- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 29 อักษรขุนนางมีสองปาก
ตอนที่ 29 อักษรขุนนางมีสองปาก
ตอนที่ 29 อักษรขุนนางมีสองปาก
การที่เสิ่นซีได้รับอนุญาตจากหลี่ซื่อให้เบิกปัญญาเรียนหนังสือต่อไป ทำให้โจวซื่อปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้นหลี่ซื่อจะต้องเดินทางกลับหมู่บ้านเถาฮวา โจวซื่อจึงตั้งใจออกไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดเพื่อมอบให้หลี่ซื่อนำกลับไป
หลี่ซื่อก็มิได้ผูกใจเจ็บโจวซื่อแต่อย่างใด เรื่องที่นางตั้งใจเข้าเมืองมาเพื่อคิดบัญชีกับสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินนั้น นางไม่ปริปากเอ่ยถึงเลยแม้แต่คำเดียว เพียงแต่บอกว่าตั้งใจมาเยี่ยมหลานชายทั้งสามเท่านั้น
หลังจากหลี่ซื่อแวะไปเยี่ยมเยียนและให้โอวาทแก่ต้าหลาง เสิ่นหย่งจั๋ว หลานชายคนโตจากบ้านใหญ่ที่หอพักแล้ว คืนนั้นนางก็มิได้กลับไปค้างคืนที่บ้านของเสิ่นหมิงจวิน ทว่ากลับพาเสิ่นหมิงซินไปขออาศัยหลับนอนที่บ้านท่านลุงใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นที่ตรอกเสิ่นเจียทางประตูทิศตะวันตกแทน แม้ผู้อาวุโสรุ่นก่อนจะทยอยล้มหายตายจากไปแล้ว ทว่าในเมื่อหลี่ซื่ออุตส่าห์เข้าเมืองมา ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของสายตระกูลน้องสุดท้อง หากไม่แวะไปเยี่ยมเยียนบ้านใหญ่ของตระกูลเสิ่นเลยก็คงจะดูไม่งามนัก
วันต่อมา เมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาถึงเรือน หลี่ซื่อก็เดินทางกลับชนบทไปแล้ว โจวซื่อเลิกงานจากร้านตัดเสื้อกลับมาถึงบ้านตั้งแต่หัววัน และกำลังนั่งเย็บปะชุนเสื้อผ้าให้เสิ่นซีอยู่
“ไอ้เด็กทึ่ม ในเมื่อท่านย่าอนุญาตให้เจ้าเรียนหนังสือแล้ว เจ้าก็ต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ หากผ่านไปครึ่งปีแล้วผลการเรียนของเจ้าแย่ลงล่ะก็ คอยดูเถิด แม่จะจัดการเจ้าให้เข็ด!”
แม้โจวซื่อจะดีใจเพียงใด ทว่าคำข่มขู่บุตรชายก็มีไม่น้อยเช่นกัน ถือเสียว่าเป็นการเคี่ยวเข็ญ เสิ่นซีไปในตัว
เสิ่นซีรับคำอย่างว่าง่าย รีบช่วยโจวซื่อสนเข็มและส่งเศษผ้าให้ ท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นพิเศษ
ตกค่ำ เมื่อเสิ่นหมิงจวินกลับมาถึง กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดและบึ้งตึง
โจวซื่อรีบเข้าไปซักถาม เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าอมทุกข์อมโศก “ตอนใกล้จะเลิกงาน นายท่านเดินมาบอกว่า คนของทางการตามหานักพรตเฒ่าที่เสี่ยวหลางพูดถึงไม่พบ พรุ่งนี้นายท่านจึงให้ข้าพาเสี่ยวหลางไปที่ว่าการอำเภอเสียหน่อย... แล้วก็ พวกเราอาจจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วล่ะ นายท่านบอกว่ามีญาติห่างๆ จากตัวมณฑลจะมาเยี่ยม เลยต้องการให้มาพักที่เรือนหลังนี้”
ครอบครัวที่เดิมทีกำลังชื่นมื่นเบิกบาน พลันแปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมองตรอมตรมขึ้นมาทันที
ตระกูลหวังมีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลตามหลักแล้วควรจะคบหาผู้คนในแวดวงราชการไว้เป็น ปราการหลังเพื่อเสริมบารมี
ทว่าตอนที่เซี่ยจู่ปู้มาเรี่ยไรเงินที่ตระกูลหวังเพื่อนำไปจัดเลี้ยงรับรองหลางจงกรมโยธาธิการ เสิ่นซีก็มองออกว่าเศรษฐีหวังชางเนี่ยมีท่าทีทำพอเป็นพิธีต่อเซี่ยจู่ปู้ ตอนนั้นเขาเข้าใจผิดคิดว่าเศรษฐีหวังคงหงุดหงิดที่ต้องเสียเงิน แต่หลังจากที่เศรษฐีหวังเตือนให้สองพ่อลูกเสิ่นซีอย่าไปข้องแวะกับคนของทางการให้มากนัก เขาก็มั่นใจแล้วว่าความรู้สึกในตอนนั้นมิใช่เพียงอุปาทานไปเอง
ต่อมาเมื่อได้สืบถามดู ก็ได้ความว่าตระกูลหวังไปมีคดีความพัวพันกับทางการ เนื่องจากเรื่องธุรกิจ ยามนี้บุตรชายคนโตของหวังชางเนี่ย หรือก็คือพี่ชายของหวังหลิงจือ ยังคงนอนกินข้าวแดงอยู่ในคุกของเมืองอู่ชางแห่งมณฑลหูกว่างเลยทีเดียว
อีกอย่าง เดิมทีเรือนหลังนี้มีช่างไม้ผูกคอตาย เศรษฐีหวังชางเนี่ยรู้สึกว่ามันไม่เป็นมงคล จึงยอมให้ครอบครัวตระกูลเสิ่นเข้ามาพักอาศัยอยู่ชั่วคราวเพื่อช่วยเพิ่มพลังหยาง ยามนี้เห็นว่าคงเพียงพอแล้ว ประกอบกับรู้สึกว่าการให้คนนอกมาอยู่ชุบมือเปิบนั้นไม่เข้าที เรื่องญาติห่างๆ อะไรนั่นก็คงเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าจวนใหญ่ของตระกูลหวังมีห้องหับว่างเปล่าตั้งมากมาย จะไม่มีที่ให้แขกพักเชียวหรือ?
แน่นอนว่า หากจะดึงดันอยู่ต่อก็ย่อมทำได้ ขอเพียงนำเงินตราของแท้มาจ่ายค่าเช่า แต่เรื่องนี้ย่อมเกินกำลังที่เสิ่นหมิงจวินจะแบกรับไหว
(เชิงอรรถผู้แปล เงินตราของแท้ (真金白银) สำนวนเปรียบเปรยถึงการใช้เงินสดหรือสิ่งของมีค่าของจริงในการจับจ่ายใช้สอย มิใช่เพียงแค่ลมปาก)
“ท่านพี่ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี? การหาที่ซุกหัวนอนในเมืองต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ! เดิมทีเงินเก็บในบ้านก็มีไม่มากอยู่แล้ว บัดนี้ยังต้องส่งเสียไอ้เด็กทึ่มเรียนหนังสืออีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้านเล่า?”
“พรุ่งนี้ข้าจะลองไปตระเวนดูแถวนอกเมืองเสียหน่อย บริเวณกำแพงเมืองน่าจะมีบ้านเรือนทิ้งร้างอยู่ไม่น้อย ค่าเช่าอาจจะถูกกว่าในเมืองอยู่บ้าง... เฮ้อ!”
ในฐานะที่เป็นเสาหลักของบ้านเสิ่นหมิงจวินย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโทษตัวเองที่ไม่สามารถบันดาลชีวิตที่สุขสบายให้แก่ลูกเมียได้ อันที่จริงเงินค่าแรงจากตระกูลหวังก็พอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ทว่าเขาต้องส่งเงินส่วนนี้กลับไปให้มารดา เงินที่นำมามอบให้ภรรยาจึงมีเพียงเศษเงินที่นายท่านตกรางวัลให้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ต่อให้รวมกับรายได้ของโจวซื่อจากการทำงานที่ร้านตัดเสื้อแล้ว ก็ยังยากที่จะทำให้ครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในเมืองได้
เสิ่นซีไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าเขาเก็บทุกรายละเอียดไว้ในใจอย่างเงียบงัน
วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินก็พาเสิ่นซีเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอ
เมื่อไปถึงหน้าประตูและแจ้งความประสงค์ มือปราบก็ให้การต้อนรับอย่างมีมารยาท พาพวกเขาสองพ่อลูกเดินเข้าทางประตูด้านข้าง เมื่อมาถึงห้องหนังสือทางซ้ายมือของห้องโถงใหญ่ก็ได้พบกับเซี่ยจู่ปู้ ใบหน้าของเซี่ยจู่ปู้ย่ำแย่เหลือเกิน ช่วงหลายวันมานี้เขาให้คนพลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเมืองแล้ว ก็ยังไร้วี่แววของนักพรตเฒ่าผู้เป็นคนประพันธ์บทละครและบทนิทานตามที่เสิ่นซีอ้าง เซี่ยจู่ปู้จึงเริ่มระแวงว่าตนเองคงถูกเสิ่นซีหลอกเข้าให้แล้ว
“คารวะใต้เท้าเซี่ยขอรับ”
ทันทีที่พบหน้า เสิ่นหมิงจวินก็ดึงตัวเสิ่นซีให้คุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น อย่างไรเสียเซี่ยจู่ปู้ก็เป็นขุนนางระดับเก้าชั้นโทของราชสำนัก ราษฎรตาดำๆ เมื่อพบหน้าขุนนางย่อมต้องคุกเข่าทำความเคารพ
เซี่ยจู่ปู้ไม่มีท่าทีอ่อนโยนเมตตาเหมือนดั่งกาลก่อนแล้ว เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น พวกเราได้พบกันอีกแล้วนะ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์เฒ่าที่เจ้ากล่าวถึงผู้นั้น เคยแวะมาหาเจ้าบ้างหรือไม่?”
เสิ่นซีเบิกตากว้างพลางส่ายหน้า เมื่อเซี่ยจู่ปู้เห็นดังนั้น ใบหน้าก็พลันบึ้งตึงขึ้นมาทันที
ขุนนางยศสูงกว่าขั้นเดียวก็บีบคนตายได้ หลางจงหลินกดดันนายอำเภอหาน นายอำเภอหานก็โยนความกดดันนั้นมาให้เซี่ยจู่ปู้ เซี่ยจู่ปู้ก็ย่อมระบายความกดดันนั้นไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา ทว่าต่อให้พวกมือปราบจะวิ่งวุ่นจนขาแทบหัก ก็ยังหาตัวคนไม่พบ สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงโยนความผิดทั้งหมดไปที่ตัวการริเริ่ม ซึ่งก็คือเสิ่นซีนั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางยศสูงกว่าขั้นเดียวก็บีบคนตายได้ (官大一级压死人) สำนวนเปรียบเปรยถึงอำนาจและอิทธิพลของขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่า แม้จะต่างกันเพียงขั้นเดียวก็สามารถกดขี่หรือบีบบังคับผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ)
เซี่ยจู่ปู้ไม่สนทนากับเสิ่นซีอีกต่อไป คงรู้สึกว่าการเสวนากับเด็กน้อยรังแต่จะทำให้เสียเกียรติ เขาจึงวางมาดขุนนางหันไปกล่าวกับเสิ่นหมิงจวินว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใต้เท้านายอำเภอเร่งรัดมาอย่างหนัก งานฉลองวันประสูติของฮองเฮาใกล้จะมาถึง องค์รัชทายาทก็ใกล้จะมีพระชันษาครบหนึ่งขวบปี ใต้เท้าหลางจงเจาะจงว่าต้องการนำบทละครเรื่องนี้ไปถวายในวัง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ หากตามหาคนไม่พบ และไม่มีบทละครเรื่องใหม่ส่งไปล่ะก็ ความผิดนี้พวกเจ้าต้องเป็นคนแบกรับ”
ฮองเฮาที่เซี่ยจู่ปู้เอ่ยถึง ก็คือจางฮองเฮา พระมเหสีของจักรพรรดิหงจื้อในรัชกาลปัจจุบันนั่นเอง
ในช่วงที่จักรพรรดิหงจื้อครองราชย์ พระองค์ทรงโปรดปรานจางฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียว ภายในวังหลังไม่มีพระสนมอื่นใดเลย ส่วนองค์รัชทายาทก็คือจักรพรรดิเจิ้งเต๋อ นามว่าจูโหวจ้าว ผู้ที่ในภายหลังมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ทางประวัติศาสตร์ในด้านความไม่เอาไหน จูโหวจ้าวนับได้ว่าเป็นผู้ที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองในฐานะพระราชโอรสองค์โตของจักรพรรดิหงจื้อ เพียงเกิดมาได้ห้าเดือนก็ได้รับการสถาปนาเป็นองค์รัชทายาทแล้ว
ยามนี้คือปีหงจื้อที่ห้า เดือนเก้าจูโหวจ้าวก็จะมีพระชันษาครบหนึ่งปีพอดี
เมื่อเสิ่นซีได้ฟังก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก
เดิมทีการฟังนิทานดูงิ้วก็เป็นเพียงความบันเทิงเริงใจ ไม่อาจนำมาเป็นอาชีพหาเลี้ยงปากท้องได้ ทว่าบัดนี้หลางจงกรมโยธาธิการ หลินจ้งเย่ กลับคิดจะใช้บทละครหนานซี่ไปถวายในวังเพื่อประจบสอพลอขอความดีความชอบ พอตามหาตัวนักพรตเฒ่าผู้ประพันธ์ตัวจริงไม่พบ ก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้สองพ่อลูกอย่างพวกเขา ช่างเป็นอักษรขุนนางมีสองปากจะพลิกแพลงอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจเสียจริงๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรขุนนางมีสองปาก (官字两个口) สำนวนเปรียบเปรยว่า ขุนนางมีอำนาจในมือ จะพูดให้ถูกเป็นผิดหรือผิดเป็นถูกอย่างไรก็ได้ ราษฎรตาดำๆ ย่อมไม่อาจโต้แย้งได้ (อักษรคำว่า กวน/官 (ขุนนาง) มีลักษณะคล้ายปาก (口) สองอันซ้อนกัน))
เสิ่นหมิงจวินไม่กล้าเอ่ยปากสอดแทรก ทว่าเสิ่นซีกลับอ้างเหตุผลสู้ยิบตา “ขอเรียนถามใต้เท้าเซี่ย งานฉลองวันประสูติของฮองเฮาและองค์รัชทายาท มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับราษฎรตาดำๆ อย่างพวกเราหรือขอรับ?”
วาจาเด็กน้อยไร้เดียงสานี่คือสิ่งที่เสิ่นซียึดถือเป็นเกราะกำบัง ขอเพียงคำพูดไม่ก้าวร้าวรุนแรง จนเกินไป ก็คงไม่มีผู้ใดอยากเอาความกับเด็กตัวเล็กๆ หรอกกระมัง
ทว่าเซี่ยจู่ปู้เห็นได้ชัดว่าถูกเบื้องบนบีบคั้นมาอย่างหนัก จึงตวาดเสียงกร้าว “เดิมทีก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอก ทว่าเจ้าเป็นคนนำบทละครมามอบให้ จนก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่เช่นนี้ มันจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกันแล้ว หากไม่มีบทละครที่เจ้ามอบให้ หากไม่มีนักเล่านิทานเหล่านั้นนำเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》ไปเล่าจนดังกระฉ่อนไปทั่วใต้เท้าหลางจงหลินก็คงไม่ไปบีบคั้นใต้เท้านายอำเภอ และวันนี้ข้าก็คงไม่ต้องมาทวงถามเอากับเจ้า”
“คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น เจ้ามันตัวแค่นี้แต่ฉลาดเป็นกรดช่วยข้าตามหาท่านอาจารย์เฒ่าผู้นี้ให้ดีๆ หากหาตัวพบ ย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียวกับเจ้าแน่!”
เสิ่นซีไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ในเมื่อเซี่ยจู่ปู้ตัดสินใจจะโยนความรับผิดชอบมาให้เขา เขาก็ไม่มีทางปฏิเสธได้เลย
ระหว่างทางกลับบ้าน สีหน้าของเสิ่นหมิงจวินหม่นหมองลง เขาไม่เคยเห็นหน้านักพรตเฒ่าที่เสิ่นซีพูดถึงเลยแม้แต่น้อย แล้วจะไปตามหาจากที่ใด? อีกอย่างก่อนหน้านี้บุตรชายก็เพิ่งบอกว่าคนผู้นั้นเดินทางออกจากอำเภอหนิงฮว่าไปยังตัวมณฑลแล้ว หากหาคนไม่พบ การล่วงเกินคนของทางการยังถือเป็นเรื่องเล็ก ดีไม่ดีสองพ่อลูกอาจจะต้องไปกินข้าวแดงติดคุกติดตะรางเอาได้
เสิ่นซีรู้สึกคับแค้นใจไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เขานับว่าได้เข้าใจถึงความมืดมิดของสังคมในยุคสมัยนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว ขอเพียงได้เป็นขุนนางก็จะอยู่เหนือผู้อื่นไปหนึ่งขั้นสามารถกดขี่ข่มเหงผู้คนได้อย่างไร้ความกดดัน น่าเสียดายที่เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ไม่มีวุฒิขุนนางคุ้มกาย จึงทำได้เพียงกลืนความโกรธลงท้อง ยอมทนรับความอยุติธรรมไปก่อน
“ท่านพ่อ ท่านไปทำงานเถิดขอรับ ประเดี๋ยวข้าก็จะไปที่สำนักศึกษาแล้ว” เมื่อใกล้จะถึงบ้าน เสิ่นซีก็เอ่ยกับเสิ่นหมิงจวิน
