เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 สำนักศึกษากลางแจ้ง

ตอนที่ 20 สำนักศึกษากลางแจ้ง

ตอนที่ 20 สำนักศึกษากลางแจ้ง


ในที่สุดเสิ่นซีก็มีโอกาสได้เรียนหนังสือ

แม้จะเป็นเพียงการเรียนคัดลายมือกับบัณฑิตตกอับ มิใช่การเรียนสี่ตำราห้าคัมภีร์ ตามระบบเพื่อเตรียมตัวสอบเคอจวี่อย่างเป็นทางการ จึงไม่อาจนับว่าเป็นการศึกษาหาความรู้ ทว่าสำหรับโจวซื่อแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องที่มีความหมายยิ่งยวด นางไม่เพียงซื้อกระดาษและพู่กันให้เสิ่นซี แต่ยังซื้อจานฝนหมึกและแท่งหมึก ซ้ำยังอดตาหลับขับตานอนรื้อเสื้อผ้าเก่ามาเย็บเป็นย่ามหนังสือให้เขาอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: สี่ตำราห้าคัมภีร์ (四书五经) ตำราเรียนหลักในลัทธิขงจื๊อที่ใช้เป็นเนื้อหาบังคับในการสอบจอหงวน (เคอจวี่) สี่ตำราได้แก่ ต้าเสวีย จงยง หลุนอวี่ เมิ่งจื่อ ส่วนห้าคัมภีร์ได้แก่ ซือจิง ซ่างซู หลี่จี้ โจวอี้ ชุนชิว)

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินไปส่งบุตรชายเข้าเรียน ก่อนออกเดินทาง โจวซื่อเฝ้ากำชับกำชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเกรงว่าบุตรชายจะทำให้ความคาดหวังของนางต้องสูญเปล่า

การเรียนรู้ตัวอักษรนั้นแทบไม่นับเป็นกระไรได้เลย มิเฉียดใกล้ขอบเขตของการสอบเคอจวี่เลยแม้แต่น้อย เสิ่นซีรู้สึกว่าท่านแม่ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ทว่าสำหรับเด็กจากครอบครัวยากจนข้นแค้น การมีโอกาสได้รู้หนังสือถือเป็นเรื่องล้ำค่ายิ่งนัก เขาจึงทำได้เพียงรับฟังคำพร่ำสอนของโจวซื่อ ปากก็รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะตั้งใจเล่าเรียนอย่างแน่นอน

เมื่อมาถึงที่หมาย เสิ่นซีจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าสำนักศึกษานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงศาลเจ้าที่ที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งกระเบื้องหลังคาก็ยังมิได้รับการซ่อมแซมให้ดี ยามนี้ดวงอาทิตย์ลอยโผล่พ้นยอดเขาทางทิศตะวันออก แสงแดดหลายสายสาดส่องลอดรอยแตกของแผ่นกระเบื้องลงมา ทำให้ภายในศาลเจ้าสว่างโร่

(เชิงอรรถผู้แปล: ศาลเจ้าที่ (土地庙) ศาลตู่ตี้เมี่ยว เป็นศาลขนาดเล็กที่ชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าที่ดิน (ตู่ตี้กง) ประจำหมู่บ้านหรือชุมชน)

ชายชราผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น สวมชุดคลุมบัณฑิตเก่าซอมซ่อ ร่างกายร่วงโรยอ่อนแอจนแม้แต่แขนขายังมีอาการสั่นเทา ยามนี้กำลังใช้กิ่งไม้เล็กๆ ขีดเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนกระบะทรายบนโต๊ะเบื้องหน้า ให้นักเรียนสิบกว่าคนเบื้องล่างอ่านตาม

“...นี่คือคำว่า 'เก่า' (旧) นี่คือคำว่า 'ใหม่' (新) เปรียบดังเช่นเสื้อผ้าบนร่างพวกเจ้า ตัวที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จก็คือของใหม่ หากสวมใส่ไปนานวันเข้าก็กลายเป็นของเก่า!”

ชายชราพร่ำอธิบายอยู่นานสองนาน ทว่าลูกศิษย์เบื้องล่างก็ยังคงไม่เข้าใจ บนใบหน้าของเด็กหลายคนฉายแววงุนงงสับสน

จังหวะนั้นเอง ชายชราเหลือบไปเห็นว่าด้านนอกมีผู้ปกครองพาบุตรหลานมาส่ง ใบหน้าพลันปรากฏแววยินดี รีบละทิ้งการสอนในมือแล้วเดินออกจากศาลเจ้าพังๆ นั้นทันที

หลังจากการทักทายปราศรัยพอเป็นพิธี เสิ่นซีจึงได้รู้ว่าชายชราเบื้องหน้านี้มีอายุล่วงเข้าวัยห้าสิบห้าปีแล้ว เขาเข้าสอบเคอจวี่ติดต่อกันมากว่าสามสิบปี แม้จะสอบผ่านการสอบระดับอำเภอและระดับเมืองมาได้ ทว่ากลับติดแหง็กอยู่ตรงการสอบระดับท้องถิ่น จนป่านนี้ก็ยังคงมีวุฒิเป็นเพียงถงเซิง เท่านั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงเซิง (童生) มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือคำเรียกรวมของผู้ที่กำลังศึกษาเพื่อสอบราชการแต่ยังไม่ได้วุฒิซิ่วไฉ และอีกนัยหนึ่งคือ "สถานะ" ทางการศึกษา ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอ (县试 - เซี่ยนซื่อ) และระดับเมือง (府试 - ฝู่ซื่อ) แล้ว แต่ยังไม่ผ่านการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น (院试 - ย่วนซื่อ) จึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็น ซิ่วไฉ (秀才) ทั้งนี้ ผู้ที่มีสถานะถงเซิงจากการสอบผ่านระดับเมืองแล้ว จะได้รับสิทธิพิเศษคือไม่ต้องกลับไปเริ่มสอบรอบอำเภอและรอบเมืองซ้ำอีก สามารถสมัครเข้าสอบรอบระดับท้องถิ่นได้โดยตรง)

เสิ่นหมิงจวินจำต้องเจรจากับชายชราเรื่องซู่ซิว จึงให้เสิ่นซีเข้าไปในชั้นเรียนก่อน

(เชิงอรรถผู้แปล: ซู่ซิว (束脩) ของกำนัลหรือค่าเล่าเรียนที่มอบให้แก่อาจารย์ในสมัยโบราณ (เดิมทีหมายถึงเนื้อแห้งสิบชิ้น ตามธรรมเนียมที่ขงจื๊อกำหนดไว้เป็นค่าฝากตัวเป็นศิษย์))

เสิ่นซีเดินเข้าไปท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่เอาแต่ชะเง้อมองเขา วางม้านั่งไม้ตัวเล็กที่พกมาด้วยลง จากนั้นก็วางย่ามหนังสือไว้ตรงหน้า แล้วจึงค่อยๆ นั่งลงอย่างเชื่องช้า

นักเรียนรอบข้างต่างกระซิบกระซาบ ซุบซิบนินทาเสิ่นซีกันยกใหญ่

โดยทั่วไปแล้ว ลูกหลานชาวบ้านธรรมดาที่จะมาเรียนหนังสือ มักจะรอให้อายุราวสิบขวบซึ่งเป็นช่วงที่ความจำดีเยี่ยมและเริ่มรู้ความบ้างแล้ว เสิ่นซีในวัยหกเจ็ดขวบจึงเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดและตัวเล็กที่สุดในหมู่เด็กเหล่านี้ ซ้ำเขายังเป็นเพียงคนเดียวที่สะพายย่ามหนังสือมาด้วย จึงดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก

เสิ่นซีสังเกตเห็นสายตารอบด้านที่เต็มไปด้วยความละโมบและหมายมาด ก็ร้องเตือนตัวเองในใจว่าแย่แล้ว รีบคว้าย่ามหนังสือจากพื้นมากอดไว้แนบอก เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดฉกฉวยไป

“นี่ เจ้าหนู เจ้ามาจากที่ใดกัน?” เด็กหนุ่มผิวคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่ดูแข็งแรงผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น

เสิ่นซีประเมินเด็กหนุ่มผู้นี้ อีกฝ่ายมีใบหน้าดูเป็นผู้ใหญ่ อายุอานามคงราวสิบสามสิบสี่ปีเห็นจะได้ กำลังแกว่งหมัดไปมาและถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย เสิ่นซีก้มหน้าตอบ “ข้ามาจากหมู่บ้านเถาฮวา มีนามว่าเสิ่นซี”

นักเรียนรอบข้างเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ เด็กหนุ่มผู้นั้นถามต่อ “หมู่บ้านเถาฮวาอยู่ที่ใดกัน?”

ครานี้เสิ่นซีถึงกับไปไม่เป็น จะให้เขาอธิบายความรู้ทางภูมิศาสตร์เรื่องทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ให้เด็กที่เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือฟังได้อย่างไร? แล้วจะบอกทางไปหมู่บ้านเถาฮวาได้อย่างไรกัน? ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มผู้นั้นก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ถามแล้วเหตุใดจึงไม่ตอบ? ช่างเถอะ เจ้าแค่จำไว้เรื่องเดียวก็พอ อยู่ที่นี่จะเรียนหนังสือก็ต้องฟังคำสั่งข้า มิเช่นนั้นโดนดีแน่”

ลูกผู้ชายตัวจริงไม่ยอมเสียเปรียบต่อหน้า ตอนรับมือกับหวังหลิงจือ เสิ่นซียังพอใช้วิธีพลิกแพลงเอาตัวรอดได้ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมอนี่ที่ตัวสูงกว่าเขาถึงสองช่วงศีรษะ ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดให้พูดคุยด้วยได้เลย

(เชิงอรรถผู้แปล: ลูกผู้ชายตัวจริงไม่ยอมเสียเปรียบต่อหน้า (好汉不吃眼前亏) สำนวนหมายถึง คนฉลาดต้องรู้จักประเมินสถานการณ์ หากรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ไม่ควรดันทุรังปะทะซึ่งหน้าให้ตัวเองต้องเจ็บตัว รอหาโอกาสเอาคืนภายหลังดีกว่า)

“ในย่ามของเจ้ามีอะไร เอาออกมาดูเดี๋ยวนี้!” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็พุ่งปราดเข้ามาแย่งย่ามหนังสือของเสิ่นซี

เสิ่นซีรีบกอดป้องกันย่ามไว้แน่น พลางโต้แย้ง “นี่คือของที่แม่ข้าให้มานะ...”

เด็กหนุ่มตวาดลั่น “มีแค่เจ้าหรือไงที่มีแม่ พวกข้าไม่มีหรือไง? เอามานี่!” เขาออกแรงกระชากย่ามหนังสือไปจนได้ เมื่อเปิดออกดูและเห็นกระดาษกับพู่กันอยู่ด้านใน เขาก็ทำราวกับได้เห็นทรัพย์สมบัติเงินทอง นัยน์ตาทอประกายความโลภออกมา

“โอ้โห มีทั้งกระดาษทั้งพู่กัน มาๆๆ พวกเรามาแบ่งกัน กระดาษคนละสองแผ่น... ไม่สิ กระดาษมีน้อยไปหน่อย พวกเจ้าเอาไปคนละแผ่นก็แล้วกัน พวกตัวเล็กๆ เอาไปคนละครึ่งแผ่น ส่วนที่เหลือกับพู่กันนี่เป็นของข้า”

เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สวมบทบาทเป็นลูกพี่ใหญ่มานาน การแจกจ่ายสิ่งของจึงดูเป็นระบบระเบียบยิ่งนัก น่าเสียดายที่ของเหล่านั้นเมื่อครู่ยังเป็นของเสิ่นซีอยู่เลย บัดนี้กลับถูกคนแย่งชิงไปแจกจ่ายหน้าตาเฉย ราวกับหลงเข้ามาในรังโจรอย่างไรอย่างนั้น เสิ่นซีไม่มีแม้แต่ที่ให้ร้องเรียนขอความเป็นธรรม

เสิ่นซีหน้ามุ่ยคิ้วขมวด ลังเลว่าจะไปฟ้องท่านอาจารย์ดีหรือไม่?

ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดู อาจารย์เฒ่าผู้สอนหนังสือดูท่าทางคร่ำครึหัวโบราณอย่างเหลือร้าย คนพรรค์นี้มักจะเกรงกลัวความวุ่นวายเป็นที่สุด โดยยึดคติที่ว่าเพิ่มเรื่องหนึ่งมิสู้ลดเรื่องหนึ่ง ย่อมไม่มีทางออกหน้าปกป้องเขาเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: เพิ่มเรื่องหนึ่งมิสู้ลดเรื่องหนึ่ง (多一事不如少一事) สำนวนหมายถึง การพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน หรือทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน)

เสิ่นซีจึงตัดใจไม่แยแสกระดาษเหล่านั้น ในห้องเก็บของที่บ้านยังมีกระดาษเซวียนจื่อชั้นเลิศที่เขาแอบซ่อนไว้อีกถมเถไป ถือเสียว่าของพวกนี้เป็น "ค่าคุ้มครอง" ที่ต้องจ่ายให้สหายร่วมเรียนที่ตัวโตกว่าก็แล้วกัน

“เอะอะโวยวายอันใดกัน? รีบกลับไปนั่งที่ให้เรียบร้อย ต่อไปข้าจะสอนอักษรตัวใหม่ให้พวกเจ้า”

ชายชราเดินกลับมาหลังจากรับค่าซู่ซิวเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าของเขาแดงปลั่งอิ่มเอิบ อย่างไรเสียการจ่ายค่าเล่าเรียนเพื่อมาเรียนรู้ตัวอักษรก็เป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียว หมายความว่าไม่ว่าศิษย์จะเรียนกี่วัน ค่าเล่าเรียนก็ไม่มีการคืนให้เด็ดขาด

เมื่ออายุล่วงเลยมาจนป่านนี้ ชายชราก็เปรียบดั่งร่างกายครึ่งท่อนฝังลงดินไปแล้ว ความหวังที่จะสอบผ่านซิ่วไฉหรือจวี่เหรินย่อมดับสูญสิ้น จะให้ไปทำไร่ไถนาก็ไร้เรี่ยวแรง จึงทำได้เพียงพึ่งพาค่าซู่ซิวอันน้อยนิดประทังชีวิตเลี้ยงดูครอบครัว การมีศิษย์เพิ่มขึ้นอีกคนก็เท่ากับหาเงินได้เพิ่มขึ้นอีกหน่อย สำหรับเขาแล้วนับเป็นเรื่องมงคลยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ร่างกายครึ่งท่อนฝังลงดิน (半截身子都入了土) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่แก่ชรามาก ใกล้จะตายเต็มที หรือเหลือเวลาชีวิตอีกไม่มากแล้ว)

จากนั้น ชายชราก็ดำเนินการสอนคัดลายมือต่อไป โดยไม่มีข้อยกเว้น เขาให้นักเรียนใช้กิ่งไม้เล็กๆ ขีดเขียนลงบนพื้นดิน อย่างไรเสียทั้งในและนอกศาลเจ้าพังๆ นี้ก็ล้วนเป็นพื้นดิน ขีดเขียนเสร็จแล้วใช้มือลูบๆ หน่อยพื้นก็กลับมาเรียบเนียนดังเดิม ชายชราก็นับว่ามีความรับผิดชอบอยู่บ้าง ทุกครั้งที่สอนอักษรใหม่สองตัว เขาจะให้นักเรียนลองคัดด้วยตนเอง เนื่องจากนักเรียนมองไม่เห็นอักษรบนกระบะทรายของชายชรา พวกเขาจึงมักจะเดินออกไปดู เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบกว่าจะเขียนออกมาได้สักตัว ซ้ำตัวอักษรที่เขียนออกมายักมักจะแขนขากุดอยู่เป็นประจำ

ทว่าเสิ่นซีนั้นแตกต่างออกไป ตัวอักษรเหล่านั้นสำหรับเขาแล้วง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ต่อให้หลับตาเขียนเขาก็สามารถคัดตัวอักษรได้อย่างบรรจงและเป็นระเบียบ แต่เพื่อแสดงตัวให้ดูแนบเนียนเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป เขายังคงอดทนทำทีเป็นเดินออกไปดูที่กระบะทรายเหมือนคนอื่นๆ แล้วค่อยกลับมาเขียนอักษรโย้เย้บิดเบี้ยวลงบนพื้น

ชายชราเดินมาตรวจดูเพียงรอบเดียว ก็พยักหน้าชื่นชมด้วยความปีติ “ดี เขียนได้ไม่เลว จงรักษามาตรฐานนี้ไว้”

ตลอดทั้งช่วงเช้า ชายชราเอ่ยกับเสิ่นซีเพียงประโยคเดียวเท่านั้น

ช่วงบ่ายนักเรียนล้วนต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน จึงไม่มีการเรียนการสอน เสิ่นซีถือย่ามหนังสือที่ ว่างเปล่ากลวงโบ๋กลับมาถึงเรือน

ยามนี้เสิ่นหมิงจวินยังคงทำงานรับจ้างอยู่ในจวนตระกูลหวัง ส่วนโจวซื่อก็พาหลินไต้ไปที่ร้านตัดเสื้อ ภายในลานเรือนจึงหลงเหลือเพียงเสิ่นซีอยู่ผู้เดียว เขาลงมือจัดเตรียมข้าวของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้อีกรอบ จากนั้นก็เริ่มลงมือวาดภาพ

หลังจากผ่านความล้มเหลวมาหลายครั้ง เสิ่นซีก็คุ้นเคยทางรถรู้ทางถนน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็วาดภาพจนเสร็จสิ้น ครานี้ผลงานที่ออกมาดูดีกว่าครั้งก่อนๆ มากนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: คุ้นเคยทางรถรู้ทางถนน (轻车熟路) สำนวนหมายถึง มีความคุ้นเคยกับงานหรือสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี ทำให้สามารถจัดการได้อย่างคล่องแคล่วและง่ายดาย)

ขั้นตอนต่อไปก็คือการแกะสลักตราประทับของนักสะสมในยุคต่างๆ

เนื่องจากภาพที่เสิ่นซีจะวาดนั้นเป็นภาพของหวังเหมิง โดยเลียนแบบลายเส้นและลีลาของหวังเหมิงทั้งหมด มิได้จำลองจากภาพต้นฉบับใดที่มีอยู่จริง สิ่งที่เขาต้องทำก็เพียงแค่สืบหาชื่อนักสะสมชื่อดังสักสองสามท่านในรัชศกหงอู่, หย่งเล่อ, หงซี, และเซวียนเต๋อแห่งราชวงศ์หมิง แล้วแกะสลักตราประทับของพวกเขาประทับลงไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น ขั้นตอนสุดท้ายคือกระบวนการทำเก่า ทำให้ภาพวาดและอักษรดูเหมือนถูกเก็บรักษามานานร้อยสองร้อยปี เพียงเท่านี้ภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำจำลองของหวังเหมิงอันสมบูรณ์แบบก็ถือเป็นอันแล้วเสร็จ

เสิ่นซีมีแขนขาเล็กจ้อย การจะแกะสลักตราประทับหินย่อมเป็นเรื่องยากลำบากแสนสาหัส แม้แต่ไม้เขาก็ยังแกะไม่เข้า ทว่าเขาได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงให้หวังหลิงจือไปหาขี้ผึ้งขาวมาให้ล่วงหน้าสองสามก้อน แล้วใช้มีดแกะสลักเล่มเล็กแกะสลักตราประทับลงบนขี้ผึ้งนั้นแทน

แม้วัสดุที่ใช้ทำตราประทับเช่นนี้จะคุณภาพไม่ดีนัก แต่สิ่งที่เสิ่นซีต้องการก็คือการใช้งานเพียงครั้งเดียว มิได้ต้องการเก็บรักษาไว้ เมื่อใช้งานเสร็จเขาก็สามารถนำขี้ผึ้งไปหลอมละลายและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก

หลังจากมุมานะอยู่นานกว่าสองชั่วยาม ในที่สุดเสิ่นซีก็รังสรรค์ภาพวาดจนเสร็จสิ้น กระทั่งตราประทับก็ประทับลงไปเรียบร้อย สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการใช้ปูนขาวและถ่านไม้มาทำเก่าให้ภาพเขียนเท่านั้น

การนำปูนขาวและถ่านไม้ที่แช่น้ำไว้มาใช้รมภาพวาดนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน เขาจัดแจงข้าวของเก็บไว้ในห้องเก็บของอย่างมิดชิด นำหญ้าคามาปิดทับไว้ด้านบน ถึงค่อยก้าวเท้าออกจากห้องเก็บของ

ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ผ่านไปไม่นานโจวซื่อก็พาหลินไต้กลับมาถึงเรือน เมื่อเห็นเสิ่นซีมีเนื้อตัวสกปรกมอมแมมไปทั้งร่าง รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวซื่อก็มลายหายไปทันที นางเอ็ดเสียงเขียว “ไอ้เด็กทึ่มนี่ มอมแมมเป็นลิงคลุกโคลนไปได้ นี่คงไม่ได้ไปก่อเรื่องวุ่นวายอันใดในสำนักศึกษามาหรอกนะ?”

เสิ่นซีเพิ่งจะสังเกตเห็นฝุ่นผงบนร่างกายตนเอง ซึ่งล้วนเปรอะเปื้อนมาจากการหยิบจับปูนขาวและถ่านไม้โดยไม่ระวังทั้งสิ้น เสิ่นซีรีบแก้ต่าง “ที่ไหนกันเล่าขอรับ ข้าตั้งใจเรียนมากนะขอรับ ท่านอาจารย์ยังเอ่ยปากชมข้าด้วยซ้ำ”

“จริงหรือ?” โจวซื่อใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอีกครั้ง “เช่นนั้นเจ้ารีบเข้าห้องไป เขียนตัวอักษรที่เรียนมาในวันนี้ให้แม่ดูหน่อย... การศึกษาหาความรู้จำต้องทบทวนของเก่าเพื่อเข้าใจของใหม่ จะทิ้งขว้างไม่ได้ หากไม่หมั่นท่องหมั่นเขียนบ่อยๆ วันหน้าก็จะลืมเลือนจนอ่านไม่ออก”

“ท่านแม่ช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลยิ่งนัก” เสิ่นซีเอ่ยปากชม ทว่าในใจกลับแอบคิด ‘ท่านแม่คงเห็นข้าเป็นเจ้าทึ่มจนจับพู่กันก็ลืมอักษรไปเสียแล้ว ข้าอุตส่าห์หนาวเหน็บข้างหน้าต่างเพียรศึกษา มาตั้งยี่สิบกว่าปี หากจำอักษรแค่ไม่กี่ตัวไม่ได้ วันหน้าข้าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเล่า?’

เสิ่นซีจึงใช้กิ่งไม้เขียนตัวอักษรที่ท่านอาจารย์สอนลงบนพื้นดินจนครบถ้วน โจวซื่อมองดูด้วยรอยยิ้มเบิกบาน พลางซักถามเป็นระยะว่าเป็นอักษรตัวใด เสิ่นซีก็ตอบคำถามทีละตัวอย่างฉะฉาน

น่าเสียดายที่โจวซื่อไม่รู้หนังสือ ต่อให้เสิ่นซีเขียนผิดนางก็ย่อมไม่มีทางรู้ ท้ายที่สุดโจวซื่อก็พยักหน้าชมเชย “ไอ้เด็กทึ่มนี่เก่งกาจไม่เบาเลย เพียงแค่วันเดียวก็เรียนรู้ตัวอักษรได้มากมายถึงเพียงนี้ วันนี้แม่จะทำของอร่อยตกรางวัลให้เจ้าเสียหน่อย วันหลังเจ้าก็เอาตัวอักษรพวกนี้ไปสอนไต้เอ๋อร์ด้วย เข้าใจหรือไม่?”

เสิ่นซียิ้มตอบ “ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว ลูกเข้าใจแล้วขอรับ”

จากนั้นโจวซื่อก็เดินเข้าครัวไปทำกับข้าว หลินไต้ย้ายมานั่งบนม้านั่งตัวเล็กข้างๆ เสิ่นซี มองดูตัวอักษรบนพื้นดินพลางขมวดคิ้วถาม “ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าโกหกท่านแม่ใช่หรือไม่? วันนั้นเจ้าก็เขียนตัวอักษรตั้งหลายตัว ซ้ำยังซับซ้อนกว่าพวกนี้ตั้งเยอะ ทั้งๆ ที่วันนี้เจ้าเพิ่งจะรู้จักตัวหนังสือเป็นวันแรกแท้ๆ!”

เสิ่นซีปรายตามองแม่หนูน้อยแวบหนึ่ง “นี่ ห้ามเลียนแบบน้ำเสียงท่านแม่นะ เจ้าเป็นสตรี ซ้ำยังเป็นภรรยาข้า จะมาเรียกชื่อเล่นข้าได้อย่างไร?”

หลินไต้ทำปากยื่นตามความเคยชิน “เจ้าให้ข้าเรียกเจ้าว่าพี่ชาย ท่านแม่ให้ข้าเรียกเจ้าว่าน้องชาย ล้วนไม่ดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็เรียกได้แค่ชื่อเล่นนี่แหละ เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย สรุปว่าเจ้าโกหกท่านแม่ใช่หรือไม่?”

เสิ่นซีลอบคิดในใจ เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรือไร ขืนข้ายอมรับตรงนี้ ประเดี๋ยวเจ้าก็วิ่งแล่นไปฟ้องท่านแม่น่ะสิ เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าไม่ได้โกหก ตัวอักษรที่เขียนไปก่อนหน้านี้ เป็นอักษรที่ข้าแอบจำมาตอนบังเอิญเดินผ่านสำนักศึกษา ส่วนตัวอักษรพวกนี้คือคำใหม่ที่ท่านอาจารย์เพิ่งสอนในวันนี้ เจ้าห้ามเอาไปบอกท่านแม่เด็ดขาดล่ะ”

“อ้อ” หลินไต้พยักหน้ารับ เมื่อเห็นสีหน้าไร้เดียงสาของเสิ่นซี นางก็เลือกที่จะเชื่อเขา

หลังจากนั้นตอนที่ครอบครัวรับประทานอาหารร่วมกัน หลินไต้ก็ไม่ได้ปริปากพูดเรื่องที่เสิ่นซีรู้หนังสือก่อนหน้านี้เลย

วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินยังคงพาเสิ่นซีไปส่งที่สำนักศึกษาตั้งแต่เช้าตรู่ ระหว่างทางเสิ่นซีก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านพ่อ หากท่านยุ่งก็ไปทำงานก่อนเถิดขอรับ ข้าจำทางได้ ไปเองได้ขอรับ”

เสิ่นหมิงจวินกำลังรีบร้อนไปทำงาน เมื่อได้ยินข้อเสนอของเสิ่นซีจึงเอ่ยกำชับเพียงสองสามประโยคแล้วเดินจากไป

เสิ่นซีมองดูแผ่นหลังของบิดาที่เดินลับตาไป ในใจลอบคิดว่าต่อให้ตนไปที่สำนักศึกษาก็ต้องถูกเพื่อนร่วมเรียนที่อายุมากกว่ารังแกอยู่ดี อีกอย่างตัวอักษรที่อาจารย์เฒ่าสอนเขาก็รู้หมดแล้ว ขืนไปก็รังแต่จะตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่เสียเปล่าๆ สู้ไม่ไปเสียเลยจะดีกว่า กลับเรือนไปดูแลการทำเก่าภาพวาดและอักษรศิลป์ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด มิเช่นนั้นหากจุดใดถูกรมควันหนักเกินไป ก็จะทำให้พื้นผิวของภาพวาดไม่สม่ำเสมอ จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมได้

เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นซีก็หมุนตัวหันหลังกลับไปยังเรือน ก่อนเข้าประตูเขาแอบมองลอดรอยแยกของประตูเข้าไปด้านใน เมื่อไม่เห็นผู้ใด จึงวางใจเปิดประตูเดินเข้าไป

เรือนหลังนี้ตั้งอยู่ติดกับจวนใหญ่ตระกูลหวัง บริเวณหน้าประตูมักจะมีคนตระกูลหวังเดินผ่านไปมาอยู่เสมอ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย โจวซื่อเพียงแค่คล้องแม่กุญแจไว้หลวมๆ เท่านั้น และเพื่อป้องกันไม่ให้บุตรชายกลับจากเลิกเรียนในยามบ่ายแล้วเข้าเรือนไม่ได้ เมื่อวานก่อนไปเรียนนางจึงมอบกุญแจให้เสิ่นซีไว้ ด้วยเหตุนี้เสิ่นซีจึงสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระเสรี

เมื่อเข้ามาถึงลานเรือน เสิ่นซีก็จัดแจงหยิบข้าวของออกมา ขณะกำลังจะลงมือจัดการท่ามกลางแสงแดด จู่ๆ ก็มีคนตบเข้าที่บ่าของเขา เสิ่นซีสะดุ้งสุดตัวตกใจแทบสิ้นสติ เกือบจะเผลอเอามือจุ่มลงไปในน้ำปูนขาวเสียแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 20 สำนักศึกษากลางแจ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว