- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 25 ชำระแค้น
ตอนที่ 25 ชำระแค้น
ตอนที่ 25 ชำระแค้น
“ข้า... ข้าไม่กล้ารับไว้หรอกขอรับ”
เสิ่นซียื่นมือผลักก้อนเงินกลับไป แสร้งทำทีเป็นหวาดผวาตัวสั่น หดคอเอ่ยว่า “ข้า... ข้ากลัวว่าท่านจะ... จะตีข้าอีก!”
สีหน้าของเซี่ยจู่ปู้พลันแปรเปลี่ยน เอ่ยถามว่า “คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น เจ้ากำลังจะบอกว่า... ก่อนหน้านี้หลี่ต้าลี่เคยทุบตีเจ้าหรือ?”
เสิ่นซีลูบก้นปอยๆ ใบหน้าอมทุกข์อมโศก “ตอนนี้รอยแผลเป็นก็ยังอยู่เลย เจ็บมากเลยขอรับ!”
เซี่ยจู่ปู้แค่นเสียงเย็นชา “ดีนักนะ ไม่เพียงแต่อมเงินรางวัลของผู้อื่น ยังกล้าลงไม้ลงมือตีคนอีก เด็กๆ ลากตัวหลี่ต้าลี่ออกไป โบยยี่สิบไม้หนักๆ!”
หลี่ต้าลี่ได้ยินดังนั้นก็ทรุดเข่าดังตุ้บ โขกศีรษะประหลกๆ ต่อเซี่ยจู่ปู้และเสิ่นซีอย่างต่อเนื่อง “อย่านะ... อย่านะขอรับใต้เท้า... ข้าน้อยรู้ความผิดแล้ว วันหน้าไม่กล้าอีกแล้วขอรับ!”
เดิมทีเซี่ยจู่ปู้เพียงแค่แสร้งวางมาดข่มขวัญ ไปอย่างนั้นเอง ผู้ใดจะอยากสร้างเรื่องวุ่นวายแทรกซ้อนขึ้นมาเล่า? ในยามนี้เขาจึงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจมองไปทางเสิ่นซี ทว่าเสิ่นซียังคงมีสีหน้าหวาดกลัวและจับมือเสิ่นหมิงจวินไว้แน่น วางท่าราวกับว่าหากท่านไม่ลงโทษคน ข้าก็จะไม่ยอมให้ความร่วมมือ... ดูท่าหากไม่แสดงการกระทำที่เป็นรูปธรรมออกมา คงไม่มีทางได้ต้นฉบับบทนิทาน 《ขุนศึกตระกูลหยาง》 ฉบับสมบูรณ์มาครองเป็นแน่
“ยังจะมัวยืนบื้ออยู่อีกทำไม? เป็นกระไร? พวกเจ้าไม่ฟังคำสั่งข้าแล้วหรือ?”
เซี่ยจู่ปู้หน้าเขียวคล้ำ เมื่อหันไปเห็นมือปราบสองสามคนยังคงยืนนิ่งอึ้งไม่ไหวติง ก็อดไม่ได้ที่จะตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ คราวนี้พวกมือปราบทนดูดายไม่ได้อีกต่อไป รีบพุ่งเข้าไปลากตัวหลี่ต้าลี่ขึ้นมา วางพาดไว้บนธรณีประตูเรือนหลักตระกูลหวัง แล้วเงื้อกระบองสองสีที่พกติดตัวฟาดลงไปทันที
(เชิงอรรถผู้แปล: กระบองสองสี (水火棍) กระบองที่เจ้าหน้าที่ศาลโบราณใช้ มักทาสีแดงและดำ หรือสีแดงและขาว สัญลักษณ์ของน้ำและไฟ ใช้ในการลงทัณฑ์ผู้ต้องหา)
เมื่อโบยครบยี่สิบไม้ บั้นท้ายของหลี่ต้าลี่ก็เละเทะจนเลือดเนื้อพร่ามัวไปหมด
เสิ่นซีรู้อยู่แก่ใจดีอย่าเห็นว่าหลี่ต้าลี่มีสภาพน่าเวทนาถึงเพียงนี้ อันที่จริงพวกมือปราบเหล่านี้เวลาลงไม้ลงมือล้วนรู้จักหนักเบาดี หลี่ต้าลี่มิได้บาดเจ็บถึงกระดูกแต่อย่างใด ขอเพียงกลับไปพักฟื้นให้ดี ผ่านไปไม่กี่วันก็กลับมามีชีวิตชีวาดุจมังกรเป็นพยัคฆ์ ได้อีกครั้งแล้ว
เซี่ยจู่ปู้พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สั่งให้คนพยุงหลี่ต้าลี่ลุกขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซี เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น คราวนี้เจ้าคงพอใจแล้วกระมัง?”
“มาเถิด เงินรางวัลสองตำลึงนี้เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าอายุเพียงเท่านี้ ไม่เพียงแต่จะคิดนำสูบเป่าลมที่ร้านตีเหล็กใช้มาติดตั้งบนเตาไฟที่บ้านได้ แต่ยังสามารถประพันธ์บทละครหนานซี่และบทนิทานได้อีก หากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง ข้าคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าใต้หล้าจะมีเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่จริง”
“เอาล่ะ ในเมื่อตัวการใหญ่ได้รับบทลงโทษที่สาสมแล้ว เจ้าก็ควรจะมอบบทนิทาน《ขุนศึกตระกูลหยาง》ฉบับสมบูรณ์ให้ข้าได้แล้วกระมัง?”
เสิ่นซีคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าเซี่ยจู่ปู้จะต้องมาไม้นี้ เรื่องสูบเป่าลมนั้นยังพอหาคำอธิบายได้ ทว่าเรื่องบทละครและบทนิทานนั้น หากไร้ซึ่งประสบการณ์ชีวิตและภูมิความรู้ในระดับหนึ่ง ย่อมไม่มีทางแต่งขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ผู้คนในยุคสมัยนี้มิได้เหมือนคนในยุคหลัง ที่หากไม่รู้สิ่งใดเพียงแค่สืบค้นเรื่องราวก็กระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว ผู้คนในยุคนี้ถูกตีกรอบให้อยู่ในขอบเขตจำกัด กระทั่งเขตอำเภอก็ยังแทบไม่เคยข้ามไป คำกล่าวที่ว่าซิ่วไฉไม่ออกจากประตูบ้านก็รู้เรื่องราวทั่วใต้หล้านั้น ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งสิ้น
ดังนั้น เสิ่นซีจึงนำคำโกหกที่เคยใช้หลอกโจวซื่อมาเอื้อนเอ่ยอีกคราอย่างไม่มีผิดเพี้ยน โยนเรื่องราวทั้งหมดไปให้ท่านนักพรตเฒ่าที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงผู้นั้น
“ข้าเองก็ไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าเป็นคนแต่ง...”
เมื่อเซี่ยจู่ปู้รับฟังจบ ก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ทว่า ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะว่าในอำเภอหนิงฮว่ามีนักพรตเช่นนี้อยู่ หรือว่าจะเป็นยอดคนผู้บรรลุมรรคผลที่ออกท่องไปทั่วใต้หล้า? เช่นนี้คงต้องขอพบหน้าเสียหน่อยแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีวาสนาอันยิ่งใหญ่... คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น ยอดคนผู้นี้พำนักอยู่ที่ใดหรือ ข้าอยากจะไปขอเข้าพบสักครา”
“เรียนใต้เท้า ท่านอาจารย์ผู้นั้นมักจะเป็นฝ่ายมาหาข้าก่อนเสมอ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะไปตามหาท่านได้ที่ใดขอรับ” เสิ่นซีพูดจาส่งเดชไปเรื่อย
เซี่ยจู่ปู้ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิด “ผู้ปลีกวิเวกชั้นผู้น้อยเร้นกายในป่าเขา ผู้ปลีกวิเวกชั้นผู้ใหญ่เร้นกายในเมือง ดูท่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้คงซ่อนคมในฝัก... ทว่าในเมื่อพำนักอยู่ในอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ ขอเพียงส่งคนไปค้นหา ย่อมต้องหาพบเป็นแน่ หลี่ต้าลี่ บัดนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าทำความดีไถ่โทษ เจ้าจงนำคนไปตามหาผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ในเมืองให้พบ จำไว้ว่าต้องต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หากมีเรื่องผิดพลาดอันใดอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้าก็แล้วกัน”
(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้ปลีกวิเวกชั้นผู้น้อยเร้นกายในป่าเขา ผู้ปลีกวิเวกชั้นผู้ใหญ่เร้นกายในเมือง (小隐隐于野,大隐隐于市) ปรัชญาเต๋าที่ว่า ผู้ที่เพิ่งเริ่มละทางโลกมักต้องหนีไปอยู่ป่าเขา แต่ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว ต่อให้อยู่ท่ามกลางเมืองที่พลุกพล่าน จิตใจก็ยังคงสงบเงียบวิเวกได้)
หลี่ต้าลี่เอามือกุมบั้นท้าย รับคำสั่งด้วยสีหน้าอมทุกข์อมโศก ก่อนจะนำมือปราบสองสามคนรีบรุดออกไป ตอนนี้รู้เพียงว่ายอดคนผู้นั้นเป็นนักพรต นอกเหนือจากนี้ก็ไม่ล่วงรู้ลักษณะรูปพรรณสัณฐานอันใดอีกเลย คนเหล่านี้ก็ไม่ได้ซักถาม คาดว่าคงเห็นเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กเดินธุระให้ จึงไม่อาจให้เบาะแสที่ละเอียดลออไปกว่านี้ได้
หลังจากนั้น เซี่ยจู่ปู้ก็หันไปสนทนากับเศรษฐีหวังชางเนี่ยผู้เป็นเจ้าของจวนอยู่สองสามประโยคแล้วจึงขอตัวลากลับ ตอนเดินพ้นประตูไปเขายังพยักหน้าให้เสิ่นซีคราหนึ่ง แล้วจึงพาคนจากไป
เสิ่นซีพรูลมหายใจยาวออกมา ครานี้ไม่เพียงแต่จะชำระแค้นล้างอายได้สำเร็จ แต่ยังถือโอกาสกลบเกลื่อนที่มาที่ไปของบทละครและบทนิทานไปได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการยิงธนูนัดเดียวได้นกสองตัว อันที่จริงสาเหตุหลักก็เป็นเพราะเซี่ยจู่ปู้กำลังร้อนใจอยากจะตามหาตัวคนเขียนบทนิทาน《ขุนศึกตระกูลหยาง》จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่อยากปวดเศียรเวียนเกล้าไปมากกว่านี้
เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงเรือน โจวซื่อก็พาหลินไต้มายืนรออยู่หน้าประตูด้านข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ที่แท้วันนี้ฝนตก ที่ร้านตัดเสื้อจึงมีงานไม่มากนัก ยังไม่ทันเที่ยงวันก็เลิกงานแล้ว ดังนั้นก่อนหน้านี้เสิ่นซีถึงได้แอบย่องไปที่ร้านขายภาพวาด พอกลับมาก็ถูกเสิ่นหมิงจวินพาตัวไปทันที ยามนี้โจวซื่อถึงได้เป็นห่วงเขามากถึงเพียงนี้
เมื่อโจวซื่อซักถามเรื่องราวจากเสิ่นหมิงจวินจนกระจ่างแจ้ง ใบหน้าของนางก็ปรากฏแววประหลาดใจระคนยินดี “ทางการให้เงินรางวัลมาตั้งสองตำลึงเชียวหรือ? มากมายปานนี้เชียว?”
เสิ่นหมิงจวินวางก้อนเงินลงบนโต๊ะด้วยความหนักใจเล็กน้อย “นายท่านสั่งความไว้ว่า ให้คุณชายน้อยบ้านเราพยายามอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนของทางการ ตราบใดที่ข้ายังทำงานรับจ้างอยู่ในตระกูลหวัง ก็อย่าเข้าไปพัวพันกับทางการให้ลึกซึ้งนักเลย”
โจวซื่อกำก้อนเงินไว้ในมือแน่นดีใจจนเนื้อเต้น ปากก็แค่นเสียงเย้ยหยัน “พวกขุนนางที่ชอบ ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่น พวกนั้น มีแต่ผีเท่านั้นแหละที่อยากจะไปเสวนาด้วย บัดนี้ในที่สุดพวกเราก็มีเงินแล้ว ให้ไอ้เด็กทึ่มเข้าสำนักศึกษาเถิด”
เสิ่นหมิงจวินรีบเอ่ยขัด “ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? เงินก้อนนี้เดิมทีเป็นของท่านอาจารย์เฒ่า พวกเราก็แค่ทวงคืนมาแทนท่านเท่านั้น ท่านอาจารย์เฒ่าอุตส่าห์ยอมสอนหนังสือให้เสี่ยวหลาง พวกเราก็ควร ซาบซึ้งในบุญคุณจะมาโลภมากอยากได้เงินแค่นี้ จนทำลายหลักการของการเป็นคนดีไปได้อย่างไร?”
“ที่ท่านพี่สั่งสอนมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นเราก็ให้ไอ้เด็กทึ่มพาพวกเราไปขอบคุณท่านอาจารย์เฒ่าเสียให้ดี แล้วก็เอาเงินก้อนนี้ไปคืนท่าน” รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวซื่อจางหายไป เปลี่ยนเป็นกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ปกติแล้วโจวซื่ออาจจะเป็นคนดุดันร้ายกาจและไม่ค่อยมีเหตุผลนัก ทว่าในเรื่องที่ต้องแยกแยะถูกผิดชัดเจนนางไม่เคยลังเลเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นซีส่ายหน้า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าว่าพวกท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์เฒ่าบอกข้าแล้วว่า ท่านกำลังจะออกจากอำเภอหนิงฮว่าเพื่อเดินทางไปยังตัวมณฑล ซ้ำยังกำชับให้ข้าตั้งใจทบทวนความรู้ที่ท่านสั่งสอน อย่าทำให้ท่านต้องผิดหวัง... ข้าว่าเงินก้อนนี้ ให้พวกท่านทั้งสองเก็บรักษาไว้จะดีที่สุดขอรับ”
“เสี่ยวหลาง เจ้าห้ามพูดปดนะ ท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นเดินทางออกจากอำเภอหนิงฮว่าไปแล้วจริงๆ หรือ?” เสิ่นหมิงจวินเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง
เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
เสิ่นหมิงจวินลูบปลายคาง “เช่นนั้นพวกเราคงต้องไปแจ้งให้ทางการทราบเสียหน่อย... หากพวกขุนนางเหล่านั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจตามหาตัวไม่พบ วันหน้าอาจจะมาหาเรื่องพวกเราเอาก็ได้”
เสิ่นซีหัวเราะร่วน “ท่านพ่อวางใจเถิดขอรับ เงินก้อนนี้คือเงินรางวัลจากบทละครของท่านอาจารย์ ส่วนบทนิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》นั้น ท่านอาจารย์ไม่ได้รับเงินเลยแม้แต่แดงเดียว ต่อให้ตามหาตัวไม่พบ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะมาทวงถามกับพวกเรา อีกอย่าง คราวนี้มือปราบหลี่ผู้นั้นก็โดนโบยไปตั้งยี่สิบไม้ พวกเขาต้องเกิดความยำเกรงต่อพวกเราอยู่บ้าง ย่อมไม่กล้ามาหาเรื่องพวกเราหรอกขอรับ”
ครานี้แม้แต่โจวซื่อก็ไม่เห็นด้วย นางรีบคว้าแขนสามี “ท่านพี่ ใต้เท้าเศรษฐีก็บอกแล้วว่าอย่าไปข้องแวะกับคนของทางการอีก เหตุใดท่านถึงไม่ยอมฟังบ้างเลย? พวกเขาหาตัวพบก็แล้วไปเถิด หากหาไม่พบก็มิใช่เพราะพวกเราไล่ท่านอาจารย์ให้ไปเสียหน่อย เมื่อพวกเขาลงแรงเปล่าประโยชน์ สุดท้ายก็เลิกล้มไปเองนั่นแหละ”
เสิ่นหมิงจวินรับคำด้วยปาก ทว่าในใจยังคงกลัดกลุ้มกังวลใจ เสิ่นซีเองก็ไม่รู้ว่าวันหน้าบิดาจะแอบไปแจ้งข่าวกับทางการหรือไม่
ด้วยเพราะเสิ่นซีอ้างว่านักพรตเฒ่าจากไปแล้ว ในที่สุดโจวซื่อก็สามารถใช้เงินรางวัลสองตำลึงนั้นได้อย่างชอบธรรมตามหลักการ เสียที ทว่านางก็มิใช่คนประเภทลุ่มหลงในความสุขสบาย เมื่อมีเงิน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการนำไปเป็นค่าเบิกปัญญาให้บุตรชายเข้าสำนักศึกษา หากมีเงินเหลือค่อยเก็บออมไว้ ระหว่างทานอาหารค่ำ นางก็คิดคำนวณเรียบร้อยแล้ว จึงนำแผนการไปเล่าให้สามีฟัง
เสิ่นหมิงจวินเห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างยิ่ง อีกอย่างเงินรางวัลสองตำลึงนี้ก็หามาได้เพราะบุตรชาย ในเมื่อท่านอาจารย์เฒ่าให้ความสำคัญกับบุตรชายตน การจะทำให้ท่านผิดหวังย่อมไม่ได้ การให้บุตรชายเบิกปัญญาเข้าสำนักศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สมควรยิ่ง
โจวซื่อเก็บซ่อนก้อนเงินเล็กๆ นั้นไว้อย่างเบิกบานใจ ถึงขั้นหวาดระแวงว่าตอนกลางคืนจะถูกแมวหรือหนูคาบไป จึงนำเศษผ้ามาห่อไว้ตั้งหลายชั้น แล้วค่อยยัดลึกเข้าไปในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า
ระหว่างทานอาหารค่ำ พอโจวซื่อนั่งร่วมโต๊ะก็เอ่ยเร่งรัดทันที “ท่านพี่ วันหลังท่านลองไปสืบดูในเมืองทีนะ หาสำนักศึกษาสักแห่งส่งไอ้เด็กทึ่มไปเบิกปัญญา ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ห้ามทำให้ความคาดหวังของท่านอาจารย์เฒ่าต้องสูญเปล่า รอให้ไอ้เด็กทึ่มเรียนจนสำเร็จวิชา ก็ให้เขากตัญญูต่อท่านอาจารย์เฒ่าประดุจบิดามารดาบังเกิดเกล้าก็แล้วกัน... ท่านว่าดีหรือไม่?”
เสิ่นหมิงจวินคดข้าวเข้าปาก พลางพยักหน้ารับคำอึกอัก
วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินไปขอลาหยุดกับพ่อบ้านหลิว เพื่อเข้าไปหาสำนักศึกษาที่รับศิษย์เข้าเรียนในตัวเมือง ตกเย็นกลับมาบอกกล่าว นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นสำนักศึกษาเดียวกับที่ต้าหลาง เสิ่นหย่งจั๋ว และลิ่วหลาง เสิ่นหยวน เรียนอยู่นั่นเอง
สีหน้าของโจวซื่อดูไม่ค่อยสู้ดีนัก “ท่านพี่ สำนักศึกษาอื่นมีตั้งมากมายเหตุใดไม่ส่งไอ้เด็กทึ่มไปเบิกปัญญาเล่า ไฉนต้องไปอยู่ร่วมกับต้าหลางและลิ่วหลางด้วย หากฮูหยินเฒ่ารู้เรื่องนี้เข้าจะทำอย่างไร?”
เสิ่นหมิงจวินกลับไม่ได้ใส่ใจนัก ซ้ำยังยิ้มระรื่นกล่าวว่า “พวกพี่น้องอยู่ด้วยกันจะได้คอยดูแลกันมิใช่หรือ? อีกอย่างข้าสืบดูแล้ว ช่วงเวลานี้อาจารย์ท่านอื่นล้วนไม่รับศิษย์เพิ่ม ด้วยเกรงว่าจะเรียนตามไม่ทัน ต่อให้พวกเราพาไปฝากฝังเขาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี ข้าว่าพวกเราก็จำใจยอมรับเอาตามนี้ไปก่อนเถิด”
ใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความขัดเคือง นางไม่ปริปากพูดตลอดทั้งคืน ดูท่าทางนางคงจะโกรธมาก... น่าจะเป็นเพราะเรื่องในอดีตที่ฮูหยินเฒ่าเลือกให้ลิ่วหลาง เสิ่นหยวน ได้เรียนหนังสือ แทนที่จะเลือกเสิ่นซี ทำให้นางยังคงผูกใจเจ็บ มาจนถึงทุกวันนี้
ทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น โจวซื่อก็ยังคงจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน เพื่อเตรียมของสำหรับพิธีกราบอาจารย์ให้เสิ่นซีอยู่ดี
ในยุคสมัยที่ลัทธิขงจื๊อรุ่งเรืองเช่นนี้ พิธีกราบอาจารย์เพื่อเบิกปัญญานั้นมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้มงวดรัดกุมยิ่งนัก ซึ่งแตกต่างจากการที่เสิ่นซีถูกส่งไปเรียนเขียนอักษรคราวก่อน บัดนี้เท่ากับว่าเขากำลังจะเริ่มศึกษาหาความรู้อย่างเป็นทางการแล้ว
ด้วยเหตุนี้ โจวซื่อไม่เพียงแต่ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เสิ่นซี แต่ยังตระเตรียมสิ่งของจำเป็นเอาไว้จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงจตุรสมบัติในห้องหนังสือและค่าซู่ซิวที่จะมอบให้อาจารย์ด้วย
โจวซื่อหยุดรับจ้างเย็บผ้าไปหนึ่งวันเต็มๆ เพื่ออยู่บ้านตระเตรียมข้าวของให้เสิ่นซี