซีได้ในที่สุด ที่แท้คนพวกนี้ก็คือคนจากตระกูลฝั่งสามีของฮุ่ยเหนียงนี่เอง
ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงเคยเล่าว่า ตระกูลลู่มิใช่คนพื้นเพอำเภอหนิงฮว่าโดยกำเนิด แต่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองเจี้ยนชาง มณฑลเจียงซี นางติดตามสามีมาทำการค้าขายยาสมุนไพร เร่ร่อนรอนแรมมาจนถึงอำเภอหนิงฮว่า และค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจนมีทรัพย์สินเหล่านี้ขึ้นมา
เนื่องจากทางฝั่งสามีไม่มีทั้งบิดามารดาและพี่น้องเหลืออยู่แล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบปะกับคนของตระกูลฝั่งสามีอีก
ใครจะไปคิดว่าตระกูลลู่จะยังมีญาติห่างๆ หลงเหลืออยู่อีก และพวกเขาคงจะล่วงรู้สถานการณ์ในปัจจุบันของฮุ่ยเหนียงผ่านทางคำบอกเล่าของพ่อค้าเร่ เดิมทีหากรู้ว่านางเป็นเพียงแม่ม่ายลูกติดที่กำพร้าไร้ที่พึ่งก็คงไม่มีผู้ใดสนใจไยดี ทว่าประเด็นสำคัญมันอยู่ที่สามีของนางทิ้งทรัพย์สินเอาไว้ให้ต่างหาก ร้านค้าและลานเรือนเหล่านี้หากนำไปขาย อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้เงินสักหลายสิบตำลึง
ทรัพย์สินเงินทองล้วนทำให้คนตาบอด เห็นหรือไม่เล่า ในที่สุดก็มีคนมาเคาะถึงหน้าประตูแล้ว!
ทั้งในและนอกร้านขายยา มีผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันจนแน่นขนัด
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ต่างก็พากันมามุงดูเรื่องสนุก
แม้ว่าการที่แม่ม่ายคนหนึ่งต้องดูแลบุตรีวัยห้าขวบเพียงลำพังจะดูน่าเวทนาเพียงใด แต่ในเรื่องของการแย่งชิงทรัพย์สินภายในตระกูล คนนอกอย่างพวกเขาย่อมยากที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยนี้สตรีมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย การที่ฮุ่ยเหนียงต้องออกหน้ามาดูแลกิจการร้านยาด้วยตนเอง ก็เป็นที่ครหาและตกเป็นขี้ปากของเพื่อนบ้านมานานแล้ว มีบ้านไหนบ้างเล่าที่ยอมให้สามีตัวเป็นๆ ของตนเองเดินเข้าไปซื้อยาในร้านของแม่ม่ายสาวสวย?
ต่อให้ไม่มีเรื่องอันใด ก็คงสร้างเรื่องให้มีขึ้นมาจนได้!
แม่ม่ายลูกติดไร้ที่พึ่งพิง ทว่าเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงที่ยืนอยู่ข้างๆ เสิ่นซี โดยเฉพาะกลุ่มสตรี กลับเอาแต่ซุบซิบนินทากันอย่างออกรส ถ้อยคำที่พ่นออกมาแต่ละคำช่างระคายหูยิ่งนัก
ตามคำกล่าวของพวกนาง ฮุ่ยเหนียงยังอายุยังน้อย ควรจะแต่งงานใหม่และอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน คอยปรนนิบัติสามีและอบรมสั่งสอนบุตรจึงจะถูกต้อง
ภายในร้านขายยา ชายวัยกลางคนเพิ่งจะกล่าวจบ ชายหนุ่มอีกคนก็กระโดดออกมารับช่วงต่อ ในดวงตาเต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน "น้องสะใภ้ แม้ข้ากับเซ่าป๋อจะเป็นเพียงญาติห่างๆ กัน แต่จะกล่าวอย่างไรก็ถือว่าเป็นคนตระกูลลู่เช่นเดียวกัน เมื่อครู่คำพูดของท่านลุงใหญ่เจ้าคงจะได้ยินชัดเจนแล้วกระมัง? ไม่ว่าอย่างไร ร้านขายยาแห่งนี้ก็เป็นทรัพย์สินของตระกูลลู่ ย่อมต้องถูกเรียกคืนกลับไป แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้ผู้อื่นครหาว่าพวกเราแล้งน้ำใจ พวกเราจะให้เวลาเจ้าสองวันในการเก็บข้าวของ"
"หากพวกเจ้าสองแม่ลูกกังวลว่าจะต้องระหกระเหินไปต่างถิ่นโดยไร้ที่พึ่งพิง พวกเราก็ได้จัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าแล้ว จงกลับไปกับพวกเราซะ ไปหาคนแต่งงานใหม่ในหมู่คนแซ่ลู่ด้วยกัน เจ้าก็ยังคงเป็นคนตระกูลลู่ของพวกเราอยู่ดี"
ฮุ่ยเหนียงสะอื้นไห้พลางเอ่ยว่า "ร้านนี้สามีทิ้งไว้ให้ ก่อนสิ้นใจเขาสั่งเสียไว้ว่า ร้านนี้มอบให้ข้ากับซีเอ๋อร์ ต่อให้วันหน้าข้าจะแต่งงานใหม่ก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น... ตัวข้าก็มิได้มีความคิดที่จะแต่งงานใหม่ ข้าต้องการครองม่ายรักษาพรหมจรรย์เพื่อเขา"
(เชิงอรรถผู้แปล: ครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ (守节) การที่สตรีหม้ายไม่แต่งงานใหม่เพื่อรักษาความซื่อสัตย์ต่อสามีที่ล่วงลับไปแล้วตามค่านิยมของสตรีจีนโบราณ)
ชายวัยกลางคนพอได้ยินก็บันดาลโทสะ เงื้อหมัดขึ้นทำท่าจะตบตี "หลานสะใภ้อย่างเจ้าเหตุใดถึงได้ดื้อรั้นไม่รู้จักฟังความเช่นนี้? เรื่องนี้สามีของเจ้าจะตัดสินใจเองได้อย่างไร?"
"ทรัพย์สินของตระกูลลู่ ย่อมต้องตกเป็นของตระกูลลู่! ก่อนหน้านี้พวกเราไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ตอนนี้ในเมื่อหลานชายตายไปแล้ว ทรัพย์สมบัติของเขาย่อมต้องส่งคืนให้กับตระกูล ต่อให้ไปถึงศาลากลางที่ว่าการอำเภอ พวกเราก็มีเหตุผลที่ถูกต้อง!"
แม้ว่าฮุ่ยเหนียงจะหวาดกลัวคนของตระกูลฝั่งสามีเหล่านี้มากเพียงใด แต่ในเมื่อนางมักจะออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนอยู่เป็นประจำ จึงมิได้มีนิสัยขลาดเขลาหวาดกลัวเหมือนดั่งสตรีในหอห้องทั่วไป นางกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "สรุปคือตัวข้าไม่ยินยอม เชิญพวกท่านกลับไปเถิด"
"โอ้ว..."
เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากบริเวณหน้าประตู
พวกที่ชอบดูเรื่องสนุกย่อมไม่กลัวว่าเรื่องราวจะใหญ่โต คนตระกูลลู่เหล่านี้มาด้วยท่าทีดุดันเกรี้ยวกราด ทว่ากลับมิอาจทำให้แม่ม่ายตัวเล็กๆ ที่ดูงามบอบบางจับใจยอมจำนนได้ ทำให้ผู้คนที่อยู่รายรอบต่างรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
คนตระกูลลู่เริ่มจะรักษาหน้าไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็คืออำเภอหนิงฮว่า ทั้งสองเดินทางมาไกลหมายจะใช้ท่าทีบีบคั้นคุกคาม คิดว่าเพียงแค่ลงมือครั้งเดียวก็จะสำเร็จผล แต่เมื่อฮุ่ยเหนียงไม่ยอมอ่อนข้อให้ พวกเขาก็ยังไม่กล้าถึงขั้นชิงคนยึดร้านอย่างโจ่งแจ้ง
ทั้งสองปรึกษาหารือกันครู่หนึ่ง รู้สึกตัดสินใจไม่ถูก ชายตระกูลลู่ที่อายุมากกว่าเห็นผู้คนมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ จึงแผดเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน "นังแพศยาอย่างเจ้า จะต้องไปยั่วยวนชายชู้ข้างนอกไว้ไม่น้อยแน่ๆ ทำให้หลานชายของข้าที่อยู่ใต้ปรโลกไม่ได้รับความสงบสุข... ไป! กลับมาแล้วค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง"
เสิ่นซีนึกในใจว่า การที่คนตระกูลลู่มาแย่งชิงทรัพย์สินในครั้งนี้ มิใช่ว่าไม่ได้เตรียมการมาก่อน กลยุทธ์ถอยเพื่อรุกกระบวนท่านี้ช่างอำมหิตและร้ายกาจยิ่งนัก
การสวมหมวกใบใหญ่ยัดเยียดข้อหา "ไม่รักนวลสงวนตัว" ให้ซุนฮุ่ยเหนียง ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ ขอเพียงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการที่แม่ม่ายออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนอาจจะขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ต่อให้พวกเขาไม่ต้องออกปากทวงถาม ชาวเมืองในอำเภอก็ย่อมต้องมีอคติต่อฮุ่ยเหนียง ทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง
ในที่สุดคนตระกูลลู่ก็จากไป ชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกก็ทยอยแยกย้าย ซุนฮุ่ยเหนียงฟุบหน้าร้องไห้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บนโต๊ะบัญชีครู่หนึ่ง จึงค่อยลุกขึ้นมาเก็บกวาดสมุนไพรที่ถูกปัดตกลงมากระจัดกระจายอยู่บนพื้น
สมุนไพรเหล่านั้นล้วนเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนาง แม้จะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าร้านยาแห่งนี้จะยังตกเป็นของนางอยู่หรือไม่ แต่ตราบใดที่นางยังเป็นหลงจู๊อยู่ นางก็จะดูแลรักษากิจการที่สามีทิ้งไว้ให้เป็นอย่างดี
"ท่านน้า ข้าช่วยท่านเองขอรับ"
เมื่อฝูงชนที่มุงดูและส่งเสียงโห่ร้องแยกย้ายกันไปจนหมดสิ้น เสิ่นซีจึงเดินเข้าไปในร้าน ช่วยฮุ่ยเหนียงเก็บกวาดสมุนไพรที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น
เดิมทีเสิ่นซีเรียกขานฮุ่ยเหนียงว่าท่านป้า แต่โจวซื่อรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก นางคิดว่าตนเองกับฮุ่ยเหนียงนั้นสนิทสนมกันดั่งพี่น้อง การเรียกฮุ่ยเหนียงว่าท่านน้าย่อมดูเหมาะสมและใกล้ชิดมากกว่า เสิ่นซีคิดว่าถึงอย่างไรก็เป็นเพียงคำเรียกขาน จะเรียกอะไรก็ไม่สำคัญ จึงยอมเปลี่ยนตามนั้น
ฮุ่ยเหนียงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออก ฝืนยิ้มออกมาบางๆ "เสี่ยวหลางช่างเป็นเด็กดีจริงๆ"
เสิ่นซีหันไปเอ่ยกับลู่ซีเอ๋อร์ที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่ด้านข้างว่า "แม่หนูน้อย ยังไม่รีบมาช่วยแม่ของเจ้าอีกหรือ?"
"อื้อ"
ท้ายที่สุดลู่ซีเอ๋อร์ก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบ จะไปรับรู้ถึงความทุกข์ใจของมารดาได้อย่างไร? เมื่อได้ยินเสิ่นซีเรียกใช้ นางก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยเก็บสมุนไพรด้วยกัน
รอจนเก็บสมุนไพรทั้งหมดกลับใส่ถาดไม้ไผ่จนเสร็จ ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงมิอาจปกปิดความโศกเศร้าในใจได้ นางนั่งร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง พลันนึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลานี้ไม่เหมาะที่จะเปิดร้านทำมาค้าขาย จึงเดินไปนำแผ่นไม้มาปิดประตูร้าน แล้วเดินกลับไปยังห้องนอนในลานหลังร้านเพียงลำพัง
เสิ่นซีชะโงกหน้ามองเข้าไปที่ประตูแวบหนึ่ง เมื่อเห็นฮุ่ยเหนียงกำลังคุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณของสามี ในใจก็พลันรู้สึกหดหู่และเศร้าหมองขึ้นมา การต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างถิ่น เหลียวมองไร้ญาติมิตร ข้างกายไม่มีแม้แต่คนที่จะคอยรับฟังความทุกข์ใจ เมื่อได้รับความอยุติธรรมก็ทำได้เพียงพร่ำเพ้อต่อสามีที่ล่วงลับไปแล้ว ทว่าทำเช่นนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า?