- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 26 เบิกปัญญา
ตอนที่ 26 เบิกปัญญา
ตอนที่ 26 เบิกปัญญา
ในวันที่สาม เสิ่นซีสวมชุดจื๋อตั๋วผ้าไหมสีน้ำเงินตัวใหม่เอี่ยม บนศีรษะสวมผ้าโพกสี่เหลี่ยม สวมรองเท้าหุ้มข้อสีดำ โดยมีเสิ่นหมิงจวินนำทางไปฝากตัวเป็นศิษย์
สำนักศึกษาแห่งนี้มีนามว่าไขเหวิน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซีซีใจกลางเมือง มีอาคารเรียนห้าหลัง ย้อนกลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนที่นี่เคยเป็นทรัพย์สินของตระกูลเสิ่น ทว่าหลังจากตระกูลเสิ่นตกต่ำลง มหาเศรษฐีที่ดินแห่งหนิงฮว่านามว่าอีเหยียนเชียนก็ได้ซื้อไป และบริจาคเงินเพื่อจัดตั้งสำนักศึกษาจนกลายเป็นสำนักศึกษาในปัจจุบัน
สำนักศึกษาไขเหวินมีกฎระเบียบที่เข้มงวด เดิมทีไม่ยินดีรับศิษย์ที่เข้าเรียนกลางคัน ทว่าเนื่องจากต้าหลางและลิ่วหลางตระกูลเสิ่นต่างก็เรียนอยู่ที่นี่ ภายใต้คำอ้อนวอนอย่างหนักของเสิ่นหมิงจวิน ในที่สุดท่านอาจารย์ก็ใจอ่อนยอมตกลง
อาจารย์ที่เสิ่นหมิงจวินพาไปกราบไหว้นั้นมีนามว่าซูอวิ๋นจง ชื่อรองโป๋ฮุ่ย แม้เขาจะเป็นเพียงซิ่วไฉ ทว่าลูกศิษย์ที่เขาอบรมสั่งสอนมานั้นมีไม่น้อยที่สอบผ่านวุฒิถงเซิง จึงนับว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่น
ซูอวิ๋นจงมีอายุราวห้าสิบต้นๆ ผมที่ขมับเริ่มมีสีขาวแซม ใบหน้ามีริ้วรอยจางๆ ทว่าดวงตากลับเป็นประกายดูเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ยามทำพิธีกราบอาจารย์เขานั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องโถงหลัก เหนือศีรษะมีป้ายสลักคำว่า “ชี้นำอย่างเป็นลำดับขั้นตอน” และบนผนังมีภาพวาดของขงจื๊อมหาปราชญ์ผู้ล่วงลับแขวนอยู่
(เชิงอรรถผู้แปล ชี้นำอย่างเป็นลำดับขั้นตอน (循序善诱) สำนวนหมายถึง การอบรมสั่งสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีชั้นเชิงเพื่อให้ศิษย์เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้)
เสิ่นซีคุกเข่าโขกศีรษะและยกน้ำชาคารวะอย่างนอบน้อม พร้อมเอ่ยคำทักทายถามสารทุกข์สุกดิบต่อท่านอาจารย์ ท้ายที่สุดเขาก็รับคัมภีร์ “หลุนอวี่” ที่ซูอวิ๋นจงยื่นส่งมาให้ นี่คือตำราเล่มแรกสำหรับการเบิกปัญญาของสำนักศึกษาไขเหวิน
(เชิงอรรถผู้แปล หลุนอวี่ (论语) คัมภีร์รวบรวมคำสอนและบทสนทนาของขงจื๊อและลูกศิษย์ เป็นหนึ่งในตำราหลักที่ใช้ในการศึกษาและการสอบเคอจวี่)
แม้ว่าสำนักศึกษาบางแห่งจะใช้ 《คัมภีร์สามอักษร 》 《คัมภีร์ร้อยแซ่》 และ 《คัมภีร์พันอักษร》 เป็นตำราเบิกปัญญา ทว่าในยุคสมัยที่การศึกษาเป็นเรื่องยากลำบากเช่นนี้ ผู้คนจำนวนมากมักล้มเลิกกลางคัน เพื่อให้ลูกศิษย์เข้าใจในหลักเหตุและผลตั้งแต่เยาว์วัย สำนักศึกษาหลายแห่งจึงมักทำลายจารีตเดิมและสอน《หลุนอวี่》เพื่อให้ศิษย์ได้ซึมซับคำสอนของมหาปราชญ์และนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตสืบไป
(เชิงอรรถผู้แปล:
คัมภีร์สามอักษร (三字经 หรือ ซันจื้อจิง) ตำราเรียนเล่มแรกของเด็กจีนโบราณ แต่งด้วยคำคล้องจองวรรคละสามอักษร เนื้อหาครอบคลุมหลักคุณธรรม ประวัติศาสตร์ และความรู้ทั่วไป
คัมภีร์ร้อยแซ่ (百家姓 หรือ ไป่เจียซิ่ง) หรือ ตำราที่รวบรวมนามสกุลของชาวจีน นำมาร้อยเรียงกันเพื่อให้เด็กฝึกท่องจำและคุ้นเคยกับตัวอักษร
คัมภีร์พันอักษร (千字文 หรือ เชียนจื้อเหวิน) ตำราเรียนที่แต่งขึ้นจากการนำอักษรจีน 1,000 ตัวที่ไม่ซ้ำกันเลย มาร้อยเรียงเป็นบทกวีคล้องจองเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ)
“เจ้าจงมีใจฝักใฝ่การศึกษา ห้ามกระทำการเช้าสดับเย็นละทิ้งเป็นอันขาด วันหน้าหากปรารถนาจะบรรลุซึ่งสติปัญญา ก็จงแสวงหาเอาจากการเพียรศึกษาตำราเหล่านี้เถิด” ซูอวิ๋นจงเอ่ยตักเตือนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
เสิ่นซีคุกเข่าโขกศีรษะรับคำอีกครั้ง พิธีกราบอาจารย์จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้น
ทันใดนั้นก็มีเด็กรับใช้ในสำนักศึกษาเดินมาส่งเสิ่นซีที่ห้องเรียน ส่วนเสิ่นหมิงจวินยังคงรั้งอยู่เพื่อมอบค่าซู่ซิว พิธีกราบอาจารย์ที่เดิมทีควรจะเคร่งครัดและโอ่อ่า กลับกลายเป็นเรียบง่ายลงเพียงเพราะเสิ่นซีเป็นศิษย์ที่เข้าเรียนกลางคัน
เสิ่นซีถือคัมภีร์《หลุนอวี่》เข้ามาในห้องเรียน เบื้องหน้ามีโต๊ะเตี้ยขนาดเล็กจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนพื้น เหล่าลูกศิษย์ต่างก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น พลางโคลงศีรษะไปมาขณะท่องตำรา
สำนักศึกษามีซูอวิ๋นจงเป็นอาจารย์เพียงผู้เดียว ทว่าศิษย์ที่รับมานั้นไม่อาจสอนความรู้ระดับเดียวกันได้ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วผู้ที่มีอายุมากจะรวมกันอยู่ในห้องหนึ่งเพื่อมุมานะเตรียมสอบวุฒิถงเซิง เด็กที่โตขึ้นมาหน่อยแต่เริ่มเข้าสู่เนื้อหาของสี่ตำราห้าคัมภีร์จะอยู่อีกห้อง และท้ายที่สุดคือเด็กที่เพิ่งเริ่มเบิกปัญญาอย่างเสิ่นซี
ทันทีที่เสิ่นซีเดินเข้ามาในห้องเรียน เสิ่นหยวนก็มองเห็นเขาพอดี รีบวางตำราในมือลงแล้วกวักมือทักทาย
อย่างไรเสียเสิ่นหยวนก็อายุมากกว่าเสิ่นซีเพียงปีเดียว ซ้ำยังถูกส่งมาเรียนที่นี่ได้เพียงสามเดือน จึงยังไม่มีจิตใจคิดคดชิงดีชิงเด่นแบบผู้ใหญ่ สำหรับเขาแล้วเสิ่นซีเป็นเพียงน้องชายมิใช่คู่แข่ง จึงแสดงท่าทีสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง
เสิ่นซีพยักหน้าให้เสิ่นหยวนแล้วหาที่ว่างนั่งลง เพียงไม่นานอาจารย์ซูก็เดินเข้ามา
ซูอวิ๋นจงเริ่มตรวจดูโต๊ะเก้าอี้ของลูกศิษย์ พิจารณาว่าพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก และตำราถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบหรือไม่ ท้ายที่สุดเขาจึงเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธานเบื้องหน้าเหล่านักเรียน แล้วเอ่ยว่า “วันนี้พวกเจ้ามีสหายร่วมเรียนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง เขาก็เป็นบุตรชายตระกูลเสิ่น เป็นพี่น้องกับเสิ่นหยวน”
เสิ่นซีลุกขึ้นยืนโค้งกาย “คาราวะท่านอาจารย์ คาราวะสหายร่วมเรียนทุกคน ข้ามีนามว่าเสิ่นซี” ท่วงท่าเหล่านี้แทบจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ในอดีตวันแรกที่เข้าเรียนชั้นมัธยมต้น มัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัย เขามักจะทักทายอาจารย์และเพื่อนร่วมห้องที่ไม่คุ้นเคยด้วยการแนะนำตัวสั้นๆ เช่นนี้เสมอ
ทว่าซูอวิ๋นจงกลับปั้นหน้าขรึม “ยังไม่ได้ถามแล้วเจ้าพูดสิ่งใด รีบนั่งลงเสีย แม้เจ้าจะเพิ่งมาใหม่ ทว่าอาจารย์ก็จะไม่เปิดสอนบทเรียนให้เจ้าเป็นพิเศษ หากมีเนื้อหาส่วนใดไม่เข้าใจ จงถามพี่ชายของเจ้า หากยังไม่เข้าใจอีก ให้ถามสหายร่วมเรียน”
เสิ่นซีลอบคิดในใจว่าอาจารย์ในยุคนี้ช่างวางมาดสูงส่งกันเสียจริง อย่างไรเสียในสำนักศึกษาแห่งนี้อาจารย์ก็น้อยแต่ลูกศิษย์มาก คนเพียงคนเดียวต้องสอนทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง ย่อมไม่มีเวลาดูแลทั่วถึง จนถึงขั้นที่สุดท้ายไม่ได้บอกว่าหากไม่เข้าใจให้ถามอาจารย์ เห็นได้ชัดว่าเกียรติแห่งความเป็นครูในยุคนี้มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างเล่นๆ
หลังจากแนะนำเสิ่นซีเสร็จ ซูอวิ๋นจงก็หยิบ《หลุนอวี่》บนโต๊ะขึ้นมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดจังหวะยาว “วันนี้จะสอนบทต่อไปแก่พวกเจ้า ขงจื๊อกล่าวว่า ‘วิญญูชนศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางในศิลปวิทยาการ และยึดถือจารีตประเพณีเป็นหลักในการสำรวมตน เช่นนี้ย่อมไม่ออกนอกลู่นอกทาง’ พวกเจ้าจงลองท่องด้วยตนเองสักสองสามเที่ยว หากมีอักษรใดไม่อ่านไม่ออก จงรอให้อาจารย์กลับมาแล้วจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด”
เอ่ยจบซูอวิ๋นจงก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขากำลังไปสอนลูกศิษย์อีกสองห้องที่เหลือ
ทันทีที่แผ่นหลังของอาจารย์ลับหายไปหลังประตู ห้องเรียนก็พลันวุ่นวายขึ้นมาทันที มิใช่ว่าเหล่านักเรียนถือโอกาสป่วนการสอน ทว่าเมื่อครู่ซูอวิ๋นจงอ่านรวดเร็วและอ่านเพียงรอบเดียว ประโยคเหล่านั้นช่างยากเย็นและซับซ้อนจนนักเรียนฟังไม่เข้าใจ กระทั่งตัวอักษรยังจำได้ไม่ครบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการอ่านให้จบประโยคเลย
ทว่าเสิ่นซีมิได้กระซิบกระซาบกับผู้อื่นเหมือนคนอื่นๆ เขาเพียงแค่นั่งนิ่งและพลิกอ่านคัมภีร์《หลุนอวี่》ในมืออย่างเงียบเชียบ
《หลุนอวี่》ในมือนั้นมิใช่ฉบับสมบูรณ์ ทว่าคือ《หลุนอวี่ฉบับต้น》ซึ่งประกอบด้วยสิบตอนแรก เป็นเนื้อหาบทสนทนาระหว่างขงจื๊อกับเหล่าลูกศิษย์ ในชาติก่อนเสิ่นซีเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนโบราณ คัมภีร์《หลุนอวี่》จึงเป็นเรื่องที่เขาจดจำได้จนขึ้นใจ เพียงแค่มองเห็นประโยคก็เข้าใจความหมายได้ทันที
เมื่อมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ความจำของเสิ่นซีก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นที่มีความสามารถจำได้ไม่ลืมเลือน เพียงแค่พลิกอ่านผ่านตาเพียงรอบเดียว คัมภีร์《หลุนอวี่》ครึ่งเล่มจำนวนสิบตอนนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในใจของเขาอย่างแม่นยำ
ขณะที่เสิ่นซีกำลังพลิกอ่าน《หลุนอวี่》อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาและกดตำราของเขาลงอย่างแรง ทำเอาเสิ่นซีสะดุ้งสุดตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นซูอวิ๋นจงที่เพิ่งเดินออกจากห้องเรียนไปเมื่อครู่นั่นเอง
เมื่อเห็นอาจารย์ย้อนกลับมา เหล่านักเรียนที่กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่เมื่อครู่ต่างพากันเงียบกริบทันที ภายในห้องเรียนตกอยู่ในสภาวะเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ
ซูอวิ๋นจงตวาดลั่น “ลุกขึ้น”
เสิ่นซีลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย ไม่รู้ว่าตนเองทำผิดอันใดจึงทำให้อาจารย์โกรธเคือง
ซูอวิ๋นจงสั่งสอนว่า “ขงจื๊อกล่าวไว้ทบทวนของเก่าเพื่อเข้าใจของใหม่ เจ้าเพิ่งเริ่มเรียนหนังสือ คำสอนของปราชญ์ที่สอนไปกลับไม่ยอมอ่าน ทว่ากลับพลิกตำราเล่นตามอำเภอใจ ย่อมแสดงว่า จิตใจวอกแวกแล้วจะมีความหนักแน่นในการศึกษาหาความรู้ได้อย่างไร?”
(เชิงอรรถผู้แปล: ทบทวนของเก่าเพื่อเข้าใจของใหม่ (温故而知新) สำนวนจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ หมายถึงการทบทวนความรู้เดิมที่เคยเรียนไปแล้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความรู้ใหม่ๆ ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น)
เสิ่นซีจึงเพิ่งรู้ตัวว่าได้ล่วงละเมิดข้อห้ามของอาจารย์เข้าเสียแล้ว ที่แท้เมื่อความรู้ยังไม่ถึงขั้น การพลิกอ่านเนื้อหาส่วนหลังของ《หลุนอวี่》ตามอำเภอใจก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามเช่นกัน
“ยื่นมือออกมา” ซูอวิ๋นจงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
เสิ่นซีเห็นในมือของซูอวิ๋นจงถือไม้เรียวอยู่ ภายในใจก็เกิดความหวาดหวั่น ทว่าก็ยังคงยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย ผลคือเสียง “เพียะ เพียะ” ดังขึ้นสองครา ฝ่ามือก็ปรากฏรอยแดง เสิ่นซีเจ็บจนต้องแยกเขี้ยว โชคดีที่ซูอวิ๋นจงยังยั้งมือมิได้ฟาดลงมาอย่างแรงนัก มิเช่นนั้นมือของเขาคงต้องเจ็บระบมไปอีกหลายวันเป็นแน่
“นั่งลง”
เสิ่นซีนั่งลงอย่างว่าง่าย พลิกตำราไปยังท่อนที่ซูอวิ๋นจงเพิ่งสอนไปเมื่อครู่
ซูอวิ๋นจงปรายตามองแวบหนึ่ง ในใจรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เด็กน้อยที่เพิ่งเบิกปัญญาจะสามารถค้นหาเนื้อหาที่เขาเพิ่งสอนไปในตำราได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร? ทว่าเขาก็คิดว่าเป็นเพียงความบังเอิญ จึงเดินตรงไปนั่งที่ตำแหน่งประธานเบื้องหน้า หยิบ《หลุนอวี่》ขึ้นมาแล้วเอ่ยถาม “ประโยคที่สอนไปเมื่อครู่ พวกเจ้าท่องจำจนขึ้นใจแล้วหรือไม่?”
“ท่องจำขึ้นใจแล้วขอรับ”
เหล่านักเรียนเห็นเสิ่นซีถูกไม้เรียวตีมือ ก็พากันตอบรับพร้อมเพรียงกันอย่างปากไม่ตรงกับใจนัก
“เช่นนั้นมีผู้ใดรู้บ้างว่า ประโยคนี้มีความหมายว่าอย่างไร?” อาจารย์ซักถามต่อ
คราวนี้กลับไม่มีผู้ใดปริปากตอบ ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงเสิ่นซีเท่านั้นที่รู้ความหมาย ทว่าเขาไม่อยากทำตัวโดดเด่นจนเกินไปนัก
การมาเข้าเรียนในสำนักศึกษาครานี้ จุดประสงค์หลักของเสิ่นซีก็เพียงเพื่อฆ่าเวลาไปวันๆ หรือจะเรียกว่ามาเพื่อเอาวุฒิการศึกษาก็ว่าได้ เขามีทั้งความรู้ความสามารถที่แท้จริงและประสบการณ์ชีวิตในสังคมอันโชกโชน สิ่งที่ขาดหายไปก็มีเพียงชาติตระกูลและวุฒิการศึกษาที่จะช่วยเชิดหน้าชูตาให้เขา เพื่อปูทางสู่การสอบเคอจวี่เข้ารับราชการในวันหน้า เหตุผลที่ว่าปืนมักยิงนกที่โผล่หัวออกมาก่อนนั้น เขาย่อมเข้าใจกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี
(เชิงอรรถผู้แปล: ปืนมักยิงนกที่โผล่หัวออกมาก่อน (枪打出头鸟) สำนวนเปรียบเปรยว่า คนที่ทำตัวโดดเด่นหรือออกหน้าก่อนมักจะตกเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีหรือได้รับภัยอันตรายก่อนผู้อื่น)
ยามนี้ยังไม่เหมาะที่จะทำตัวโดดเด่นจนเกินงาม ทุกสิ่งควรปล่อยให้ไหลไปตามน้ำ ขอเพียงใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้ก็พอแล้ว
“ไม้ผุไม่อาจสลักเสลาได้!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดตอบคำถาม ซูอวิ๋นจงก็ส่ายหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะอธิบายว่า “ประโยคนี้หมายความว่า วิญญูชนพึงสดับตรับฟังให้มากและจดจำให้ขึ้นใจ ศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวาง และใช้จารีตประเพณีมาเป็นเครื่องควบคุมตนเอง จึงจะไม่หลงผิดออกนอกลู่นอกทาง พวกเจ้าก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของมหาปราชญ์ ห้ามฝ่าฝืนเป็นอันขาด”
“ศิษย์ขอน้อมรับไว้ในใจขอรับ”
ยามที่นักเรียนตอบคำถามหรือรับฟังคำตักเตือนของอาจารย์ ล้วนประสานเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง เสิ่นซีรู้สึกขบขันยิ่งนัก ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเลิกเรียนในชั้นประถมที่นักเรียนพากันตะโกนว่า “สวัสดีครับคุณครู” อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีผิด
การเรียนการสอนวันละสองชั่วยาม ช่วงเช้าหนึ่งชั่วยาม ช่วงบ่ายหนึ่งชั่วยาม และทานอาหารกลางวันที่สำนักศึกษา
ตลอดทั้งวัน ได้เรียนรู้คำสอนของมหาปราชญ์ไปเพียงสองประโยคเท่านั้น อาจารย์ซูให้นักเรียนเขียนตัวอักษรลงไป... ทว่ามิใช่การใช้พู่กันเขียนลงบนกระดาษ ในยุคสมัยนี้กระดาษเซวียนจื่อมีราคาแพงลิ่ว การให้นักเรียนใช้พู่กันและหมึกเขียนหนังสือมิใช่สิ่งที่ครอบครัวธรรมดาสามัญจะแบกรับไหว ตัวอักษรที่เขียนล้วนใช้ถ่านไม้เขียนลงบนแผ่นไม้ หากเขียนผิดก็ลบเขียนใหม่ จนกว่าจะเขียนออกมาได้เหมือนกับในคัมภีร์ทุกประการ นำไปส่งให้อาจารย์ตรวจดู ถึงจะได้รับอนุญาตให้เก็บข้าวของกลับบ้านได้
เสิ่นซีมิได้รีบร้อนส่งการบ้านเพื่อให้จบๆ ไป ทว่ารอจนผู้คนทยอยกลับกันไปจนเกือบหมด ถึงค่อยนำคำสอนของมหาปราชญ์ที่เขาจงใจเขียนให้ดูโย้เย้บิดเบี้ยวไปส่ง
หลังจากซูอวิ๋นจงตรวจดูแล้วก็พยักหน้าน้อยๆ ในที่สุดเสิ่นซีก็สามารถเก็บย่ามหนังสือกลับบ้านได้เสียที