- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 31 แรกพบถูกชะตา
ตอนที่ 31 แรกพบถูกชะตา
ตอนที่ 31 แรกพบถูกชะตา
เสิ่นซีออกจากร้านขายยาแล้ววิ่งตรงไปยังร้านตัดเย็บที่โจวซื่อทำงานอยู่ทันที ภายในห้องมีเหล่าสตรีสิบกว่าคนกำลังง่วนอยู่กับงานเย็บปักถักร้อย เสิ่นซีปรี่เข้าไปคว้ามือของโจวซื่อแล้วออกแรงลากนางออกไปข้างนอก
"ไอ้เด็กทึ่ม เจ้ากินยาผิดสำแดงมาหรืออย่างไร? ปล่อยข้านะ ข้ายังต้องทำงานอยู่" โจวซื่อเอ่ยด่า
เสิ่นซีเงยหน้ากลมมนขึ้น "ท่านแม่ ข้าหาบ้านได้แล้วขอรับ ท่านตามข้าไปดูหน่อย"
ใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
สามีออกไปหาบ้านยังไม่มีข่าวคราวอันใดแม้แต่น้อย แต่บุตรชายฝั่งนี้กลับมีวี่แววแล้วหรือ?
โจวซื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตัดสินใจไปดูให้รู้แจ้ง "เช่นนั้นเรียกไต้เอ๋อร์ไปด้วย... ไต้เอ๋อร์ เร็วเข้า ตามมาเร็ว วันนี้พวกเราเลิกงานเร็วหน่อย!"
หลังจากขอลาหยุดกับหัวหน้าคนงานสตรีเรียบร้อยแล้ว โจวซื่อจึงออกมาพร้อมกับเสิ่นซี พลางเอ่ยข่มขู่เสียงเขียว "หากเจ้ากล้าหยอกล้อข้าล่ะก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!" ประจวบเหมาะกับที่มีเข็มปักอยู่ตามตัว โจวซื่อจึงดึงเข็มออกมาแกว่งไปมาสองสามที "ถึงตอนนั้นแม่จะเอาเข็มทิ่มเจ้าให้เข็ด!"
เสิ่นซีมิได้เอ่ยคำ นำทางโจวซื่อมายังร้านขายยาที่ตั้งอยู่ข้างร้าน ‘ซือกู่ไจ’
เมื่อถึงหน้าประตู โจวซื่อกลับไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป ร้านรวงเบื้องหน้านี้ดูเป็นทางการและมั่นคงยิ่งนัก หากเสิ่นซีหลอกลวงนางขึ้นมา ถึงตอนนั้นคงได้ขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
"แม่นางท่านนี้ เชิญเข้ามาด้านในก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
กลับเป็นเจ้าของร้านที่ออกมาต้อนรับก่อน เมื่อเห็นเสิ่นซีนางก็เข้าใจในทันที
โจวซื่อมีท่าทางลนลานเล็กน้อย "ข้า... ข้ามิได้มาซื้อยาเจ้าค่ะ"
"ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว... มาเถิด เชิญเข้ามาสนทนากันด้านใน"
กล่าวจบสตรีผู้นั้นก็เชิญโจวซื่อที่กำลังงุนงงสับสนเข้าไปด้านใน หลินไต้เหลือบมองเสิ่นซีพลางแลบลิ้นอย่างซุกซน แล้วจึงเดินตามเข้าไป
สตรีผู้นั้นพาโจวซื่อไปยังห้องโถงหลักในลานหลังร้านขายยาโดยตรง เมื่อนั่งลงแล้วจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังคร่าวๆ อันที่จริงสตรีผู้นี้เองก็งุนงงอยู่ไม่น้อย ทราบเพียงแค่ว่าเด็กน้อยที่นางเคยมีน้ำใจชวนเข้ามาหลบฝน จู่ๆ วันนี้ก็นำเงินสองตำลึงกว่ามาส่งให้ บอกว่าจะขอเช่าบ้าน ส่วนเรื่องอื่นนางก็มิใคร่จะรู้แจ้งนัก
"ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าไปเอาเงินมาจากที่ใด?" โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีด้วยความโกรธจัด
เสิ่นซีเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "เงินนี้ที่มามิมีปัญหาแน่นอนขอรับ... ก่อนจากไปนายท่านผู้เฒ่าทิ้งภาพวาดไว้ให้ข้าภาพหนึ่ง สั่งให้ข้านำไปฝากขายที่ร้านขายภาพวาดพู่กัน วันนี้เพิ่งจะขายออกขอรับ เงินมันมากเกินไปข้าเกรงว่าจะทำหล่นหายระหว่างทาง ประจวบเหมาะกับที่วันนั้นข้ามาหลบฝนที่ร้านนี้ ทราบว่าท่านป้าเป็นคนมีจิตใจเมตตา ข้าจึงอยากให้ท่านช่วยเรื่องเช่าบ้านขอรับ"
โจวซื่ออึ้งไปอีกครา เหตุใดทุกเรื่องราวถึงได้โยงไปถึงนักพรตเฒ่าผู้นั้นได้หมดเสียทุกเรื่อง?
