เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 หนทางอยู่ที่ใด

ตอนที่ 17 หนทางอยู่ที่ใด

ตอนที่ 17 หนทางอยู่ที่ใด


เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยจู่ปู้จะล่วงรู้ถึงสมัญญานามของท่านทวดตนด้วย

ทว่า ในฐานะที่เซี่ยจู่ปู้เป็นถึงผู้กุมอำนาจอันดับสามแห่งที่ว่าการอำเภอ การมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและบุคคลสำคัญ ย่อมนับเป็นวิถีแห่งขุนนางที่ดี ขุนนางย้ายไปรับตำแหน่ง ณ ที่แห่งใด สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือการสืบเสาะข้อมูลจากบันทึกท้องถิ่น และทำความเข้าใจโครงสร้างขุมกำลังของบรรดาคหบดีในอำเภอนั้นให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน จึงจะสามารถบริหารราชการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และไม่ตกเป็นเบี้ยล่างให้ผู้อื่นคอยชักใย

หลังจากนั้น เมื่อเซี่ยจู่ปู้หันไปสนทนากับนายท่านเศรษฐีหวัง สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นก็หมดหน้าที่ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเพียงบ่าวไพร่ ต่อให้เซี่ยจู่ปู้จะเอ่ยถึงบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นขึ้นมาสักประโยค ทว่าในสายตาของเขาหาได้ให้ความสำคัญกับสองพ่อลูกคู่นี้ไม่

เสิ่นซียืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านข้าง จึงจับใจความได้ว่า ขุนนางตำแหน่งหลางจงแห่งกองชลประทาน กรมโยธาธิการ จากราชสำนัก กำลังจะเดินทางมายังเมืองถิงโจวเพื่อตรวจตราการก่อสร้างระบบชลประทาน และจำต้องพำนักอยู่ในอำเภอหนิงฮว่าชั่วคราวเป็นเวลาสองเดือน

(เชิงอรรถผู้แปล: หลางจงแห่งกองชลประทาน กรมโยธาธิการ (工部都水清吏司郎中)  "กงปู้" คือกรมโยธาธิการ "ตูสุ่ยชิงลี่ซือ" คือหน่วยงานดูแลจัดการทรัพยากรน้ำและชลประทาน ส่วน "หลางจง" คือตำแหน่งหัวหน้ากอง เป็นขุนนางระดับกลางที่คอยรับผิดชอบงานบริหารเฉพาะด้าน)

ตำแหน่งหลางจงกรมโยธาธิการในยุคราชวงศ์หมิงนั้นเป็นขุนนางราชสำนักขั้นห้าชั้นเอก ในขณะที่นายอำเภอหนิงฮว่าเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด นายอำเภอหานแห่งอำเภอนี้หมายมั่นจะประจบสอพลอขุนนางผู้ใหญ่ จึงต้องจัดเตรียมการต้อนรับอย่างเอิกเกริก ตามคำกล่าวของเซี่ยจู่ปู้ คือต้องจัดหาเรือนพักรับรองในตัวอำเภอให้แก่หลางจงแซ่หลินผู้นี้ พร้อมทั้งปรนนิบัติดูแลความเป็นอยู่อย่างดีที่สุด

นายท่านเศรษฐีหวังชางเนี่ยกับเซี่ยจู่ปู้มักคุ้นกันมานาน นายอำเภอมอบหมายหน้าที่ต้อนรับให้เซี่ยจู่ปู้เป็นผู้ดูแลจัดการทั้งหมด ยามนี้เรือนสี่ลานริมแม่น้ำทางทิศใต้ของเมืองได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดก็เพียงแต่บ่าวไพร่คอยรับใช้และเครื่องเรือนประดับตกแต่งที่เซี่ยจู่ปู้จำต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

(เชิงอรรถผู้แปล: เรือนสี่ลาน (四进四合院) สถาปัตยกรรมบ้านดั้งเดิมของจีนขนาดใหญ่ที่มีการสร้างกลุ่มอาคารและลานบ้านซ้อนลึกเข้าไปตามแกนกลางถึงสี่ชั้น มักเป็นคฤหาสน์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือตระกูลที่มั่งคั่ง) 

เมื่อเซี่ยจู่ปู้ล่วงรู้เรื่องสูบเป่าลมจากปากของหวังชางเนี่ย จึงแวะมาดูให้เห็นกับตา เผื่อว่าจะช่วยให้การพำนักในอำเภอหนิงฮว่าของท่านหลางจงสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทว่านั่นหาใช่จุดประสงค์หลักที่เซี่ยจู่ปู้มาเยือนจวนตระกูลหวังไม่ แท้จริงแล้วการมาเยือนครานี้ก็เพื่อเรียกร้องให้ตระกูลหวังบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อที่ทางการจะได้ประหยัดงบประมาณ หรือดีไม่ดีอาจจะได้กินส่วนต่างเข้ากระเป๋าตัวเองเสียด้วยซ้ำ

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายในการต้อนรับขุนนางหลางจงจะถูกขูดรีดเอาจากชาวบ้านอย่างเปิดเผย บรรดาคหบดีผู้มีหน้ามีตาในอำเภอหนิงฮว่าล้วนต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินและส่งคนไปช่วยงาน ซึ่งนี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนเรื่องมาดูสูบเป่าลมนั้น ก็เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าเท่านั้น

เมื่อเซี่ยจู่ปู้ได้ก้อนเงินสมใจปรารถนาก็กล่าวคำอำลา ก่อนจากไปเขายังปรายตามองเสิ่นซีอีกคราพลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เด็กคนนี้นับเป็นไม้ดีที่ควรค่าแก่การสลักเสลา ยิ่งนัก”

หวังชางเนี่ยเดินออกไปส่งแขก พ่อบ้านหลิวจึงหันมากล่าวกับเสิ่นหมิงจวิน “หมิงจวิน เจ้าก็ได้ยินคำกล่าวของใต้เท้าจู่ปู้แล้ว กลับไปเจ้าจงส่งบุตรชายเข้าสำนักศึกษาเอกชนเถิด มีเพียงการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้นที่จะทำให้มีอนาคตก้าวหน้า”

คราแรกเสิ่นหมิงจวินยังรู้สึกเบิกบานใจที่บุตรชายได้รับคำชมจากขุนนางใหญ่ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ เชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูล ทว่าเมื่อได้ยินคำชี้แนะของพ่อบ้านหลิว สีหน้าของเขาก็พลันฉายแววลำบากใจ “พ่อบ้านหลิวขอรับ ค่าจ้างที่ข้าน้อยหามาได้ล้วนส่งกลับไปที่บ้านหมดแล้ว จะเอาเงินเก็บที่ไหนมาส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือเล่าขอรับ? ข้าน้อยคิดไว้เพียงว่ารอให้เขาโตขึ้นอีกสักนิดก็จะให้ไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มิกล้าหวังสูงให้เขาได้ดิบได้ดีอันใดหรอกขอรับ”

พ่อบ้านหลิวสบถด่า “ช่างเป็นความคิดของคนโฉดเขลาเบาปัญญาโดยแท้”

จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปทันที

เสิ่นหมิงจวินพาเสิ่นซีกลับมายังเรือนหลังเล็ก ก่อนจะเข้าไปในห้องหลักปรึกษาหารือกับโจวซื่อ เพื่อป้องกันมิให้เสิ่นซีและหลินไต้แอบฟัง ทั้งสองยังจงใจปิดประตูหน้าต่างเสียสนิท

เสิ่นซีไม่ต้องเดาก็รู้ว่าบิดามารดากำลังปรึกษาเรื่องส่งเขาเรียนหนังสือ ทว่าฐานะทางบ้านย่ำแย่เหลือทน ซ้ำตอนนี้ตระกูลเสิ่นยังต้องส่งเสียลิ่วหลางให้เล่าเรียนอีก หากหวังพึ่งเพียงเงินเก็บน้อยนิดที่เสิ่นหมิงจวินประหยัดอดออมไว้ ย่อมไม่เพียงพอให้เสิ่นซีเข้าสำนักศึกษาได้อย่างแน่นอน

เสิ่นซีนั่งอยู่กลางลานบ้าน ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนตัวอักษรลงบนพื้นดิน

ปกติแล้วเขาเคยชินกับการเขียนอักษรจีนตัวย่อ เมื่อจู่ๆ ต้องเปลี่ยนมาเขียนอักษรจีนตัวเต็มจึงยังไม่ค่อยชินมือนัก อย่าว่าแต่อื่นไกลเลย แค่คำว่าเต่า (龜), กลัดกลุ้ม (鬱), หรือ ร่างกาย (體) ก็ทำเอาปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว โชคดีที่สายงานเดิมของเสิ่นซีคือโบราณคดี การอ่านเขียนอักษรตัวเต็มจึงนับเป็นทักษะพื้นฐาน ซ้ำเขายังมีฝีมือในการเขียนพู่กันจีนอันยอดเยี่ยมอีกด้วย

หลินไต้เฝ้ามองอยู่เงียบๆ ด้านข้าง ในที่สุดก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ย่อตัวลงนั่งยองๆ พิจารณารอยขีดเขียนที่ดูคล้ายยันต์กันผีบนพื้นดินอย่างละเอียด แล้วเอ่ยถาม “น้องชาย เจ้ากำลังวาดอะไรอยู่งั้นหรือ?”

เสิ่นซีปรายตามองนาง พลางย้อนถาม “ข้าบอกให้เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายมิใช่หรือ?”

หลินไต้ทำปากยื่น “ท่านแม่ไม่อนุญาต... ท่านแม่บอกว่าก่อนจะแต่งให้เจ้าต้องเรียกเจ้าว่าน้องชาย วันหน้าแต่งกันแล้วค่อยเรียกว่าท่านพี่ ห้ามข้าเชื่อฟังเจ้าจนเรียกสับสนวุ่นวายไปหมด”

เสิ่นซีคร้านจะบังคับฝืนใจนาง คราแรกเขาหมายมั่นปั้นมือว่าเซี่ยจู่ปู้ผู้นี้จะได้เป็นปั๋วเล่อผู้ชี้ทางสว่างในชีวิตของเขา ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ สุดท้ายคว้าน้ำเหลว มาบัดนี้เขากระจ่างแจ้งแล้วว่า เซี่ยจู่ปู้ผู้นี้ก็เป็นแค่ขุนนางหน้าเลือดที่คอยประจบสอพลอผู้ใหญ่ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาดูสูบเป่าลมก็แค่เพื่อรีดไถเงินจากตระกูลหวังเท่านั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ปั๋วเล่อ (伯乐) คือบุคคลในยุคชุนชิวที่เก่งกาจในการดูม้าสายพันธุ์ดี ภายหลังใช้เปรียบเปรยถึงผู้ที่มีสายตาแหลมคม สามารถมองเห็นพรสวรรค์ของผู้อื่นและให้การสนับสนุน - ตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ สุดท้ายคว้าน้ำเหลว (竹篮打水一场空) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการลงแรงทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปโดยสูญเปล่า ไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ กลับมา)

“นี่คือตัวอักษร... เจ้าอ่านออกหรือไม่?”

เสิ่นซีมองหลินไต้ที่กำลังจ้องเขม็งแล้วเอ่ยถาม

หลินไต้ส่ายหน้าดุ๊กดิ๊ก นัยน์ตากลมโตเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าของเสิ่นซี “ข้าอ่านไม่ออกหรอก แล้วเจ้าอ่านออกงั้นหรือ? ได้ยินมาว่ามีแต่พวกคนชั้นสูงเท่านั้นแหละที่รู้หนังสือ เจ้าอายุแค่นี้ คงจะขีดเขียนไปเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”

เสิ่นซีแย้มยิ้ม แล้วถามต่อ “เช่นนั้นเจ้าท่องแม่สูตรคูณได้หรือไม่? ก็พวกเก้าเก้านั่นอย่างไร หนึ่งหนึ่งเป็นหนึ่ง สองสองเป็นสี่”

หลินไต้พยักหน้ายิ้มรับ “ข้าท่องได้ เก้าเก้าแปดสิบเอ็ด เก้าแปดเจ็ดสิบสอง เก้าเจ็ดหกสิบสาม...”

เสิ่นซีเพิ่งรู้แจ้งเดี๋ยวนี้เองว่าคนโบราณท่องแม่สูตรคูณย้อนกลับจากหลังมาหน้า หลินไต้ท่องไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดชะงัก ช้อนตามองเสิ่นซีอย่างขัดใจ “เจ้าแกล้งข้านี่ ในเมื่อเจ้าเป็นคนถาม เจ้าก็ต้องท่องได้แน่ๆ... เจ้าแค่อยากเห็นข้าทำเรื่องขายหน้าใช่ไหม...”

“แค่ท่องได้น่ะไม่มีประโยชน์หรอก ต้องรู้จักเขียนด้วย ข้าสอนเจ้าเขียนหนังสือเอาไหม?”

พูดจบ เสิ่นซีก็ขีดเส้นแนวนอนลงบนพื้นดินหนึ่งเส้น “นี่คือเลขหนึ่ง (一) หากขีดเพิ่มข้างใต้ไปอีกเส้น ก็จะเป็นเลขสอง (二) ขีดเพิ่มอีกเส้นก็จะเป็นเลขสาม (三) เจ้าลองทายสิว่าเลขสี่เขียนอย่างไร?”

หลินไต้ร้องตอบอย่างเบิกบานใจ “ก็ขีดเพิ่มไปอีกเส้นอย่างไรเล่า”

เสิ่นซีหัวเราะ “นั่นผิดแล้ว... นี่ต่างหากคือเลขสี่ (四)”

ว่าแล้วเสิ่นซีก็เขียนตัวเลขตั้งแต่หนึ่งถึงสิบในรูปแบบขีดเส้นง่ายๆ ก่อนจะเขียนซ้ำอีกครั้งด้วยอักษรตัวเต็ม แม้ว่ามือน้อยๆ ที่ยังอ่อนเยาว์นี้จะไม่เคยจับพู่กันมาก่อน แต่เขากลับพบว่าไม่เพียงความทรงจำและความรู้จากชาติก่อนที่ติดตัวมา ทว่าทักษะพื้นฐานต่างๆ ก็ถูกถ่ายทอดมาด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงทักษะการเขียนอักษร ตัวอักษรที่เขาใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดินนั้น เป็นอักษรข่ายซูที่บรรจงและงดงามยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ข่ายซู (楷书) คือรูปแบบตัวอักษรจีนบรรจงที่มีความมาตรฐาน เส้นขีดชัดเจน อ่านง่าย เป็นที่นิยมใช้ในการเขียนพู่กันและเอกสารทางการ)

เสิ่นซีลอบคิดในใจ “ติดก็แต่แขนขาเล็กๆ ลีบๆ นี่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะก็ การตวัดพู่กันสาดน้ำหมึกย่อมมิใช่ปัญหาแม้แต่น้อย”

หลินไต้จ้องมองพินิจพิเคราะห์อยู่นานสองนาน “เจ้าบอกว่าตัวหนังสือข้างบนกับข้างล่างต่างก็อ่านว่าหนึ่ง แต่เหตุใดจึงเขียนไม่เหมือนกันเล่า? ตัวข้างล่างมีเส้นขีดเยอะแยะไปหมด... เจ้าต้องหลอกข้าอยู่แน่ๆ”

เสิ่นซีอมยิ้มตอบ “ข้าไม่ได้หลอกเจ้าเสียหน่อย เลขหนึ่งคือ ‘อี้ (壹)’ เลขสองคือ ‘เอ้อร์ (贰)’ ตัวข้างบนที่เขียนง่ายๆ นั้น มีไว้เพื่อความสะดวกในการจดบันทึกทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่หากต้องลงบัญชีหรือเขียนเอกสารราชการที่เป็นทางการ จำเป็นต้องใช้ตัวข้างล่างเพื่อป้องกันการปลอมแปลงแก้ไข ตัวเลขเป็นสิ่งที่มีความรัดกุมเข้มงวด หากเติมเส้นขีดเข้าไปส่งเดช ความหมายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยเชียวล่ะ”

“อ้อ”

หลินไต้พยักหน้ารับอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ ทว่าท้ายที่สุดนางก็ยอมรับฟังคำอธิบายของเสิ่นซี

เพียงไม่นาน เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อก็เดินออกจากห้อง โจวซื่อยังคงใช้มือเช็ดหัวตา ดวงตาแดงก่ำรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาดูน่ารันทดใจยิ่งนัก เสิ่นซีรีบถลันเข้าไปกุมมือมารดาพลางเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดไปหรือขอรับ?”

โจวซื่อส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ฝุ่นมันเข้าตาแม่น่ะ”

“ข้าจะไปทำงานก่อน พวกเจ้าอยู่บ้านก็จงเชื่อฟังแม่ให้ดี” เสิ่นหมิงจวินทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวก่อนจะเดินพ้นประตูไป

โจวซื่อย่อตัวลง กอบกุมมือน้อยๆ ของเสิ่นซีไว้ “เสี่ยวหลาง พ่อของเจ้าบอกว่าแม้แต่ใต้เท้าขุนนางยังเห็นว่าเจ้ามีแววจะได้ดีในภายภาคหน้า จึงอยากส่งเจ้าไปเรียนหนังสือ ทว่าฐานะทางบ้านเรายากจนข้นแค้น ส่งเสียเจ้าไม่ไหวจริงๆ ไว้รอให้พ่อเจ้าลองหาหนทางดู จะส่งเจ้าไปเรียนกับซิ่วไฉเฒ่าที่รับจ้างสอนหนังสือ อย่างน้อยก็ให้พอเขียนชื่อแซ่ของตัวเองได้... เสียเงินไม่มากนัก อย่างน้อยก็จะได้ไม่ถึงขั้นมืดบอดไม่รู้จักแม้แต่อักษรติง

(เชิงอรรถผู้แปล: มืดบอดไม่รู้จักแม้แต่อักษรติง (目不识丁) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่ไม่รู้หนังสือเลยแม้แต่ตัวเดียว (อักษรติง ‘丁’ เป็นหนึ่งในอักษรจีนที่เขียนง่ายที่สุดและมีเพียงสองขีด))

โจวซื่อเอ่ยไปพลางน้ำตาก็พาลจะไหลริน นางเชื่อมั่นว่าบุตรชายของตนย่อมสามารถกลายเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ได้ ทว่าด้วยความยากจนของครอบครัวจึงไม่อาจส่งเสิ่นซีเข้าเรียนในสำนักศึกษาอย่างเป็นทางการได้ ต่อให้ส่งเสิ่นซีไปเรียนยังสถานศึกษาชั่วคราวที่สอนเพียงการอ่านเขียนอักษรไม่กี่ตัว ก็ยังต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร ภายในใจของนางจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

เสิ่นซีเผยรอยยิ้มเริงร่า “ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านแม่ ต่อให้ข้าไม่ได้เข้าสำนักศึกษาก็ไม่เห็นจะเป็นอันใด... หากท่านแม่เพียงแค่อยากให้ข้ารู้หนังสือ สักวันเมื่อข้าโตขึ้น ข้าค่อยไปขอเรียนกับท่านลุงใหญ่ก็ได้ ไม่เห็นต้องเสียเงินทองไปโดยเปล่าประโยชน์เลย... ข้าว่าท่านลุงใหญ่คงยากที่จะสอบเป็นจวี่เหรินได้กระมัง...”

เดิมทีโจวซื่อมีใบหน้าเปี่ยมเมตตาอารี ทว่าเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นก็อดด่าทอไม่ได้ “ไอ้เด็กเหม็น เจ้าพูดจาให้มันเข้าหูหน่อยไม่ได้หรือ? ลุงใหญ่ของเจ้าก็สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนเพื่อตระกูลเสิ่น ตอนนี้เขาถูกขังอยู่แต่ในห้องใต้หลังคาแม้แต่ประตูยังก้าวออกไปไม่ได้ อากาศร้อนอบอ้าวถึงเพียงนี้ซ้ำยังไม่ได้อาบน้ำ คาดว่าคงเหม็นเปรี้ยวไปทั้งตัวแล้ว น่าสงสารออกปานนั้น?”

“หากเจ้ากล้าพูดจาให้ร้ายลุงใหญ่อีก คอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!”

เสิ่นซีลอบคิดในใจว่า นี่แหละคือท่านแม่ที่เขาคุ้นเคย ดุดันและร้ายกาจหาใดเปรียบ หากนางเอ่ยปากพูดจาอ่อนหวานนุ่มนวลกับเขา เขาคงนึกว่าท่านแม่ถูกผีสิงเป็นแน่

โจวซื่อเอ่ยสำทับอีกว่า “เรื่องส่งเจ้าไปเรียนหนังสือ ข้ากับพ่อเจ้าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าจงตั้งใจเล่าเรียนให้ดี ห้ามเกียจคร้านเป็นอันขาด”

“ขอรับ”

เสิ่นซีพยักหน้ารับคำ

หลินไต้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ทอดสายตามองโจวซื่อพลางเอ่ยถาม “ท่านแม่ ข้าขอไปเรียนหนังสือกับน้องชายด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

โจวซื่อเอ็ดเอาว่า “เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง จะเรียนหนังสือไปทำไมกัน? สตรีไร้ความสามารถจึงจะนับว่ามีคุณธรรม อยู่กับแม่ก็ตั้งใจเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยให้ดีเถิด เมื่อเช้าตอนไปร้านตัดเสื้อ แม่ลองเลียบเคียงถามดูแล้ว พวกเขากำลังรับคนงาน แม่กะว่าจะลองไปสมัครดู เผื่อจะได้มีเงินส่งไอ้เด็กทึ่มนี่เรียนหนังสือ”

ในใจของเสิ่นซีบังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาทันที

นี่ขนาดยังไม่ได้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงการไปเรียนหนังสือตัวสองตัวกับอาจารย์เฒ่าผู้คร่ำครึหัวโบราณ โจวซื่อยังต้องเหน็ดเหนื่อยไปรับจ้างเย็บผ้าเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว

เขารู้สึกปวดใจแทนโจวซื่อยิ่งนัก น่าเสียดายที่ยามนี้เขายังเด็กเกินกว่าจะทำสิ่งใดได้

ในยุคสมัยนี้ หากคิดจะหาเงิน อันดับแรกต้องอาศัยแรงงาน เสิ่นซีในยามนี้ยังตัวเล็กเกินไป ต่อให้ มีวิชาความรู้อยู่เต็มหัว ก็มิกล้าแสดงออกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หนทางที่ดีที่สุดคือการแอบทำบางสิ่งอยู่เบื้องหลังเพื่อค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ ตราบใดที่ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็นฝีมือของเขาก็พอ

เมื่อโจวซื่อและหลินไต้ผละจากไป เสิ่นซีจึงนั่งอยู่กลางลานเรือนเพียงลำพัง ขบคิดหาวิธีที่จะแปรเปลี่ยนความรู้ในหัวให้กลายเป็นเงินก้อนขาวๆ

น่าเสียดายที่ชาติก่อนเสิ่นซีร่ำเรียนมาทางสายศิลปศาสตร์ มิได้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ต่อให้เขารู้หลักการทำงานของสูบเป่าลม นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาศึกษาและขบคิดขึ้นเองตอนค้นคว้าตำราโบราณ หากจะให้เขาไปประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำหรือหลอมแก้วอะไรเทือกนั้นก็ดูจะพึ่งพาไม่ได้เลยสักนิด สิ่งเหล่านั้นเขาพอจะรู้แค่หลักการคร่าวๆ หากต้องนำมาลงมือปฏิบัติเพื่อแปรวิชาความรู้ให้เป็นกำลังการผลิตจริง ย่อมเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน ต่อให้ลงมือทำก็มิอาจสัมฤทธิ์ผลได้ในชั่วข้ามคืน

หากพึ่งพาเพียงความรู้ทางวิชาการ ต่อให้เขารอบรู้เรื่องราวตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันก็มิอาจเสกเงินออกมาได้ ดังคำกล่าวที่ว่าร้อยไร้ค่าหาใดเปรียบคือบัณฑิต หนทางที่ดีที่สุดเห็นทีจะหนีไม่พ้นการเริ่มต้นจากภาพวาดและงานอักษรวิจิตร

(เชิงอรรถผู้แปล: ร้อยไร้ค่าหาใดเปรียบคือบัณฑิต (百无一用是书生) : วรรคทองจากบทกวีของหวงจิ่งเหรินในสมัยราชวงศ์ชิง ตัดพ้อถึงความไร้ประโยชน์ของบัณฑิตผู้มีความรู้แต่ขาดทักษะเอาตัวรอดหรือทำประโยชน์ในโลกความเป็นจริง)

ด้วยสายงานทางโบราณคดี เสิ่นซีเคยศึกษางานจิตรกรรมและอักษรวิจิตรในยุคราชวงศ์หยวน หมิง และชิงมาอย่างลึกซึ้ง ซ้ำยังคุ้นเคยกับการปลอมแปลงศิลปวัตถุ เป็นอย่างดี นับตั้งแต่ขั้นตอนการอัดกระดาษ การรังสรรค์ผลงาน ไปจนถึงการทำเก่า... วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีในอีกหลายร้อยปีให้หลังล้ำหน้าไปมาก แม้แต่เครื่องมือตรวจสอบอันทันสมัยก็ยังยากจะแยกแยะของจริงของปลอม หากเขาสามารถเลียนแบบภาพวาดและลายมือของกวีเอกในยุคก่อนหน้าได้สักสองสามชิ้น มูลค่าของมันย่อมมิใช่แค่เงินไม่กี่ตำลึงเป็นแน่

ทว่าปัญหาในยามนี้ก็คือ เขาไม่มีทั้งกระดาษ พู่กัน และน้ำหมึก ครอบครัวชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปย่อมไม่มีทางเตรียมของพรรค์นี้ไว้ ซ้ำหลังจากรังสรรค์ของปลอมเสร็จสิ้น ยังต้องแกะสลักตราประทับและผสมชาดประทับตราอีก ด้วยเรือนร่างเล็กจ้อยของเขา การจะทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงจึงยากเย็นแสนเข็ญ

ขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด หลินไต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจากทางหน้าประตู พลางตะโกนเสียงหลง “น้องชาย รีบมาเร็วเข้า มีคนรังแกข้า!”

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้น สิ่งแรกที่เตะตาคือเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งสวมใส่ได้เพียงสองวันของหลินไต้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบสกปรกเลอะเทอะ เมื่อเพ่งมองดูดีๆ จึงพบว่าเป็นรอยโคลนปั้นเป็นก้อน

ในตอนนั้นเอง เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา มือข้างหนึ่งถือท่อนไม้ ส่วนอีกข้างกำก้อนโคลนไว้แน่น เห็นได้ชัดว่าคนที่ปาโคลนใส่หลินไต้ก็คือเจ้าเด็กตัวแสบผู้นี้นี่เอง

เสิ่นซียังคงนั่งนิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน “เรียกข้าว่าพี่ชายสิ ไม่อย่างนั้นข้าไม่ช่วยหรอกนะ”

หลินไต้ร้องอย่างร้อนรน “แต่ว่าท่านแม่บอกว่า... เอาเถอะ ข้าเรียกเจ้าว่าพี่ชายก็ได้... พี่ชายคนดี ช่วยข้าตีเขาที เขาเป็นคนเลว เมื่อครู่ตอนที่ข้าเผลอ เขาเอาก้อนโคลนมาปาใส่ข้าจนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ท่านแม่ซื้อให้เลอะเทอะไปหมดแล้ว”

เสิ่นซีหยัดกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังเจ้าเด็กแสบที่ตัวสูงกว่าเขาถึงครึ่งศีรษะ

จบบทที่ ตอนที่ 17 หนทางอยู่ที่ใด

คัดลอกลิงก์แล้ว