- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 19 รากฐาน
ตอนที่ 19 รากฐาน
ตอนที่ 19 รากฐาน
หวังหลิงจือรู้สึกใฝ่ฝันถึงวิทยายุทธ์ที่เสิ่นซีกล่าวอ้างเป็นอย่างยิ่ง
เสิ่นซีกุมจุดอ่อนในใจของหวังหลิงจือไว้ได้อย่างอยู่หมัด เขาจัดแบ่งระดับขั้นของวิทยายุทธ์เสียใหม่ กำหนดให้ท่าพื้นฐานอย่างการยืดเส้น ฉีกขา ก้มตัว และกดไหล่ เป็นวิทยายุทธ์ขั้นที่สี่ แล้วค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งขึ้นไป ส่วนขั้นสูงสุดก็คือกระบวนท่า ‘กระเรียนขาวสยายปีก’ และ ‘พยัคฆ์ดำควักหัวใจ’ ที่เพิ่งแสดงให้ดูเมื่อครู่ จุดประสงค์ก็เพื่อให้หวังหลิงจือรู้สึกว่าวิชาความรู้ไม่มีวันเรียนจบ จะได้คอยจัดหากระดาษและพู่กันมาให้ตนอย่างไม่ขาดสาย
เสิ่นซีสอนกระบวนท่าให้หวังหลิงจือสองสามท่าในทันที ทั้งวิชาท่อนขา วิชาเอว และวิชาช่วงไหล่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะพื้นฐานที่เสิ่นซีเคยเรียนรู้มาจากชมรมศิลปะการต่อสู้สมัยอยู่มหาวิทยาลัยในชาติก่อน กะว่ารอให้หวังหลิงจือฝึกฝนไปได้สักระยะ ก็จะสอนให้ฝึก จ้านหม่าปู้ และ เหมยฮวาจวง ต่อไป... ตามคำอ้างของเสิ่นซี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานของการฝึกฝนวิทยายุทธ์ขั้นสูงทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: จ้านหม่าปู้ (扎马步) คือท่ายืนพื้นฐานในการฝึกวิทยายุทธ์จีน มีลักษณะคล้ายการนั่งยองๆ กลางอากาศหรือขี่ม้า เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ช่วงล่าง - เหมยฮวาจวง (梅花桩) คือเสาดอกเหมย คือเสาไม้หลายต้นที่ปักลงดินเป็นรูปแบบดอกเหมย ใช้สำหรับฝึกความสมดุลและวิชาตัวเบา)
หวังหลิงจือเห็นเสิ่นซีร่ายรำได้สมจริงสมจัง จึงได้แต่วาดน้ำเต้าตามแบบ ทำท่าทางเลียนแบบตามไป
หลังจากฝึกฝนแบบขอไปทีอยู่สองรอบ เสิ่นซีก็โบกมือปัด “ได้เวลาพอสมควรแล้ว เจ้ากลับไปก็จงหมั่นฝึกฝนให้จงหนัก พรุ่งนี้ข้าจะสอนวิธีนำกระบวนท่าเหล่านี้ไปใช้ในการต่อสู้จริง ทว่า... พรุ่งนี้เจ้าจงนำกระดาษเซวียนจื่อกับพู่กันและน้ำหมึกติดตัวมาด้วย ข้าจะได้คัดลอกคัมภีร์วิทยายุทธ์ให้เจ้า”
“ศิษย์พี่ มีคัมภีร์วิทยายุทธ์อยู่จริงหรือ? หากเรียนสำเร็จแล้ว จะสามารถหนึ่งต้านร้อยได้เลยใช่หรือไม่?” หวังหลิงจือเอ่ยถามด้วยความหลงใหลใฝ่ฝัน
เสิ่นซีแย้มยิ้มบางๆ “ต่อให้มีคัมภีร์วิทยายุทธ์ จะฝึกสำเร็จหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้ว! ดังคำกล่าวที่ว่า อาจารย์ชี้แนะเข้าประตู การบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตัวบุคคล คนในยุทธภพล้วนต้อง หนาวฝึกซานจิ่ว ร้อนฝึกซานฝู ต้องหมั่นเพียรศึกษาและฝึกฝนอย่างหนักจึงจะประสบความสำเร็จ... อ้อ จริงสิ ทางที่ดีเจ้าควรจะรู้หนังสือไว้บ้าง มิเช่นนั้นต่อให้ข้าคัดลอกคัมภีร์ให้ เจ้าจะอ่านรู้เรื่องหรือ?”
(เชิงอรรถผู้แปล: อาจารย์ชี้แนะเข้าประตู การบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตัวบุคคล (师傅领进门修行在个人) เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า แม้อาจารย์จะปูทางหรือสอนหลักการให้ แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามฝึกฝนของตัวศิษย์เอง - หนาวฝึกซานจิ่ว ร้อนฝึกซานฝู (冬练三九夏练三伏 ) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ (ซานจิ่วคือช่วงที่หนาวที่สุดในฤดูหนาว ส่วนซานฝูคือช่วงที่ร้อนที่สุดในฤดูร้อน)
หวังหลิงจือเกาหัวแกรกๆ “เรื่องนี้... ต้องเรียนหนังสือด้วยหรือ?”
เสิ่นซีตอบว่า “จะเรียนหรือไม่เรียนก็ไม่สลักสำคัญอันใดนัก หากมีตัวอักษรใดที่เจ้าไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ ข้าสามารถสอนเจ้าได้”
หวังหลิงจือพยักหน้ารับคำ
ทว่าเขาก็มีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง ในใจลอบคิดกังขา ‘ดูจากสภาพแล้ว ไอ้หมอนี่บ้านต้อง ยากจนข้นแค้น อย่างไม่ต้องสงสัย จะเอาเงินที่ไหนไปเรียนหนังสือ? พรุ่งนี้ข้าจะเอากระดาษกับพู่กันมาให้ ลองทดสอบดูเสียหน่อยว่าเขาเขียนหนังสือเป็นหรือไม่... หากเขียนได้ ย่อมแสดงว่าเขามีวาสนาพบพานยอดคน อาจจะมีปรมาจารย์ชื่อดังคอยชี้แนะอยู่จริงๆ และคัมภีร์วิทยายุทธ์นั่นก็น่าจะเป็นของจริงเช่นกัน’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังหลิงจือจึงเลียนแบบท่าทางประสานมือคารวะของเสิ่นซี ก่อนจะคว้าไม้ไผ่ของตนแล้ววิ่งฉิวจากไปอย่างรวดเร็ว
ยามรับประทานอาหารค่ำ เสิ่นหมิงจวินฝากคนมาบอกกล่าวว่าจะกลับเรือนค่ำมืดสักหน่อย บนโต๊ะอาหารจึงมีเพียงโจวซื่อ เสิ่นซี และหลินไต้สามคน หลินไต้เอาแต่จ้องมองโจวซื่อ มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ยั้งปากไว้ โจวซื่อสังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว จึงเอ่ยถาม “ไต้เอ๋อร์ เจ้ามีเรื่องกังวลใจอันใดหรือ?”
หลินไต้ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ขณะกำลังจะอ้าปากฟ้องร้อง ทว่าใต้โต๊ะกลับถูกเสิ่นซีเหยียบเท้าเข้าให้ เสิ่นซีชิงตัดหน้าเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านแม่ วันนี้ทำกับข้าวรสชาติจืดชืดไปสักหน่อย คงจะไม่ค่อยถูกปากไต้เอ๋อร์กระมังขอรับ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่... ท่านแม่ไปเติมเกลือสักหน่อย?”
แม้จะรู้สึกยุ่งยาก ทว่าด้วยความรักใคร่เอ็นดูบุตรชายและสะใภ้ โจวซื่อจึงลุกขึ้นยืน ปากก็พร่ำบ่นว่า “พวกเจ้าสองคนนี่ช่างปรนนิบัติยากเย็นเสียจริง หากอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวาล่ะก็ ต่อให้อยากกินเกลือเพิ่มสักเม็ดยังไม่ได้เลย... ดีนะที่ตอนนี้พวกเราแยกออกมาอยู่เอง เมื่อเช้าข้าเพิ่งไปซื้อเกลือมาจากตลาดพอดี”
คล้อยหลังโจวซื่อที่ยกจานผักใบเขียวเดินออกไป เสิ่นซีก็ชี้หน้าหลินไต้พลางข่มขู่ว่า “ห้ามพูดจาเหลวไหลเด็ดขาด มิเช่นนั้นต่อไปข้าจะไม่ช่วยเจ้าตีคนเลวอีกแล้ว”
“ฮึ”
หลินไต้สะบัดหน้าหนีพลางแค่นเสียงฮึดฮัด ดูไม่ค่อยจะใส่ใจนัก ทว่าท้ายที่สุดนางก็ไม่ได้นำเรื่องของหวังหลิงจือไปฟ้องโจวซื่อแต่อย่างใด
เช้าวันรุ่งขึ้น หวังหลิงจือวิ่งแล่นมาเรียนวิทยายุทธ์ตั้งแต่ไก่โห่ ในอกหอบกระดาษเซวียนจื่อปึกหนา ในมือถือพู่กันและน้ำหมึก น้ำหมึกนั้นคือหมึกฮุยโจว ชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง ดูท่าทางตระกูลหวังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกหลานในตระกูลเป็นอย่างมาก เพียงดูจากการจัดเตรียมจตุรสมบัติในห้องหนังสือก็พอจะคาดเดาได้แล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: กระดาษเซวียนจื่อ (宣纸) คือกระดาษคุณภาพสูงที่ผลิตในเมืองเซวียนเฉิง มณฑลอันฮุย มีคุณสมบัติซึมซับน้ำหมึกได้ดีเยี่ยมและเก็บรักษาได้ยาวนาน นิยมใช้ในงานจิตรกรรมและอักษรวิจิตร - หมึกฮุยโจว (徽墨 ) คือหนึ่งในสุดยอดน้ำหมึกของจีนโบราณ ผลิตจากเมืองฮุยโจว มีสีดำขลับเป็นเงางาม ไม่ซีดจางง่าย และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ)
“ศิษย์พี่ ข้านำของมาแล้ว ท่านบอกว่าจะคัดลอกคัมภีร์วิทยายุทธ์ให้ข้ามิใช่หรือ? ข้าขอจ้องดูท่านเขียนคัมภีร์วิทยายุทธ์ก่อนก็แล้วกัน”
หวังหลิงจือจงใจหยั่งเชิง เสิ่นซีเพียงแค่ตรึกตรองนิดเดียวก็มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทว่าเมื่อเสิ่นซีพิจารณาดูพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกที่หวังหลิงจือนำมาให้ เขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมีกระดาษเหล่านี้ ขอเพียงนำไปผ่านกรรมวิธีพิเศษอัดให้กลายเป็นกระดาษแข็งที่สามารถใช้วาดภาพและเขียนอักษรได้ แผนการหาเงินก้อนโตของเสิ่นซีก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง รอจนวาดภาพเขียนอักษรเสร็จสิ้น ก็ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการทำเก่าอีก ถึงเวลานั้นวัสดุที่ยังขาดเหลืออย่างเช่น ปูนขาว ถ่านไม้ และอื่นๆ ก็ค่อยให้หวังหลิงจือไปหาทางเอามาให้ก็แล้วกัน
เสิ่นซีพยักหน้ารับ “ตกลง ข้าจะคัดลอกกระบวนท่าให้เจ้าสักสองสามท่าก่อน เกรงก็แต่จะมีบางคำที่เจ้าอ่านไม่ออก”
จากนั้น เสิ่นซีและหวังหลิงจือก็เดินออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังป่าละเมาะเล็กๆ นอกกำแพงสวนดอกไม้ด้านหลังของตระกูลหวัง... สาเหตุที่ต้องมายังสถานที่ลับตาคนเช่นนี้ ก็เพราะเสิ่นซีเกรงว่ามารดาโจวซื่อจะมาเห็นเข้า หรือไม่ก็ถูกหลินไต้จับได้แล้วเอาไปฟ้อง จนทำให้แผนการหาเงินของเขาต้องพังทลายลง
ข้างภูเขาจำลองใจกลางป่าละเมาะ เสิ่นซีคลี่กระดาษเซวียนจื่อปูลงบนแผ่นหินเขียว แล้วสั่งให้หวังหลิงจือฝนหมึก
ปกติแล้วหวังหลิงจือแทบไม่เคยฝนหมึกเองเวลาเขียนหนังสือ เขาจึงทำมือดำเลอะเทอะไปหมด ซ้ำยังผสมน้ำหมึกไม่ได้ที่อีกต่างหาก
“เจ้าทึ่มเอ๊ย ดูข้านี่” เสิ่นซีตักน้ำจากเศษไหแตกข้างแผ่นหินเขียว แล้วลงมือฝนหมึกด้วยตนเอง เพียงแค่ท่วงท่าการขยับมือก็ดูถูกต้องตามแบบแผนยิ่งนัก
เสิ่นซีฝนหมึกจนได้ที่ ก็ใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึก แล้วบรรจงเขียนลงบนกระดาษเซวียนจื่ออย่างเป็นจังหวะจะโคน
หวังหลิงจืออ่านออกเสียงตาม “วิทยายุทธ์ในใต้หล้า... อะไรนะ ไม่มีอะไรไม่ๆ... อะไรเร็วๆ ไม่... ข้างหลังคือคำว่าอะไรน่ะ?”
เสิ่นซีเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย “วิทยายุทธ์ในใต้หล้า ไม่มีสิ่งใดทำลายไม่ได้ มีเพียงความเร็วที่ไร้เทียมทาน ตัวอักษรง่ายๆ แค่นี้ย่อมอ่านไม่ออก แล้วจะไปเรียนวิทยายุทธ์ขั้นสูงได้อย่างไร? กลับไปก็อย่าลืมตั้งใจเรียนตัวอักษรกับอาจารย์ให้มากหน่อยล่ะ วันข้างหน้าจะได้ศึกษาคัมภีร์วิทยายุทธ์ได้แตกฉานยิ่งขึ้น”
(เชิงอรรถผู้แปล: วิทยายุทธ์ในใต้หล้า ไม่มีสิ่งใดทำลายไม่ได้ มีเพียงความเร็วที่ไร้เทียมทาน หรือ วรยุทธใต้หล้า ตัดสินแพ้ชนะ วัดที่ความเร็ว (天下武功,无坚不破,唯快不破) คือวรรคทองยอดฮิตในนิยายกำลังภายใน หมายความว่าในบรรดาวิทยายุทธ์ทั้งมวล ล้วนมีจุดอ่อนให้ทะลวงพ่ายแพ้ได้ แต่ความเร็วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาทางรับมือหรือทำลายได้ และประโยคนี้ยังปรากฎในภาพยนตร์เรื่อง คนเล็กหมัดเทวดา (Kung Fu Hustle) ของโจวซิงฉือ เป็นประโยควรรคทองอันโด่งดังของตัวละคร เทพเมฆาอัคคี)
หวังหลิงจือพึมพำ “มิน่าเล่า ท่านพ่อกับอาจารย์ถึงได้เคี่ยวเข็ญให้ข้าอ่านหนังสือ ที่แท้ก็ต้องรู้หนังสือเสียก่อน ถึงจะเรียนวิทยายุทธ์ขั้นสูงได้นี่เอง”
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางหัวเราะ อ่านหนังสือเพื่อจะได้เรียนวิทยายุทธ์ขั้นสูง ตรรกะของหวังหลิงจือนี่ช่างพิลึกพิลั่นเสียจริง ทว่านี่แหละคือสิ่งที่เสิ่นซีต้องการ ทางที่ดีควรทำให้หวังหลิงจือลุ่มหลงในวิทยายุทธ์จนโงหัวไม่ขึ้น เช่นนี้หวังหลิงจือจะได้คอยฟังคำสั่งของตน
‘คัมภีร์วิทยายุทธ์’ ที่เสิ่นซีเขียนขึ้นนั้นมีจำนวนคำไม่มากนัก ล้วนเป็นถ้อยคำที่เสิ่นซีเคยอ่านเจอในนิยายกำลังภายในชาติก่อน ซ้ำเขายังจงใจเขียนตัวอักษรให้ดูโย้เย้บิดเบี้ยว มิเช่นนั้นผู้อื่นคงเกิดความกังขาว่า เด็กน้อยที่ ยังไม่สิ้นขนอุย จะสามารถตวัดพู่กันเขียนอักษรได้งดงามเช่นนี้ได้อย่างไร
(เชิงอรรถผู้แปล: ยังไม่สิ้นขนอุย (胎毛尚未褪尽) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงเด็กทารกหรือเด็กเล็กที่ยังไร้เดียงสา อายุยังน้อยมาก)