สตรีผู้นั้นเอ่ยว่า "พี่สาวอย่าได้ตำหนิเด็กเลยเจ้าค่ะ... อันที่จริงข้าสังเกตเห็นเขามานานแล้ว เขามักจะวนเวียนอยู่แถวร้านขายภาพวาดพู่กันข้างๆ นี้บ่อยครั้ง วันที่ฝนตก ร้านรวงริมถนนต่างพากันปิดหมด น้องสาวเห็นเขาเปียกโชกไปทั้งตัว จึงได้เชิญเขาเข้ามาหลบฝนในร้าน วันนี้เขาก็เดินออกมาจากร้านขายภาพวาดพู่กันจริงๆ คงมิใช่เงินที่ได้มาจากการต้มตุ๋นหลอกลวงหรอกเจ้าค่ะ... หากพี่สาวมิเชื่อ สามารถไปสอบถามที่ร้านข้างๆ ดูได้"
คราวนี้โจวซื่อมิได้ติดใจสงสัยอีก นางถอนหายใจพลางเอ่ยว่า "น้องสาวเกรงใจไปแล้ว อันที่จริงเด็กคนนี้... มีวาสนาอยู่บ้าง ได้พบกับนายท่านผู้เฒ่าที่มองเห็นความสามารถในตัวเขา นายท่านผู้เฒ่าท่านนั้นไม่เพียงแต่สอนเขาอ่านเขียนเรียนตำรา ก่อนจากไปยังทิ้งของมีค่าติดกายไว้ให้เขาอีก จะว่าไปครอบครัวของพวกเราติดค้างนายท่านผู้เฒ่าท่านนั้นมามากเหลือเกินแล้ว"
"เพียงแค่เงินนั้นมีที่มาถูกต้องก็ดีแล้วเจ้าค่ะ!"
สตรีผู้นั้นพยักหน้าด้วยความโล่งอก เอ่ยยิ้มๆ ว่า "จะว่าไปก็ช่างบังเอิญนัก ตั้งแต่สามีของข้าสิ้นใจไป ก็ทิ้งร้านนี้กับเรือนในตรอกหลังไว้ สองปีมานี้ฝั่งนั้นมิมีผู้ใดอยู่อาศัยเลย หากพี่สาวมิรังเกียจ กลับไปจัดแจงข้าวของแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เถิดเจ้าค่ะ"
ทั้งสองสนทนากันเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกถูกชะตายิ่งนัก เรียกขานพี่สาวน้องสาวกันอย่างสนิทสนม
โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนปิดไม่มิด เอ่ยถามว่า "น้องสาว ค่าเช่าในแต่ละเดือนเป็นเงินเท่าใดหรือ?"
"การได้พบเจอกันย่อมเป็นวาสนา... ค่าเช่าข้าก็มิต้องการเรียกเก็บมากความ เพียงเดือนละห้าสิบเหวิน พี่สาวเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ? หากพี่สาวเห็นว่ามิเหมาะสม พวกเรายังสามารถปรึกษากันได้อีก"
โจวซื่อดีใจจนเนื้อเต้น
เงินห้าสิบเหวินเพื่อเช่าเรือนที่มีถึงสามห้องหับ ต่อให้เป็นแถบชานเมืองก็ใช่ว่าจะหาได้ ปัจจุบันมีเงินสองตำลึงหกเฉียนที่เสิ่นซีได้มาจากร้านขายภาพวาดพู่กัน หากคำนวณตามราคาแลกเปลี่ยนของทางการ นั่นเท่ากับมีเหรียญทองแดงถึงสองพันหกร้อยเหรียญเชียวนา เพียงพอให้ครอบครัวอยู่อาศัยไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว
"จะดีหรือเจ้าคะ?" โจวซื่อรู้สึกว่าตนกำลังเอาเปรียบผู้อื่น จึงเอ่ยท้วงตามมารยาท
บนใบหน้าของสตรีผู้นั้นประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน "ไม่ปิดบังพี่สาว สองปีมานี้น้องไม่ได้ปล่อยเช่าเรือน เป็นเพราะเกรงว่าหากมีผู้ใดเข้ามาอยู่จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของสองแม่ลูกเรา แต่ครอบครัวของพี่สาวดูเป็นคนดีมาก สอนสั่งลูกได้ว่านอนสอนง่ายถึงเพียงนี้ บิดามารดาย่อมไม่เลวร้ายเป็นแน่ น้องจึงอยากมีคนรู้ใจเช่นพี่สาวอยู่ข้างกาย วันหน้าจะได้มีเพื่อนไว้คอยพูดคุยกันเจ้าค่ะ"
โจวซื่อในใจย่อมยินดีเป็นร้อยเท่า แต่นางยังคงไม่กล้าเชื่อว่าจะมีเรื่องดีๆ ราวกับแป้งทอดหล่นจากฟากฟ้าเช่นนี้ ทว่าหลังจากสตรีผู้นั้นพาโจวซื่อไปดูเรือนที่ตรอกด้านหลัง โจวซื่อก็คลายความกังวลใจลงได้อย่างสิ้นเชิง
(เชิงอรรถผู้แปล: แป้งทอดหล่นจากฟากฟ้า (天上降馅饼) สำนวนเปรียบเปรยถึงการมีลาภลอยตกลงมาอย่างไม่คาดฝัน หรือได้รับผลประโยชน์ก้อนโตโดยไม่ต้องออกแรง)
เรือนแม้มิได้ใหญ่โตนัก แต่โดดเด่นที่ความประณีต กว้างขวางด้วยเรือนหลักและเรือนปีกทั้งสอง รวมเป็นห้องขนาดใหญ่ถึงสามห้อง ทั้งยังมีห้องหูอีกสองห้อง ห้องหูห้องหนึ่งเป็นห้องครัว เตาไฟถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนห้องหูอีกห้องหนึ่งเป็นห้องน้ำ ลานกว้างรับแสงตรงกลางมีพื้นที่กว้างขวาง บ่อน้ำโบราณบ่อหนึ่งสะอาดใสแจ๋ว น้ำในบ่อทั้งเย็นและหวานชื่นใจ
(เชิงอรรถผู้แปล: ห้องหู (耳房) หมายถึงห้องเล็กๆ ที่สร้างขนาบข้างซ้ายขวาของเรือนหลัก เปรียบเสมือนใบหูของบ้าน มักใช้เป็นห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องเก็บของ)
ภายในห้องมีทั้งเตียงตั่งและตู้เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ มิต้องจัดหาซื้อสิ่งใดเพิ่มเติมก็สามารถหิ้วข้าวของเข้าไปอยู่ได้เลย
จากการสนทนากันสั้นๆ โจวซื่อจึงได้รู้ว่าสตรีผู้นี้แซ่ซุน นามว่าฮุ่ยเหนียง ปัจจุบันใช้แซ่ลู่ตามตระกูลของสามี จึงเรียกขานว่า ลู่ซุนซื่อ ลู่ซุนซื่อฮุ่ยเหนียงผู้นี้เป็นคนมีเมตตาและเพียบพร้อมไปด้วยความเปี่ยมธรรมของสตรี หลังจากสามีล้มป่วยจนสิ้นใจ นางก็พาบุตรีดูแลกิจการร้านขายยา พอจะประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปได้ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เนื่องจากเพิ่งจะรู้จักกัน โจวซื่อจึงไม่สะดวกที่จะซักไซ้ให้มากความ
เมื่อตกลงทุกสิ่งเรียบร้อย โจวซื่อก็พาเสิ่นซีและหลินไต้เดินทางกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดมิด เสิ่นหมิงจวินก็กลับมา โจวซื่อรีบนำเรื่องราวทั้งหมดไปบอกกล่าวแก่สามีด้วยความปีติยินดี
เสิ่นหมิงจวินได้ฟังก็รู้สึกฮึกเหิมยินดียิ่งนัก เรื่องที่ทำให้เขากลัดกลุ้มใจมาถึงสองวันในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ ครอบครัวของพวกเขาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะได้อยู่ในเมืองต่อไปเสียที
"พรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ย้ายข้าวของไปที่นั่นกันเลย... ข้าจะไปขอลาหยุดกับพ่อบ้านหลิวสักครึ่งวัน จะได้ไปช่วยจัดเก็บปัดกวาดเรือนให้เรียบร้อย วันหน้าพวกเราจะได้ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขร่มเย็นเสียที" เสิ่นหมิงจวินกล่าวเจือความหวังอยู่ในที
โจวซื่อตอบรับพร้อมรอยยิ้ม แต่นางยังคงระลึกถึงบุญคุณของนักพรตเฒ่าผู้นั้น "ท่านพี่ จะว่าไปแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความเมตตาของนายท่านผู้เฒ่า น่าเสียดายที่พวกเราสองคนไร้วาสนาจะได้พบหน้า กลับไปพวกเราไปตั้งป้ายอายุวัฒนะกันเถิด จุดธูปบูชาทุกวัน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ท่านผู้เฒ่าอายุยืนนับร้อยปี"
(เชิงอรรถผู้แปล: ป้ายอายุวัฒนะ (生位) หมายถึงป้ายวิญญาณหรือป้ายสิริมงคลที่ตั้งขึ้นเพื่อคนเป็น ใช้สำหรับกราบไหว้บูชาเพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณและอธิษฐานให้ผู้มีพระคุณอายุยืนยาว)
เสิ่นหมิงจวินตอบตกลงด้วยความยินดี "เรื่องนี้ก็ให้ภรรยาเป็นคนจัดการก็แล้วกัน"
สิ่งที่เรียกว่าป้ายอายุวัฒนะ ก็คือป้ายวิญญาณที่ตั้งขึ้นเพื่อคนเป็น ใช้สำหรับแสดงความสำนึกในบุญคุณ หลังจากเสิ่นซีได้ยินบทสนทนาของบิดามารดา สีหน้าของเขาก็ดูพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด นักพรตเฒ่าผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือบุคคลที่เขาปั้นน้ำเป็นตัวกุเรื่องขึ้นมาเอง แซ่อะไรชื่ออะไรก็ล้วนมิมีผู้ใดทราบทั้งสิ้น แล้วป้ายอายุวัฒนะนี้จะไปตั้งได้อย่างไรกันเล่า?
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ โจวซื่อก็สั่งให้เสิ่นซีและหลินไต้กลับห้องไปเก็บข้าวของของตนเอง ผลปรากฏว่าแต่ละคนต่างก็ห่อของกันมาคนละห่อ โดยห่อผ้าของหลินใต้นั้นใหญ่กว่าของเสิ่นซีอยู่มาก
"เจ้าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในบ้านได้นานเท่าใดกัน? เหตุใดถึงมีของมากกว่าข้าตั้งมากมาย?" เสิ่นซีคิดจะเปิดห่อผ้าของหลินไต้เพื่อดูว่าข้างในบรรจุสิ่งใดไว้บ้าง แม่หนูน้อยรีบเข้ามาห้ามปรามทันที "อย่าขยับนะ ของข้างในล้วนเป็นของที่ท่านแม่ซื้อให้ข้า ไม่มีสิ่งใดที่เหมาะกับเจ้าใช้หรอก"
เสิ่นซีเบ้ปาก "ยัยคนขี้งก วันหน้าต้องกลายเป็นสะใภ้จอมตระหนี่ถี่เหนียวเป็นแน่"
"ฮึ"
หลินไต้แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ พลางรื้อหีบคว่ำตู้เพื่อตรวจดูอย่างละเอียดว่ายังมีสิ่งใดตกหล่นอยู่อีกหรือไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: รื้อหีบคว่ำตู้ (翻箱倒柜) สำนวนเปรียบเปรยถึงการรื้อค้นหาสิ่งของอย่างละเอียดลออทุกซอกทุกมุม)
เสิ่นซีฟุบลงบนโต๊ะ สองมือประคองปลายคาง มองดูหลินไต้เก็บกวาดข้าวของไปพลาง ขบคิดไปพลางว่าพรุ่งนี้จะหาทางย้ายสิ่งของที่ซุกซ่อนไว้ในห้องเก็บของไปยังเรือนหลังใหม่ได้อย่างไร
ยามเช้าตรู่ของวันต่อมา เพิ่งจะพ้นช่วงเวลายามเหม่า เสิ่นหมิงจวินก็ไปหาเช่าเกวียนเทียมวัวมาคันหนึ่ง คนในครอบครัวต่างช่วยกันนำห่อผ้าและฟูกผ้าห่มขึ้นไปวางบนเกวียน โจวซื่อยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด "วันนี้ต้องไปยัดนุ่นทำผ้าห่มเพิ่มอีกผืน พอพ้นไปอยู่ที่นั่นแล้ว ไอ้เด็กทึ่มกับไต้เอ๋อร์ก็จะต้องแยกกันนอนแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเหม่า (卯时) คือการนับเวลาของจีนโบราณ ตรงกับช่วงเวลา 05.00 น. ถึง 06.59 น.)
