เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

ตอนที่ 18 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

ตอนที่ 18 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง


เสิ่นซีสังเกตอย่างละเอียด เด็กชายผู้นั้นอายุราวเจ็ดแปดขวบ หน้าตารูปงาม มีริมฝีปากแดงฟันขาว คิ้วดั่งกระบี่นัยน์ตาดั่งดวงดาว ในมือถือไม้ไผ่เรียวยาว ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูราวกับทวารบาล เผยให้เห็นความองอาจสง่างาม เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ล้วนตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีของใหม่เอี่ยม สวมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน ดูจากท่าทางแล้วย่อมมิใช่ลูกหลานชาวบ้านธรรมดา หากไม่ร่ำรวยก็ต้องสูงศักดิ์

(เชิงอรรถผู้แปล: ริมฝีปากแดงฟันขาว คิ้วดั่งกระบี่นัยน์ตาดั่งดวงดาว (唇红齿白,剑眉星目)  เป็นสำนวนบรรยายลักษณะของผู้ชายที่มีรูปโฉมงดงามหล่อเหลาตามอุดมคติของจีน - ทวารบาล (门神) คือ เทพเจ้าผู้รักษาประตูของจีน มักวาดรูปไว้ที่บานประตูเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจ ยืนท่าทางขึงขังน่าเกรงขาม)

เสิ่นซีคาดเดาว่าเด็กชายผู้นี้คงจะเป็นคุณชายน้อยของจวนเป็นแน่ น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อไม่ได้เล่าเรื่องราวของตระกูลหวังให้ฟัง จึงไม่รู้ว่าเป็นคุณชายท่านใด

ธรรมชาติของเด็กย่อมซุกซนเป็นธรรมดา การที่เด็กผู้ชายรังแกเด็กผู้หญิงก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด ส่วนใหญ่มักเกิดจากความซุกซนอยากรู้อยากเห็น หาได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงไม่

เสิ่นซีทั้งอยากจะออกโรงปกป้องหลินไต้ ทว่าก็ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของตนเองด้วย... เสิ่นหมิงจวินผู้เป็นบิดาเป็นเพียงคนงานรับจ้างของตระกูลหวัง การที่เศรษฐีหวังอนุญาตให้ครอบครัวพวกเขาพักอาศัยในเรือนนี้ชั่วคราวถือเป็นความเมตตา หากเขาลงไม้ลงมือทุบตีคุณชายน้อยของจวนเข้า ไม่เพียงแต่สองแม่ลูกจะหมดสิทธิ์รั้งอยู่ในเมือง ทว่าแม้แต่งานของท่านพ่อก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้เช่นกัน

เด็กชายเห็นเสิ่นซีเดินปรี่เข้ามา ก็รีบกวัดแกว่งไม้ไผ่ในมือทันที

แม้จะตัวสูงใหญ่กว่าเสิ่นซีอยู่บ้าง ทว่าบนใบหน้าของเด็กชายกลับฉายแววหวาดหวั่น เพราะแววตาของเสิ่นซีนั้นเฉียบคม ซ่อนเร้นจิตสังหารอันดุดันไว้ลึกๆ

“ผู้กล้าท่านนี้ เป็นใครมาจากไหน จงแจ้งนามมา!”

เสิ่นซีไม่ได้เล่นตามบทบาททั่วไป เขาก้าวไปเบื้องหน้าพร้อมประสานมือคารวะ วางมาดประดุจจอมยุทธ์ผู้กล้าแห่งยุทธภพ

เด็กชายชะงักงันไปชั่วขณะ วิธีการพูดจาเช่นนี้เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเป็นคนตีนางเอง หากเจ้ามีฝีมือ ก็เข้ามาแก้แค้นสิ!”

เอ่ยจบเด็กชายก็ชูไม้ไผ่แกว่งเป็นวงกลมไปด้านหน้า ท่าทางราวกับกำลังร่ายรำกระบี่ ใช้ไม้ไผ่เป็นเกราะกำบัง คล้ายจะข่มขู่ว่าหากขืนเข้ามาจะตีเจ้าไปพร้อมกันเลย

เสิ่นซีทำหน้าตาหยิ่งผยอง เอามือไพล่หลัง วางมาดยอดฝีมืออยู่หลายส่วน “ท่านอาจารย์พร่ำสอนไว้ว่า คนในยุทธภพมิพึงรังแกผู้อ่อนแอ บัดนี้ท่านได้ลงมือทำร้ายคนในครอบครัวของข้าน้อย หากท่านยินยอมเอ่ยปากขอขมา ข้าน้อยจะยอมอภัยให้ แต่หากไม่ล่ะก็...”

“หากไม่แล้วจะทำไม?”

เด็กชายขมวดคิ้ว แม้จะฟังคำพูดของเสิ่นซีไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็รู้สึกว่ามันช่างแปลกใหม่ เขาตะโกนก้องเพื่อเรียกความกล้าให้ตนเอง “เจ้าอย่ามาขู่ให้กลัวเสียให้ยาก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะเป็นคนในยุทธภพอะไรนั่น ดูจากสภาพของเจ้าแล้ว ก็แค่ตัวขี้ขลาดตัวหนึ่ง ข้าชกหมัดเดียวก็ร่วงแล้ว!”

เสิ่นซีไม่เก็บเอาคำพูดของเด็กชายมาใส่ใจ

เขารู้ดีว่าหากเข้าไปปะทะกันซึ่งหน้า ด้วยสภาพร่างกายของเขาในยามนี้ย่อมไม่มีทางชนะ ต่อให้เขาจะอาศัยความไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมจนเอาชนะ และทุบตีคุณชายน้อยผู้นี้จนน่วมได้ในท้ายที่สุด ทว่าเพียงแค่เด็กชายกลับไปฟ้องผู้ใหญ่ เรื่องราวก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

อันที่จริงการรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้ามิจำเป็นต้องลงไม้ลงมือเสมอไป เด็กวัยเจ็ดแปดขวบ ขอเพียงเคยฟังนักเล่านิทาน ย่อมต้องใฝ่ฝันถึงจอมยุทธ์ผู้มีวิชาตัวเบาเหาะเหินเดินอากาศในวรรณกรรมอย่าง อู๋เยว่ชุนชิว, กานเจ๋อเหยา, หรือ ฉวนฉี ทั้งยังหลงคิดไปว่าหากตนมีอาจารย์คอยชี้แนะ ก็ย่อมสามารถมีวิชาเก่งกล้าเช่นนั้นได้

(เชิงอรรถผู้แปล: อู๋เยว่ชุนชิว, กานเจ๋อเหยา, ฉวนฉี (吴越春秋、甘泽谣、传奇) : คือชื่อวรรณกรรมและบันทึกโบราณของจีนที่มักมีเรื่องราวของวีรบุรุษ จอมยุทธ์ และปาฏิหาริย์ เป็นที่นิยมนำมาเล่าเป็นนิทาน)

ดูจากท่าทีที่เด็กชายถือไม้แกว่งไกววางก้าม ก็รู้ได้ทันทีว่าคงฟังนิทานมามากจนคันไม้คันมืออยากหาคนมาซ้อมวิชาด้วยเป็นแน่

เสิ่นซีเอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านเคยเห็นกระบวนท่านี้หรือไม่? กระเรียนขาวสยายปีก...” สิ้นเสียงตะคอก เสิ่นซีก็กางแขนทั้งสองข้างออกฉับพลัน พร้อมยกเข่าขึ้นข้างหนึ่ง โพสท่าทางที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง แม้ร่างกายจะผอมแห้งเล็กจิ๋ว ทว่ากลับทำท่าทางได้สมจริงสมจัง จนแม้แต่หลินไต้ที่กำลังร้องไห้น้ำตาคลอยังต้องตกตะลึง

(เชิงอรรถผู้แปล: กระเรียนขาวสยายปีก (白鹤晾翅) คือกระบวนท่าหนึ่งในวิชามวยไทเก๊ก (ไท่จี๋ฉวน) มีลักษณะกางแขนออกคล้ายนกกระเรียนกางปีก)

เด็กชายพิจารณาท่าทางของเสิ่นซี พบว่ามีท่วงท่าที่ถูกต้องแม่นยำจนน่าประหลาดใจ ทว่าเขาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีว่าเด็กชายที่ตัวเล็กกว่าตนจะเป็นคนในยุทธภพ ไม้ไผ่ในมือตวัดกวัดแกว่งดัง ‘ขวับ ขวับ’ สองสามที “ดูสิ ข้าก็ทำได้ นี่คือ... เพลงกระบี่ ร้ายกาจกว่ากระเรียนอะไรนั่นของเจ้าตั้งเยอะ”

เสิ่นซีเก็บกระบวนท่า จู่ๆ ก็ผลักมือขวาออกไปอย่างแรงจากจุดที่ยืนอยู่ มิใช่การชกหมัด แต่เป็นการเกร็งฝ่ามือกระแทกออกไป พร้อมกับตะเบ็งเสียงดังลั่น “พยัคฆ์ดำควักหัวใจ! กระบวนท่านี้ร้ายกาจนัก หากข้าใช้พลังยุทธ์เต็มสิบส่วน รับรองได้เลยว่าไส้ของเจ้าต้องทะลักออกมาแน่ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องตายสถานเดียว... เจ้าเชื่อหรือไม่?”

(เชิงอรรถผู้แปล: พยัคฆ์ดำควักหัวใจ (黑虎偷心)คือกระบวนท่าโจมตีขั้นพื้นฐานในวิชาหมัดมวยของจีน มีจุดมุ่งหมายโจมตีที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ของคู่ต่อสู้)

เด็กชายใจฝ่อลงไปถนัดตา หากจะให้พุ่งเข้าไปชกต่อยกัน ต่อให้โดนตีจนหน้าบวมปูดก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นอย่างที่เสิ่นซีบอกว่าไส้จะทะลักออกมา เช่นนั้นก็เท่ากับตายหยั่งเขียดแน่นอน

เมื่อเด็กน้อยเริ่มรู้จักความหมายของคำว่า ‘ความตาย’ เขาก็มักจะถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เสิ่นซีสาธิตกระบวนท่าได้อย่างสมจริงสมจัง ผนวกกับน้ำเสียงและรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่าง ช่างเหมือนกับยอดฝีมือในยุทธภพจากปากของนักเล่านิทานไม่มีผิดเพี้ยน

ในท้ายที่สุด เสิ่นซีก็ทำท่า รวมปราณลงสู่จุดตันเถียน พรูลมหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ยว่า “อาจารย์พร่ำสอนว่า พวกเราต้องผดุงคุณธรรมช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ ไม่รังแกผู้อ่อนแอ... เจ้าไปเสียเถิด จงจำไว้ว่าวันหน้าห้ามทำเรื่องชั่วร้ายอีก หาไม่แล้ว ข้าจำต้องทำตามคำสั่งสอนของอาจารย์ลงทัณฑ์แทนสวรรค์

(เชิงอรรถผู้แปล: รวมปราณลงสู่จุดตันเถียน (气沉丹田 ) คือวิธีการฝึกลมปราณในวิชาศิลปะการต่อสู้ของจีน โดยกำหนดลมหายใจและความรู้สึกไปรวมไว้ที่จุดตันเถียน (บริเวณท้องน้อย) - ลงทัณฑ์แทนสวรรค์ / ผดุงธรรมแทนฟ้า (替天行道) เป็นคำที่บรรดาจอมยุทธ์มักใช้กล่าวอ้างเมื่อจะกำจัดคนพาลเพื่อผดุงความยุติธรรม)

เอ่ยจบเสิ่นซีก็เลิกสนใจเด็กชายผู้นั้น หมุนตัวเดินจากไปทันที

เด็กชายพอเห็นเสิ่นซีเดินจากไป ก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตนอาจจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว จึงกำไม้ไผ่แน่นแล้วพุ่งปรี่เข้าหาเสิ่นซี ปากก็ร้องลั่น “รับกระบวนท่าข้าไป... อ๊าก!”

อันที่จริง นี่ย่อมเป็นแผนล่อศัตรูให้ติดกับของเสิ่นซี เมื่อสัมผัสได้ว่าเด็กชายพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เสิ่นซีก็พลิกตัวกลับฉับพลัน คว้าจับไม้ไผ่เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วอาศัยจังหวะนั้นกระชากไปด้านหลัง ร่างของเด็กชายก็เสียหลักเซถลา เสิ่นซีฉวยโอกาสนี้คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเด็กชาย กดทับลงบนจุดชีพจร ออกแรงบิดพลิกกลับ นำแขนของเด็กชายไพล่ไปกดทับไว้เบื้องหลัง

(เชิงอรรถผู้แปล: จุดชีพจร (脉门) จุดชีพจรบริเวณข้อมือ ในนิยายกำลังภายในถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากถูกสกัดหรือกดทับจะทำให้แขนชาไร้เรี่ยวแรง)

แม้เสิ่นซีจะมีเรี่ยวแรงไม่มาก ทว่าเด็กชายก็อายุมากกว่าเขาเพียงหนึ่งหรือสองปีเท่านั้น เมื่อถูกเสิ่นซีบิดแขนไพล่หลังเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะขัดขืนเลย แม้แต่เรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจเค้นออกมาได้

เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันแบบจอมยุทธ์ “ข้าอุตส่าห์ปรานีปล่อยเจ้าไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะยังดื้อด้านไม่รู้ความ ดูท่าข้าคงต้องจัดการสั่งสอนเจ้าเสียหน่อยแล้ว”

ในที่สุดเวลานี้เด็กชายก็เชื่อสนิทใจแล้วว่าเสิ่นซีมิใช่คนธรรมดาสามัญ เขาหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา เอ่ยตะกุกตะกักว่า “เจ้า... เจ้าอย่าตีข้านะ... ไม่เช่นนั้น ข้า... ข้าจะให้ท่านพ่อส่งคนมาอัดเจ้า!”

“พ่อของเจ้าเป็นใคร?”

“พ่อของข้า... พ่อของข้าคือหวังชางเนี่ย เรือนแห่งนี้ก็เป็นบ้านของข้า”

เสิ่นซีแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “คนในยุทธภพไม่สนหรอกนะว่าใครเป็นพ่อของใคร หากเป็นลูกผู้ชายชาตรี ก็จงเอ่ยนามของตัวเองออกมา”

แขนของเด็กชายที่ถูกบิดไพล่หลังยิ่งมายิ่งเจ็บปวด เขานิ่วหน้าพลางเอ่ยอย่างยากลำบากว่า “ข้า... ข้ามีนามว่าหวังหลิงจือ”

“ดีมาก น้องชายหวัง เจ้าล่วงเกินน้องสาวข้าก่อน แล้วยังลอบโจมตีทีหลัง นับว่ามิใช่การกระทำที่ เปิดเผยสง่างามเลยสักนิด! คนในยุทธภพอย่างพวกเราเชิดชูความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง บัดนี้ข้าจับกุมตัวเจ้าไว้ได้แล้ว หากเจ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ก็จงเอ่ยปากขอขมาต่อน้องสาวข้าเสีย แล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้าไป เป็นอย่างไรเล่า?”

หวังหลิงจือเอ่ยอึกอัก “ขอ... ขออภัย... ข้า... ข้าขอโทษแล้ว เจ้า... เจ้าควรจะปล่อยข้าได้แล้วกระมัง? โอ๊ย... เจ็บเหลือเกิน!”

เสิ่นซีผลักร่างของหวังหลิงจือออกไป พร้อมกับฉวยเอาไม้ไผ่ของอีกฝ่ายมาถือไว้ในมือ เมื่อมีไม้ไผ่อยู่ในมือ เขาก็มั่นใจว่าหวังหลิงจือย่อมไม่กล้าพุ่งเข้ามาพัวพันกับเขาอีก

เป็นดังคาด เมื่อร่างกายของหวังหลิงจือได้รับอิสระ เขาก็บิดแขนสองสามครา เมื่อรู้สึกสบายขึ้นแล้วจึงทอดสายตามองเสิ่นซีด้วยความหวาดระแวง “เจ้าบอกว่าตนเองเป็นจอมยุทธ์ สังกัดสำนักใด นิกายใดกัน? ข้าจะกลับไปฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่างหนัก แล้วจะกลับมาชำระหนี้แค้นล้างความอัปยศ กับเจ้า”

เสิ่นซีลอบคิดในใจว่าเด็กน้อยช่างหลอกง่ายเสียจริง อาศัยเพียงการข่มขู่ตวาดแหวสลับกับการใช้เล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงเพียงเล็กน้อย ก็ทำเอาอีกฝ่ายปักใจเชื่อว่ามียอดฝีมือแห่งยุทธภพดำรงอยู่จริง

เสิ่นซีกล่าวว่า “อาจารย์ของข้าเป็นถึงยอดคนผู้เร้นกาย นามของท่านไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ เจ้าบอกว่าจะกลับไปฝึกยุทธ์ เช่นนั้นมีอาจารย์ผู้เลื่องชื่อคอยชี้แนะวิชาให้เจ้าแล้วหรือ?”

(เชิงอรรถผู้แปล: ยอดคนผู้เร้นกาย (世外高人) ปรียบเปรยถึงผู้ที่มีวิชาความรู้หรือวรยุทธขั้นสูง แต่ปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกโลกีย์ ไม่แสวงหาชื่อเสียงลาภยศ)

หวังหลิงจือถลึงตาใส่เสิ่นซีอย่างขัดใจ “ไม่มี”

เสิ่นซีเชิดหน้าขึ้น ท่าทางมิคู่ควรให้ชายตามอง “ในเมื่อไร้อาจารย์ผู้เลื่องชื่อคอยชี้แนะ ลำพังเพียงฝึกฝนด้วยตนเองย่อมไม่มีทางบรรลุวิทยายุทธ์ขั้นสูงได้ ต่อให้วันหน้าเจ้ามาท้าประลอง ข้าก็จะไม่รับคำท้า เพราะถือว่าชนะไปก็ไร้เกียรติ”

หวังหลิงจือเต็มไปด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน การต่อสู้พ่ายแพ้ให้กับเด็กที่ตัวเล็กกว่า ซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่เขาถืออาวุธลอบโจมตีก่อนในขณะที่อีกฝ่ายมือเปล่าหันหลังให้ เขาอดไม่ได้ที่จะใฝ่ฝันว่า หากตนเองมียอดฝีมืออย่างอาจารย์ของเสิ่นซีมาคอยถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย

หวังหลิงจือเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็พาข้าไปพบอาจารย์ของเจ้าสิ ข้าจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านด้วย หากข้าเรียนวิทยายุทธ์สำเร็จเมื่อใดก็จะได้ประลองกับเจ้าได้”

“อาจารย์ของข้าเปรียบดั่งมังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหาง เจ้าคิดว่า ปุถุชนคนธรรมดา ทั่วไปจะพบหน้าท่านผู้อาวุโสได้ง่ายๆ หรือ? แม้แต่ข้าเองก็อาศัยวาสนาประจวบเหมาะจึงได้พบท่าน ได้รับการชี้แนะจนพอบรรลุวิชาอยู่บ้าง วันหน้าอาจจะได้เป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมคอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นได้”

(เชิงอรรถผู้แปล: มังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหาง (神龙见首不见尾) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงยอดคนที่มีไปมาไร้ร่องรอย ลึกลับคาดเดาไม่ได้ ปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ก็เร้นกายหายไป)

“ทว่า ข้าเห็นว่าเจ้ามีหน่วยก้านไม่เลว หากเจ้ายินดี ข้าอาจจะถ่ายทอดกระบวนท่าให้เจ้าสักสองสามกระบวนท่า”

“จริงรึ?”

นัยน์ตาของหวังหลิงจือเปล่งประกายขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าหวั่นไหวแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ยังเอ่ยด้วยท่าทีไม่ยินยอมนัก “ข้าไม่ยอมกราบเจ้าเป็นอาจารย์หรอกนะ”

ในยามนี้ สิ่งที่เสิ่นซีปรารถนาที่สุดคือจตุรสมบัติในห้องหนังสือ คุณชายน้อยตระกูลหวังผู้นี้ย่อมสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นซีจึงกล่าวว่า “ตัวข้าเองก็ยังเรียนไม่สำเร็จ ต่อให้เจ้าอยากกราบข้าเป็นอาจารย์ ข้าก็ไม่มีคุณสมบัติพอ แต่ข้าสามารถถ่ายทอดวิทยายุทธ์ที่อาจารย์สอนข้าให้แก่เจ้าได้...”

(เชิงอรรถผู้แปล: จตุรสมบัติในห้องหนังสือ (文房四宝) คือสิ่งของจำเป็นสี่อย่างของบัณฑิตจีนโบราณ ได้แก่ พู่กัน (笔) หมึก (墨) กระดาษ (纸) และจานฝนหมึก (砚))

“เจ้าบอกว่าจะฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่างหนักมิใช่หรือ? ดูท่าเจ้าคงไม่กล้าเรียนแล้วมาประลองกับข้าล่ะสิ!”

หวังหลิงจือถูกเสิ่นซีใช้ยุทธวิธีขยี้โทสะ ยั่วยุจนเดือดดาลดังคาด เขาตะโกนเสียงดังลั่น “หากข้าเป็นคนเรียน ข้าย่อมเรียนได้ดีกว่าเจ้าแน่ เจ้า... เจ้าสอนข้ามาสิ”

เสิ่นซีเห็นว่าสถานการณ์ใกล้เข้ามาจนถึงเวลาเจรจาต่อรองแล้ว จึงกล่าวว่า “อยากเรียนวิทยายุทธ์ แต่ไม่อยากกราบข้าเป็นอาจารย์ เช่นนั้นต่อไปเจ้าต้องฟังคำสั่งข้า...”

“รอจนข้าถ่ายทอดวิชาของอาจารย์ให้เจ้าจนหมดสิ้นแล้ว พวกเราค่อยมาประลองกันอย่างยุติธรรมและเปิดเผย เจ้าห้ามลอบโจมตีอีก ซ้ำเจ้าต้องนำของมาแลกเปลี่ยนกับข้า ข้าถึงจะยอมถ่ายทอดวิทยายุทธ์ขั้นสูงอย่าง ‘กระเรียนขาวสยายปีก’, ‘พยัคฆ์ดำควักหัวใจ’, ‘ขุนเขาไท่ซานกดทับ’ และ ‘วานรขโมยท้อ’ ให้แก่เจ้า”

สำหรับเด็กผู้ชายแล้ว การได้เป็นจอมยุทธ์ผู้เหาะเหินเดินอากาศคือความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิต ลำพังเพียงได้ยินชื่อวิทยายุทธ์ที่ฟังดูน่าเกรงขาม ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจพวกเขาอย่างรุนแรงแล้ว

หวังหลิงจืออยากเรียนจนเนื้อเต้น “ได้ ข้ารับปากเจ้า”

เสิ่นซีเดินเข้าไปหาพลางยื่นหมัดออกไป “คนในยุทธภพ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องยึดมั่นในคำว่า ‘สัตย์’ ซึ่งก็คือความ ‘ซื่อสัตย์’ ยึดถือความจริงใจเป็นรากฐาน หนึ่งคำมั่นมีค่าดั่งทองพันตำลึง เจ้าห้ามนำเรื่องในวันนี้ไปแพร่งพรายให้ผู้อื่นล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่บิดามารดาหรือคนในครอบครัวก็ห้ามบอก เข้าใจหรือไม่?”

หวังหลิงจือแม้อายุยังน้อยทว่าก็มีความทรนงตนอยู่บ้าง เขาเบ้ปากเอ่ย “วันหน้าข้าถูกกำหนดให้เป็นวีรบุรุษ เป็นจอมยุทธ์ผู้ท่องไปในยุทธภพอยู่แล้ว ไม่ให้บอกก็ไม่บอกสิ”

เสิ่นซีพยักหน้า “หากข้าสอนวิทยายุทธ์ให้เจ้า ต่อไปข้าก็คือศิษย์พี่ของเจ้า ส่วนนางคือศิษย์พี่หญิง ก่อนที่เจ้าจะเรียนสำเร็จห้ามกระทำการทรยศอาจารย์ล้างผลาญบรรพบุรุษ หรือ เข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก เป็นอันขาด และข้ามีข้อแม้ในการสอนวิชา เจ้าต้องนำกระดาษและพู่กันมาแลกเปลี่ยนกับข้า”

หวังหลิงจือทำหน้าตาไม่ยี่หระ “ข้าก็นึกว่าเจ้าจะต้องการของมีค่าอันใดเสียอีก ที่แท้ก็แค่กระดาษกับพู่กัน... ในห้องหนังสือบ้านข้ามีถมเถไป ปกติเวลาอาจารย์มาสอนหนังสือข้าก็ใช้ไปตั้งมากมาย เอามาให้เจ้าก็สิ้นเรื่อง... แล้วเจ้าจะสอนวิทยายุทธ์ให้ข้าเมื่อใดเล่า?”

ช่างเป็นคนที่มีพร้อมจนไม่รู้จักเห็นคุณค่าเสียจริง!

เสิ่นซีลอบคิดในใจ สิ่งที่ตนเฝ้าฝันหาแทบตาย หวังหลิงจือกลับมีเงื่อนไขเพียบพร้อมทุกประการ ทว่าเขากลับไม่ตั้งใจเล่าเรียน เอาแต่เพ้อฝันอยากจะเป็นจอมยุทธ์ วันหน้าหากมีหวังหลิงจือคอยจัดหาพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกให้ แผนการหาเงินของเขาก็สามารถเริ่มดำเนินการได้เสียที สร้างภาพวาดและอักษรลายมือปลอมของจิตรกรเอกขึ้นมาสักสองสามชิ้น แล้วค่อยหาวิธีนำไปขายเอาเงินมาบรรเทาวิกฤตความขัดสนเฉพาะหน้านี้ไปก่อน

“เช่นนั้นก็ดี เข้ามาคารวะศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงก่อนสิ นี่คือกฎของสำนักเรา” เสิ่นซีกล่าว

เสิ่นซีข่มขู่หลอกล่อจนหวังหลิงจือเชื่อสนิทใจ ทว่าหลินไต้กลับไม่หลงกลไปกับเขาด้วย เมื่อเห็นคนที่เพิ่งรังแกตนมาหมาดๆ กลับกลายมาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเสิ่นซี นางก็เบ้ปากด้วยความไม่พอใจ “ข้าไม่อยากเป็นศิษย์พี่หญิงอะไรนั่นหรอกนะ... เดิมทีมีคนนิสัยไม่ดีแค่คนเดียว ตอนนี้กลับกลายเป็นสองคน ข้าไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว”

พูดจบหลินไต้ก็หมุนตัวเดินกลับเข้าเรือนไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

จบบทที่ ตอนที่ 18 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว