เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 23 ขุนศึกตระกูลหยางกระฉ่อนทั่วเมือง

ตอนที่ 23 ขุนศึกตระกูลหยางกระฉ่อนทั่วเมือง

ตอนที่ 23 ขุนศึกตระกูลหยางกระฉ่อนทั่วเมือง


เมื่อโจวซื่อและลูกๆ ทั้งสามกลับมาถึงบ้าน เสิ่นหมิงจวินก็กลับมาถึงก่อนแล้ว

โจวซื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สามีฟังด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับไม่ด่วนลงมือทุบตีเสิ่นซีในทันที แต่กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมตตา ว่า “เสี่ยวหลาง ตอนที่ท่านอาจารย์ซักถาม เจ้าตอบอะไรไปบ้าง?”

เสิ่นซีก้มหน้า “ข้าเพียงแค่นำสำนวนและเกร็ดประวัติศาสตร์ที่รู้มาตอบไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาโอ้อวดเลยขอรับ... บางทีท่านอาจารย์อาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนั้นมาก่อน จึงรู้สึกละอายใจว่าตนด้อยกว่ากระมัง”

“ไอ้เด็กเหม็น เจ้ายังกล้าเถียงอีกหรือ? อาจารย์ก็คืออาจารย์ อย่างไรเสียน้ำหมึกในท้องเขาก็ต้องมีมากกว่าเจ้าอยู่แล้ว... ข้าว่าที่อาจารย์ไม่อยากสอนเจ้า คงเป็นเพราะเจ้ากำเริบเสิบสานมากกว่า” โจวซื่อหน้าบึ้งตึงด้วยความโมโห

เสิ่นหมิงจวินปรามภรรยาไม่ให้ด่าทอ แล้วหันไปถามต่อ “แล้วเจ้าไปฟังเรื่องราวและสำนวนเหล่านั้นมาจากที่ใด?”

“คือว่า... นักพรตเฒ่าท่านหนึ่งสอนข้าขอรับ ท่านไม่เพียงสอนข้าอ่านเขียนตัวหนังสือ แต่ยังสอนความรู้ให้ข้าอีกมากมาย... อันที่จริงข้าเขียนหนังสือเป็นตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนแล้วขอรับ ซ้ำยังได้อ่านตำราโบราณที่ท่านนักพรตมีอยู่ ซึ่งก็รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์และสำนวนต่างๆ ด้วย” เสิ่นซีตอบตะกุกตะกัก แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าคำแก้ตัวนี้ช่างเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี

อย่างไรเสียเรื่องราวก็ต้องมีที่มาที่ไป แม้เสิ่นหมิงจวินจะไม่เชื่อว่าบุตรชายเพิ่งเข้าเมืองมาก็บังเอิญพบนักพรตเฒ่า แต่คนในยุคนี้ส่วนใหญ่มักชอบสวมชุดคลุมนักพรต เสิ่นซีที่ยังเด็กอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าบัณฑิตผู้นั้นเป็นนักพรตก็เป็นได้ จึงเอ่ยถามต่อว่า “เช่นนั้นเจ้าเคยถามนามของท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นหรือไม่?”

เสิ่นซีส่ายหน้า “ท่านนักพรต... เอ๊ย ท่านอาจารย์ไม่ให้ข้าถามชื่อท่านขอรับ ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์ได้เขียนบทละครไว้สองเรื่อง ซึ่งก็คือสองเรื่องที่คณะงิ้วหนานซี่แสดงในเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นแหละ ท่านให้ข้านำไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อรับเงินรางวัล ใครจะรู้ว่าเงินรางวัลกลับถูกมือปราบชั่วช้าผู้นั้นยึดไปจนหมด ซ้ำก้นข้ายังโดนตีอีกหนึ่งพลองด้วย”

เดิมทีโจวซื่อยังโกรธที่บุตรชายโกหก ทว่าเมื่อได้ฟังคำของเสิ่นซี นางก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ รีบบอกให้เสิ่นซีถอดกางเกงออก ทันทีที่เห็นรอยช้ำเลือดเป็นปื้นกว้างพาดผ่านบั้นท้ายของเสิ่นซีอย่างชัดเจน ต่อให้โจวซื่อจะร้ายกาจเพียงใด ก็อดไม่ได้ที่จะรวบตัวบุตรชายเข้ามากอดด้วยความปวดใจ “มือปราบผู้นั้นช่างอำมหิตผิดมนุษย์เสียจริง ไป แม่จะพาเจ้าไปทวงความยุติธรรมที่ที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้”

โจวซื่อจูงมือเสิ่นซีเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ เสิ่นซีรีบร้องห้าม “ท่านแม่ พวกเขาเป็นคนของทางการนะขอรับ พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ จะไปงัดข้อกับทางการได้อย่างไร?”

เสิ่นหมิงจวินก็ช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยอีกแรง “ใช่แล้ว น้องหญิง เจ้าอย่าหุนหันพลันแล่นไปเลย คนของทางการพวกเราล่วงเกินไม่ได้หรอก หากไปถึงที่นั่นอย่าว่าแต่จะไปขอความเป็นธรรมเลย เกรงว่าแม้แต่ตัวเจ้าเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย พวกเราทนเอาหน่อยเถิด!”

“แล้วพวกเราต้องกลืนเลือดตัวเอง ปล่อยให้ความอยุติธรรมผ่านไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?” โจวซื่อเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปลอบประโลมว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย เรื่องนี้ยังไม่จบหรอกขอรับ ท่านอาจารย์บอกว่า ท่านได้คิดหาวิธีดัดหลังมือปราบหน้าเลือดผู้นั้นไว้แล้ว นิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》ที่กำลังโด่งดังไปทั่วเมืองในตอนนี้ ก็เป็นฝีมือของท่านอาจารย์นั่นแหละขอรับ ขอเพียงข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปถึงหูของใต้เท้านายอำเภอหรือขุนนางจากเมืองหลวง เรื่องราวก็จะใหญ่โตขึ้น ถึงตอนนั้นก็สามารถทวงคืนความยุติธรรมได้แล้วขอรับ”

โจวซื่อไม่ค่อยเข้าใจเล่ห์กลในเรื่องนี้นัก ทว่าเมื่อนึกถึงว่ามีคนอุตส่าห์สอนบุตรชายตนอ่านเขียนหนังสือ แต่กลับถูกคนของทางการฉ้อโกงเงินรางวัลไป ภายในใจก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง โจวซื่อจึงกำชับว่า “เจ้าจำไว้นะ ต้องกตัญญูและเคารพท่านอาจารย์เฒ่าให้มากๆ ทางที่ดีควรพาท่านมาที่บ้านเรา ข้ากับพ่อเจ้าจะได้เลี้ยงขอบคุณท่าน”

เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้างพลางพยักหน้ารับ “ได้เลยขอรับ”

ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่เสิ่นซีต้องไปเรียนหนังสือจึงถูกพับเก็บไปก่อน

เมื่อได้ค่าซู่ซิวคืนมา เสิ่นซีก็ไม่ต้องไปเรียนเขียนอักษรกับถงเซิงเฒ่าที่ศาลเจ้าที่อีกต่อไป ทว่าเงินทองในบ้านก็ยังคงไม่เพียงพอให้เขาส่งไปเรียนในสำนักศึกษาเอกชนอยู่ดี

ในช่วงหลายวันต่อมา เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อต่างก็ต้องออกเช้ากลับมืด งานที่จวนใหญ่มีมากมายก่ายกอง เสิ่นหมิงจวินคนเดียวต้องรับภาระทำงานเท่ากับคนสองสามคน ทุกเย็นกลับมาถึงเรือนก็เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง โจวซื่อนั้นเบาแรงกว่าหน่อย นางมีความชำนาญในการเย็บปักถักร้อย งานซ่อมแซมเสื้อผ้าจึงไม่ได้ใช้แรงงานหนักหนาเท่าใดนัก นับว่าสบายกว่าตอนทำไร่ทำนาที่หมู่บ้านเถาฮวามากทีเดียว

ทุกครั้งที่โจวซื่อไปที่ร้านตัดเสื้อ นางมักจะพาหลินไต้ไปด้วยเสมอ จุดประสงค์ก็เพื่อให้หลินไต้ได้ฝึกฝนงานเย็บปักถักร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ วันหน้าเมื่อแต่งงานกับบุตรชายของนางแล้ว จะได้ดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เสิ่นซีจึงกลับเข้าสู่วิถีชีวิตแบบเดิม คือวันๆ เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย

เจ็ดแปดวันให้หลัง นักเล่านิทานในอำเภอหนิงฮว่าก็นำเรื่องราวของ《ขุนศึกตระกูลหยาง》ไปเผยแพร่ทั่วทุกซอกทุกมุมถนน ผู้คนต่างพากันจับกลุ่มถกเถียงถึงเนื้อหาในนิทานเรื่องนี้

แม่ทัพเฒ่าหยางเย่นำทัพออกศึก เกิดการนองเลือดที่สันทรายทอง บุตรชายตระกูลหยางทั้ง ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และชีหลาง ล้วนพลีชีพกลางสนามรบ ซื่อหลางและปาหลางตกเป็นเชลย อู่หลางออกบวช ตระกูลหยางแทบจะสิ้นไร้ไม้ตอก เหลือเพียงลิ่วหลาง (หยางเหยียนเจา) และจงเป่า (หยางจงเป่า) ที่สืบทอดปณิธานของบิดาและพี่ชาย สู้รบต่อไป เมื่อเหล่าบุรุษล้มหายตายจาก เหล่าสตรีอย่างเสอไท่จวินและมู่กุ้ยอิงจึงต้องลุกขึ้นสวมเกราะออกศึก ช่างเป็นเรื่องราวที่โศกสลดหดหู่และห้าวหาญ ยิ่งนัก เรื่องราวของวีรบุรุษตระกูลหยางได้ถูกเสิ่นซีชุบชีวิตขึ้นมาจนมีชีวิตชีวา

เสิ่นซีคัดสรรเฉพาะฉากเด็ดๆ มาเขียน ผนวกกับวาทศิลป์ของนักเล่านิทานที่ช่วยใส่สีตีไข่ หากเรื่องนี้ไม่โด่งดังก็แปลกแล้ว

ซ้ำเสิ่นซียังจงใจทิ้งปมปริศนาไว้ในตอนท้าย เรื่องราวดำเนินมาจนถึงฉากที่มู่กุ้ยอิงเป็นแม่ทัพใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง ทว่าเรื่องราวกลับหยุดลงกลางคันเสียอย่างนั้น

นักเล่านิทานถึงกับไปต่อไม่เป็น เพราะการให้สตรีขึ้นเป็นแม่ทัพนำทัพนั้นผิดหลักขนบธรรมเนียม ทว่าผู้คนกลับโปรดปรานเนื้อเรื่องส่วนนี้เป็นพิเศษ สุดท้ายนักเล่านิทานจึงทำได้เพียงแต่งตอนจบแบบลวกๆ ว่ารบชนะอย่างราบคาบ แน่นอนว่าชาวบ้านย่อมไม่พอใจ

แต่ถึงกระนั้น เรื่องราวของ《ขุนศึกตระกูลหยาง》 ก็ยังคงถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามโรงน้ำชาต่างๆ ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นยามว่างเว้นจากการทำนา ทั้งชาวบ้านในเมืองและนอกเมืองต่างก็มีเวลาว่างมารวมตัวกันฟังนิทาน กระแสตอบรับจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้เสิ่นซีนำภาพวาดอักษรศิลป์ไปส่งที่ร้านขายภาพวาดอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาแวะมาเยือน

คราแรกที่เสิ่นซีนำภาพวาดมาส่ง หลงจู๊ของร้านเห็นเสิ่นซีแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อก็ไล่ตะเพิดออกมาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ทว่าเสิ่นซียังไม่ถอดใจ แวะมาอีกเป็นครั้งที่สอง ครานี้ไม่รอให้หลงจู๊เอ่ยปากไล่ เขาก็รีบกางภาพวาดออกให้หลงจู๊ดูทันที เมื่อหลงจู๊เห็นว่าภาพวาดนั้นงดงามยิ่งนัก จึงไม่ได้ไล่เขาออกไปอีก ทว่าหลงจู๊ผู้นั้นกลับมีสายตาตื้นเขิน มองไม่ออกเลยว่าภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำนี้ใช่ผลงานของหวังเหมิงจริงหรือไม่ จึงบอกให้เสิ่นซีนำภาพกลับไปก่อน

การมาเยือนในครั้งนี้ เสิ่นซีได้ตระเตรียมข้อแก้ตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อพบหน้าหลงจู๊ เขาจึงปั้นน้ำเป็นตัวว่า เจ้าของภาพวาดนี้เป็นพ่อค้าชาวฮุยโจว ระหว่างเดินทางผ่านอำเภอหนิงฮว่าเกิดล้มป่วยด้วยโรคร้าย เมื่อรักษาจนหายดีแล้ว เงินทองก็ร่อยหรอจนขัดสนถึงขีดสุด จึงจำต้องนำภาพวาดมรดกประจำตระกูลมาขาย ทว่าพ่อค้าผู้นั้นไม่อยากเสียหน้า จึงวานให้เขานำภาพมาขายแทน การขายสมบัติประจำตระกูลนับเป็นเรื่องน่าอดสูใจ คำอธิบายของเสิ่นซีจึงฟังดูสมเหตุสมผลพอสมควร

หลงจู๊เห็นเสิ่นซีแวะเวียนวนเวียนมาถึงสองครั้งสามครา ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงมีทีเด็ดซ่อนอยู่ ภาพวาดอักษรศิลป์นี้คงไม่มีปัญหาอันใด ทว่าหลงจู๊ก็ยังไม่อยากแบกรับความเสี่ยง จึงตกลงรับฝากขายภาพวาดไว้... คำว่ารับฝากขายก็คือ ทางร้านจะไม่จ่ายเงินซื้อภาพวาดล่วงหน้า หากมีผู้ใดมาซื้อภาพวาดไป ทางร้านถึงจะหักค่านายหน้าสามส่วน

แม้ค่านายหน้าสามส่วนจะดูสูงลิ่ว แต่สำหรับเสิ่นซีแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ การฝากขายที่ร้านย่อมดีกว่าปล่อยให้ภาพวาดผุพังอยู่กับตัว หากภาพวาดนี้ขายออก อย่างน้อยก็จะได้เงินก้อนมาประทังชีวิต เรื่องการศึกษาของเขาและความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะมีหลักประกัน

น่าเสียดายที่เวลาล่วงเลยไปหลายวันกลับไม่มีความคืบหน้าอันใดเลย จนเสิ่นซีเริ่มถอดใจกับเรื่องนี้ไปทีละน้อย

ช่วงเดือนหกเดือนเจ็ด นับเป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุดในรอบปี สิ่งที่เสิ่นซีต้องทำในแต่ละวันก็ยังคงเป็นการอัดกระดาษและวาดภาพ ผลงานของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุคต้นราชวงศ์หมิงอีกต่อไป

ในรัชศกหงจื้อ บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนเจียงหนานย่อมหนีไม่พ้น ถังหยิน (ถังปั๋วหู่) เมื่ออายุเพียงสิบห้าปี เขาก็สามารถสอบติดเป็นนักเรียนหลวงของเมืองซูโจวด้วยคะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล ในยามนี้ ถังหยินยังสอบไม่ติดเจี้ยหยวน (อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล) ฝีมือวาดภาพอักษรศิลป์ของเขายังไม่บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ ดั่งในช่วงบั้นปลายชีวิต เสิ่นซีลองจำลองภาพของถังหยินดูสองสามภาพ แต่ก็ยังไม่ค่อยถูกใจนัก

เช้าวันหนึ่ง เสิ่นซีแวะไปสอบถามที่ร้านขายภาพวาดตามปกติว่ามีคนมาซื้อภาพหรือไม่ เมื่อเห็นว่าภาพวาดของเขายังคงแขวนสงบนิ่ง อยู่บนผนัง จึงเดินคอตกออกจากร้านแต่โดยดี เมื่อมองไปแต่ไกล ก็เห็นผู้คนมุงดูแน่นขนัดหน้าโรงน้ำชาทางทิศเหนือของเมืองจนมดสักตัวยังเล็ดลอดไม่ได้ ต่อให้ปกติโรงน้ำชาจะมีนิทานเรื่องใหม่มาเล่า ก็ไม่เคยเห็นชาวบ้านกระตือรือร้นเช่นนี้มาก่อน

เมื่อเดินเข้าไปใกล้และเงี่ยหูฟัง เสิ่นซีจึงได้รู้ว่า ที่แท้ขุนนางหลางจงกรมโยธาธิการ หลินจ้งเย่ แวะมาฟังนิทานที่โรงน้ำชานี่เอง ไม่ว่าชาวบ้านเหล่านั้นจะเคยฟังเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》มาก่อนหรือไม่ ต่างก็อยากเข้าไปนั่งในโรงน้ำชานั้น เพื่อที่วันหน้าจะได้เอาไปคุยโวได้ว่า ตนเองเคยจิบน้ำชา กินขนมขบเคี้ยว และฟังนิทานเรื่องเดียวกันกับขุนนางระดับห้าจากเมืองหลวง ช่างเป็นเรื่องที่เชิดหน้าชูตา ยิ่งนัก

โรงน้ำชาแห่งนี้ก็คือโรงน้ำชาที่เสิ่นซีนำบทนิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》มามอบให้นั่นเอง นักเล่านิทานในโรงน้ำชาแห่งอื่นในเมืองที่เล่าเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》ส่วนใหญ่ล้วนมาแอบลักจำ จากที่นี่ทั้งสิ้น เสิ่นซีมิได้มีความคิดที่จะเบียดเสียดเข้าไปในโรงน้ำชา หากนักเล่านิทานจดจำได้ว่าเขาคือเจ้าของบทนิทาน แผนการของเขาก็จะพังทลายลง

เสิ่นซีปรายตามองมือปราบสองสามคนที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่หน้าโรงน้ำชาแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเรือนไป

ในเวลาเดียวกัน ภายในโรงน้ำชา นายอำเภอหานสวมชุดจื๋อตั๋วทรงหลวม ซึ่งก็คือชุดคลุมเต้าเผาแบบคอตรง สาบเสื้อกว้าง และมีรอยทับขวา คอยนั่งเป็นเพื่อนฟังนิทานกับใต้เท้าหลินจ้งเย่ที่สวมใส่ชุดในลักษณะเดียวกัน

เนื่องจากการมาเยือนอย่างกะทันหันของนายอำเภอหานและใต้เท้าหลางจงหลิน นิทานเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》จึงจำต้องเริ่มเล่าใหม่ตั้งแต่ต้น นักเล่านิทานผู้นั้นมีวาทศิลป์ไหลลื่นดั่งสายน้ำ ถ่ายทอดเรื่องราวที่ผ่านการขัดเกลามาหลายรอบได้อย่างมีชีวิตชีวา หลินจ้งเย่รับฟังพลางอมยิ้มพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวนี้ช่างถูกอกถูกใจเขายิ่งนัก

กฎของนักเล่านิทานนั้น เดิมทีการแสดงหนึ่งรอบจะเล่าเพียงหนึ่งตอน ทว่าเมื่อผู้มีอำนาจวาสนามาเยือน ก็จำต้องเล่าสืบต่อไปเรื่อยๆ ไม่อาจตบไม้ปลุกสติแล้วกล่าวคำว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” ได้... ขุนนางใหญ่โตไม่มีเวลาว่างมากพอจะมารอฟังรอบหน้าหรอกนะ!

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม้ปลุกสติ (醒木) แท่งไม้สี่เหลี่ยมที่นักเล่านิทานหรือผู้พิพากษาใช้ตบลงบนโต๊ะเพื่อให้เกิดเสียงดัง เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือตัดจบเนื้อหา)

เล่าต่อเนื่องกันมาสิบกว่าตอนจนเรื่องราวดำเนินมาถึงช่วงท้าย นักเล่านิทานเกิดปวดเบาจึงขอตัวกลับไปจัดการธุระส่วนตัวที่หลังเวที และถือโอกาสพักผ่อนลำคอที่แห้งผากจนแสบร้อน จังหวะนี้นายอำเภอหานจึงได้มีโอกาสสนทนากับหลินจ้งเย่

“ใต้เท้าหลิน อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีสิ่งใดเลิศหรูมาต้อนรับ ทว่าศิลปวัฒนธรรมก็ยังพอรุ่งเรืองอยู่บ้าง... นิทานเรื่องนี้ ใต้เท้าสดับฟังแล้วรู้สึกพึงพอใจหรือไม่ขอรับ?” นายอำเภอหานเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มประจบ

หลินจ้งเย่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะพยักหน้าตอบ “นึกไม่ถึงเลยว่าอำเภอของท่านจะซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์เอาไว้ ขุนนางอย่างข้าแม้อยู่ในเมืองหลวงก็ยังไม่เคยได้ฟังนิทานที่สนุกสนานเช่นนี้มาก่อน งิ้วสองเรื่องที่ได้รับชมไปก่อนหน้านี้ก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติยิ่งนัก”

นายอำเภอหานพยักหน้าด้วยความปีติยินดี “ขอเพียงใต้เท้าหลินชื่นชอบก็ดีแล้วขอรับ ข้าจะให้คนไปตามนักเล่านิทานออกมา เล่าเรื่องราวให้จบโดยเร็ว”

นักเล่านิทานพักผ่อนนานไปเสียหน่อย นายอำเภอหานจึงเริ่มมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ สั่งให้คนเปลี่ยนน้ำชา แล้วเรียกเซี่ยจู่ปู้ให้เข้าไปเร่งรัด

เมื่อเซี่ยจู่ปู้มาตามด้วยตนเอง ต่อให้นักเล่านิทานผู้นั้นจะเหน็ดเหนื่อยจนเหลือเพียงลมหายใจรวยริน ก็จำต้องกัดฟันฝืนทนขึ้นเวทีต่อไป คำกล่าวที่ว่านายอำเภอพังบ้านนั้นมิใช่เรื่องล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: นายอำเภอพังบ้าน (破家的县令) สำนวนสะท้อนถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของนายอำเภอในยุคโบราณ ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายและทำให้ครอบครัวของชาวบ้านตาดำๆ พินาศย่อยยับได้อย่างง่ายดาย)

นักเล่านิทานกลับขึ้นเวที เล่าเรื่องราวสืบต่อจากตอนที่แล้ว ผ่านไปไม่นานก็มาถึงตอนที่มู่กุ้ยอิงขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ซึ่งนับเป็นปฐมบทก่อนที่มู่กุ้ยอิงและหยางจงเป่าสองสามีภรรยาจะทะลวงค่ายประตูสวรรค์น่าเสียดายที่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด นักเล่านิทานกลับรวบรัดตัดความว่า“ทะลวงทัพกบฏพ่ายยับเยิน” แล้วก็ประกาศจบเรื่องเสียอย่างนั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ทะลวงค่ายประตูสวรรค์ (大破天门阵) หนึ่งในตอนที่โด่งดังที่สุดในวรรณกรรมขุนศึกตระกูลหยาง เป็นศึกใหญ่ที่มู่กุ้ยอิงนำทัพทำลายค่ายกลอันแสนซับซ้อนของแคว้นเหลียว)

“โห่...”

เนื่องจากนิทานเรื่องนี้ถูกนำมาเล่าหลายรอบแล้ว บรรดาผู้ฟังจึงไม่พอใจกับตอนจบอันห้วนกระด้างนี้เป็นอย่างยิ่ง พอเรื่องจบลงโดยไม่รอให้นายอำเภอหานและใต้เท้าหลินจ้งเย่มีปฏิกิริยาอันใด กลุ่มผู้ฟังรอบข้างก็พากันโห่ร้องแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทันที

หลินจ้งเย่ชี้มือไปยังนักเล่านิทาน พลางเอ่ยถาม “ใต้เท้าหาน ท่านว่าตอนจบนี้มันดูลวกๆ ส่งเดชเกินไปหรือไม่?”

“เอ่อ คือเรื่องนี้...”

นายอำเภอหานมีสีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที สายตาของเขาตวัดมองไปยังเซี่ยจู่ปู้ที่ยืนคอยรับใช้อยู่เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว

เซี่ยจู่ปู้เข้าใจความนัยโดยไม่ต้องเอ่ยคำ รีบเดินตามนักเล่านิทานไปที่หลังเวที เมื่อซักถามจึงได้รู้ว่ามิใช่นักเล่านิทานไม่อยากเล่าต่อ ทว่าบทนิทานที่ได้มานั้นสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้จริงๆ จะให้แต่งเติมต่อเองก็จนปัญญา

เซี่ยจู่ปู้ตวาดด้วยความโมโห “บทนิทานนี่พวกเจ้าเป็นคนเขียนมิใช่หรือ เหตุใดจึงเขียนมาแค่ครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้ นี่มิใช่การตบตาหลอกลวงผู้อื่นหรอกหรือ? อีกอย่าง เนื้อเรื่องหลังจากนั้นยังมีตอน《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》อีก เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เอามาผูกรวมไว้ด้วยกันเสียเล่า?”

นักเล่านิทานร้องโอดครวญขอความเป็นธรรม “นายท่าน ท่านอย่าได้มาระบายโทสะกับข้าน้อยเลยขอรับ นิทานเรื่องนี้พวกข้าน้อยมิได้เป็นคนแต่งขึ้น วันก่อนไม่รู้ว่ามีเด็กน้อยจากที่ใด ในมือหอบกระดาษปึกหนามาให้ ด้านบนนั้นเขียนบทนิทานเอาไว้ เดิมทีพวกข้าน้อยก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด แต่พอลองอ่านดู ก็พบว่าเนื้อหามันช่างสืบสานเป็นสายธารเดียวกันกับงิ้วเรื่อง《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》ที่จัดแสดงในตัวอำเภอเมื่อวันก่อน ล้วนเป็นเรื่องราวของขุนศึกตระกูลหยาง พวกข้าน้อยจึงนำมาเล่า ใครจะไปรู้ล่ะขอรับว่ามันจะได้รับความนิยมถึงเพียงนี้... ทว่าบทนิทานก็สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น แล้วข้าน้อยจะไปหาครึ่งหลังมาจากที่ใดเล่าขอรับ?”

(เชิงอรรถผู้แปล: สืบสานเป็นสายธารเดียวกัน (一脉相承) สำนวนหมายถึง สิ่งที่มีแหล่งกำเนิดเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงและสืบทอดไปในทิศทางเดียวกัน)

เซี่ยจู่ปู้ฟังจบสีหน้าก็ทะมึนทึบลง ทว่าเขาก็ไม่อาจบันดาลโทสะออกมาได้ รู้ดีว่าต่อให้บีบคั้นนักเล่านิทานผู้นี้ไปก็ไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงกลับไปรายงานเรื่องนี้แก่นายอำเภอหานและใต้เท้าหลินจ้งเย่

หลินจ้งเย่รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก “น่าเสียดายที่ไม่อาจฟังท่อนหลังได้ น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ!”

เมื่อเอ่ยคำว่า “น่าเสียดาย” ติดต่อกันถึงสามครา สีหน้าของนายอำเภอหานก็พลันย่ำแย่ลงทันที เดิมทีอุตส่าห์เชิญหลินจ้งเย่ออกมาฟังนิทานก็เพื่อหมายจะประจบเอาใจขุนนางผู้ใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็นว่า เล่านิทานอยู่ดีๆ ก็ค้างคาแขวนอยู่กลางอากาศทำเอาหลินจ้งเย่ไม่พอใจอย่างยิ่ง เช่นนี้จะเรียกว่าประจบสอพลอหรือล่วงเกินกันแน่?

นายอำเภอหานปั้นหน้าขรึม เอ่ยกับเซี่ยจู่ปู้ว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาตัวคนเขียนบทนิทานผู้นี้มาให้ได้ มิเช่นนั้น ตำแหน่งจู่ปู้ของเจ้า... หึหึ...”

เอ่ยจบนายอำเภอหานก็เดินตามหลินหลางจงจากไป

คราวนี้ผู้ที่ตกที่นั่งลำบากก็คือเซี่ยจู่ปู้ แม้ตนเองจะมียศขุนนางขั้นเก้าชั้นโทคุ้มกาย นายอำเภอหานอาจจะทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก ทว่าอำนาจหน้าที่ของเขานั้นขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของนายอำเภอหานล้วนๆ หากนายอำเภอหานริบอำนาจหน้าที่ทั้งหมดของเขาไปมอบให้ผู้อื่น เช่นนั้นตำแหน่งจู่ปู้ที่ถูกแขวนลอย จะยังมีรสชาติอันใดอีกเล่า?

(เชิงอรรถผู้แปล: แขวนลอย (架空) สำนวนหมายถึง การถูกลิดรอนอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานจริงไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ตำแหน่งไว้ประดับบารมีเท่านั้น)

ตามหลักแล้วการตามหาคนผู้หนึ่งย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าในเมื่อไม่รู้กระทั่งว่าคนผู้นั้นเป็นใครหน้าตาเป็นเช่นไร แล้วจะไปงมเข็มหาจากที่ใดเล่า?

เมื่อกลับมาถึงที่ว่าการอำเภอ เซี่ยจู่ปู้ก็รู้สึกกลัดกลุ้มว้าวุ่นใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในบทละครที่มีคนนำมามอบให้เมื่อหลายวันก่อนก็มีเรื่อง《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》อยู่ด้วย ตอนนั้นเขายังตบรางวัลเป็นก้อนเงินไปเลย จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า บทนิทานเรื่องนี้ก็เป็นฝีมือของคนๆ เดียวกัน?

“ไปเรียกหลี่ต้าลี่เข้ามาหาข้า”

เซี่ยจู่ปู้หันไปสั่งความกับเสมียน ทันใดนั้นก็มีคนวิ่งออกไปตามทันที

เพียงไม่นานคนผู้นั้นก็มาถึง เขาคือมือปราบหน้าเลือดที่แอบอมเงินรางวัลและฟาดกระบองใส่เสิ่นซีเมื่อวันก่อนนั่นเอง

ทันทีที่หลี่ต้าลี่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เขาก็รีบโค้งคำนับประจบประแจง “ใต้เท้าจู่ปู้ ท่านเรียกหาข้าน้อยหรือขอรับ?”

เซี่ยจู่ปู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่ามีญาติของเจ้านำบทละครมามอบให้ ข้าดีใจจึงตบรางวัลให้เจ้าไปสองตำลึง มีเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”

หลี่ต้าลี่ลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เขาใช้แผนจับเสือมือเปล่า ชุบมือเปิบเงินรางวัลมาได้ถึงสองตำลึง ซึ่งเทียบเท่ากับเบี้ยหวัดของเขาสองเดือนเต็มๆ เรื่องดีงามปานนี้เขาจะลืมเลือนได้อย่างไร?

“ใช่แล้วขอรับ ใต้เท้าคนใหญ่คนโตมักหลงลืม แต่ข้าน้อยจะลืมได้อย่างไรขอรับ?”

(เชิงอรรถผู้แปล: คนใหญ่คนโตมักหลงลืม (贵人多忘事) สำนวนหมายถึง ผู้ที่มีอำนาจวาสนามีภาระหน้าที่มากมาย จึงมักจะหลงลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง)

เซี่ยจู่ปู้พยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี เจ้าจงไปเชิญญาติผู้นั้นของเจ้ามา ข้าอยากจะซักถามเขาสักหน่อย ว่าเรื่องบทละครกับบทนิทานเรื่อง 《ขุนศึกตระกูลหยาง》 นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ต้าลี่พลันแข็งค้าง ก่อนที่สีหน้าจะซีดเผือดกลายเป็นสีเขียวคล้ำในทันที

จบบทที่ ตอนที่ 23 ขุนศึกตระกูลหยางกระฉ่อนทั่วเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว