- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 28 ประลองภูมิความรู้
ตอนที่ 28 ประลองภูมิความรู้
ตอนที่ 28 ประลองภูมิความรู้
เสิ่นหมิงจวินผู้ซึ่งมีนิสัยอ่อนโยนมาโดยตลอด กลับเอ่ยปากโต้แย้งตนเองเช่นนี้ เป็นเรื่องที่หลี่ซื่อคาดไม่ถึงอย่างที่สุด นางจึงทำได้เพียงปัดความผิดทั้งหมดนี้ไปให้ลูกสะใภ้
หลี่ซื่อแค่นเสียงเย็นชา หมุนตัวเดินออกจากห้องไปยังลานเรือนด้านนอก ขณะที่เดินออกมานางแอบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตาเงียบๆ เพราะไม่อยากให้ผู้ใดเห็นความอ่อนแอของตน
เสิ่นซีและหลินไต้เดิมทีแอบยืนเงี่ยหูฟังอยู่ในลานเรือน เมื่อเห็นหลี่ซื่อเดินออกมา เสิ่นซีก็รีบจูงมือหลินไต้เข้าไปแอบในห้องเก็บของทันที
ยามที่ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ผู้น้อยทั้งสองย่อมมิอาจเข้าไปสอดแทรกได้ตามอำเภอใจ!
เสิ่นซีสังเกตเห็นว่า อันที่จริงหลี่ซื่อเองก็เศร้าเสียใจไม่น้อย หากมิใช่เพราะฐานะทางบ้านตกต่ำลง มีหรือนางจะไม่อยากให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นได้เบิกปัญญาเรียนหนังสือ เพื่อที่วันหน้าจะได้มีอนาคตที่ดี?
ภายในห้อง เสิ่นหมิงซินพยุงเสิ่นหมิงจวินให้ลุกขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า “น้องห้า มิใช่ว่าพี่ชายอย่างข้าจะว่าเจ้าหรอกนะ แต่อันที่จริงในใจท่านแม่ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ยามอยู่ที่บ้านนางมักจะบ่นถึงเจ้าอยู่บ่อยครั้ง กลัวว่าเจ้าจะเหนื่อยจะหิว ถึงขั้นให้น้องสะใภ้พาบุตรชายเข้าเมืองมาเยี่ยมเยียนเจ้า... เจ้ากล้าโต้เถียงท่านแม่เช่นนี้ได้อย่างไร?”
เสิ่นหมิงจวินก้มหน้าด้วยความละอายใจ “ข้าเพียงแต่อยากให้เสี่ยวหลางมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ จึงได้ล่วงเกินท่านแม่ไป... ท่านแม่ตรากตรำลำบากเลี้ยงดูพวกเราจนเติบใหญ่ ทั้งยังจัดการเรื่องแต่งงานมีครอบครัวให้พวกเรา บุญคุณนี้ต่อให้ผ่านไปกี่ชาติภพข้าก็มิกล้าลืมเลือนขอรับ”
เสิ่นหมิงซินหันไปมองโจวซื่อ “น้องสะใภ้ อย่างไรเสียท่านแม่ก็เป็นประมุขของบ้าน ต่อให้พวกเราที่เป็นผู้น้อยจะมีความคับแค้นใจเพียงใด ก็ไม่ควรเอ่ยออกมาต่อหน้าท่านแม่เช่นนั้น!”
แม้ว่าผู้ที่แย่งชิงโอกาสในการเรียนหนังสือของเสิ่นซีไปจะเป็นบุตรชายของเสิ่นหมิงซิน ทว่าโจวซื่อก็มิได้มีอคติต่อสองสามีภรรยาบ้านสี่แต่อย่างใด เพราะอย่างไรเสียในตอนแรกนางเองก็เป็นผู้ลงคะแนนเลือกเสิ่นหยวนด้วยเช่นกัน
ในแง่ของความสัมพันธ์ บ้านสี่และบ้านห้าตระกูลเสิ่นก็นับว่าสนิทสนมกันพอสมควร โจวซื่อรวบชายกระโปรงพลางกล่าวว่า “พี่สี่สั่งสอนได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ทว่าเสี่ยวหลางได้รับความเมตตาจากยอดคนท่านหนึ่งจริงๆ ถึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือ รบกวนพี่สี่ช่วยพูดจาดีๆ ต่อหน้าท่านแม่ให้ด้วย ข้าจะขอบพระคุณอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
เอ่ยจบโจวซื่อก็ย่อกายคารวะเสิ่นหมิงซิน เสิ่นหมิงซินรีบพยุงนางให้ลุกขึ้น “น้องสะใภ้ทำสิ่งใดกัน? เฮ้อ ยามนี้ท่านแม่กำลังโกรธจัด จะให้ข้าเข้าไปเกลี้ยกล่อมอย่างไรดีเล่า?”
