- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 27 อ้างเหตุผลสู้ยิบตา
ตอนที่ 27 อ้างเหตุผลสู้ยิบตา
ตอนที่ 27 อ้างเหตุผลสู้ยิบตา
ในยุคสมัยนี้การเข้าเรียนในสำนักศึกษา ไม่มีธรรมเนียมหยุดพักในวันอาทิตย์ ส่วนใหญ่มักจะหยุดตามวันหยุดราชการ โดยทั่วไปคือวันปีใหม่ห้าวัน เทศกาลหยวนเซียวสิบวัน วันเหมายันสามวัน และมีวันหยุดประจำเดือนอีกสามวัน รวมวันหยุดตลอดทั้งปีมีเพียงห้าสิบกว่าวันเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลหยวนเซียว (元宵节) เทศกาลโคมไฟ ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือนอ้ายของจีน - วันเหมายัน (冬至) เทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาลตงจื้อ เป็นวันที่กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี)
เด็กที่เพิ่งเบิกปัญญาจะมีภาระการเรียนไม่มากนัก ในแต่ละวันนอกจากท่องคัมภีร์《หลุนอวี่》สองสามบทแล้ว ก็คือการคัดลอกสิ่งที่เรียนไปในแต่ละวัน และท่องจำให้ขึ้นใจ
มีอักษรใหม่หลายตัวที่อาจารย์ยังไม่อธิบายความหมาย เพราะสำหรับเด็กในวัยนี้ การเรียนรู้อักษรที่ซับซ้อนเกินไปถือว่ายังเร็วเกินไป
อาจารย์ต้องดูแลทั้งสามชั้นเรียนพร้อมกัน ผู้ที่ได้รับความสำคัญมากที่สุดย่อมเป็นเหล่านักเรียนที่เตรียมตัวสอบถงเซิง ซึ่งก็เหมือนกับนักเรียนในยุคหลังที่ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากโรงเรียนและคุณครูนั่นเอง
การสอบถงเซิงต้องสอบต่อเนื่องกันสามสนาม ก่อนสอบก็ไม่ต้องมาเรียนที่สำนักศึกษาอีก โดยปกติจะให้กลับไปทบทวนตำราด้วยตนเองที่บ้าน หากสอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น ก็จะสามารถเข้าเป็นนักเรียนหลวงประจำสถานศึกษาของท้องถิ่น เมือง หรืออำเภอได้ ที่ชาวบ้านเรียกขานกันทั่วไปว่า “ซิ่วไฉ” ถือว่ามี “วุฒิบัณฑิต” คุ้มกาย ก้าวเข้าสู่ชนชั้นปัญญาชน มีอภิสิทธิ์ได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน พบหน้านายอำเภอไม่ต้องคุกเข่า และไม่ถูกลงทัณฑ์โดยพลการ
นักเรียนหลวงแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ หลิ่นเซิง เจิงเซิง และฟู่เซิง
ผู้ที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมที่สุดเรียกว่า “หลิ่นเซิง” สามารถรับเบี้ยเลี้ยงและข้าวสารจากทางการได้ เรียกว่าหลิ่นเป่า หรืออีกชื่อหนึ่งคือหลิ่นซ่านเซิง จำนวนของหลิ่นเซิงมีจำกัดอย่างเข้มงวด ทุกปีจะต้องสอบประเมินให้อยู่ในสามอันดับแรก จึงจะรักษาสิทธิ์ในการรับข้าวสารหลวงไว้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นอันดับหนึ่งในหมู่นักเรียนหลวง มีสถานะทางสังคมในระดับหนึ่งในท้องถิ่น เด็กที่จะเข้าสอบถงเซิง จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากหลิ่นเซิงในอำเภอนั้นๆ จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบได้
ระดับรองลงมาเรียกว่า “เจิงเซิง” เป็นคำย่อของคำว่า “เจิงกว่างเซิงหยวน” หมายถึงนักเรียนหลวงที่รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากอัตราที่กำหนด จึงเรียกว่า เจิงเซิง หรือเจิงกว่างเซิง ไม่ได้รับข้าวสารและเงินเบี้ยเลี้ยงหลวง ทั้ง “หลิ่นเซิง” และ “เจิงเซิง” ล้วนมีจำนวนกำหนดไว้อย่างตายตัว
ระดับที่สามคือ “ฟู่เซิง” เป็นคำย่อของคำว่า “ฟู่เสวียเซิงหยวน” เป็นอัตรากำหนดที่รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากเจิงเซิง ถือเป็นระดับรั้งท้ายของเหล่านักเรียนหลวง จึงเรียกว่าฟู่เสวียเซิง นักเรียนหลวงที่เพิ่งเข้าศึกษาใหม่และยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงหรือเจิงเซิง ล้วนถูกเรียกว่าฟู่เซิงทั้งสิ้น
เผลอแป๊บเดียว เสิ่นซีก็เข้าเรียนในสำนักศึกษามาได้ห้าวันแล้ว
ในช่วงห้าวันนี้ อาจารย์เพียงแค่สอนในสิ่งที่ควรสอน จากนั้นก็ย้ายไปสอนห้องอื่นต่อ ช่างตรงกับสำนวนที่ว่าอาจารย์เป็นเพียงผู้เบิกทาง การบำเพ็ญเพียรนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เสียจริงๆ
กลุ่มเด็กน้อย เมื่ออาจารย์ไม่อยู่ก็มักจะกระซิบกระซาบพูดคุยกัน น้อยคนนักที่จะตั้งใจเรียน ส่วนเสิ่นซีนั้นเอาแต่มองตำราแล้วเหม่อลอย อาการใจลอยกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ของเขาไปเสียแล้ว
ประการแรก การเหม่อลอยทำให้อาจารย์ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนเกียจคร้าน ประการที่สอง เนื้อหาในคัมภีร์《หลุนอวี่》นั้น ขอเพียงเขาอ่านทบทวนสองสามรอบก็กระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องหมกตัวงมเข็มในกองกระดาษเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา
วันนี้เสิ่นซีส่งการบ้านเสร็จตั้งแต่หัววันแล้วจึงเดินทางกลับบ้าน
เพิ่งจะถึงปากตรอก ก็เห็นโจวซื่อยื่นอยู่หน้าประตู เสิ่นซีเดินเข้าไปหาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย โจวซื่อดึงตัวเขาเข้ามาในลานเรือน ใบหน้าฉายแวววิตกกังวล “ไอ้เด็กทึ่ม ท่านย่าของเจ้าเดินทางมาจากชนบท พ่อเจ้าออกไปรับคนแล้ว”
การมาของฮูหยินเฒ่านั้น เรื่องนี้ย่อมมิใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน
หลี่ซื่อมีเท้าที่ถูกรัดจนเล็กจิ๋ว โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่ออกจากประตูเรือน ครานี้กลับอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางเป็นระยะทางกว่าห้าหกสิบลี้มาถึงตัวอำเภอได้ ย่อมมิใช่เพียงเพื่อมาเยี่ยมเยียนบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นแน่ แต่ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างแน่นอน
โจวซื่อสบถด่า “ไม่รู้ว่าไอ้ตัวบัดซบ คนไหนมันเอาเรื่องที่เจ้าเบิกปัญญาเข้าเรียนไปปล่อยข่าวถึงในหมู่บ้าน พอท่านย่าของเจ้ารู้เรื่องเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คาดว่าที่ถ่อมาถึงนี่ก็เพื่อมาคิดบัญชีกับสองแม่ลูกอย่างเรา คงหมายจะไล่พวกเรากลับไปที่หมู่บ้านนั่นแหละ”
เอ่ยจบโจวซื่อก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา สีหน้าเศร้าหมอง นางเข้ามาทำงานรับจ้างในเมือง ระหว่างทางยังได้ลูกสะใภ้เด็กมาในราคาถูก ซ้ำบุตรชายยังมีวาสนาได้เบิกปัญญาเข้าสำนักศึกษา ชีวิตกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นรุ่งโรจน์ ทว่าจู่ๆ กลับต้องมาเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ เท่ากับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในตอนนี้กำลังจะมลายหายไปในพริบตา แล้วนางจะยอมตัดใจได้อย่างไร?
เสิ่นซีเอ่ยปลอมประโลม “ท่านแม่ ท่านย่าคงไม่ถึงกับไร้เหตุผลหรอกขอรับ เงินที่ข้าใช้เบิกปัญญามิได้เบียดเบียนเงินของที่บ้านเสียหน่อย อีกอย่าง ท่านพ่อก็ส่งค่าจ้างกลับไปให้ที่บ้านทุกเดือน พวกเรามิได้ติดค้างที่บ้านมิใช่หรือขอรับ?”
“พูดก็พูดได้สิ ทว่าอย่างไรเสียท่านย่าของเจ้าก็เป็นผู้อาวุโส การที่นางดูแลครอบครัวใหญ่นั้นก็มิใช่เรื่องง่ายดาย... แต่เอาเถิด ไม่ว่าอย่างไรแม่ก็ต้องอ้างเหตุผลสู้ยิบตา เพื่อให้เจ้าได้อยู่เรียนในเมืองต่อไปให้จงได้ อย่างแย่ที่สุดก็แค่... เฮ้อ ช่างมันเถิด อย่างไรเสียพ่อของเจ้าก็ไม่มีทางเข้าข้างเราสองแม่ลูกอยู่แล้ว วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดีล่ะเนี่ย...”
(เชิงอรรถผู้แปล: อ้างเหตุผลสู้ยิบตา (据理力争) หมายถึง การโต้เถียงหรือต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนด้วยเหตุผลอย่างไม่ยอมแพ้)
เสิ่นซีพอจะจับเค้าลางบางอย่างได้ ฟังจากน้ำเสียงของโจวซื่อ หรือว่านางกำลังคิดอยากจะแยกครอบครัว?
แต่ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อให้ความสำคัญกับการสืบทอดสายเลือดของวงศ์ตระกูลเป็นที่สุด ย่อมไม่มีทางยอมให้แยกบ้านเป็นแน่ ตอนนี้รายได้เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวต้องพึ่งพาค่าแรงของเสิ่นหมิงจวิน เขาลงแรงไปมากที่สุด ทว่ากลับไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมควรได้ เงินที่หามานอกจากจะต้องส่งกลับไปเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านที่หมู่บ้านแล้ว ยังต้องนำไปส่งเสียเด็กบ้านอื่นเรียนหนังสืออีก นี่มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
“ท่านแม่ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หากท่านย่ามาแล้วไม่ยอมให้ข้าเรียนหนังสือ ท่านก็บอกให้ข้าประลองภูมิความรู้กับพี่หกไปเลย ใครผลการเรียนดีกว่าคนนั้นก็จะได้เรียนต่อไป” เสิ่นซีเสนอแนะ
โจวซื่อมองบุตรชายด้วยความเคลือบแคลงสงสัย “ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าเพิ่งเรียนได้กี่วันเอง? ลิ่วหลางน่ะเรียนกับอาจารย์ซูในสำนักศึกษามาตั้งสามเดือนแล้วนะ เจ้าจะไปสู้เขาได้หรือ?”
เสิ่นซียืดอกตรง ตบหน้าอกตัวเองเบาๆ “ท่านแม่ นี่ท่านไม่เชื่อมั่นในตัวลูกหรือขอรับ? ลูกคือเทพเหวินชวี่ซิงจุติลงมาเกิดเชียวนะขอรับ สติปัญญาปราดเปรื่องแต่กำเนิด ต้องเก่งกว่าพี่หกแน่นอน”
(เชิงอรรถผู้แปล: เทพเหวินชวี่ซิง (文曲星) เทพแห่งบุ๋น หรือเทพแห่งความรู้และสติปัญญา เชื่อกันว่าผู้ที่เรียนเก่งมักเป็นเทพองค์นี้จุติลงมาเกิด)
ราวกับต้องการให้กำลังใจตัวเอง โจวซื่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่แล้ว ไอ้เด็กทึ่มของพวกเราเกิดมาเพื่อเป็นนักปราชญ์โดยแท้ ต้องให้ฮูหยินเฒ่าได้เห็นดำเห็นแดงไปเลยว่าตกลงใครฉลาดกว่ากัน และใครกันแน่ที่เหมาะสมจะเรียนหนังสือมากกว่า”
สองแม่ลูกเดินเข้าไปด้านใน โจวซื่อจับหลินไต้มาแต่งตัวตกแต่งประทินโฉมสักหน่อย อย่างไรเสียนี่ก็เป็นครั้งแรกที่หลินไต้จะได้พบหน้าฮูหยินเฒ่า จำต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้แก่ฮูหยินเฒ่าให้จงได้
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสิ่นหมิงจวินก็แบกหลี่ซื่อไว้บนหลังเดินมาถึงหน้าประตูเรือน
ผู้ที่ติดตามฮูหยินเฒ่ามาด้วยนั้นยังมีลุงสี่ของเสิ่นซีนามว่า เสิ่นหมิงซิน น่าจะเป็นเพราะเสิ่นหมิงซินคือบิดาของเสิ่นหยวนที่ถูกส่งตัวมาเรียนในเมือง ฮูหยินเฒ่าจึงรู้สึกว่าบุตรชายคนนี้จะต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กับนางแน่นอน
เมื่อเสิ่นหมิงจวินวางฮูหยินเฒ่าลงที่ลานเรือน ฮูหยินเฒ่าก็จ้องมองโจวซื่อที่จูงมือเสิ่นซีและหลินไต้ยืนอยู่เบื้องหน้า สีหน้าของนางดำทะมึนดูไม่ได้เอาเสียเลย
“เข้าไปคุยกันข้างใน”
หลี่ซื่อทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แม้จะมีเท้าเล็กจิ๋วทว่านางกลับเดินฉับไวราวกับสายลม
เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อทำตัวราวกับเด็กที่ทำความผิด เดินตามเข้าไปในห้องอย่างเงียบงัน โดยมีเสิ่นหมิงซินรั้งท้าย ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง ก็ได้ยินเสียงฮูหยินเฒ่าตวาดลั่น “คุกเข่าลง!”
เห็นได้ชัดว่าคำนี้ตั้งใจเอ่ยให้บุตรชายฟัง
ตามหลักเหตุผลแล้ว แม้ลูกสะใภ้จะเป็นคนในครอบครัว ทว่าในฐานะแม่สามีก็ไม่สามารถสั่งให้ลูกสะใภ้คุกเข่าได้ตามอำเภอใจ แต่บุตรชายนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง ต่อให้ถูกทุบตีจนตายในยุคสมัยที่จารีตประเพณีเข้มงวดเช่นนี้ นางก็ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายแต่อย่างใด
“ท่านแม่...”
เสียงของเสิ่นหมิงจวินดังขึ้น
หลี่ซื่อตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “ที่ข้าอนุญาตให้เมียเจ้าพาบุตรชายเข้าเมืองมาเยี่ยมเจ้า ก็เพราะเห็นแก่ที่เจ้าทำงานรับจ้างในเมืองอย่างยากลำบาก เดิมทีก็แค่ให้มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าสองสามวันแล้วก็กลับ”
“แต่นี่อะไรกัน พอมาถึงก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ไม่ยอมกลับบ้านไม่พอ ยังคิดจะปิดประตูเรือนใช้ชีวิตครอบครัวสุขสันต์กันอยู่ที่นี่อีก! เจ้าคิดว่าตัวเองมีรายได้มากมายจนสามารถจ่ายค่าเช่าบ้านในเมืองได้ จนไม่อยากกลับไปที่หมู่บ้านแล้วอย่างนั้นสิ หึ?”
โจวซื่อรีบเอ่ยอธิบาย “ท่านแม่ เรือนหลังนี้นายท่านให้สามีและลูกสะใภ้ยืมพักอาศัยเจ้าค่ะ รอให้อีกสักพักถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ลูกสะใภ้ย่อมต้องกลับไปแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อตวาดลั่น “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า หุบปาก!”
คำกล่าวนี้ช่างไร้ความเกรงใจ ยิ่งนัก แม้แต่เสิ่นซีได้ฟังยังอดรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาไม่ได้
อารมณ์ของฮูหยินเฒ่านั้นราวกับปล่องภูเขาไฟที่ลาวากำลังเดือดพล่าน การที่นางมาพบหน้าบุตรชายและลูกสะใภ้ก็เพื่อจะระเบิดโทสะโดยเฉพาะ ยามนี้จะพูดสิ่งใดกับนางก็ไร้ประโยชน์
ในยามนี้ เสิ่นซีพลันเข้าใจความจนใจของโจวซื่อขึ้นมาทันที
ประโยคที่โจวซื่อกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า “อย่างแย่ที่สุดก็แค่... เฮ้อ ช่างมันเถิด” เห็นได้ชัดว่านางกำลังตัดพ้อที่สามีไม่ยอมยืนหยัดเคียงข้างนางและบุตรชาย เพื่อเป็นที่พึ่งให้แก่พวกเขา
“ตอนนี้แม่จะไม่ถือสาหาความกับเจ้าเรื่องนี้ เมียกับลูกของเจ้าจะพักอยู่ในเมืองก็ช่างเถอะ ที่บ้านก็ไม่ได้มีงานการอันใดมากมาย ขาดพวกเขาสองแม่ลูกไปก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องที่เจ้าส่งเสี่ยวหลางไปเบิกปัญญามันหมายความว่าอย่างไร? หรือเจ้าคิดว่าฐานะทางบ้านเรามีปัญญาส่งเสียคนแก่หนึ่งคนกับเด็กอีกสามคนให้เรียนหนังสือได้พร้อมกันอย่างนั้นหรือ?”
“มีเงินแล้วไม่รู้จักส่งกลับบ้าน แต่กลับเอาไปประเคนให้สำนักศึกษาเป็นค่าซู่ซิวให้บุตรชายเจ้า บ้านนี้จะยังเป็นบ้านอยู่หรือไม่?”
(เชิงอรรถผู้แปล: เป็นบ้านอยู่หรือไม่ (成不成家) สำนวนหมายถึง การที่สมาชิกในครอบครัวไม่ทำตามกฎเกณฑ์หรือหน้าที่ของตน จนครอบครัวขาดระเบียบวินัยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)
ประโยค “เป็นบ้านอยู่หรือไม่” ที่ฮูหยินเฒ่ากล่าวออกมา ในสายตาของเสิ่นซีแล้ว นางเพียงแค่ต้องการสถาปนาอำนาจเด็ดขาดของตนเองเท่านั้น อันที่จริงหากพิจารณาจากคุณูปการที่มีต่อครอบครัว เสิ่นหมิงจวินที่ทำงานรับจ้างอยู่ในตระกูลหวังย่อมมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
ส่วนท่านลุงคนอื่นๆ นั้น ลุงใหญ่เอาแต่มุ่งมั่นจะสอบเคอจวี่ ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือด อย่างแท้จริง ครอบครัวของลุงรองก็เกียจคร้านรักความสบายเกลียดความลำบาก ไม่เอาไหนเลยสักนิด ลุงสามและลุงสี่นั้นนับว่าขยันขันแข็ง ทว่าผลผลิตจากไร่นาก็มีจำกัด การพึ่งพารายได้จากส่วนนี้เพียงอย่างเดียว ก็เรียกได้ว่าแค่ประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น หากจะให้ส่งเสียคนในบ้านเรียนหนังสือ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก
ทว่ายังโชคดีที่ลุงสี่เสิ่นหมิงซินพอจะมีฝีมือในงานช่างไม้ จึงรับจ้างซ่อมแซมและต่อเติมเครื่องเรือนให้คนในหมู่บ้าน ทำให้พอมีรายได้พิเศษเข้ามาบ้าง และด้วยความเหนื่อยยากของเสิ่นหมิงซินที่อยู่ในสายตาของฮูหยินเฒ่ามาโดยตลอด การที่นางเลือกให้ลิ่วหลางเสิ่นหยวนได้เรียนหนังสือ ก็คงเป็นเพราะนางอยากจะตอบแทนบุตรชายคนนี้ที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอดนั่นเอง
แต่หากพิจารณาจากคุณูปการของเสิ่นหมิงจวินที่มีต่อครอบครัว การที่หลี่ซื่อเลือกเสิ่นหยวนแต่กลับละทิ้งเสิ่นซี ย่อมมีข้อครหาว่านางมีความลำเอียง อย่างชัดเจน
“ท่านแม่ ท่านใจเย็นๆ ก่อนเถิด อย่าโมโหจนเสียสุขภาพเลยนะขอรับ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลุงสี่เสิ่นหมิงซินที่ตามเข้ามาด้วยถึงได้เอ่ยปาก ทว่าโทสะของหลี่ซื่อยังไม่ทุเลาลง คำพูดของเขาจึงไร้ประโยชน์ อย่างสิ้นเชิง
เสิ่นหมิงจวินยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปาก ทว่าโจวซื่อกลับสวนขึ้นมาว่า “ท่านแม่ ตอนที่ท่านส่งลิ่วหลางไปเรียนหนังสือ แล้วให้เสี่ยวหลางไปเป็นแค่ผู้ติดตาม ท่านเคยถามความรู้สึกของพวกเราสองสามีภรรยาบ้างหรือไม่? สามีข้าต้องทำงานอยู่ข้างนอกเหน็ดเหนื่อยแทบเป็นแทบตาย วุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน ตกลงแล้วเขาทำไปเพื่อใครกัน ถ้าไม่ใช่เพื่อครอบครัวของเรา?”
หลี่ซื่อตวาดลั่น “ข้ากำลังสั่งสอนบุตรชายข้า เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสอดปาก?”
“ต่อให้ไม่มีสิทธิ์ข้าก็จะพูด เสี่ยวหลางเข้าเมืองมา บังเอิญวาสนาชักนำให้ได้พบกับท่านอาจารย์เฒ่าผู้หนึ่ง ท่านอาจารย์เห็นว่าเขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจึงมอบเงินสองตำลึงให้เป็นค่าเบิกปัญญา เสี่ยวหลางเรียนหนังสือมิได้ใช้เงินของที่บ้านเลยแม้แต่เหวินเดียว ท่านมาถึงก็ไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ เอาแต่บันดาลโทสะใส่สามีข้า ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาทำงานรับจ้างเหนื่อยยากเพียงใด?”
“ตัวข้าเองทุกวันก็ต้องไปรับจ้างเย็บปักถักร้อยเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จนถึงตอนนี้ เงินทุกเหวินที่พวกเราใช้จ่ายในเมือง ล้วนมิได้แตะต้องค่าแรงของสามีเลยแม้แต่น้อย!”
ในยามนี้แม้หลี่ซื่อจะกำลังโกรธจัด ทว่าก็ไม่ได้อ้าปากด่าทออีก ท้ายที่สุดนางก็เป็นคนที่มีเหตุผลคนหนึ่ง แม้ลูกสะใภ้จะล่วงเกินนาง ทว่าคำพูดเหล่านั้นล้วนมีเหตุมีผล
เสิ่นหมิงซินจึงเอ่ยถามแทนมารดาว่า “น้องสะใภ้ ที่เจ้าบอกว่าเสี่ยวหลางบังเอิญพบท่านอาจารย์เฒ่าผู้หนึ่ง เรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่?”
โจวซื่อจึงเล่าเรื่องราวคร่าวๆ หลังจากที่พวกนางเข้ามาในเมืองให้ฟัง ว่ามีนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งที่ออกท่องไปทั่วดินแดน เห็นเสิ่นซีมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่เพียงแต่จะสอนเขาเขียนหนังสือ แต่ยังมอบบทละครให้ไปรับเงินรางวัลที่ที่ว่าการอำเภอ และค่าซู่ซิวสำหรับเบิกปัญญาของเสิ่นซีก็มาจากเงินรางวัลสองตำลึงนั้นนั่นเอง
“ท่านแม่ ดูท่าท่านจะเข้าใจน้องเล็กกับน้องสะใภ้ผิดไปแล้วล่ะขอรับ”
แม้เสิ่นหมิงซินจะเป็นบิดาของเสิ่นหยวน ทว่าเขาก็มิใช่คนเกียจคร้านและเห็นแก่ผลประโยชน์เหมือนน้องรอง เขาจึงออกโรงช่วยพูดแก้ต่างให้น้องชายและน้องสะใภ้
“ไม่ว่าอย่างไร เสี่ยวหลางก็เรียนหนังสือไม่ได้ ครอบครัวเราไม่มีปัญญาจะส่งเสียคนเรียนหนังสือมากมายถึงเพียงนั้นหรอก... ค่าซู่ซิวที่จ่ายให้อาจารย์ไปแล้วก็ไม่ต้องไปทวงคืนมาหรอก ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนของต้าหลางและลิ่วหลางก็แล้วกัน” ในที่สุดหลี่ซื่อก็ยอมประนีประนอม เลิกเอาความกับบุตรชายและลูกสะใภ้ในเรื่องที่ปิดบังนาง
โจวซื่อพลันโวยวายขึ้นมาทันที “ท่านแม่ ท่านจะลำเอียงไปถึงไหนกัน?”
หลี่ซื่อได้ยินดังนั้นโทสะก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ “เจ้าเล็ก เจ้าสั่งสอนเมียเจ้าอย่างไรกัน ถึงได้กล้ามาพูดจากับแม่เจ้าเช่นนี้?”
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว โจวซื่อก็ขอสู้ยิบตานางกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า “ปกติสามีข้าต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ หาเงินเดือนมาส่งเสียเด็กบ้านอื่นให้เรียนหนังสือก็ช่างเถอะ บัดนี้เสี่ยวหลางได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์เฒ่า จนมีเงินเบิกปัญญาสองตำลึง ท่านก็ยังจะเอาไปส่งเสียคนอื่นอีก ท่านแม่ หัวใจของท่านมันเอียงไปแล้ว ชาตินี้ก็คงไม่มีวันกลับมาตรงได้อีกแล้วใช่หรือไม่?”
หลี่ซื่อโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ ถอดรองเท้าออกมาหมายจะฟาดลูกสะใภ้... นางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะลูกสะใภ้กล้ามาสาวไส้ให้กากิน ถึงจุดอ่อนของนาง
เสิ่นหมิงซินรีบเข้าไปห้ามปราม หลี่ซื่อสะบัดรองเท้าในมือไปมา พลางกล่าวว่า “ข้าดูแลครอบครัวนี้มา มันเป็นเรื่องง่ายนักหรือ? น้ำในชามมันมีวันที่จะถือให้เสมอกันได้ตลอดด้วยหรือ?”
(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำในชามมันมีวันที่จะถือให้เสมอกันได้ตลอดด้วยหรือ? (一碗水有能端平的时候?) สำนวนเปรียบเปรยถึงการปกครองคนหมู่มาก ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความยุติธรรมหรือความเท่าเทียมกันแก่ทุกคนได้ในทุกสถานการณ์)
“นั่นก็หมายความว่า แม้แต่ตัวท่านแม่เอง ก็รู้ตัวดีว่ากำลังลำเอียงอยู่ใช่หรือไม่?” โจวซื่อไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป นางใจแข็งดั่งเหล็ก ตั้งใจจะงัดข้อกับแม่สามีให้ถึงที่สุด
“พอได้แล้ว!”
ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น และคนที่เปล่งเสียงนั้นออกมาก็คือเสิ่นหมิงจวิน ผู้ซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์หัวอ่อน มาโดยตลอดนั่นเอง
เสียงตวาดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ทำเอาอีกสามคนในห้องถึงกับผงะตกใจ จนภายในห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบกริบ
เสิ่นหมิงจวินน้ำตาไหลพราก คุกเข่าลงโขกศีรษะให้แก่มารดา “ท่านแม่ ลูกซาบซึ้งในพระคุณที่ท่านเลี้ยงดูลูกมา แต่ครานี้ไม่ว่าอย่างไรลูกก็อยากให้เสี่ยวหลางได้เรียนหนังสือ ถือเสียว่าลูกขอร้องท่านเถิดขอรับ วันหน้าลูกจะทำงานรับจ้างหามรุ่งหามค่ำไม่ยอมหลับยอมนอน เพื่อหาเงินส่งกลับไปให้ที่บ้าน ขอท่านโปรดให้ความหวังแก่พวกเราสองสามีภรรยาด้วยเถิดขอรับ!”
หลี่ซื่อโกรธแค้นบุตรชายที่อกตัญญูเนรคุณ “ไฉนเจ้าถึงได้ถูกเมียเจ้าชักนำไปในทางที่ผิด จนกลายเป็นคนไม่รู้ความเช่นนี้!”
“ลูกมิได้ไม่รู้ความนะขอรับ ทว่าพอลูกเห็นลิ่วหลางลูกของพี่สี่ได้เรียนหนังสือ ภายในใจลูกมันก็ขมขื่นยิ่งนัก... เสี่ยวหลางมิใช่เด็กไร้พรสวรรค์ หากเขาไม่ได้เรียนหนังสือ วันหน้าก็ต้องมาทำงานรับจ้างเหมือนลูก ต้องกลายเป็นคนขายแรงกายไปตลอดชีวิต”
“ขอท่านแม่เห็นแก่ที่ลูกขยันขันแข็งหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว โปรดอนุญาตให้เสี่ยวหลางได้เรียนหนังสือต่อไปเถิดขอรับ ลูกจะขอทดแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงของท่านแม่ไปจนตาย”