เสิ่นซีมองดูหลินไต้ที่กำลังง่วนอยู่กับการรื้อค้นข้าวของในห่อผ้า แล้วยักไหล่ "ท่านแม่ อันที่จริงไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ลูกยังเด็กอยู่ ให้นอนเตียงเดียวกับไต้เอ๋อร์ก็พอแล้ว"
โจวซื่อด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็นอย่างเจ้ารู้อะไรบ้าง? ชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกัน แม้ว่านางจะเป็นสะใภ้เลี้ยงของเจ้า แต่ตราบใดที่ยังไม่เข้าพิธีแต่งงาน การนอนร่วมเตียงเดียวกันก็ถือว่าชื่อไม่ตรงตามฐานะ ถ้อยคำย่อมฟังไม่ขึ้น ผู้อื่นจะเอาไปนินทาได้ ก่อนหน้านี้ที่ให้พวกเจ้านอนด้วยกันก็เพราะพวกเราไม่มีทางเลือก ตอนนี้มีพร้อมทุกสิ่งแล้ว ย่อมต้องแยกกันนอนถึงจะดีที่สุด นั่งให้มั่นจับให้แน่นล่ะ มิเช่นนั้นประเดี๋ยวเกวียนกระแทกจนเจ้าตกลงไป กลายเป็นไอ้เด็กโง่ขึ้นมาล่ะก็!"
(เชิงอรรถผู้แปล: ชื่อไม่ตรงตามฐานะ ถ้อยคำย่อมฟังไม่ขึ้น (名不正言不顺) เป็นปรัชญาจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ หมายถึง เมื่อสถานะไม่ถูกต้องตามจารีต การกระทำหรือคำพูดใดๆ ก็ย่อมขาดความชอบธรรมและฟังไม่ขึ้น)
ครอบครัวตระกูลเสิ่นนั่งเกวียนเทียมวัว โคลงเคลงไปมาจนกระทั่งถึงจุดหมาย ลู่ซุนซื่อฮุ่ยเหนียง (จากนี้ไปจะเรียกสั้นๆ ว่า ฮุ่ยเหนียง) มารออยู่ที่หน้าประตูแต่เช้าตรู่แล้ว เพื่อคอยช่วยยกของ
เดิมทีเสิ่นหมิงจวินตั้งใจจะขอลาหยุดสักหนึ่งวัน เพื่อจะได้จัดเตรียมบ้านเรือนหลังใหม่ให้เรียบร้อย แต่เนื่องจากเศรษฐีหวังมีธุระด่วนกะทันหัน ต้องพาลูกจ้างหลายคนลงพื้นที่ไปในชนบท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเสิ่นหมิงจวินรวมอยู่ด้วย ภายใต้ความจนใจ เสิ่นหมิงจวินจึงทำได้เพียงว่าจ้างเกวียนเทียมวัวคันหนึ่งและช่วยขนสัมภาระขึ้นรถ จากนั้นก็ต้องรีบไปทำงาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในตอนที่ขนของลงจากเกวียน จึงมีเพียงกลุ่มสตรีและเด็กคอยช่วยกันแบกหาม
โชคดีที่ครอบครัวตระกูลเสิ่นเข้ามาอยู่ในเมืองได้ไม่นาน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดใส่ลงในหีบใบใหญ่เพียงใบเดียวก็บรรจุได้จนหมด โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงจับมือช่วยกันหามหีบใบนั้นเข้าไปในห้องโถงหลัก
หลังจากจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว โจวซื่อก็รีบเร่งรัดให้เสิ่นซีไปเรียนหนังสือ ส่วนนางกับหลินไต้จะรั้งอยู่เพื่อทำความสะอาดและจัดแจงเรือนต่อเอง