โจวซื่อกล่าวว่า “เสี่ยวหลางเพิ่งไปเรียนที่สำนักศึกษาได้เพียงไม่กี่วัน มิสู้ให้ท่านแม่พาเขาและลิ่วหลางไปพบท่านอาจารย์เพื่อให้ทดสอบภูมิความรู้ หากเสี่ยวหลางเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์ จริง ก็โปรดให้เขาได้เรียนต่อไปเถิด หากเขาทำไม่ได้ พวกเราก็จะตัดใจแต่โดยดี!”
(เชิงอรรถผู้แปล หน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์ (读书种子) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีแววหรือพรสวรรค์ในการเป็นนักปราชญ์ และมีความเหมาะสมที่จะรับการถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อสืบสานวงศ์ตระกูล)
“นี่ก็นับว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี... พวกเจ้าสองสามีภรรยาตามข้าออกมา ขอขมาท่านแม่เสีย” เอ่ยจบเสิ่นหมิงซินก็เดินนำออกไป โดยมีเสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อเดินตามหลังไปติดๆ
เมื่อถึงหน้าประตู สองสามีภรรยาก็คุกเข่าลงขอขมาต่อหลี่ซื่อพร้อมกัน
เสิ่นหมิงซินพยุงหลี่ซื่อพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านดูสิ น้องเล็กกับน้องสะใภ้ล้วนมาขอขมาท่านแล้ว ก็ยกโทษให้พวกเขาเถิดขอรับ คำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย”
หลี่ซื่อแค่นเสียงหึเบาๆ มิได้ปริปากพูดสิ่งใด
ในยามนั้นเอง เสิ่นซีและหลินไต้ที่แอบอยู่ในห้องเก็บของต่างก็ชะโงกศีรษะเล็กๆ ออกมาแอบดูผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ เมื่อเห็นโจวซื่อคุกเข่าอยู่บนพื้น หลินไต้ก็ร้อนใจจนอยากจะเปิดประตูออกไป แต่เสิ่นซีรีบคว้าตัวนางไว้ “เรื่องของผู้ใหญ่ พวกเราอย่าเข้าไปวุ่นวาย”
หลินไต้ร้อนใจเป็นอย่างมาก “ข้าไม่อยากเห็นท่านแม่คุกเข่าบนพื้นดินที่เย็นเฉียบเช่นนั้น ข้าจะไปพยุงนางลุกขึ้น”
“เชื่อข้าเถิด ยามนี้พวกเราออกไปก็รังแต่จะทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้น อยู่เฉยๆ ไว้จะดีที่สุด” เอ่ยจบเสิ่นซีก็ดึงตัวแม่หนูน้อยมาไว้ข้างกาย พร้อมส่งสายตาเชิงเตือนไปให้นาง
หลินไต้ดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะซบหน้าลงกับอกของเสิ่นซี น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ยามนั้นเอง เสียงของเสิ่นหมิงซินก็ดังมาจากนอกห้อง “ท่านแม่ ท่านพร่ำสอนพวกเราอยู่เสมอว่า ครอบครัวเดียวกันต้องมีความสมัครสมานสามัคคี เสี่ยวหลางเด็กคนนี้เฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เล็กหากเขาได้เรียนหนังสือ ย่อมมีโอกาสที่จะกลายเป็นยอดคนได้นะขอรับ”
หลี่ซื่อตวาดด้วยความโกรธ “พูดเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าจะเข้าข้างน้องเล็กเพื่อมางัดข้อกับแม่อย่างนั้นหรือ?”
“หามิได้ขอรับ ลูกมิได้จะเข้าข้างน้องเล็ก ทว่า... เหตุใดท่านแม่ไม่ลองทดสอบดูเล่าว่าเสี่ยวหลางมีพรสวรรค์ในการเรียนหนังสือหรือไม่? เขาเบิกปัญญาเรียนมาได้สองสามวันแล้ว พรุ่งนี้ลองพาเขาไปพบท่านอาจารย์เพื่อให้ทดสอบภูมิความรู้พร้อมกับลิ่วหลางดู หากเสี่ยวหลางเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์จริง ท่านแม่เหตุใดไม่ส่งเสริมเขาเล่าขอรับ? แต่หากเขาทำไม่ได้ ท่านแม่ก็พาน้องสะใภ้และเสี่ยวหลางกลับหมู่บ้านไปเสีย!”
หลี่ซื่อเงียบไปครู่ใหญ่ เห็นได้ชัดว่านางกำลังไตร่ตรองว่าข้อเสนอนี้มีความเป็นไปได้เพียงใด
อันที่จริง ในฐานะผู้เป็นผู้อาวุโสย่อมต้องคำนึงถึงความรู้สึกของบุตรธิดาเป็นธรรมดา ก่อนหน้านี้นางได้ส่งเสริมบุตรชายคนที่สี่ผู้กตัญญูและทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมไปแล้ว ทว่าบุตรชายคนเล็กกลับมีความไม่พอใจแอบแฝงอยู่ หากการทดสอบภูมิความรู้ในครั้งนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าเสิ่นซีเรียนหนังสือไม่รุ่ง และทำให้เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อยอมตัดใจไปเองโดยดุษฎี ก็นับว่าเป็นวิธีที่น่าลองไม่น้อย
อย่างไรเสียเสิ่นซีก็เพิ่งเบิกปัญญามาได้เพียงไม่กี่วัน ต่อให้ก่อนหน้านี้จะมีนักพรตเฒ่าสอนความรู้ให้บ้าง ก็ย่อมไม่มีทางเอาชนะเสิ่นหยวนที่เรียนหนังสือมานานถึงสามเดือนเต็มได้อย่างแน่นอน
“ก็ได้”
ในที่สุดหลี่ซื่อก็ยอมโอนอ่อน “ทว่าข้าขอพูดให้กระจ่างไว้ตรงนี้ก่อน หากเสี่ยวหลางมิใช่หน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์ พวกเจ้าสองสามีภรรยาจงตัดใจเสียตั้งแต่วันนี้ และวันหน้าห้ามหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวโทษกันอีกเป็นอันขาด”
เสิ่นหมิงจวินโขกศีรษะรับคำ “ขอบคุณท่านแม่ที่ให้โอกาสเสี่ยวหลางขอรับ”
...
…
หลี่ซื่อสั่งให้เสิ่นหมิงจวินจัดเตรียมของกำนัลสำหรับไปเยี่ยมคารวะอาจารย์ ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดมิด คนทั้งครอบครัวก็มุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไขเหวินเพื่อเข้าพบอาจารย์ซูอวิ๋นจง
ครอบครัวของอาจารย์ซูพักอาศัยอยู่ที่ด้านหลังสำนักศึกษา เป็นเรือนสี่ประสานสี่ชั้น นอกจากเรือนหลักแล้ว ห้องหับที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนถูกปรับปรุงให้กลายเป็นหอพักของนักเรียน นักเรียนของสำนักศึกษาไขเหวินส่วนใหญ่เดินทางมาจากละแวกใกล้เคียงของอำเภอหนิงฮว่า หลายคนต้องใช้เวลาเดินทางมาเรียนถึงหนึ่งหรือสองวัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินทางกลับบ้านทุกวัน ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องเลือกพักที่หอพักแทน
อย่างเช่นเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นหยวน ในแต่ละปีนอกจากค่าซู่ซิวคนละหนึ่งตำลึงแล้ว ในช่วงเวลาที่เรียนหนังสือยังต้องจ่ายค่าหอพักและค่าอาหารอีกเดือนละสามถึงสี่ร้อยเหวิน เมื่อรวมสองคนเข้าด้วยกันก็ปาเข้าไปเจ็ดถึงแปดร้อยเหวิน เรียกได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มหาศาลยิ่งนัก ซึ่งครอบครัวธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจแบกรับไหว
เมื่อถึงที่หมาย เสิ่นหมิงซินก็มุ่งหน้าไปยังหอพักเพื่อตามตัวเสิ่นหยวนออกมา การมาเยือนในครั้งนี้ แม้เบื้องหน้าจะบอกว่ามาเพื่อมอบของกำนัลแก่อาจารย์ ทว่าความหมายที่แท้จริงคือการทดสอบภูมิความรู้ระหว่างเสิ่นหยวนและเสิ่นซี
“ไอ้เด็กทึ่ม แม่ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้ หากเข้าไปด้านในแล้วเจ้าสู้เขาไม่ได้ก็ช่างมันเถิด ถือเสียว่าพวกเราไม่มีวาสนาจะได้เรียนหนังสือก็แล้วกัน”
ก่อนจะเข้าไปยังเรือนหลักเพื่อกราบพบท่านอาจารย์ซู โจวซื่อดึงมือเสิ่นซีไว้ด้วยความลังเลใจ เดิมทีนางนึกว่าบุตรชายจะได้เบิกปัญญาเข้าเรียนอย่างราบรื่นและชีวิตจะมีหวังขึ้นมาบ้าง ใครจะนึกว่าจะมีอุปสรรคมาขวางกั้นเช่นนี้... หากการทดสอบในครั้งนี้ไม่เป็นใจ อนาคตของบุตรชายย่อมต้องพังทลายลง อุตส่าห์ตรากตรำหาเงินมาอย่างยากลำบากแต่กลับกลายเป็นการตัดชุดเจ้าสาวให้ผู้อื่นสวมใส่แล้วนางจะยอมตัดใจได้อย่างไร?
(เชิงอรรถผู้แปล: ตัดชุดเจ้าสาวให้ผู้อื่นสวมใส่ (为他人做嫁衣裳) สำนวนเปรียบเปรยถึงการที่ต้องตรากตรำลำบากทำงานอย่างหนัก แต่สุดท้ายผลประโยชน์และความสำเร็จกลับตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น)
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงหลักของตระกูลซู ซูอวิ๋นจงก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
อย่างไรเสียคนรุ่นปู่รุ่นย่าถึงสามชั่วอายุคนอุตส่าห์ดั้นด้นมาเยี่ยมเยียนพร้อมของกำนัล ย่อมมีคำกล่าวที่ว่าไม่ลงมือกับผู้ที่มีรอยยิ้ม ต่อให้อาจารย์ซูจะดูเฉื่อยชาในการสอนไปบ้าง ทว่าในเรื่องการต้อนรับขับสู้เขาก็นับว่ามีอัธยาศัยดีพอสมควร
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่ลงมือกับผู้ที่มีรอยยิ้ม (伸手不打笑脸人) สำนวนหมายถึง การที่อีกฝ่ายเข้ามาหาด้วยท่าทีที่นอบน้อมและมีไมตรีจิต ย่อมทำให้ยากที่จะโกรธเคืองหรือปฏิเสธน้ำใจได้)
“อาจารย์ซูเจ้าคะ หญิงชราผู้นี้ส่งหลานชายทั้งสามคนมาเรียนกับท่าน ยามปกติไม่มีเวลาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน วันนี้ได้โอกาสเข้าเมืองจึงตั้งใจมาขอบพระคุณท่านโดยเฉพาะ นำของกำนัลมาให้ท่านอาจารย์เสีย”
หลี่ซื่อเอ่ยพลางให้เสิ่นหมิงจวินมอบตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุโถใบชา โถน้ำตาลทรายขาว และผ้าสีชิงความยาวสามฉื่อให้แก่อาจารย์
(เชิงอรรถผู้แปล ฉื่อ (尺) มาตราวัดความยาวของจีนโบราณ 1 ฉื่อยาวประมาณ 33.3 เซนติเมตร)
ซูอวิ๋นจงลูบเครา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินผู้เฒ่าเกรงใจเกินไปแล้ว”
สนทนาสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง สิ่งที่หลี่ซื่อเอ่ยล้วนเป็นคำเยินยอประจบประแจง จนกระทั่งช่วงท้ายถึงทำทีราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “หลานชายทั้งสองของข้า ไม่ทราบว่าปกติแล้วการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง มีสิ่งใดที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องลำบากใจหรือไม่เจ้าคะ?”
ซูอวิ๋นจงมองเสิ่นหยวนและเสิ่นซีที่มีรูปร่างสูงไล่เลี่ยกัน พลางพยักหน้าน้อยๆ “เด็กเสิ่นหยวนผู้นี้ ปราดเปรื่องและใฝ่รู้ มิใช่เด็กธรรมดาทั่วไปจะเทียบติดได้ ส่วนเสิ่นซี... เขาเพิ่งมาได้เพียงไม่กี่วัน จึงยังไม่เผยให้เห็นภูผาหรือหยาดน้ำค้างให้ประจักษ์นัก”
(เชิงอรรถผู้แปล เผยให้เห็นภูผาหรือหยาดน้ำค้าง (显山露水) สำนวนเปรียบเปรยถึงการแสดงออกซึ่งความรู้ความสามารถหรือพรสวรรค์ให้ผู้อื่นได้เห็น)
เมื่อกล่าวจบ อารมณ์ของหลี่ซื่อและสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าหมองคล้ำลง หลี่ซื่อปรายตามองบุตรชายและลูกสะใภ้แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มกริ่มให้ซูอวิ๋นจงแล้วกล่าวว่า “หญิงแก่ผู้นี้มาเยือนในวันนี้มีคำขอที่ไร้เหตุผล อยู่ประการหนึ่ง หวังว่าท่านอาจารย์จะช่วยทดสอบภูมิความรู้ของพวกเขาทั้งสองคนดู หากเด็กคนใดเรียนได้แย่กว่า ก็ให้เขากลับไปทำไร่ทำนาเถิด อย่างไรเสียตระกูลเสิ่นของพวกเราก็ไม่มีปัญญาส่งเสียเด็กสองคนให้เรียนหนังสือพร้อมกันได้ ทำได้เพียงเลือกหนึ่งจากสองเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ซูอวิ๋นจงถึงเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ในการมาเยือนของหลี่ซื่อ ปกติแล้วเขามักจะชินชากับผู้ปกครองที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และมาขอลาออก ในยุคสมัยนี้ มิใช่ทุกครอบครัวจะมีเงินส่งเสียลูกหลานให้เรียนหนังสือ ต่อให้ชั่วขณะหนึ่งจะมีเงินทองเหลือใช้ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าในภายภาคหน้าครอบครัวจะไม่เกิดเหตุพลิกผัน การลาออกจากสำนักศึกษาจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
“ฟูจื่ออย่างข้ายังไม่ได้สอนอะไรพวกเขามากนัก ยามนี้กำลังเรียนคัมภีร์《หลุนอวี่》อยู่ มิสู้ให้พวกเขาทั้งสองท่องคัมภีร์《หลุนอวี่》ในส่วนที่เรียนไปแล้วออกมาให้ฟัง เพื่อดูว่าผู้ใดจดจำได้มากกว่ากัน”
ซูอวิ๋นจงเพิ่งจะเอ่ยจบ โจวซื่อก็ร้อนรนขึ้นมาทันที หมายจะเอ่ยแก้ต่างให้บุตรชายสักสองสามประโยค
แม้เสิ่นซีจะบอกว่าได้ร่ำเรียนกับนักพรตเฒ่ามาสองสามวัน ทว่านั่นก็มิใช่ความรู้ตามแบบแผน เสิ่นซีเพิ่งเข้าเรียนคัมภีร์《หลุนอวี่》ในสำนักศึกษาได้เพียงห้าวัน จะไปท่องจำได้มากกว่าเสิ่นหยวนที่เรียนมาถึงสามเดือนได้อย่างไร?
หลี่ซื่อถลึงตาจ้องโจวซื่ออย่างดุดัน เสิ่นหมิงจวินเองก็กระตุกชายเสื้อของภรรยาเบาๆ โจวซื่อจึงจำต้องถอยกลับไปด้านหลังด้วยความเศร้าหมอง
หลี่ซื่อกล่าวว่า “ได้ยินคำของท่านอาจารย์แล้วหรือไม่ ลิ่วหลาง เจ้าเริ่มท่องก่อนเถิด”
“ขอรับ”
เสิ่นหยวนทำความเคารพหลี่ซื่อและท่านอาจารย์ก่อน จากนั้นจึงหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเริ่มท่องคัมภีร์《หลุนอวี่》ตั้งแต่ “บทเสวียเอ๋อร์” เขาท่องรวดเดียวติดกันถึงหกเจ็ดบท ระหว่างนั้นมีหยุดชะงักเพียงเล็กน้อย เพราะมีตัวอักษรบางตัวที่อาจารย์ยังไม่ได้สอน เขาไม่รู้ความหมาย จึงทำได้เพียงพึ่งพาการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง
ทว่ายามที่คำสอนของมหาปราชญ์ถูกเปล่งออกมาจากปากของเขาทีละประโยค ซูอวิ๋นจงที่รับฟังอยู่ก็พยักหน้าชื่นชมอย่างต่อเนื่อง รอจนเสิ่นหยวนท่องมาถึงบทที่เพิ่งเรียนไปแล้วหยุดลง ซูอวิ๋นจงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ความจำไม่เลวเลย ทว่ายังมีจุดที่ผิดพลาดอยู่เล็กน้อย กลับไปแล้วก็จงหมั่นท่องจำให้มาก”
“ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอน้อมรับไว้ในใจ” เสิ่นหยวนไม่เพียงท่องจำได้แม่นยำ ทว่ายังมีมารยาทยิ่งนัก
จากนั้น สายตาของทุกคนก็ไปตกอยู่ที่เสิ่นซี ลำดับต่อไปถึงคราวที่เขาต้องท่องจำแล้ว
ซูอวิ๋นจงนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นซีเป็นศิษย์ที่เข้าเรียนกลางคัน เนื้อหาส่วนแรกๆ เขายังไม่เคยสอนให้อีกฝ่ายเลย จึงกล่าวว่า “เจ้าเพิ่งเรียนมาได้ไม่กี่วัน เช่นนั้นก็จงเลือกท่องเฉพาะท่อนที่เจ้าท่องได้ก็แล้วกัน”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศิษย์สามารถเริ่มท่องตั้งแต่ต้นได้ขอรับ”
เสิ่นซีไม่มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวออกไปยืนเบื้องหน้า นัยน์ตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น แล้วเริ่มท่องคัมภีร์《หลุนอวี่》ตั้งแต่ “บทเสวียเอ๋อร์” เช่นเดียวกัน
เสิ่นซีเป็นผู้ที่สดับตรับฟังให้มากและจดจำให้ขึ้นใจแค่คัมภีร์《หลุนอวี่》เล่มเดียวย่อมไม่อาจทำให้เขาลำบากใจได้ ผนวกกับที่เขาเข้าใจความหมายของทุกประโยคอย่างถ่องแท้ ยามท่องจึงไม่เพียงไหลลื่น ทว่ายังออกเสียงได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไร้ซึ่งการหยุดชะงักใดๆ ทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล สดับตรับฟังให้มากและจดจำให้ขึ้นใจ (博闻强识) สำนวนหมายถึง ผู้ที่มีความรู้กว้างขวางจากการได้ยินได้ฟังมามาก และมีความจำที่เป็นเลิศ)
ท่องจบ “บทซู่เอ๋อร์” ที่เพิ่งเรียนไปหมาดๆ เสิ่นซีก็ยังคงไม่หยุดพัก เขาท่องต่อไปยัง “บทไท่ปั๋ว” “บทจื่อหั่น” เรื่อยไปจนถึง “บทเซียงตั่ง” ท่อง《หลุนอวี่ฉบับต้น》อีกสามบทหลังที่ยังไม่ได้เรียนจนจบสมบูรณ์จึงหยุดลง โดยระหว่างนั้นไม่มีตัวอักษรใดผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่ตัวเดียว
ในคราแรก บนใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทว่าเมื่อได้ยินเสียงท่องตำราอันแสนไหลลื่นของบุตรชาย จิตใจของนางก็ค่อยๆ สงบลง รอจนเสิ่นซีท่องจบและหยุดลง ต่อให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ก็ยังสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ใดเหนือกว่าผู้ใดด้อยกว่า บนใบหน้าของนางจึงประดับไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“...ท่านอาจารย์ ศิษย์ท่องจบแล้ว โปรดชี้แนะด้วยขอรับ” เสิ่นซีค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม มารยาทนั้นมิได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย
ซูอวิ๋นจงขมวดคิ้วแน่น พินิจมองเสิ่นซีอย่างละเอียด ท้ายที่สุดจึงเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจอยู่บ้างว่า “ท่องได้ไม่เลวเลย ทว่า... ในส่วนที่ฟูจื่ออย่างข้ายังไม่ได้สอน เจ้าไปเอาการท่องจำมาจากที่ใดกัน?”
