เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 ความจนใจของวัยเยาว์

ตอนที่ 22 ความจนใจของวัยเยาว์

ตอนที่ 22 ความจนใจของวัยเยาว์


บ่ายวันนั้น หลังจากเสิ่นซีเขียนบทละครเสร็จสิ้น เขาก็นำไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอ

นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นซีมาถึงที่ว่าการอำเภอ ประตูใหญ่สีแดงสด ด้านบนแขวนป้ายสลักอักษร "ที่ว่าการอำเภอหนิงฮว่า" เอาไว้สูงเด่น ริมกำแพงด้านขวาของประตูมีกลองใบใหญ่ตั้งอยู่ สิงโตหินคู่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

เสิ่นซีไม่ได้คิดอะไรมาก เตรียมตัวจะเดินเข้าไปในที่ว่าการ มือปราบผู้หนึ่งก็ขวางเขาไว้แล้วตวาดว่า “ไอ้เด็กเหลือขอมาจากที่ใด? ที่ว่าการอำเภอใช่สถานที่ที่เจ้าจะบุกรุกเข้ามาได้ตามอำเภอใจหรือ?”

เสิ่นซีล้วงเอาบทละครที่เก็บไว้ในอกเสื้อออกมา ยื่นส่งให้ “นายท่านขอรับ มีท่านตาท่านหนึ่งให้ข้าน้อยนำสิ่งนี้มามอบให้ใต้เท้านายอำเภอ แล้วค่อยรับเงินรางวัลขอรับ”

มือปราบรับไป เปิดดูสองสามหน้า น่าเสียดายที่เขารู้หนังสือไม่มากนัก อ่านตะกุกตะกักไปได้ไม่กี่คำก็อ่านต่อไม่ได้ จึงโยนบทละครใส่หน้าเสิ่นซี “เขียนเรื่องเหลวไหลไร้สาระอันใดกัน”

เสิ่นซีเผยสีหน้าไร้เดียงสาบริสุทธิ์ เอ่ยว่า “เรียนนายท่าน ท่านตาผู้นั้นบอกว่านี่คือบทละคร เป็นสิ่งที่ใต้เท้านายอำเภอติดประกาศต้องการขอรับ”

“เฮอะ มีคนรับงานนี้จริงๆ ด้วย... เจ้ารอประเดี๋ยว ข้าจะเข้าไปรายงานใต้เท้าเซี่ยจู่ปู้”

ว่าแล้วมือปราบก็เดินเข้าไป ทิ้งให้เสิ่นซียืนชะเง้อคอรอคอยอยู่ที่หน้าประตู

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม มือปราบผู้นั้นก็เดินอมยิ้มออกมา ที่อกเสื้อดูนูนตุงเหมือนมีสิ่งใดเพิ่มเข้ามา ส่วนบทละครที่เสิ่นซีให้เขานำเข้าไปกลับอันตรธานหายไปแล้ว

“ไอ้เด็กนี่ เจ้ายังอยู่อีกหรือ?” มือปราบเดินออกมาด้วยสีหน้าหยิ่งยโสโอหัง

เสิ่นซีกล่าวว่า “ท่านตาผู้นั้นบอกว่า หากไม่ได้รับเงินรางวัลก็ห้ามกลับขอรับ”

มือปราบฟังแล้วก็มีน้ำโห ตวาดลั่น “ไอ้เด็กเมื่อวานซืนจะไปรู้อะไร เงินรางวัลบ้าบออันใดกัน นี่มีอยู่แค่สองเหวิน เอาไปซื้อลูกอมกินแล้วรีบไสหัวไปซะ หากยังไม่ไป ข้าจะเอากระบองหวดเจ้าให้เข็ด!” ว่าแล้วก็เงื้อกระบองในมือทำท่าจะทุบตี

เสิ่นซีถึงกับงงงวยไปชั่วขณะ ผู้มีสายตาแหลมคมย่อมมองออกว่าคนข้างในย่อมตบรางวัลมาให้เป็นแน่ แต่มือปราบผู้นี้กลับรังแกเห็นว่าเขาเป็นเพียงเด็กน้อย จึงตั้งใจจะฮุบเงินไว้เองไม่ยอมให้เขา น่าสงสารที่เขาอุตส่าห์ตรากตรำเขียนมาทั้งวัน บัดนี้กลับแลกมาได้แค่ทองแดงสองเหรียญ

“นายท่าน ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ” เสิ่นซีอ้างเหตุผลสู้ยิบตา

“ผลัวะ!”

มือปราบผู้นั้นกลับทำจริงดังปากว่า ยกกระบองข่มขวัญขึ้นฟาดลงมาทันที โชคดีที่เสิ่นซีเบี่ยงตัวหลบได้ทัน จึงไม่โดนฟาดเข้าที่กลางหลัง แต่กระนั้นที่ก้นก็ยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง

มือปราบทำหน้าตาถมึงทึงดุร้ายดั่งปีศาจ “กลับไปบอกไอ้ผีเฒ่าที่ใช้เจ้ามาซะ ว่าถ้าอยากได้เงินรางวัลก็ให้ถ่อมาที่นี่เอง ดูซิว่ามันจะมีความกล้าเทียมฟ้าหรือไม่”

ราษฎรย่อมไม่ต่อกรกับขุนนาง เสิ่นซีรู้สึกอัดอั้นตันใจประดุจคนใบ้กินบอระเพ็ด มีความขมขื่นแต่ไร้ซึ่งถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย

ระหว่างทางกลับ เสิ่นซียิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ สองกำปั้นน้อยๆ กำแน่น บ่นพึมพำกับตัวเอง “คิดว่าไม่ให้เงินรางวัลแล้วข้าจะสิ้นท่าหรือ? เราจะได้เห็นดีกัน!”

วันที่สามหลังจากที่เสิ่นซีส่งบทละคร คณะงิ้วหนานซี่ก็เปิดการแสดงที่ที่ว่าการอำเภอ เพื่อจัดเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลี ให้แก่ขุนนางหลางจงกรมโยธาธิการ หลินจ้งเย่ บรรดาคหบดีและปัญญาชนในตัวอำเภอหนิงฮว่าและพื้นที่ใกล้เคียงต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

 (เชิงอรรถผู้แปล: จัดเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลี (接风洗尘) สำนวนหมายถึง การจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้ที่เดินทางมาไกล เพื่อเป็นการปัดเป่าฝุ่นละอองจากความเหนื่อยล้าในการเดินทาง)

การแสดงมีทั้งหมดสามเรื่อง นอกจากบทละครที่คณะงิ้วมีอยู่เดิมแล้ว อีกสองเรื่องที่เหลือก็คือ《ราชบุตรเขยหญิง》และ《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》 ที่เสิ่นซีเป็นผู้ประพันธ์นั่นเอง

สองวันต่อมา คณะงิ้วหนานซี่ได้ตั้งโรงงิ้วขึ้นที่ลานกว้างใจกลางอำเภอหนิงฮว่า สลับสับเปลี่ยนกันแสดงงิ้วเรื่องใหม่ให้ชาวบ้านได้รับชมโดยไม่เก็บเงิน ... นี่เป็นไปตามความประสงค์ของใต้เท้าหลางจงหลิน ที่ต้องการร่วมสุขกับประชาราษฎร์

สองวันนี้ชาวเมืองคึกคักราวกับมีงานเทศกาลปีใหม่ ผู้คนเนืองแน่นล้อมรอบโรงงิ้วจนมดสักตัวยังไม่อาจเล็ดลอด ที่ว่าการอำเภอถึงกับต้องส่งมือปราบมารักษาความสงบเรียบร้อย

งิ้วเรื่อง《ราชบุตรเขยหญิง》นั้นเนื้อหาใกล้ชิดติดดิน จึงทำให้เกิดกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ผู้คนต่างพากันบอกเล่าปากต่อปาก บทร้องทุกประโยคล้วนถูกหยิบยกมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในทางกลับกัน เรื่อง《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》เนื่องจากในรัชศกหงจื้อ เรื่องราววีรบุรุษตระกูลหยางยังไม่ถูกร้อยเรียงเป็นบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ อย่างเป็นทางการ จึงไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก ยามนี้นิทานที่นักเล่านิทานตามโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมเล่าสู่กันฟัง ล้วนเป็นเรื่องเก่าเก็บทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องราววีรบุรุษยุคสุย-ถังก็ยังไม่มีต้นฉบับที่แน่นอน นับประสาอะไรกับเรื่องราวช่วงต้นราชวงศ์ซ่ง ย่อมมีผู้คนกล่าวถึงน้อยมาก

ในที่สุดเสิ่นซีก็ตระหนักว่า ชาวบ้านในยุคสมัยนี้มีความกระหายใคร่รู้ในด้านความบันเทิงทางจิตใจอย่างมหาศาล ความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้คนในยุคนี้ย่อมหนีไม่พ้นการฟังนิทานและชมงิ้ว ดูท่าวันหน้าหากคิดจะหาเงิน คงต้องเค้นสมองในด้านนี้เสียแล้ว

เพื่อเป็นการทดสอบความคิดของตน และในขณะเดียวกันก็เป็นการแก้แค้นมือปราบหน้าเลือดที่อมเงินรางวัลของเขา เสิ่นซีจึงใช้เวลาอยู่หลายวัน เรียบเรียงบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ที่พรรณนาถึงเรื่องราวในช่วงต้นราชวงศ์ซ่ง ของท่านแม่ทัพเฒ่าหลิ่งกงแห่งตระกูลหยาง, เสอไท่จวิน และบุตรชายทั้งเจ็ดที่ร่วมกันปกป้องชายแดนทิศเหนือภักดีรักชาติ

(เชิงอรรถผู้แปล: แม่ทัพเฒ่าหลิ่งกง (老令公) คำเรียกขานด้วยความเคารพต่อ หยางเย่ ยอดขุนพลผู้ภักดีแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บิดาของพี่น้องตระกูลหยาง)

แม้ว่าเรื่องราวจะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ทั้งเรื่องมีเพียงยี่สิบตอน ซ้ำยังเป็นฉบับตัดทอน แต่ด้วยอิทธิพลจากงิ้ว《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》ที่คณะงิ้วจากเมืองถิงโจวได้แสดงไปกำลังค่อยๆ สร้างกระแสความนิยม เมื่อเสิ่นซีนำบทนิทานไปมอบให้นักเล่านิทานที่โรงน้ำชา เพียงไม่ถึงสองวัน เรื่องราวของ《ขุนศึกตระกูลหยาง》ก็เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งเมือง

เสิ่นซีไม่ได้เงินสักแดงเดียวจากการเขียนบทนิทานในครั้งนี้ เขารู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ย่อมต้องล่วงรู้ไปถึงหูของนายอำเภอหานและใต้เท้าหลางจงหลิน เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเองได้แล้ว

ในช่วงเวลานี้ เสิ่นซีไปเรียนคัดลายมือที่ศาลเจ้าที่เพียงวันแรกวันเดียวเท่านั้น เวลาที่เหลือล้วนเอาไปทำธุระของตนเองทั้งสิ้น เดิมทีเสิ่นซีคิดว่าอาจารย์เฒ่าผู้นั้นแก่ชราจนหูตาฝ้าฟาง คงไม่ทันสังเกตเห็น

ทว่าในวันที่แปด ช่วงบ่ายขณะที่ดวงตะวันยังไม่ทันลับขอบฟ้า โจวซื่อก็พาหลินไต้กลับมาที่เรือนด้วยความโกรธเกรี้ยว ทันทีที่โจวซื่อก้าวเข้ามาในลานเรือน นางก็ไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ พอเห็นหน้าเสิ่นซีก็คว้าไม้กวาดพุ่งเข้าฟาดทันที

“ท่านแม่ ท่านทำสิ่งใดน่ะ? เหตุใดจึงไม่แยกแยะถูกผิด นึกจะตีก็ตี เรื่องราวมันต้องมีเหตุผลสิขอรับ!”

เสิ่นซีถูกตีจนต้องกระโดดหลบเป็นพัลวัน รอยแผลที่ก้นจากการถูกมือปราบฟาดเพราะไปส่งบทละครยังไม่ทันหายดี บัดนี้กลับถูกซ้ำเติมอีกระลอก ทำเอาเขาเจ็บปวดจนต้องแยกเขี้ยวร้องโอดโอย

โจวซื่อหน้าทะมึน ทั้งวิ่งไล่ตามทั้งด่าทอ “ไอ้ลูกเนรคุณไร้จิตสำนึก แม่แกอุตส่าห์ตรากตรำออกไปทำงานหาเงินส่งเจ้าเรียนหนังสือ เจ้ากลับโดดเรียนทุกวัน เสียแรงที่แม่แกอุตส่าห์เชื่อใจเจ้า!”

เสิ่นซีคลานหนีหัวซุกหัวซุน ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้คดริมลาน มือลูบก้นพลางร้องโอดโอยไม่ขาดปาก โจวซื่อตวาดลั่น “ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!”

เสิ่นซีทำปากยื่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ท่านแม่ ท่านไปฟังใครใส่ร้ายข้ามาขอรับ? ทุกวันพอกลับมาข้าก็เขียนอักษรที่เรียนมาให้ท่านดูแล้ว ช่วงบ่ายสำนักศึกษาไม่มีการสอน ท่านก็รู้มิใช่หรือ เวลาเช่นนี้ข้าอยู่บ้านแล้วมันผิดตรงไหน?”

โจวซื่อมือหนึ่งถือไม้กวาด อีกมือเท้าสะเอว เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซี ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งที่บุตรตัวเองไม่รักดี “ใครจะไปรู้ว่าเจ้าขีดเขียนสิ่งใดส่งเดชมาหลอกข้า?”

“ข้าถามไต้เอ๋อร์แล้ว นางบอกว่าก่อนที่เจ้าจะไปเรียนหนังสือ เจ้าก็ขีดเขียนอะไรไม่รู้ยุ่งเหยิงไปหมดอยู่บนพื้นแล้วหลอกนางว่าเป็นตัวหนังสือ... วันนี้ที่ร้านตัดเสื้อ ข้าบังเอิญเจอท่านอาจารย์ของเจ้าพอดี จึงอุตส่าห์ถามไถ่เรื่องการเรียนของเจ้า เขาบอกว่าช่วงหลายวันมานี้เจ้าไม่ได้ไปเรียนเลยสักวันเดียว”

เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าโลกจะกลมจนทำให้โจวซื่อไปบังเอิญพบกับถงเซิงเฒ่าหูตาฝ้าฟางผู้นั้นได้ จึงรีบเอ่ยแก้ตัวเป็นพัลวัน “ท่านแม่ ท่านปรักปรำข้าแล้ว อันที่จริงข้าไปเรียนทุกวันนะขอรับ เพียงแต่เด็กที่นั่นแต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน พอเห็นข้ายังเล็กก็พากันรังแก ข้าไม่กล้าเข้าไป ก็เลยได้แต่แอบฟังท่านอาจารย์สอนอยู่หลังกำแพง แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนนะขอรับ... หากไม่เชื่อ ท่านแม่ก็พาข้าไปพบท่านอาจารย์ตอนนี้เลย ให้ท่านอาจารย์ทดสอบข้า ข้าตอบได้หมดแน่นอนขอรับ!”

“จริงหรือ?”

โทสะของโจวซื่อบรรเทาลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ขมวดคิ้วมุ่น ความกระตือรือร้นที่อยากจะเข้าเรียนของเสิ่นซีก่อนหน้านี้นางย่อมเคยเห็นมากับตา และเพราะเหตุนี้โจวซื่อจึงเฝ้าโทษตัวเองมาตลอด หากครานี้มิใช่เพราะท่านอาจารย์เอ่ยปากเองว่าเสิ่นซีไม่ได้ไปสำนักศึกษา นางย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าบุตรชายจะยอมละทิ้งโอกาสอันดีงามในการเรียนหนังสือเช่นนี้ไป

เสิ่นซีเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ท่านแม่ ท่านไม่รู้อะไร วันแรกที่ข้าไป พวกเด็กโตเหล่านั้นก็รังแกข้า กระทั่งกระดาษกับพู่กันที่ท่านแม่ซื้อให้ก็ถูกพวกมันแย่งชิงไป หนำซ้ำยังด่าทอว่าข้าเป็นคนบ้านนอกคอกนา บอกว่าเห็นหน้าข้าคราใดก็จะทุบตีครานั้น ข้าจึงทำได้เพียงแอบเรียนอยู่เงียบๆ และมิกล้ากลับมาบอกกล่าวท่านแม่ขอรับ”

โจวซื่อกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “ไอ้เด็กเหม็น เจ้าอย่ามาหลอกแม่เสียให้ยาก ไป แม่จะพาเจ้าไปพบท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้ หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงล่ะก็ แม่จะไปฉีกอกไอ้พวกลูกเต่าที่มันกล้ารังแกเจ้าให้ดู ลงมาเดี๋ยวนี้!”

เสิ่นซีจึงยอมกระโดดลงจากต้นไม้ ถลึงตาดุดันใส่หลินไต้ไปหนึ่งที... ในเรื่องที่โจวซื่อทุบตีเขา การที่หลินไต้เอาเรื่องไปฟ้องก็ถือได้ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเลยทีเดียว

โจวซื่อลากตัวเสิ่นซี ประดุจการคุมตัวนักโทษ ฉุดกระชากลากถูเขาออกจากเรือนตรงไปยังบ้านของถงเซิงเฒ่า ระหว่างทางยังแวะซื้อสุราหกตำลึงเพื่อใช้เป็นการขอขมาอีกด้วย

บ้านของถงเซิงเฒ่าอยู่ละแวกเดียวกับศาลเจ้าที่ ใกล้กับกำแพงเมือง เป็นเรือนสี่ประสานสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลังเล็กๆ พอมาถึงหน้าประตู ก็เห็นเด็กหนุ่มสามคนวิ่งสวนออกมา หญิงชรานางหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ริมบ่อน้ำโบราณหน้าประตู

(เชิงอรรถผู้แปล: เรือนสี่ประสาน (四合院) สถาปัตยกรรมบ้านดั้งเดิมของจีนที่มีอาคารสี่ด้านล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง)

“พวกเจ้ามาหาผู้ใด?” หญิงชราเอ่ยถามพลางปรายตามองโจวซื่อ

โจวซื่อก้าวไปเบื้องหน้า “ฮูหยินท่านนี้ ที่นี่ใช่บ้านของอาจารย์สวี่แห่งสำนักศึกษาหรือไม่เจ้าคะ?”

หญิงชราจึงได้รู้ความ รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านในเพื่อตามถงเซิงเฒ่าออกมา

ถงเซิงเฒ่าแซ่สวี่ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก็กระจ่างแจ้งแก่ใจทันทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เขาโคลงศีรษะทอดถอนใจอยู่หลายครา เผยให้เห็นสีหน้าผิดหวังอย่างยิ่ง

โจวซื่อกล่าวว่า “อาจารย์สวี่เจ้าคะ เมื่อข้าน้อยกลับถึงเรือนก็ได้ซักถามบุตรชายแล้ว เขาบอกว่าตอนที่ไปเรียนกับท่านมีคนรังแกเขา เขาจึงไม่กล้าเข้าไปในสำนักศึกษา ทว่าทุกวันเขาจะหลบอยู่มุมมืดและแอบเรียนรู้ตัวอักษรที่ท่านสอนจนหมดสิ้น อาจารย์สวี่อาจจะเข้าใจบุตรชายของข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”

ถงเซิงเฒ่าส่ายหน้าไปมา “ฟูจื่ออย่างข้าหรือจะปรักปรำเขา? มองไม่เห็นก็คือมองไม่เห็น ชายแก่ผู้นี้แม้อายุมากแล้วแต่ตายังไม่บอด”

เสิ่นซีกระโดดพรวดออกมา “ท่านอาจารย์ ท่านจะมาใส่ความคนดีไม่ได้นะขอรับ... มองไม่เห็นก็เหมาเอาว่าข้าไม่อยู่ เช่นนั้นตอนนี้ท่านลองทดสอบข้าดูก็ได้ ว่าข้าเขียนได้หรือไม่”

ถงเซิงเฒ่าทำท่าทีไม่ค่อยยินยอมนัก ทว่าเมื่อเห็นแก่สุราหกตำลึงที่โจวซื่อซื้อมา จึงเอ่ยว่า “ก็ได้ ในเมื่อเจ้าบอกว่าหลายวันมานี้เจ้าได้เข้าฟังบรรยาย เช่นนั้นเจ้าจงเขียนคำว่า ‘ลี่’ ลงบนพื้นให้ข้าดูหน่อยเถิด”

บอกมาเพียงแค่เสียงอ่าน เสิ่นซีจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าสองวันมานี้ท่านอาจารย์สอนตัวอักษรใดไปบ้าง เสิ่นซีจึงย้อนถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ต้องการให้ข้าเขียนคำว่า ‘ลี่’ ตัวใดหรือขอรับ?”

อาจารย์สวี่แค่นยิ้มหยามหยัน “เจ้าเด็กน้อยนี่ช่างฉวยโอกาสเล่นลิ้น นัก แค่บอกให้เขียนคำว่า ‘ลี่’ ตัวหนึ่ง ยังจะมีลูกไม้มากมายปานนี้... หรือว่าเจ้ารู้จักคำว่า ‘ลี่’ ตัวอื่นอีกงั้นหรือ?”

เสิ่นซีเปล่งเสียงกังวานตอบ “ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้วขอรับ มีเพียงเสียงอ่าน ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตัวใด? คำว่า ‘ลี่’ ที่ใช้บ่อยๆ ก็มี ‘ลี่’ ที่แปลว่ายืน (立) ‘ลี่’ ที่แปลว่ากำลัง (力) ‘ลี่’ ที่แปลว่าผลประโยชน์ (利) หรือ ‘ลี่’ ที่อยู่ในคำว่า หนาวเหน็บจนตัวสั่น (栗) เป็นต้น ตกลงว่าท่านอาจารย์จะให้ข้าเขียนตัวใดกันแน่ขอรับ?”

อาจารย์สวี่สะดุ้งตกใจอยู่บ้าง “เจ้ารู้จักคำว่า ‘ลี่’ ในสำนวนหนาวเหน็บจนตัวสั่นด้วยหรือ?”

“ปราชญ์จูจื่อกล่าวไว้ว่า ‘ลี่’ (栗) หมายถึงลักษณะแห่งความหวาดกลัว สำนวน ‘หนาวเหน็บจนตัวสั่น’ มีที่มาจากคัมภีร์《สื่อจี้·บทชีวประวัติขุนนางโหด》ไท่สื่อกง (ซือหม่าเชียน) บันทึกไว้ว่า อี้จ้งย้ายไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองติ้งเซียง ‘ได้บุกจับกุมนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ในเรือนจำติ้งเซียงกว่าสองร้อยคน รวมทั้งแขกเหรื่อญาติมิตรที่ลักลอบเข้าไปเยี่ยมเยียนอีกกว่าสองร้อยคน อี้จ้งกวาดล้างจับกุมและสอบสวนรวบรัด โดยอ้างว่าพวกเขาลอบช่วยเหลือผู้ต้องโทษประหาร วันนั้นจึงสั่งประหารชีวิตคนไปถึงสี่ร้อยกว่าคน หลังจากนั้นผู้คนทั้งเมืองต่างก็หนาวเหน็บจนตัวสั่น บรรดาคนพาลและขุนนางท้องถิ่นต่างก็ต้องยอมสยบให้ปกครองแต่โดยดี’ ไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้ฉวยโอกาสเล่นลิ้นอย่างข้า กล่าวได้ถูกต้องหรือไม่ขอรับ?”

(เชิงอรรถผู้แปล: สื่อจี้·บทชีวประวัติขุนนางโหด (史记·酷吏列传) หนึ่งในบทประพันธ์จากบันทึกประวัติศาสตร์ "สื่อจี้" ของซือหม่าเชียน รวบรวมชีวประวัติของขุนนางที่ใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดรุนแรง)

เสิ่นซีเจรจาพาทีมีเหตุมีผล อ้างอิงตำราคัมภีร์ได้อย่างมีหลักการ อาจารย์สวี่ถึงกับอ้าปากค้างตาค้าง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าสำนวน ‘หนาวเหน็บจนตัวสั่น’ นี้แท้จริงแล้วมีที่มาจากที่ใด

“เจ้า...”

อาจารย์สวี่พินิจมองเสิ่นซี ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

เขามีชีวิตมาจนอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว กระทั่งคุณวุฒิซิ่วไฉยังสอบไม่ผ่าน จึงนึกกังขาในชีวิตของตนเองมานานแล้ว ยามนี้แม้แต่เด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกยังสามารถใช้ภูมิความรู้มาข่มทับเขาได้ ทำเอาเขารู้สึกอับอายจนไร้แผ่นดินจะแทรกหน้า

เสิ่นซีเองก็รู้สึกเคืองแค้นที่บัณฑิตคร่ำครึผู้นี้จงใจกลั่นแกล้งตน เดิมทีต่างฝ่ายต่างก็น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ท่านกอบโกยค่าเล่าเรียนของท่านไป ข้าก็โดดเรียนของข้า ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ ทว่าไอ้แก่หัวรั้นผู้นี้กลับกล้าฟ้องร้องต่อหน้ามารดาจนเขาลงจากเวทีไม่ได้ ประกอบกับช่วงหลายวันมานี้เสิ่นซีต้องเผชิญกับเรื่องราวอยุติธรรมมามากเกินไป จึงทำให้บันดาลโทสะจนไม่ได้ยั้งคิด โพล่งออกไปเช่นนั้น

อาจารย์สวี่สูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาแฝงความเคร่งขรึม “เด็กน้อยกล่าวได้ถูกต้อง เจ้าจงเขียน... คำว่า ‘ลี่’ ที่แปลว่ากำลัง ลงมาเถิด”

เสิ่นซีก้มลงเก็บก้อนหินแหลมคมบนพื้นดินมาขีดเขียนคำว่า ‘ลี่’ ลงบนพื้นโคลน เดิมทีอักษรตัวนี้ก็เขียนง่ายอยู่แล้ว เสิ่นซีจึงเขียนตัวอักษรได้อย่างบรรจงและเสร็จสิ้นในคราเดียว

เมื่ออาจารย์สวี่พิจารณาดูแล้วก็พยักหน้าน้อยๆ “ฮูหยินเสิ่น บุตรชายของท่านมิได้ปดหรอก เป็นข้าเองที่แก่ชราเลอะเลือนปิดตาอุดหู นึกไม่ถึงเลยว่าข้างกายจะมีผู้มีพรสวรรค์เช่นบุตรชายของท่าน... ด้วยภูมิความรู้ของเขา ชายแก่ผู้นี้ย่อมไร้หน้าจะสั่งสอนเขาอีกต่อไป”

โจวซื่อมีสีหน้าประหลาดใจ นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอาจารย์สวี่จึงรำพึงรำพันออกมาเช่นนี้

แต่อาจารย์สวี่ก็คร้านจะอธิบายให้มากความ ไม่เพียงแต่จะไม่รับสุราที่โจวซื่อนำมา ทว่ายังคืนค่าซู่ซิวที่เสิ่นหมิงจวินเคยจ่ายไว้ให้แก่โจวซื่อจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดก็ปิดประตูดังปัง ไม่เปิดโอกาสให้โจวซื่อเข้าไปขอขมาได้อีก

โจวซื่อถลึงตาจ้องเสิ่นซีอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าลองว่ามาสิ ตกลงมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”

เสิ่นซีไหวไหล่เบาๆ “ท่านแม่ ท่านก็เห็นแล้วนี่ขอรับ ท่านอาจารย์ทดสอบอักษรข้า ข้าก็เขียนได้ถูกต้อง แล้วข้าทำผิดตรงไหนหรือขอรับ?”

โจวซื่อสบถด้วยความโมโห “กลับถึงเรือนเมื่อไหร่ แม่จะจัดการเจ้าให้เข็ด!” เอ่ยจบนางก็สะบัดหน้าเดินหนีไป

เสิ่นซีเดินตามหลังโจวซื่อต้อยๆ ในใจเอาแต่ขบคิดว่ากลับไปถึงเรือนแล้วจะแต่งเรื่องปะติดปะต่อคำโกหกอย่างไรให้แนบเนียนดี

จบบทที่ ตอนที่ 22 ความจนใจของวัยเยาว์

คัดลอกลิงก์แล้ว