- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 24 หญิงงามสะคราญโฉม
ตอนที่ 24 หญิงงามสะคราญโฉม
ตอนที่ 24 หญิงงามสะคราญโฉม
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ขุนนางหลางจงกรมโยธาธิการ หลินจ้งเย่ ไปฟังนิทานที่โรงน้ำชา
ตั้งแต่เช้าตรู่ ท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
ล่วงเลยจนถึงยามเที่ยง ท้องฟ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปลอดโปร่ง เสิ่นซีเป็นห่วงภาพวาดที่ฝากขายไว้ จึงหาข้ออ้างหลบหลีกออกจากลานเรือน สวมหมวกกุ้ยเล้ยใบใหญ่ที่บิดามักใช้เป็นประจำ มุ่งหน้าไปยังร้านขายภาพวาดอักษรศิลป์ที่มีนามว่า “ซือกู่ไจ” น่าเสียดายที่เมื่อไปถึง กลับพบว่าประตูร้านปิดสนิท ยามนี้ฝนตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ หมวกกุ้ยเล้ยไม่อาจบดบังร่างกายได้อีกต่อไป เขาจึงทำได้เพียงไปหลบฝนอยู่ใต้ชายคาชั่วคราว
(เชิงอรรถผู้แปล: ซือกู่ไจ (思古斋) แปลว่า เรือนรำลึกอดีต เป็นชื่อร้านค้าที่ให้ความรู้สึกถึงความขลังและศิลปะโบราณ)
ผู้คนบนท้องถนนเดินสัญจรกันอย่างเร่งรีบ ทุกคราที่มีรถม้าควบตะบึงผ่านพื้นถนนที่เฉอะแฉะ น้ำโคลนก็จะสาดกระเซ็นเข้าใส่จนเปรอะเปื้อนเต็มหน้าเต็มตา เสิ่นซีทำได้เพียงพยายามแนบชิดกำแพงให้มากที่สุด ทว่าชายคานั้นสั้นเกินไป เพียงไม่นานร่างกายก็เปียกปอนไปกว่าครึ่ง เขามองซ้ายมองขวา พบว่าชายคาของร้านค้าที่อยู่ติดกับร้านขายภาพวาดนั้นยื่นยาวออกมามากกว่าหน่อย จึงขยับเท้าเดินไปทางนั้น
ทว่าแม้ชายคาหน้าร้านแห่งนี้จะกว้างกว่าอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงจำกัดอยู่ดี จึงยังคงมีน้ำโคลนสาดกระเซ็นมาโดนตัวเป็นระยะ เขาจำต้องยืนพิงกับบานประตู แล้วถอดหมวกกุ้ยเล้ยออกมายกบังไว้เบื้องหน้า
ขณะที่เสิ่นซีกำลังตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลสุดจะทน พลันได้ยินเสียง “แอ๊ด” บานประตูถูกเปิดเเง้มออกจากด้านใน สตรีผู้หนึ่งกางร่มปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู นางก้มศีรษะลงเล็กน้อย กวาดสายตามองเสิ่นซีตั้งแต่หัวจรดเท้า
สตรีผู้นี้น่าจะอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ คิ้วดั่งภูเขาผลิบาน นัยน์ตาดั่งสายน้ำสาร์ทฤดู ทำเอาผู้ที่ได้มองถึงกับตาพร่ามัวเคลิบเคลิ้มหลงใหล นางมีใบหน้ารูปไข่ที่งดงามสะอาดสะอ้านหาใดเปรียบ ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียด จมูกโด่งรั้นขาวผุดผ่องดุจหยก ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มสีระเรื่อน่าทะนุถนอม รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นดั่งสายลมพัดผ่านกิ่งหลิว ช่างเป็นหญิงงามสะคราญโฉมโดยแท้
เสิ่นซีชะงักงันไปเล็กน้อย สบเข้ากับสายตาของสตรีผู้นั้นพอดี ทันทีที่สายตาทั้งสองคู่สอดประสานกัน ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งสองคนกลับอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
“เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน? วันฝนตกเช่นนี้ไม่ยอมอยู่ติดบ้าน ปล่อยให้ตัวเองเปียกมะลอกมะแลกเป็น ไก่ตกซุปไปได้เชียวหรือ...” สตรีผู้นั้นมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
(เชิงอรรถผู้แปล: ไก่ตกซุป (落汤鸡) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่เปียกโชกไปทั้งตัว (เทียบกับสำนวนไทยคือ ลูกหมาตกน้ำ))
เสิ่นซีกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะเกียบเคาะขอบชามดังมาจากในบ้าน แม้จะถูกเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงและเสียงน้ำหยดจากชายคากลบไปอย่างรวดเร็ว แต่เสิ่นซีก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน
เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวห้าหกขวบคนหนึ่งกำลังประคองชามใบโตทานอาหาร ดวงตากลมโตดำขลับสุกสกาวดั่งดวงดาวในยามเช้า ประสานเข้ากับสายตาของเขาพอดี เสิ่นซีฉีกยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อย ก่อนจะหันไปกล่าวกับสตรีผู้นั้นว่า “บ้านข้าอยู่ข้างจวนใหญ่ตระกูลหวังทางทิศใต้ของเมือง ข้ามาทำธุระที่ร้านขายภาพวาดอักษรศิลป์ข้างๆ บ้านท่าน ใครจะนึกว่าจะมาเจอสภาพอากาศบ้าบอเช่นนี้...”
“อ้อ” สตรีโฉมสะคราญคลายความสงสัยลงทันที จากนั้นก็อธิบายอย่างใจเย็นว่า “ในวันฝนตกร้านรวงริมถนนล้วนไม่เปิดทำการกันหรอกจ้ะ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโคลนกระเด็นเข้าไปทำลายข้าวของในร้าน... หากเจ้าไม่รังเกียจ เข้ามาหลบฝนในบ้านข้าก่อนเถิด รอให้ฝนซาก่อนค่อยกลับไป”
เสิ่นซีค้อมกายทำความเคารพอย่างมีมารยาท “ขอบคุณขอรับท่านป้า”
สตรีผู้นั้นแย้มยิ้ม “ช่างเป็นเด็กดีรู้ความเสียจริง... รีบเข้ามาเถิด วางหมวกกุ้ยเล้ยไว้ตรงนั้นแหละ หนาวแย่แล้วสิ นี่ผ้าเช็ดหน้า เจ้าเอาไปเช็ดตัวเสียหน่อยสิ”
เสิ่นซีเดินเข้ามาในบ้าน พลางกวาดสายตาพินิจพิเคราะห์ไปรอบๆ เขาเคยไปที่ร้านขายภาพวาดมาหลายครั้ง ทว่าไม่เคยสังเกตเห็นร้านค้าที่อยู่ติดกันนี้เลย เมื่อมองไปยังด้านหลังโต๊ะไม้ตัวยาวที่ถูกกั้นไว้จนติดกำแพง ก็เห็นตู้ใบใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นแถว บนตู้มีลิ้นชักเล็กๆ เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละลิ้นชักมีกระดาษสีแดงเขียนตัวอักษรแปะไว้ เมื่อเสิ่นซีเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าทั้งหมดล้วนเป็นชื่อสมุนไพร ที่แท้ที่นี่ก็คือร้านขายยาขนาดเล็กนี่เอง
ผู้คนในยุคสมัยนี้เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนใหญ่มักจะเชิญหมอมาตรวจรักษาที่บ้าน เมื่อตรวจแน่ชัดว่าเป็นโรคใดก็จะเขียนเทียบยาให้ จากนั้นญาติของผู้ป่วยก็จะนำเทียบยาไปจัดยาที่ร้านขายยา แน่นอนว่าร้านขายยาบางแห่งก็มีท่านหมอคอยประจำการอยู่ด้วยเช่นกัน ทว่านั่นก็ไม่ใช่กระแสหลักของยุคสมัยนี้
สตรีผู้นั้นเลื่อนม้านั่งตัวเล็กมาให้เสิ่นซี เสิ่นซีเอ่ยขอบคุณแล้วนั่งลงตรงมุมใกล้ประตู ใบหน้าเปื้อนยิ้มมองไปทางสตรีและเด็กหญิงตัวน้อย หน้าโต๊ะบัญชีมีโต๊ะแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะยังมีอาหารเหลืออยู่บ้าง สตรีผู้นั้นจัดการเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะจนเรียบร้อย ก่อนจะหันกลับมาถามว่า “เจ้าเด็กรู้ความ ทานอะไรมาหรือยังจ๊ะ?”
เสิ่นซีส่งยิ้มตอบ “ข้าทานมาจากที่บ้านแล้วขอรับ”
สตรีผู้นั้นจึงจัดการเก็บกวาดข้าวของจนเข้าที่เข้าทาง แล้วหันไปกล่าวกับเด็กหญิงตัวน้อยว่า “เข้าไปกินข้างในเถิดลูก แม่จัดของเสร็จแล้วยังต้องบดยาอีก อย่าออกมาป่วนนะ เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อคุ้นชินกับคำพูดคำจาหยาบกระด้างและเกรี้ยวกราดของโจวซื่อมานาน พอจู่ๆ ได้มาฟังสุ่มเสียงอันอ่อนโยนของสตรีโฉมสะคราญตรงหน้า เสิ่นซีก็รู้สึกเจริญหูเจริญตายิ่งนัก สตรีผู้นั้นเดินไปที่สวนหลังบ้านรอบหนึ่ง ก่อนจะยกตะกร้าใบเล็กที่บรรจุสมุนไพรไม่ทราบชื่อเข้ามา เทลงในครกหินที่อยู่ข้างโต๊ะบัญชี แล้วหยิบสากหินขึ้นมาเริ่มลงมือบดยา
เสิ่นซีเฝ้ามองดูอย่างเงียบๆ รู้สึกได้ถึงความสงบร่มเย็นในจิตใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
สายฝนเบื้องนอกยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังแว่วมา ตามด้วยเสียงเคาะประตู
สตรีโฉมสะคราญลุกขึ้นไปเปิดบานประตู ต้อนรับชายฉกรรจ์สองคน รูปร่างสูงคนหนึ่งเตี้ยคนหนึ่งเข้ามา ชายร่างสูงหุบร่มทันทีที่เดินเข้ามาด้านใน พลางกล่าวว่า “ฮุ่ยเหนียง พวกข้ามาจัดยา เอาตามเทียบยาที่ท่านหมอสวี่จัดให้คราวก่อนนั่นแหละ เจ้าจัดตามนั้นได้เลย” เอ่ยจบเขาก็ล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อยื่นส่งให้
สตรีผู้นั้นรับเทียบยามาวางไว้บนโต๊ะบัญชี พิจารณาดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอันใดจึงเริ่มจัดยาตามรายการในเทียบ พร้อมกับใช้ตาชั่งคันโยกจิ๋วชั่งตวงน้ำหนักให้แม่นยำ
(เชิงอรรถผู้แปล: ตาชั่งคันโยกจิ๋ว (戥子) ตาชั่งขนาดเล็กที่ใช้ระบบคันโยกและลูกตุ้ม นิยมใช้ในร้านขายยาจีนโบราณเพื่อชั่งน้ำหนักยาสมุนไพรหรือของมีค่าที่ต้องการความแม่นยำสูง)
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ‘ที่แท้สตรีที่งดงามจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้นี้มีนามว่าฮุ่ยเหนียงนี่เอง ทว่าไม่รู้เหตุใดนางจึงต้องออกมาเผยโฉมหน้าสู่สาธารณะ เช่นนี้... หรือว่าในบ้านจะไม่มีบุรุษอยู่เลย?’
ขณะที่ฮุ่ยเหนียงกำลังจัดยา ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็เริ่มสนทนาสัพเพเหระกัน เรื่องที่คุยกันนั้นหนีไม่พ้นเรื่องเมื่อวานที่ใต้เท้าหลินจ้งเย่ หลางจงกรมโยธาธิการไปฟังนิทานที่โรงน้ำชาทว่ากลับได้ฟังเพียงครึ่งๆ กลางๆ ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปด้วยความหมดสนุกนั่นเอง
ชายฉกรรจ์ทั้งสองพูดคุยกันอย่างออกรส โดยไม่ได้ทันสังเกตเห็นเสิ่นซีที่นั่งอยู่ตรงมุมกำแพงเลยแม้แต่น้อย
ชายร่างสูงกล่าวว่า “เจ้าคงยังไม่รู้สินะ เซี่ยจู่ปู้ไปเอาผิดกับนักเล่านิทาน ใครจะนึกว่านิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》นั้น นักเล่านิทานมิได้เป็นคนแต่งเอง แต่มีคนอื่นนำมามอบให้ เจ้าว่าเรื่องนี้พิลึกหรือไม่เล่า? คาดว่าป่านนี้ที่ว่าการอำเภอคงส่งคนไปพลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเมือง เพื่อตามหาตัวคนเขียนบทนิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》ให้จงได้”
บนใบหน้าของเสิ่นซีปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขุมหนึ่ง
มือปราบผู้นั้นอมเงินรางวัลของเขาไป เขาจึงเขียนบทนิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》ไปมอบให้นักเล่านิทาน จนท้ายที่สุดก็โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วเมือง จุดประสงค์ก็เพื่อให้ตัวการใหญ่ได้รับบทเรียนที่สาสม บัดนี้ปลามากินเบ็ดแล้ว ก็ต้องรอดูว่าก้าวต่อไปจะจัดการอย่างไร
ผ่านไปไม่นาน ชายทั้งสองก็รับยาแล้วจากไป สายฝนเบื้องนอกก็ซาลงมากแล้ว เสิ่นซีลุกขึ้นยืนประสานมืออำลา “ท่านป้า ข้าต้องไปแล้วขอรับ ขอบคุณที่ให้ข้าเข้ามาหลบฝนนะขอรับ”
“ช่างเป็นเด็กที่รู้ความเสียจริง... ซีเอ๋อร์ วันหน้าลูกต้องเอาอย่างพี่ชายท่านนี้นะ เป็นเด็กดีที่รู้หนังสือเข้าใจเหตุผล เข้าใจหรือไม่?” ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มสดใส แม้ภายนอกฝนจะตกพรำๆ ทว่ากลับทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นราวกับมีแสงตะวันสาดส่องลงมา
“อื้อ” แม่หนูน้อยยังเด็กนักไร้เดียงสา รับคำสั้นๆ ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ จ้องมองเสิ่นซีอย่าง ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกว่าช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ในสายตาของเสิ่นซี แม่หนูน้อยคนนี้ดีกว่าหลินไต้จอมขี้ฟ้องที่บ้านตั้งเยอะ อย่างไรเสียหลินไต้ก็อายุใกล้จะสิบขวบแล้ว ความไร้เดียงสาเริ่มเลือนหาย สติปัญญาและจิตใจเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ วันหน้ายังไม่รู้เลยว่าจะสร้างความปวดหัวให้เขาอีกมากน้อยเพียงใด!
ระหว่างทางกลับบ้าน เสิ่นซีลอบคิดในใจว่าวันหน้าหากมีโอกาส จะต้องแวะมาเยี่ยมเยียนฮุ่ยเหนียงอีกให้จงได้ และถือโอกาสไถ่ถามให้กระจ่างว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับครอบครัวของนางกันแน่
เมื่อกลับมาถึงบ้านทางทิศใต้ของเมือง ยังไม่ทันก้าวข้ามประตู ก็ได้ยินเสียงบิดาตะโกนเรียกชื่อเขาอยู่กลางลานเรือนด้วยความร้อนรน... เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าบิดาจะอยู่บ้านในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ ปกติแล้วเสิ่นหมิงจวินมักจะออกเช้ากลับมืด ต้องยุ่งวุ่นวายจนดึกดื่นถึงจะกลับมา
“ท่านพ่อ ท่านตามหาข้ามีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” เสิ่นซีเดินเข้ามาในลานเรือน พลางเอ่ยถามด้วยความฉงน
เมื่อเสิ่นหมิงจวินเห็นบุตรชาย ก็ไม่สนใจจะซักถามว่าเขาหายไปที่ใดมา รีบคว้าตัวเขาไว้ทันที “ใต้เท้าจู่ปู้จากที่ว่าการอำเภอมาที่จวนอีกแล้ว ระบุชื่อว่าต้องการพบเจ้า... รีบตามพ่อมาเร็วเข้า”
เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยจู่ปู้จะบุกมาหาถึงที่เร็วปานนี้ จึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ ทว่าเรื่องจวนตัวแล้วก็ไม่ปล่อยให้เขามีเวลาคิดให้มากความ จึงเดินตามหลังเสิ่นหมิงจวินทะลุผ่านประตูด้านข้างของลานเรือนเข้าไปยังจวนใหญ่ตระกูลหวัง
สองพ่อลูกเร่งฝีเท้ามาตลอดทาง ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเรือนหลักของตระกูลหวัง ก็พลันได้ยินเสียงอันน่าสะอิดสะเอียนที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำของเสิ่นซีดังขึ้น “ใต้เท้าจู่ปู้ วันนั้นคนที่นำบทละครมามอบให้ก็คือไอ้เด็กนี่แหละขอรับ! ข้าน้อยจะไปจับตัวมันมาเดี๋ยวนี้... พวกเจ้าตามข้ามา...”
จากนั้น กลุ่มมือปราบก็พุ่งตรงมาที่ประตูด้วยรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ทำเอาเสิ่นซีตกใจกลัวจนต้องรีบหลบไปอยู่เบื้องหลังบิดา
“หลี่ต้าลี่ ห้ามเสียมารยาท พวกเจ้าคิดว่าจะมาจับนักโทษหรืออย่างไร?” เซี่ยจู่ปู้ตวาดลั่น มือปราบสองสามคนถึงได้ถอยร่นกลับไปอย่างเก้อเขิน ซึ่งในกลุ่มนั้นก็รวมถึงไอ้หน้าเลือดที่อมเงินรางวัลของเสิ่นซีเมื่อวันก่อนด้วย
เซี่ยจู่ปู้เดินหน้าเปื้อนยิ้มเข้ามาหา พินิจพิเคราะห์เสิ่นซีอย่างละเอียดรอบหนึ่ง “ได้ยินว่าบทละครและบทนิทานล้วนถูกส่งมาโดยเด็กน้อยผู้หนึ่ง ข้าก็เดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเจ้า ในอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ เกรงว่าคงมีเพียงทายาทของท่านถงจือเสิ่นผู้ซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้นที่จะมีความสามารถถึงเพียงนี้”
(เชิงอรรถผู้แปล: ถงจือ (同知) ตำแหน่งรองเจ้าเมือง หรือผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง (府 - ฝู่) เป็นขุนนางระดับขั้นห้าชั้นเอก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการบริหารราชการเมืองและดูแลความสงบเรียบร้อย ถือเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูงกว่าขุนนางระดับอำเภอมาก)
เสิ่นหมิงจวินรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น “ใต้เท้าจู่ปู้ บุตรชายของข้าน้อยไม่รู้ว่าทำผิดอันใดไป ขอใต้เท้าเห็นแก่ที่เขายังเด็ก โปรดละเว้นเขาด้วยเถิดขอรับ!”
“ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น... น้องเสิ่น เจ้าเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ที่ข้ามาหาถึงเรือนด้วยตนเองมิได้มาเพื่อเอาผิดแต่อย่างใด ทว่ามีเรื่องอยากจะขอร้องคุณชายของบ้านเจ้าต่างหาก”
เซี่ยจู่ปู้ยิ้มพลางพยุงเสิ่นหมิงจวินให้ลุกขึ้น หันกลับไปตวาดลั่น “หลี่ต้าลี่ ยังไม่รีบนำเงินรางวัลที่คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นควรจะได้มาคืนอีกหรือ? ที่ว่าการอำเภอต้องมีพวกเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่เอาแต่กระทำความผิดทำเรื่องชั่วร้ายเช่นพวกเจ้านี่แหละ ถึงได้ทำให้ชาวบ้านมีเสียงก่นด่าระงมไปทั่วทุกหนแห่ง...”
“ใต้เท้านายอำเภอกำชับกำชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าน้ำพยุงเรือได้ก็คว่ำเรือได้ ต้องปฏิบัติต่อราษฎรอย่างมีเมตตา แล้วพวกเจ้าเคยทำตามบ้างหรือไม่? หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ข้าจะลงโทษอย่างเด็ดขาดไม่มีละเว้น!”
(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำพยุงเรือได้ก็คว่ำเรือได้ (水能载舟亦能覆舟) สำนวนเปรียบเปรยถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน (น้ำคือประชาชน เรือคือผู้ปกครอง) หากผู้ปกครองดูแลประชาชนดี ประชาชนก็จะสนับสนุน แต่หากกดขี่ข่มเหง ประชาชนก็สามารถลุกฮือโค่นล้มได้เช่นกัน)
หลี่ต้าลี่เดินคอตกมาเบื้องหน้าเสิ่นซี ยื่นก้อนเงินน้ำหนักสองตำลึงให้อย่างกล้ำกลืนฝืนทน ปากก็พร่ำกล่าวว่า “คุณชายน้อยท่านนี้ วันนั้นเป็นข้าน้อยเองที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ล่วงเกินท่านไปมาก หวังว่าท่านจะเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง โปรดอภัยให้ข้าน้อยสักครั้งเถิด หลี่ผู้นี้ขอคารวะขอรับ” เอ่ยจบก็ก้มศีรษะประสานมือคารวะ
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ไม่เห็นจะมีความจริงใจเลยสักนิด!
ก่อนหน้านี้ตอนที่มือปราบหลี่ผู้ดุร้ายดั่งปีศาจยึดเงินรางวัลไป ภายในใจคงกระหยิ่มยิ้มย่องมีความสุขจนเนื้อเต้น! จนกระทั่งเมื่อวานเรื่องแดงขึ้นมาและถูกสอบสวนนั่นแหละ ถึงได้ยอมคายความจริงออกมา
หากมิใช่เพราะใต้เท้านายอำเภอมีเรื่องขอร้อง คาดว่าต่อให้เซี่ยจู่ปู้รู้ว่าเงินรางวัลถูกลูกน้องอมไป ก็คงไม่มาซักไซ้ไล่เลียง และยิ่งไม่มีทางให้เจ้านี่มาขอขมาเขาอย่างแน่นอน
ไม่ได้การ ข้าต้องสั่งสอนเจ้านี่ให้หลาบจำอย่างแสนสาหัส ถึงจะระบายความคับแค้นในใจออกไปได้!