- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 30 ขายภาพเช่าเรือน
ตอนที่ 30 ขายภาพเช่าเรือน
ตอนที่ 30 ขายภาพเช่าเรือน
โจวซื่อรีบถือบทละครไปหาสามีอย่างเร่งรีบ เสิ่นซีเดินตามหลังพร้อมเอ่ยเตือน "ท่านแม่ ทางการเพิ่งจะมาขอจากพวกเรา แล้วพวกเราก็นำออกมาให้ทันทีเลยเช่นนี้ ผู้อื่นจะไม่สงสัยหรือขอรับว่าพวกเราสร้างความวุ่นวายอยู่เบื้องหลัง?"
"จะสงสัยก็ช่างเถิด สะสางเรื่องราวให้จบสิ้นโดยเร็วจึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นายท่านไม่ชอบให้พวกเราเข้าไปพัวพันกับทางการจนลึกซึ้งเกินไป พวกเราจะทำให้เศรษฐีหวังต้องลำบากใจไม่ได้มิใช่หรือ?"
หลังจากเสิ่นหมิงจวินได้รับบทละครแล้ว เขาก็รีบนำไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอทันที และก็เป็นไปตามคาด จู่ปู้แซ่เซี่ยมิได้ถือสากับเรื่องนี้อีก ตามคำบอกเล่าของเสิ่นหมิงจวิน หลังจากเซี่ยจู่ปู้เปิดอ่านดูรอบหนึ่งก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยปากชมเชยสองสามประโยค และถึงกับเดินออกมาส่งเขาด้วยตนเอง
ทว่าเสิ่นซีกลับลอบนินทาในใจอย่างอดไม่ได้ เงินรางวัลสักเหวินก็ไม่มีให้ เท่ากับว่าได้บทละครไปเปล่าๆ เช่นนี้ แล้วเซี่ยจู่ปู้จะไม่ดีใจได้อย่างไร?
"เรื่องราวคลี่คลายลงได้ก็ดีที่สุดแล้ว นายท่านบอกว่า อย่างมากอีกแค่สองวันพวกเราก็ต้องย้ายออกจากเรือนหลังนี้แล้ว... หากหมดหนทางจริงๆ น้องหญิง เจ้าก็กลับไปที่หมู่บ้านเถิด แล้วให้เสี่ยวหลางพักอยู่ที่สำนักศึกษา กินนอนอยู่ที่นั่นเหมือนกับต้าหลางและลิ่วหลาง"
โจวซื่อกว่าจะตั้งรกรากในเมืองได้มิใช่เรื่องง่าย ในเมืองมีข้อดีนับพันนับหมื่นประการ นอกจากจะมีสามีและบุตรชายอยู่เคียงข้างแล้ว วิถีชีวิตยังอุดมสมบูรณ์และน่าตื่นตาตื่นใจกว่าในชนบทมากนัก หากกลับไปที่หมู่บ้าน แม้แต่คนที่จะคอยพูดคุยปรับทุกข์ด้วยก็ยังไม่มี ทุกวันได้แต่เฝ้าคิดถึงและรอคอยสามีกับบุตรชาย วันเวลาที่แสนขมขื่นเช่นนั้นนางไม่อยากกลับไปเผชิญอีกแล้ว
"แล้วไต้เอ๋อร์เล่าจะทำเช่นไร? เด็กคนนี้เฉลียวฉลาดนัก สอนงานเย็บปักถักร้อยให้เพียงนิดก็ทำเป็นแล้ว ในวันหน้านางยังต้องแต่งให้กับไอ้เด็กทึ่มของพวกเรานะเจ้าคะ"
โจวซื่อมองไปทางหลินไต้ที่กำลังกะพริบตาปริบๆ ดูน่าสงสารด้วยแววตาที่ไม่ค่อยจะหักใจลงนัก
เสิ่นหมิงจวินถอนหายใจออกมา เอ่ยว่า "ไต้เอ๋อร์ก็ให้เจ้าพากลับไปที่หมู่บ้านด้วยเถิด หลังจากนี้ข้าจะพยายามเก็บหอมรอมริบ ลองดูว่าช่วงปลายปีจะสามารถรับพวกเจ้ากลับมาได้หรือไม่"
ท่าทีของเสิ่นหมิงจวินเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง ไม่เปิดโอกาสให้โจวซื่อได้โต้แย้งแม้แต่น้อย
เสิ่นซีจึงเอ่ยปากขึ้น "ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้มิถูกต้องนะขอรับ... ยังไม่ได้ออกไปลองหาดูเลย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีที่พัก? ยังไม่ได้ลองพยายามดูก็จะให้ท่านแม่กลับหมู่บ้านเสียแล้ว ท่านแม่จะรู้สึกเช่นไรล่ะขอรับ?"
เสิ่นหมิงจวินนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ เป็นโจวซื่อที่ตบศีรษะเสิ่นซีเบาๆ ไปหนึ่งที "ไอ้เด็กเหม็นอย่างเจ้ารู้อะไรบ้าง? หากพอจะมีหนทางอยู่บ้าง ท่านพ่อของเจ้าก็คงไม่ให้แม่กลับไปที่หมู่บ้านหรอก!"
เสิ่นซีหลบไปด้านข้างพลางบ่นพึมพำ "ก็มันจริงนี่ขอรับ ไม่ว่าอย่างไร หากยังไม่ได้พยายามแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้? ก็เหมือนกับข้า เพิ่งจะร่ำเรียนหนังสือได้เพียงไม่กี่วันก็เก่งกาจกว่าพี่หกแล้ว ก่อนหน้านี้มีใครเคยคาดคิดบ้างเล่า?"
"ยังจะพูดอีก!"
โจวซื่อดุเสิ่นซีไปหนึ่งประโยค แล้วหันไปมองเสิ่นหมิงจวิน "ท่านพี่ ไอ้เด็กทึ่มพูดมาก็มิใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ข้าว่าพวกเราลองไปหาดูข้างนอกกันก่อนเถิด หากหมดหนทางจริงๆ ข้าค่อยพาไต้เอ๋อร์กลับไป วันหน้าท่านก็ต้องคอยดูแลไอ้เด็กทึ่มที่อยู่ในเมืองให้ดี อย่าปล่อยให้ใครมารังแกเขาได้นะเจ้าคะ"
บ่ายวันต่อมา หลังจากเสิ่นซีเลิกเรียน สิ่งแรกที่เขาทำมิใช่การกลับบ้าน แต่เป็นการมุ่งหน้าไปยังร้าน 'ซือกู่ไจ' เพราะหลงจู๊ร้านขายภาพวาดพู่กันให้เขาไปรับเงินในวันนี้
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน วันนี้มีลูกค้าอยู่ไม่น้อย เสิ่นซีจึงไปนั่งยองๆ อยู่ที่มุมกำแพง คอยสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ หลงจู๊กำลังง่วนอยู่กับการต้อนรับลูกค้า จึงไม่ได้สังเกตเห็นเขา
เสิ่นซีรอจนกระทั่งภายในร้านไม่มีลูกค้าแล้ว จึงเดินเข้าไปดึงชายเสื้อด้านหลังของหลงจู๊ "คารวะหลงจู๊ขอรับ"
"โอ้ ที่แท้ก็เจ้าหนูนี่เอง มาตั้งแต่เมื่อใดกัน เมื่อครู่ข้าไม่ทันได้สังเกตเห็นเจ้าเลย?"
หลงจู๊หัวเราะฮ่าๆ เดินกลับไปที่หลังโต๊ะบัญชี "มาดูว่าภาพวาดขายออกไปแล้วหรือยังใช่หรือไม่? เจ้าหนู เจ้าโชคดีนัก มีกุ้ยเหรินถูกใจภาพวาดของเจ้า เมื่อวานได้ให้คนนำเงินมาส่งให้แล้ว รวมทั้งหมดหกตำลึง ข้าหักค่าเก็บรักษาของเจ้าไว้ก่อนหนึ่งตำลึง จากนั้นก็หักค่านายหน้าอีกสี่ส่วน ตอนนี้จึงมอบให้เจ้าสองตำลึง... เจ้าลองดูสิว่าบัญชีถูกต้องหรือไม่"
หลงจู๊ดีดลูกคิดเสียงดังฉับๆ แสดงท่าทางซื่อสัตย์สุจริต ไม่หลอกลวงเด็กและคนชรา
ทว่าเสิ่นซีกลับขมวดคิ้วมุ่น
สำนวนที่ว่าไม่มีพ่อค้าคนใดไม่เจ้าเล่ห์ช่างกล่าวได้ไม่ผิดเพี้ยนเลยจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าขายได้หกตำลึงจริงหรือไม่ แต่เพียงแค่บัญชีที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็มีปัญหาอย่างชัดเจนแล้ว เดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะหักเพียงสามส่วน ตอนนี้กลับบอกว่าจะหักสี่ส่วน แต่ในความเป็นจริงกลับหักไปถึงหกส่วนเต็มๆ อีกทั้งยังมีข้ออ้างเรื่องค่าเก็บรักษาโผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้สูญเงินเปล่าไปอีกหนึ่งตำลึง
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่มีพ่อค้าคนใดไม่เจ้าเล่ห์ (无商不奸) สำนวนเปรียบเปรยว่าพ่อค้ามักจะมีเล่ห์เหลี่ยม กลโกง หรือคอยฉวยโอกาสเพื่อสร้างผลกำไรให้ตนเองเสมอ)
"หลงจู๊ขอรับ ท่านคิดเลขไม่ถูกต้องนะขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยท้วงขึ้น
หลงจู๊เหลือบมองเสิ่นซี พลางคิดในใจว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ยังจะรู้จักคิดบัญชีอีกหรือ?
"เจ้าว่าไม่ถูกต้องที่ใดกัน?"
เสิ่นซียกนิ้วขึ้นมานับ แสร้งทำท่าทางประหนึ่งว่าการคำนวณนั้นยากเย็นแสนเข็ญ จุดประสงค์ก็เพื่อมิให้หลงจู๊สงสัยว่าเขาสามารถคิดเลขในใจได้ "ท่านเก็บค่านายหน้าสี่ส่วน ก็ควรจะเหลือเงินสามตำลึงสิขอรับ มิเช่นนั้นท่านลองคำนวณดูใหม่อีกสักรอบดีหรือไม่?"
หลงจู๊ยิ้มออกมา พยักหน้าเอ่ยว่า "ได้ ถ้างั้นก็ลองคำนวณดูใหม่อีกรอบ เงินหกตำลึง ข้าเก็บสี่ส่วน เหลือสามตำลึงหกเฉียน ตอนนี้หักค่าเก็บรักษาออกไปหนึ่งตำลึง เหลือสองตำลึงหกเฉียน คราวนี้เจ้าดูสิว่าถูกต้องหรือไม่?"
เสิ่นซีมีความรู้สึกราวกับว่าเรี่ยวแรงหดหายไปหมดสิ้น
เมื่อครู่คือหักหนึ่งตำลึงก่อนแล้วค่อยคิดค่านายหน้า ตอนนี้กลับคิดค่านายหน้าก่อนแล้วค่อยหักหนึ่งตำลึง ไม่ว่าจะคิดเช่นไรอีกฝ่ายก็ต้องการเอาเปรียบเขาทั้งสิ้น เสิ่นซีอยากจะโต้แย้งด้วยเหตุผลยิ่งนัก แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ ในเมื่อไม่มีหลักฐาน หากอีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายเงินให้ เขาก็ไม่มีหนทางใดไปสู้รบปรบมือได้ สู้แสร้งทำเป็นคิดเลขไม่เป็น ยอมเสียเปรียบสักหน่อยแล้วรีบคว้าเงินส่วนที่เหลือมาไว้ในมือเสียก่อนจะดีกว่า
สองตำลึงหกเฉียน นั่นนับเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
ต้องรู้ไว้ว่าเสิ่นหมิงจวินทำงานรับจ้างในจวนตระกูลหวัง ได้รับค่าจ้างรายเดือนเพียงห้าร้อยเหวิน หรือก็คือเหรียญทองแดงห้าร้อยเหรียญเท่านั้น เงินสองตำลึงหกเฉียนนี้แทบจะเทียบเท่ากับรายได้ครึ่งปีของเสิ่นหมิงจวินเลยทีเดียว
เสิ่นซียกนิ้วขึ้นมานับอยู่ค่อนวัน แสร้งทำสีหน้างุนงงมองไปทางหลงจู๊ "ดูเหมือนจะถูกต้องแล้วขอรับ"
หลงจู๊รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร ในการค้าขายครั้งนี้เขาได้เงินไปเกินกว่าครึ่ง คนขายภาพวาดกลับได้เงินไม่เท่ากับพ่อค้าคนกลางเช่นเขาด้วยซ้ำ ธุรกิจเช่นนี้ต่อให้จุดโคมไฟตามหาก็ยังยากจะพบพาน
หลงจู๊หยิบก้อนเงินขนาดเล็กส่งให้เสิ่นซีก้อนหนึ่งก่อน จากนั้นก็นำเศษเงินก้อนออกมาวางบนตาชั่งคันโยกจิ๋วเพื่อชั่งน้ำหนัก ท้ายที่สุดก็เอ่ยว่า "ดูให้ชัดเจนล่ะ ไม่ขาดไม่เกินหกเฉียนพอดี ถือเงินแล้วเดินออกจากประตูนี้ไป ภายหน้าถือว่ายื่นหมูยื่นแมวสิ้นสุดกัน อย่าได้กลับมาสร้างความวุ่นวายอีก"
"ขอบคุณหลงจู๊ขอรับ"
ถูกคนเขาหลอกเอาเงินไปแล้ว เสิ่นซียังต้องโค้งคำนับทำความเคารพอีกฝ่ายอีก ในใจไม่ต้องพูดถึงเลยว่ารู้สึกอยุติธรรมเพียงใด ครั้งนี้เขาจึงตัดสินใจโค้งคำนับไปสามครั้งเสียเลย ถือเสียว่าเป็นการเซ่นไหว้คนตายก็แล้วกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: เซ่นไหว้คนตาย (祭奠死人) อ้างอิงจากธรรมเนียมการโค้งคำนับสามครั้งของชาวจีน ซึ่งมักใช้ในพิธีศพเพื่อเคารพผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การที่เสิ่นซีทำเช่นนี้จึงเป็นการแอบแช่งหลงจู๊อยู่ในใจ)
หลงจู๊ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆ เสิ่นซีซุกเงินไว้ในอกเสื้อแล้วเดินออกจากประตูร้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง เกรงว่าหลงจู๊จะเกิดความโลภ แอบซุ่มคนไว้ดักปล้นเงินของเขา
"ท่านแม่ ดูสิเจ้าคะ เป็นพี่ชายคนก่อนหน้านี้" ในขณะที่เสิ่นซีกำลังลังเลว่าควรจะเสี่ยงภัยเดินทางกลับบ้านดีหรือไม่ น้ำเสียงอ่อนหวานเจือความไร้เดียงสาก็ดังขึ้น เป็นร้านขายยาที่เสิ่นซีเคยไปหลบฝนเมื่อวันนั้นนั่นเอง
เสิ่นซีมองตามเสียงไป ก็เห็นสตรีรูปโฉมงดงามที่เขาเคยพบเมื่อวันนั้นกำลังถือถาดไม้ไผ่ใบหนึ่งเดินออกมา พลางส่งยิ้มบางๆ ให้เขา เสิ่นซีเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมากะทันหัน จึงอาศัยจังหวะนี้มุดเข้าไปในร้านที่อยู่ด้านข้างทันที
"เด็กน้อย เจ้าเข้ามาในร้านทำไมหรือ?" ต่อให้เสิ่นซีจะพรวดพราดเข้ามา สตรีรูปโฉมงดงามก็มิได้เอ่ยตำหนิเขา ในสายตาของนาง เด็กน้อยต่อให้จะซุกซนก่อกวนเพียงใด ก็คงไม่ทำเรื่องเลวร้ายอันใดหรอก
"ท่านป้าขอรับ ข้าช่วยนายท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งนำภาพวาดไปขายที่ร้านข้างๆ เพิ่งจะได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ข้าอายุยังน้อยเกินไป ไม่กล้าพกเงินติดตัวกลับบ้าน เกรงว่าระหว่างทางจะถูกคนพาลแย่งชิงไปขอรับ" เสิ่นซีกะพริบตาปริบๆ ทำท่าทางน่าสงสารจับใจ
สตรีรูปโฉมงดงามพยักหน้า "เช่นนี้เองหรือ... มีเงินอยู่เท่าใดเล่า? มิสู้เจ้าฝากไว้ที่ข้าก่อน รอเจ้ากลับไปแล้วค่อยเรียกผู้ใหญ่มาเอาดีหรือไม่?"
เสิ่นซีหยิบถุงเงินใบเล็กในอกเสื้อออกมาส่งให้สตรีผู้นั้น สตรีรูปโฉมงดงามเปิดดูแล้วก็ต้องตกใจจนสะดุ้ง รีบส่งคืนให้เขาทันที "เด็กน้อย เงินนี่ออกจะมากเกินไปเสียหน่อย ป้ามิอาจช่วยเจ้าเก็บรักษาไว้ได้หรอก เจ้ายังคง..."
เสิ่นซีหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาเป็นเพียงเด็กซุกซนคนหนึ่ง เดินออกมาจากร้านขายภาพวาดพู่กันด้วยอกเสื้อที่ตุงขนาดนั้น ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนจ้องมอง หากมีคนเข้ามาแย่งชิง เขาย่อมไม่มีปัญญาต่อสู้ได้เลย เบื้องหน้าเขาในตอนนี้ คนที่เขาสามารถเชื่อใจได้ก็มีเพียงสตรีผู้นี้เท่านั้น สตรีที่แม้แต่เด็กแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน นางยังริเริ่มเชิญให้เข้ามาหลบฝนในบ้าน จิตใจของนางจะเลวร้ายไปได้อย่างไร?
"ท่านป้าขอรับ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะสอบถามท่าน... ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าแถวนี้มีเรือนให้เช่าบ้างไหมขอรับ? ครอบครัวของพวกเราใกล้จะไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว หากท่านสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปช่วยพวกเราเช่าที่พักได้ล่ะก็ เงินนี่ข้าก็ไม่เอาแล้วขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอนขอร้อง
สตรีผู้นั้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง นางย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า เสิ่นซีกำลังใช้โอกาสนี้เพื่อเข้าใกล้นาง การให้นางเป็นธุระจัดการหาเรือนให้ ย่อมต้องเป็นบริเวณใกล้เคียงนี้อย่างแน่นอน เช่นนั้นในวันหน้าหากมีโอกาสก็จะสามารถแวะเวียนมาเล่นที่นี่ได้บ่อยๆ
สตรีผู้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "เรือนน่ะพอมีอยู่ ในตรอกด้านหลังมีเรือนว่างอยู่สามห้อง นั่นเป็นทรัพย์สินของครอบครัวข้าเอง... สองแม่ลูกอย่างพวกเราพักอาศัยอยู่ทางด้านหลังร้านขายยามาตลอด ทางฝั่งนั้นจึงไม่มีผู้ใดอยู่อาศัย เอาเช่นนี้ดีหรือไม่... เด็กน้อย เจ้าไปเรียกผู้ใหญ่ในบ้านของเจ้ามาคุยกันเถิด"
เสิ่นซีเผยรอยยิ้มดีใจจนแทบคลุ้มคลั่ง เอ่ยว่า "ท่านป้า เช่นนั้นเงินนี้ท่านรับไว้ก่อนนะขอรับ ข้าจะพาท่านแม่มา ท่านอย่าเพิ่งรีบปิดประตูร้านนะขอรับ!"
กล่าวจบเขาก็วิ่งหายวับไปราวกับควันไฟ สตรีผู้นั้นอยากจะวิ่งตามก็ไม่ทันเสียแล้ว นางถือเงินไว้ในมือด้วยความรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงได้เชื่อใจนางถึงเพียงนี้ เงินสองตำลึงกว่ามิใช่จำนวนน้อยๆ เลย แต่เขากลับมอบให้นางเก็บรักษาไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
สตรีผู้นั้นรีบเดินกลับไปที่หลังโต๊ะบัญชีแล้วนำเงินใส่ลิ้นชักลั่นกุญแจเก็บไว้อย่างมิดชิด
ในยุคสมัยนี้ ร้านค้าที่ตั้งอยู่ริมถนนล้วนมีทางการคอยสอดส่องดูแล โจรผู้ร้ายทั่วไปต่อให้กล้าปล้นชิงกันกลางถนนอย่างโจ่งแจ้ง ก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้าไปก่อเหตุในร้านค้า นั่นไม่ต่างอะไรกับการก่อกบฏอย่างเปิดเผย หากถูกจับได้ดีไม่ดีอาจถึงขั้นหัวหลุดจากบ่าได้เลย