“เรียนท่านอาจารย์ ท่านสอนสั่งศิษย์ไว้ว่า ต้องทบทวนของเก่าเพื่อเข้าใจของใหม่ ศิษย์สลักจำไว้ในใจขอรับ พอกลับไปถึงเรือนไม่เพียงแต่ทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทว่ายังอ่านเนื้อหาส่วนหลังจนขึ้นใจ เพื่อหวังว่าจะได้ตามความรู้ของสหายร่วมเรียนให้ทันโดยเร็ว จะได้ไม่รั้งท้ายผู้อื่นขอรับ”
คำกล่าวของเสิ่นซีไม่เพียงแต่เป็นการแก้ต่างให้ตนเอง ทว่าในทางอ้อมยังเป็นการเยินยอซูอวิ๋นจงว่าสั่งสอนได้ดีเยี่ยม ทำเอาซูอวิ๋นจงพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง “ดี ดี ดี เด็กน้อยผู้ควรค่าแก่การสั่งสอน โดยแท้ การทดสอบในครั้งนี้ เป็นเสิ่นซีที่เหนือกว่าก้าวหนึ่ง จริงๆ ทว่า... เสิ่นหยวนเองก็มีพรสวรรค์มาก เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์ที่หาได้ยากยิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่า ในมุมมองของฟูจื่ออย่างข้า เด็กทั้งสองคนนี้ล้วนมิใช่มังกรในสระตมแน่นอน”
(เชิงอรรถผู้แปล: มิใช่มังกรในสระตม (非池中之物) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีความสามารถยิ่งใหญ่ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องโบยบินไปสู่ความสำเร็จที่กว้างใหญ่กว่า ย่อมไม่ยอมทนอุดอู้อยู่ในสถานที่เล็กๆ ไปตลอด)
คำพูดของซูอวิ๋นจงทำเอาโจวซื่อยยกมือขึ้นปิดหน้าหลั่งน้ำตา นางคาดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายของนางจะสร้างชื่อเสียงเชิดหน้าชูตา ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่จะเอาชนะการทดสอบได้ ทว่ายังได้รับคำชมเชยจากท่านอาจารย์ถึงเพียงนี้อีกด้วย
หลี่ซื่อยิ่งตกตะลึงไปกว่านั้น เดิมทีนางเตรียมใจที่จะสละเสิ่นซีทิ้งไปแล้ว ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเสิ่นซีที่เพิ่งเข้าเรียนทีหลังกลับเอาชนะเสิ่นหยวนที่นางหมายมั่นปั้นมือไว้ได้อย่างขาดลอย ชั่วขณะหนึ่งนางจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบรับเช่นไรดี
เสิ่นหมิงซินเดินเข้ามาในจังหวะนี้ แล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านแม่ คำพูดของอาจารย์ซูนั้นตรงไปตรงมาและเป็นกลางยิ่งนัก ข้าว่ามิสู้ให้ลิ่วหลางและเสี่ยวหลางเรียนหนังสือต่อไปเถิดขอรับ อย่างแย่ที่สุดพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ก็แค่ประหยัดมัธยัสถ์ กันสักหน่อย แล้วหาทางทำเงินให้มากขึ้น... ในบ้านมีคนเรียนหนังสือเพิ่มขึ้นอีกคน ก็ถือเป็นการเพิ่มความหวังให้แก่วงศ์ตระกูลมิใช่หรือขอรับ?”
หลี่ซื่อมองดูเสิ่นหยวนและเสิ่นซีที่กำลังจ้องมองนางตาละห้อย หลานชายทั้งสองล้วนเป็นเลือดในอกของนางเช่นเดียวกัน กระทั่งท่านอาจารย์ก็ยังมองว่าพวกเขาเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์ หากนางยังคงยืนกรานปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว นั่นคงมิใช่เพียงปัญหาความลำเอียงแล้ว ทว่าอาจจะทำให้บุตรชายทั้งสองเกิดอคติต่อนางเป็นแน่
“ตกลง”
ท้ายที่สุดเพื่อรักษาความสมัครสมานสามัคคีในตระกูลเสิ่น หลี่ซื่อก็ยอมพยักหน้ารับคำ “เอาตามที่ท่านอาจารย์ว่าก็แล้วกัน ทว่าลิ่วหลางและเสี่ยวหลางต้องตั้งใจเรียนหนังสือ หลังจากนี้ทุกครึ่งปีจะให้ท่านอาจารย์ทดสอบภูมิความรู้ หากผู้ใดเกียจคร้าน ก็จะหมดสิทธิ์เรียนหนังสืออีกต่อไป พวกเจ้าฟังเข้าใจแล้วหรือไม่?”
เสิ่นหยวนและเสิ่นซีตอบรับอย่างพร้อมเพรียง “หลานขอน้อมรับไว้ในใจขอรับ”