เสิ่นหมิงจวินบอกลาบุตรชายด้วยอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เสิ่นซีไม่มีความคิดที่จะไปเรียนหนังสือเลยสักนิด เขาต้องเร่งเวลาเขียนบทละครออกมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้บิดาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลได้ พวกขุนนางชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่น เขาจึงทำได้เพียงเค้นสมองหาวิธีแก้ปัญหานี้ให้จงได้
ทว่าก่อนจะลงมือเขียนบทละคร เขาตัดสินใจแวะไปที่ร้านขายภาพวาดอักษรศิลป์เพื่อดูว่าภาพปลอมที่ฝากขายไว้ขายออกไปแล้วหรือยัง ช่วงสองวันนี้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย เขาจึงไม่มีเวลามาใส่ใจทางนี้เลย
เมื่อไปถึงร้าน ภาพวาดยังคงแขวนสงบนิ่งอยู่บนผนัง
ขณะที่เสิ่นซีกำลังรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง หลงจู๊ก็เดินเข้ามาหา “คราวนี้มีคนมาถามไถ่ ซ้ำยังสอบถามราคาด้วย ข้าไม่กล้าตัดสินใจเอง ยามนี้เจ้ามาพอดีก็เลยอยากจะลองถามความเห็นของเจ้าดู”
เสิ่นซีลอบคิดในใจว่าน่าจะมีคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำของหวังเหมิง จึงอยากจะมาลองดูว่าจะตาดีได้ของดีราคาถูกหรือไม่ เดิมทีหลงจู๊ไม่ได้คิดว่าภาพนี้จะขายออกด้วยซ้ำ จึงไม่ได้มีราคาประเมินไว้ในใจ เลยใช้ข้ออ้างบังหน้าว่าเจ้าของไม่อยู่ ยามนี้เขามาพอดีก็จะได้ทำให้หลงจู๊พอมีราคาในใจอยู่บ้าง
“นายท่านที่มอบภาพให้ข้าบอกว่า ต่อให้ขายได้แค่ไม่กี่ตำลึงก็เอาขอรับ”
หลงจู๊ยิ้มพลางพยักหน้า “หากราคาแค่ไม่กี่ตำลึง ก็ไม่น่าจะขายยากอันใด พรุ่งนี้เจ้ารอมารับเงินได้เลย”
“ขอบคุณหลงจู๊ขอรับ”
เสิ่นซีค้อมกายคารวะหลงจู๊อย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินจากมา
อันที่จริงในตลาดตอนนี้ ภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำของหวังเหมิงอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีราคาไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง หากเป็นภาพที่หาดูได้ยากต่อให้ขายได้ถึงพันตำลึงก็มิใช่เรื่องแปลก ด้วยระดับฝีมือการทำของปลอมของเสิ่นซี คนนอกย่อมไม่มีทางมองออกว่าเป็นของแท้หรือของปลอม
ทว่ายามนี้ที่บ้านกำลังต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน เสิ่นซีจึงไม่มีเวลามาคิดให้มากความ... อย่างไรเสียภาพปลอมก็แค่เสียเวลาทำไปบ้าง อย่างมากวันหลังค่อยทำออกมาอีกสักสองสามภาพก็พอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีก็เริ่มลงมือจรดพู่กันเขียนบทละคร
บทงิ้วปักกิ่งที่เขารู้จักมีไม่มากนัก ทั้งต้องคุ้นเคยและต้องอิงกับประวัติศาสตร์ด้วย คิดไปคิดมา ก็มีเพียงเรื่อง《เขายอดทัพ》ที่มาจากเรื่อง《สามก๊ก》ที่ดูจะเหมาะสมที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: เขายอดทัพ (定军山) ติ้งจวินซาน เป็นหนึ่งในตอนที่โด่งดังของวรรณกรรมสามก๊ก เล่าถึงศึกที่ฮองตงขุนพลเฒ่าสังหารแฮหัวเอี๋ยน และถูกนำมาดัดแปลงเป็นงิ้วปักกิ่งที่มีชื่อเสียง)
เพื่อแข่งกับเวลา ยามที่เสิ่นซีเขียนบทละคร อันไหนตัดทอนได้เขาก็ตัดทอน เก็บไว้เพียงแก่นแท้ของต้นฉบับ เมื่อเขียนจบทั้งเรื่องก็มีเพียงไม่กี่ฉาก ทว่าเมื่อรวมตัวอักษรทั้งหมดเข้าด้วยกันกลับมีถึงสามสี่พันตัวอักษร สำหรับงิ้วหนานซี่แล้วก็นับว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่ยิ่งใหญ่อลังการแล้ว
เนื่องจากหลางจงกรมโยธาธิการ หลินจ้งเย่ ต้องการนำบทละครเรื่องนี้ไปเป็นของขวัญถวายในงานฉลองวันประสูติ ท้ายที่สุดเสิ่นซีจึงจงใจสอดแทรกคำอวยพรเข้าไปด้วย เมื่อเขียนบทละครเสร็จ เสิ่นซีก็อ่านทบทวนตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีจุดใดผิดพลาดตกหล่นถึงได้วางพู่กันลง ลายมือของเขาดูเป็นผู้ใหญ่มาก คนทั่วไปย่อมมองไม่ออกว่าเป็นฝีมือของเด็กน้อย จึงไม่กลัวว่าเซี่ยจู่ปู้จะมาหาเรื่องจับผิด
“ไอ้เด็กทึ่ม เหตุใดเจ้าถึงอยู่บ้าน? ไม่ไปเรียนหนังสือหรือ?” เสิ่นซีเพิ่งจะเขียนบทละครเสร็จ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าประตู ที่แท้โจวซื่อก็พาหลินไต้กลับมาแล้ว
ยามนี้เพิ่งจะเที่ยงวัน เสิ่นซีซ่อนบทละครไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณทันที
โจวซื่อหน้าตึงขึ้นมาทันใด “ซ่อนสิ่งใดไว้? เอาออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสิ่นซีจำต้องส่งบทละครให้โจวซื่ออย่างว่าง่าย โจวซื่อเปิดดู ทว่านางไม่รู้หนังสือ จึงมองเห็นแค่เพียงคร่าวๆ เท่านั้น
“เขียนได้ดีเหลือเกิน เป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนัก ผู้ใดเป็นคนเขียนหรือ?”
เสิ่นซีฉีกยิ้มเอาใจพลางกล่าวว่า “ย่อมต้องเป็นท่านอาจารย์เฒ่าเขียนสิขอรับ... ตอนนั้นท่านอุตส่าห์เขียนบทละครไว้ถึงสามเรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่ท่านรู้สึกว่าไม่ดีก็เลยทิ้งไว้ข้างๆ ข้าก็เลยเก็บมันกลับมาขอรับ เมื่อครู่ตอนไปที่ว่าการอำเภอกับท่านพ่อ ทางการสั่งให้พวกเราไปตามหาท่านอาจารย์เฒ่ามาเขียนบทละคร ข้าก็เลยเอามันมาย้อมแมวส่งๆ ไป ทางการน่าจะไม่มาระรานพวกเราอีกแล้วล่ะขอรับ”
โจวซื่อไม่ได้สงสัยในตัวบุตรชายเลยแม้แต่น้อย นางหยิกแก้มเสิ่นซีเบาๆ แล้วเอ่ยชมเชย “ไอ้เด็กทึ่มของพวกเราฉลาดที่สุด หากท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นไม่ทิ้งบทละครนี้ไว้ เกรงว่าครอบครัวเราคงต้องเผชิญกับภัยพิบัติแล้วล่ะ... เฮ้อ บางทีท่านอาจารย์เฒ่าคงคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ถึงได้จงใจเตรียมไว้ให้พวกเรา ท่านอาจารย์เฒ่าช่างเป็นยอดคนผู้วางแผนการได้อย่างไร้ช่องโหว่ เสียจริง”
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ท่านแม่ ท่านหมายความว่านี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์เฒ่าจงใจทิ้งไว้ให้หรือขอรับ?”
“มิเช่นนั้นจะให้คิดอย่างไรเล่า? เจ้าคิดว่ามันจะบังเอิญถึงขั้นที่ท่านอาจารย์เฒ่าเขียนเกินมาหนึ่งชุดพอดีเป๊ะเลยหรือ? วันหน้าหากเจ้าได้พบท่านอาจารย์เฒ่าอีก ต้องพาท่านมาที่บ้านให้ได้นะ แม่จะขอบคุณท่านให้ดีเลยเชียว”
เสิ่นซีแลบลิ้นน้อยๆ พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย