เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21 บทละครหนานซี่

ตอนที่ 21 บทละครหนานซี่

ตอนที่ 21 บทละครหนานซี่ 


(เชิงอรรถผู้แปล: บทละครหนานซี่ (南戏戏本) หนานซี่คืองิ้วใต้หรือละครเวทีแบบดั้งเดิมของจีนทางตอนใต้ตอนต้น เริ่มแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวนจนถึงราชวงศ์หมิง)

“ศิษย์พี่ ข้ามาเรียนวิทยายุทธ์กับท่านแล้ว”

เสิ่นซีหมุนตัวกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นหวังหลิงจือนั่นเอง

วันนี้หวังหลิงจือสวมชุดรัดกุมสีชิงตัวใหม่เอี่ยม ในมือประคองกระดาษเซวียนจื่อ ยืนฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้เขา

(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดรัดกุมสีชิง (青色劲装) จิ้นจวงคือเสื้อผ้าสำหรับฝึกยุทธ์หรือเดินทางที่ออกแบบมาให้กระชับทะมัดทะแมง ส่วนสีชิงคือสีเขียวอมฟ้าหรือสีเขียวเข้ม)

หลังจากผลัดเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ หวังหลิงจือก็ดูองอาจผ่าเผยขึ้นเป็นกอง เนื้อผ้าทำจากแพรไหมชั้นดี ที่เท้าสวมรองเท้าหนังหังม้าทรงหนา คาดเข็มขัดเอวรัดแน่น เสื้อคลุมสั้นด้านนอกดูราวกับสั่งตัดมาเพื่อการฝึกวิทยายุทธ์โดยเฉพาะ ช่างแตกต่างจากลุคคุณชายน้อยก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว

เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง “เหตุใดวันนี้เจ้าถึงแต่งตัวเช่นนี้มาเล่า?”

หวังหลิงจือยืดอกตอบอย่างภาคภูมิ “ศิษย์พี่ ท่านก็เห็นว่ามันดูดีใช่หรือไม่เล่า? เมื่อวานท่านอาจารย์ทดสอบความรู้ของข้า ข้าตอบคำถามได้ไหลลื่นดั่งสายน้ำท่านพ่อดีใจมากจึงตกรางวัลให้ข้า ซ้ำยังบอกอีกว่าหากวันหน้าข้าตั้งใจเรียนหนังสือ ก็จะมีของดีๆ มามอบให้อีก”

เสิ่นซีลอบนึกในใจ ‘เจ้าเด็กนี่ปกติวันๆ เอาแต่ร่ายรำทวนแกว่งไกวพลอง นึกไม่ถึงเลยว่าแค่หลอกว่าการศึกษาคัมภีร์วิทยายุทธ์จำต้องรู้หนังสือ พอกลับไปเขาก็ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง... การจะหลอกล่อให้เด็กเรียนหนังสือนี่ ต้องเริ่มจากการจุดประกายความสนใจของเขาเสียก่อนจริงๆ ด้วย!’

ยามนี้เสิ่นซีกำลังกลัดกลุ้มที่ไม่มีคนช่วยงานพอดี จึงเอ่ยเรียก “วิทยายุทธ์ที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อสองวันก่อน เจ้าต้องนำไปหมั่นทบทวนให้ดี ส่วนวันนี้ มาช่วยข้าจัดการเจ้านี่เสียก่อน”

หวังหลิงจือเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ศิษย์พี่ ท่านเห็นว่าตบะความรู้ของข้าในตอนนี้ บรรลุถึงขั้นที่ต้องบำเพ็ญ ‘สภาวะจิตใจ’ แล้วหรือขอรับ?”

“ฝันไปเถอะ ข้าแค่ไม่มีคนช่วยงาน รีบลงมือเร็วเข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่สอนวิทยายุทธ์กระบวนท่าใหม่ให้เจ้า”

หวังหลิงจือได้ยินดังนั้นก็เบ้ปาก ทว่าก็ยังยอมเดินเข้าไปช่วยงานแต่โดยดี

แม้หวังหลิงจือจะมีนิสัยเอาแต่ใจแบบคุณชายน้อยอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ปกติในจวนตระกูลหวังไม่มีผู้ใดกล้าเล่นซนกับเขาเลย นานๆ ทีจะมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเสิ่นซีโผล่มา ไม่เพียงได้เล่นสนุกด้วยกัน แต่ยังได้ร่ำเรียน ‘วิทยายุทธ์ขั้นสูง’ จากอีกฝ่าย นานวันเข้าเขาจึงเริ่มมองเสิ่นซีเป็นสหายสนิทไปโดยปริยาย

ทั้งสองคนง่วนอยู่พักใหญ่กว่าจะจัดวางภาพวาดได้เข้าที่ เสิ่นซีคอยปรับมุมให้รับกับแสงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา เพื่อเร่งปฏิกิริยาการรมควันภาพวาดให้เร็วยิ่งขึ้น

หวังหลิงจือเอ่ยถามด้วยความฉงน “ศิษย์พี่ ไอ้ดำเมี่ยมเปื้อนปื้นนี่คือภาพอันใดหรือ?”

เสิ่นซีนั่งอยู่ข้างผลงานศิลปะ ในปากคาบก้านฟางข้าวเอาไว้ เมื่อได้ยินคำถามก็ถ่มก้านฟางทิ้งแล้วตอบว่า “ภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำ เจ้าไม่เข้าใจหรอก”

หวังหลิงจือร้องอ้อ “ที่แท้นี่ก็คือภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำ ดูไม่เห็นจะเหมือนภูเขาหรือแม่น้ำตรงไหนเลย ไอ้มืดๆ ดำๆ เป็นหย่อมๆ นี่ดูเหมือนขี้ไก่ไม่มีผิด มีก็แต่ศาลาที่วาดอยู่ด้านบนนั่นแหละที่พอดูน่าดูอยู่บ้าง”

เสิ่นซีเห็นหวังหลิงจือยื่นมือจะไปจับ ก็รีบตวาดห้ามทันควัน “อย่าจับนะ ขืนทำพังข้าต้องเริ่มทำใหม่อีก แล้วก็อ่างไม้ข้างใต้นั่นเจ้าก็ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมือเจ้าได้ถูกกัดจนเปื่อยแน่”

หวังหลิงจือสะดุ้งโหยงตกใจแทบแย่ ทว่าก็ยังทำปากแข็ง “ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อย... แฮะๆ ศิษย์พี่ ในเมื่อท่านอุตส่าห์วาดภาพออกมาอย่างยากลำบาก แล้วจะเอามันมารมควันเล่นทำไมเล่า?”

เสิ่นซีย่อมไม่อาจอธิบายกระบวนการทำเก่าภาพเขียนให้หวังหลิงจือฟังได้ จึงทำได้เพียงตอบปัดๆ ไปว่า “นี่คือเคล็ดวิชาวิทยายุทธ์อันลึกล้ำ ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะเรียนรู้ได้ รอให้เจ้าฝึกฝนทักษะพื้นฐานไปอีกสักระยะก่อนแล้วข้าค่อยสอนให้”

หวังหลิงจือยิ้มแป้นอย่างเริงร่า “ศิษย์พี่ ท่านพูดแล้วต้องห้ามคืนคำนะขอรับ ตอนนี้ข้าเรียนวิทยายุทธ์ขั้นสี่ไปตั้งมากมายแล้ว อีกไม่กี่วันท่านต้องสอนกระบวนท่าที่ลึกล้ำกว่านี้ให้ข้านะ... เมื่อวานข้าเพิ่งมีเรื่องชกต่อยกับไอ้เด็กหน้าไม่คุ้นที่หน้าประตู ข้าใช้ลูกเตะตวัดข้างทีเดียวก็เตะมันจนหมอบกระแตไปเลย ศิษย์พี่ วิทยายุทธ์ที่ท่านสอนข้านี่ใช้ได้ผลชะงัดนัก”

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกระแอมไอคราหนึ่ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย... เจ้าเด็กนี่ดันเอา ‘วิทยายุทธ์’ ที่เขาสอนไปใช้เตะต่อยคนจริงๆ เสียได้ ไม่รู้ว่าเด็กโชคร้ายคนไหนโดนลูกหลงเตะเข้าให้ เสิ่นซีปั้นหน้าขรึม “อาจารย์พร่ำสอนไว้ว่า การที่พวกเราฝึกฝนวิทยายุทธ์ก็เพื่อกำจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแอ ผดุงความยุติธรรม ห้ามรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเด็ดขาด... หากเจ้าขืนไปรังแกผู้อื่นอีก ข้าจะไม่นับเจ้าเป็นศิษย์น้องอีกต่อไป”

(เชิงอรรถผู้แปล: กำจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแอ ผดุงความยุติธรรม (锄强扶弱行侠仗义) อุดมการณ์สูงสุดของจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายในจีน ที่ต้องใช้กำลังเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์และลงโทษคนชั่ว)

หวังหลิงจือรีบละล่ำละลัก “อย่าเลยนะศิษย์พี่ ข้าเพิ่งเรียนไปแค่นิดเดียวยังเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าว่าวิทยายุทธ์ระดับสาม ระดับสองต้องน่าเกรงขามยิ่งกว่านี้แน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับสุดยอดเลย เอาล่ะๆ อย่างมากข้าก็รับปากท่านว่าต่อไปจะไม่ลงมือก่อนก็แล้วกัน แต่ถ้าพวกมันมาตีข้าก่อนเล่า ข้าจะทำอย่างไร?”

“เช่นนั้นเจ้าก็สามารถตอบโต้กลับได้อย่างชอบธรรมตามหลักการ ดังคำกล่าวที่ว่า ไปมาหาสู่ หากไม่ตอบแทนถือว่าผิดมารยาท หากมันชกเจ้าหนึ่งหมัด เจ้าก็ประเคนคืนไปสิบส้นเท้าเลย”

(เชิงอรรถผู้แปล: ไปมาหาสู่ หากไม่ตอบแทนถือว่าผิดมารยาท (来而不往非礼也) ประโยคจากคัมภีร์หลี่จี้ (บันทึกพิธีกรรม) ความหมายตรงๆ คือ หากมีคนทำดีกับเรา หรือมอบสิ่งใดให้เรา เราก็ควรตอบแทนกลับไป ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นคนไม่รู้จักธรรมเนียมประเพณี ในบริบทนี้เสิ่นซีนำมาใช้พลิกแพลงหมายถึง เมื่อถูกโจมตีก่อนก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะตอบโต้กลับ)

หวังหลิงจือพยักหน้าหงึกหงักอย่างรวดเร็ว ปากก็เอ่ยประจบ “ศิษย์พี่ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก”

ช่วงเที่ยงวัน เสิ่นซีสอนหวังหลิงจือฝึกยืนจ้านหม่าปู้ โดยเน้นย้ำว่าต้องยืนหยัดช่วงล่างให้มั่นคงเสียก่อนจึงจะสามารถฝึกวิทยายุทธ์ให้แตกฉานได้ แม้หวังหลิงจือจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหน่าย ทว่าเมื่อได้ยินว่ามันเกี่ยวพันกับความสำเร็จในการฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสูง เขาก็ยอมกัดฟันอดทน จากนั้นจึงขอตัวกลับไปขบคิดทบทวนที่เรือนตนเอง

เสิ่นซีง่วนอยู่กับผลงานภาพวาดของปลอมต่อไป จวบจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ภาพวาดชิ้นแรกก็ผ่านการรมควันจนเสร็จสมบูรณ์ เขาหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง ทักษะการจำลองภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำของหวังเหมิงที่เสิ่นซีทำนั้นเรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นไฟเตาหลอมบริสุทธิ์เป็นสีคราม ผนวกกับเนื้อกระดาษที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านกาลเวลามายาวนาน คาดว่าต่อให้หวังเหมิงฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็คงแยกไม่ออกว่าภาพวาดนี้เป็นฝีมือของตนเองจริงหรือไม่

(เชิงอรรถผู้แปล: ไฟเตาหลอมบริสุทธิ์เป็นสีคราม (炉火纯青) สำนวนเปรียบเปรยถึงทักษะหรือฝีมือที่ได้รับการฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นสูงสุด สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ (เปรียบกับไฟในเตาหลอมของนักพรตที่เมื่อถึงจุดสูงสุดจะเป็นสีคราม))

ยามนี้ในมือของเสิ่นซีมีผลงานปลอมแปลงที่ฝีมือมิด้อยไปกว่าต้นฉบับ ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือไร้หนทางที่จะแปรเปลี่ยนภาพวาดนี้ให้กลายเป็นเงินตราได้ เด็กเมื่อวานซืนอย่างเขาหากนำภาพวาดอักษรศิลป์ล้ำค่าออกไปเร่ขาย ใครจะเชื่อว่าเป็นของแท้ก็คงผีหลอกแล้ว

ยามย่ำสนธยา โจวซื่อพาหลินไต้กลับมาถึงเรือน เสิ่นซีมิได้ปริปากเรื่องที่ตนเองโดดเรียน เมื่อถูกถามถึงตัวอักษรใหม่ที่ได้เรียนมา เสิ่นซีก็เขียนส่งเดชไปสองสามตัว ทว่ากลับเขียนได้อย่างมีแบบมีแผน โจวซื่อเห็นแล้วก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก จึงเดินเข้าครัวไปทำกับข้าวด้วยความเบิกบาน

วันรุ่งขึ้น เสิ่นซียังคงไม่ไปสำนักศึกษา เขาตั้งใจจะออกไปเดินเตร็ดเตร่ในเมือง เพื่อสำรวจดูสถานการณ์ตลาดค้าของเก่าในตัวอำเภอหนิงฮว่าเสียหน่อย

ตัวอำเภอล้วนคึกคัก ผู้คนสัญจรขวักไขว่ ทว่าข้าวของที่วางขายตามแผงลอยและร้านรวงส่วนใหญ่กลับเป็นเพียงของใช้ในชีวิตประจำวัน อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินตอนในของมณฑลฝูเจี้ยน ภูมิประเทศเป็นแบบภูเขาแปดส่วน น้ำครึ่งส่วน นาหนึ่งส่วน อีกครึ่งส่วนคือถนนหนทางและหมู่บ้าน ตลอดทั้งปีจึงมีผลผลิตออกมาจำกัดจำเขี่ยยิ่งนัก จะมีสักกี่คนกันเชียวที่มีเงินเหลือเฟือไปซื้อหาภาพวาดอักษรศิลป์มาโอ้อวดบารมีประดับบารมี?

(เชิงอรรถผู้แปล: ภูเขาแปดส่วน น้ำครึ่งส่วน นาหนึ่งส่วน (八山半水一分田) สำนวนเปรียบเปรยถึงภูมิประเทศที่มีภูเขามากมายแต่มีที่ราบลุ่มและแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรน้อยมาก (มักใช้บรรยายมณฑลฝูเจี้ยน)) 

ทว่าในท้ายที่สุด เสิ่นซีก็บังเอิญพบร้านขายภาพวาดและอักษรวิจิตรอยู่ร้านหนึ่งจริงๆ แต่เมื่อดูจากหน้าร้านที่ซอมซ่อหลุดลุ่ยแล้ว ย่อมไม่เหมือนร้านที่ทำมาค้าขึ้นหรือมีกิจการใหญ่โตเลยแม้แต่น้อย

ขณะที่เสิ่นซีกำลังจะหันหลังกลับเรือน จู่ๆ ท้องถนนก็พลันคึกคักจอแจขึ้นมา คลื่นฝูงชนพากันหลั่งไหลไปทางทิศเหนือของเมืองอย่างเนืองแน่น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสิ่นซีจึงเดินตามฝูงชนไป เมื่อถึงประตูเมืองทิศเหนือจึงได้รู้แจ้งว่า ที่แท้ขุนนางหลางจงแห่งกรมโยธาธิการจากเมืองหลวงได้เดินทางมาถึงอำเภอหนิงฮว่าแล้ว นายอำเภอหานเสียจึงนำขุนนางจากที่ว่าการอำเภอไปรอต้อนรับ ชาวบ้านร้านตลาดจึงพากันแห่ไปมุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: หลางจง (郎中) ตำแหน่งขุนนางระดับกลางในระบบหกกรมของจีนโบราณ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองหรือผู้บริหารระดับสูงในกรมนั้นๆ)

เสิ่นซีเหลือบไปเห็นร่างของเซี่ยจู่ปู้ปะปนอยู่ในหมู่ขุนนางที่มารอต้อนรับ ทว่าเขายังคงผูกใจเจ็บกับเรื่องสูบเป่าลมเมื่อวันก่อน สำหรับพวกขุนนางที่ชอบวางก้ามปั้นปึ่งเหล่านี้ หากเขายังไม่ได้สอบเคอจวี่จนมีวุฒิขุนนางคุ้มกาย เสิ่นซีก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะพยายามเคารพแต่รักษาระยะห่างให้มากที่สุด

ระหว่างทางกลับเรือน เสิ่นซีพบเห็นผู้คนจับกลุ่มมุงดูกันอยู่ ที่แท้ที่ว่าการอำเภอได้ติดประกาศ เปิดรับสมัครบทละครหนานซี่ เพื่อนำไปซักซ้อมเป็นงิ้วเรื่องใหม่ จัดแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับให้ใต้เท้าหลินจ้งเย่ หลางจงแห่งกรมโยธาธิการได้รับชม

เมื่อราชวงศ์หมิงบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน ศิลปะการละครก็ได้รับการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ในยุคสมัยนี้ สิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นหลักก็คือ ‘งิ้วเบ็ดเตล็ดแดนใต้’ ที่ขับร้องด้วยท่วงทำนองดนตรีทางใต้ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า หนานซี่ ซึ่งแตกต่างจาก ‘งิ้วเบ็ดเตล็ดแดนเหนือ’ ที่เคยเฟื่องฟูถึงขีดสุดในยุคราชวงศ์หยวน

เสิ่นซีมีความรู้เกี่ยวกับบทละครหนานซี่ไม่มากนัก ต่อให้เขาจะเป็นนักโบราณคดีมืออาชีพ แต่สำหรับสิ่งที่ตนเองไม่ได้สนใจชื่นชอบ ย่อมไม่มีแก่ใจไปศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้ง ในมุมมองของเขา หนานซี่น่าจะเป็นเพียงรูปแบบการแสดงงิ้วพื้นบ้านที่แพร่หลายก่อนที่งิ้วแขนงใหญ่ๆ ในช่วงกลางราชวงศ์ชิงจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เขาหารู้ไม่ว่าในยุคสมัยนี้ หนานซี่มีสถานะอันสูงส่งเทียบเท่ากับ “งิ้วปักกิ่ง” อันเป็นงิ้วประจำชาติในยุคหลังเลยทีเดียว

เสิ่นซีเบียดแทรกฝูงชนเข้าไปดูหน้าป้ายประกาศ เนื้อความระบุว่า นายอำเภอหานได้อุตส่าห์ทุ่มทุนเชิญคณะงิ้วหนานซี่มาจากตัวเมืองถิงโจวโดยเฉพาะ ยามนี้ต้องการเฟ้นหานักเล่านิทานในอำเภอหนิงฮว่ามาช่วยเขียนบทละคร หากผู้ใดเขียนได้ดี จะมีเงินรางวัลตบแทนให้อย่างงาม

เสิ่นซีเพียงปรายตามองก็รู้ทันทีว่าประกาศฉบับนี้มีเงื่อนงำแอบแฝง

ลองตรึกตรองดูเถิด ขุนนางหลางจงกรมโยธาธิการผู้นั้น แม้ในเมืองหลวงจะมิใช่มหาอำมาตย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องเข้าออกเจี้ยวฟางซือ หอนางโลม และสถานที่เริงรมย์ ตลอดจนจวนของเหล่าผู้มีอำนาจอยู่เป็นนิจ งิ้วที่เคยรับชมมาคงมีมากมายจนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) หน่วยงานสังกัดราชสำนักในสมัยโบราณ มีหน้าที่ดูแลและจัดเตรียมการแสดงดนตรี ร่ายรำ และงานรื่นเริงในราชสำนัก มักมีสตรีที่ต้องโทษทางการเมืองถูกส่งมาเป็นนางรำหรือคณิกาหลวง)

คาดว่านายอำเภอหานคงจะสืบทราบมาว่าใต้เท้าหลางจงหลินจ้งเย่โปรดปรานการชมงิ้ว จึงหวังจะเอาใจให้ถูกจุด ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโตเชิญคณะงิ้วมาจากตัวเมือง ทว่าพอสอบถามดูกลับพบว่าบทงิ้วที่คณะนี้เล่นได้ล้วนจืดชืดไร้รสชาติ หากคิดจะทำให้หลินจ้งเย่ประทับใจก็คงจะยากเย็นแสนเข็ญ จึงจำต้องประกาศหาคนมาเขียนบทละครขึ้นใหม่เป็นการด่วน

ขณะที่เสิ่นซีกำลังขบคิดว่าตนเองพอจะมีปัญญาคว้าเงินรางวัลปึกนี้มานอนกอดได้หรือไม่นั้น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็โพล่งขึ้นมาว่า “จะว่าไปเรื่องนี้ก็พิลึกนัก พวกเจ้าว่าในอำเภอของเราจะมีนักเล่านิทานสักกี่คนกันเชียว? ก็คงไม่พ้นพวกที่อยู่ตามโรงน้ำชาทิศใต้ ทิศเหนือ และริมแม่น้ำนั่นแหละ นิทานที่พวกตาเฒ่านั่นเล่าก็มีแต่เรื่องเก่าเก็บคร่ำครึ จะให้พวกนั้นมาเขียนบทละคร สู้จับพวกเขาไปฝังลงโลงศพเสียยังจะง่ายกว่ากระมัง”

ผู้คนรอบข้างต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่

ผู้คนในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่มักชอบสอดรู้สอดเห็น เมื่อใดที่ทางการมีประกาศเรื่องราวใดๆ ก็มักจะจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสออกชาติ ก็ด้วยในยุคนี้ขาดแคลนกิจกรรมบันเทิงเริงใจ ยามว่างเว้นจากการทำงานหรือออกมารับลมเย็นในฤดูร้อน ก็มักจะต้องหาหัวข้อสนทนา หากไม่มีเรื่องราวแปลกใหม่ไปเล่าสู่กันฟัง ก็คงไม่รู้จะผูกมิตรสนทนากับผู้อื่นได้อย่างไร

เสิ่นซีรู้สึกว่านี่ก็ไม่เลว นับเป็นหนทางหาเงินที่รวดเร็วทันใจ ดังนั้นเมื่อกลับถึงเรือน เขาจึงลงมือจรดพู่กันเขียนบทละครทันที อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ง่ายดายกว่าการทำของปลอมเป็นไหนๆ ขอเพียงมีกระดาษและพู่กันก็สามารถลงมือได้แล้ว

เสิ่นซีครุ่นคิดว่า ทางที่ดีควรหยิบยกบทละครที่โด่งดังในยุคหลังมาใช้เสียเลย อย่างเช่นเรื่อง 《กุ้ยเฟยร่ำสุรา》หรือ《ฉินฉยงขายม้า》เรื่องเหล่านี้ไม่เพียงมีเกร็ดประวัติศาสตร์อ้างอิง แต่ยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชน ผนวกกับบทร้องอันเป็นอมตะ หากนำมาดัดแปลงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเนรมิตเป็นบทละครชั้นยอดได้แล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: กุ้ยเฟยร่ำสุรา (贵妃醉酒) หนึ่งในงิ้วปักกิ่งเรื่องดัง เล่าถึงหยางกุ้ยเฟย พระสนมเอกของถังเสวียนจง ที่ผิดหวังรอฮ่องเต้ไม่มา จึงร่ำสุราด้วยความระทมทุกข์ เป็นบทที่แสดงลีลาร่ายรำอันงดงาม) - ฉินฉยงขายม้า (秦琼卖马) งิ้วอิงประวัติศาสตร์ต้นราชวงศ์ถัง เล่าถึงฉินฉยง (ยอดขุนพล) ที่ตกยากจนต้องนำม้าคู่ใจไปขาย สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความยากลำบากของวีรบุรุษ)

น่าเสียดายที่เสิ่นซีไม่อาจท่องจำบทละครเรื่องใดได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว เดิมทีที่เขาไปฟังงิ้วก็เพื่อซึมซับบรรยากาศและวัฒนธรรมเท่านั้น ผู้ใดจะนึกอุตริไปนั่งท่องจำบทงิ้วกันเล่า?

คิดไปคิดมา เสิ่นซีก็เลือกบทละครที่ตนพอจะคุ้นเคยมาได้สองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ《ราชบุตรเขยหญิง》อีกเรื่องคือ《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》สาเหตุหลักที่ต้องคำนึงถึงก็คือการสืบทอดนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่องราวมากมายล้วนเริ่มแพร่หลายในช่วงปลายราชวงศ์หมิง การนำเรื่องราวเหล่านั้นมาแต่งเป็นงิ้วก่อนที่นิยายจะถือกำเนิดขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง

(เชิงอรรถผู้แปล: ราชบุตรเขยหญิง (女驸马) งิ้วหวงเหมยเรื่องดัง เล่าถึงหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชายไปสอบจอหงวนเพื่อช่วยคนรัก จนสอบได้อันดับหนึ่งและเกือบถูกจับแต่งงานกับองค์หญิง) - ซื่อหลางเยี่ยมมารดา (四郎探母) งิ้วปักกิ่งยอดฮิตจากเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง เล่าถึงหยางซื่อหลาง (บุตรคนที่สี่) ที่ตกเป็นเชลยและแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นเหลียว แอบลักลอบกลับมาเยี่ยมมารดา)

ทว่าสำหรับเรื่อง《ซื่อหลางเยี่ยมมารดา》ที่มีที่มาจากวรรณกรรมเรื่อง《ขุนศึกตระกูลหยาง》 นั้น เสิ่นซีไม่ค่อยแน่ใจนักว่าในช่วงกลางราชวงศ์หมิงนี้มีต้นฉบับนิยายที่เป็นรูปเป็นร่างแล้วหรือไม่ ทว่าก็ทำได้เพียงกัดฟันฝืนทนเขียนต่อไป เพราะเวลาที่ทางการเปิดรับบทละครนั้นกระชั้นชิดยิ่งนัก อย่างไรเสียใต้เท้าหลินจ้งเย่ก็เดินทางมาถึงอำเภอหนิงฮว่าแล้ว งานเลี้ยงต้อนรับย่อมไม่อาจผัดผ่อนออกไปได้อีกหลายวันเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนศึกตระกูลหยาง (杨家将) วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เรื่องราวของตระกูลขุนศึกที่จงรักภักดีและสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน)

จบบทที่ ตอนที่ 21 บทละครหนานซี่

คัดลอกลิงก์แล้ว