เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 16 เซี่ยจู่ปู้

ตอนที่ 16 เซี่ยจู่ปู้

ตอนที่ 16 เซี่ยจู่ปู้


หลินไต้ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง แม้นางจะมีนิสัยดื้อรั้น ทว่าย่อมไม่ประสาว่าเด็กชายและเด็กหญิงมีความแตกต่างกันเช่นไร อีกทั้งการเดินทางรอนแรมมาทั้งวันทำให้อ่อนเพลียยิ่งนัก จึงทำได้เพียงข่มความน้อยเนื้อต่ำใจปีนขึ้นเตียงไป ทว่าพอเลิกผ้าห่มขึ้นก็พบว่ามีผ้าห่มเพียงผืนเดียว นางจึงได้แต่ทำปากยื่นปากยาว ล้มตัวลงนอนเคียงข้างเสิ่นซีแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง

แม้เสิ่นซีจะทะนงตนว่ามีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่ ทว่าการต้องมาร่วมเตียงกับแม่หนูน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางยังเป็นสะใภ้เลี้ยง ที่โจวซื่อกำหนดตัวไว้ให้ ภายในใจย่อมรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง

แต่ทว่าช่วงกลางวันที่ต้องนั่งเกวียนเทียมวัวก็ทำเอาแทบจะปวดเมื่อยไปทั้งร่าง ซ้ำเมื่อมาถึงยังต้องวุ่นวายกับการประดิษฐ์สูบเป่าลมอีก ร่างกายจึงเหนื่อยล้าเกินจะทนไหว เขาเผลอหลับสนิทไปโดยไม่รู้ตัว

ยามค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบ

เสิ่นซีสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นหลินไต้อิงแอบคุดคู้เป็นก้อนกลม มีเพียงมุมผ้าห่มปิดบังร่างเล็กๆ ไว้ นางหนาวสั่นจนตัวสั่นเทิ้ม เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ขยับดึงผ้าห่มมาห่มให้นางอย่างเบามือ ก่อนจะจมดิ่งสู่นิทราอีกครั้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเสิ่นซีลืมตาตื่นตะวันก็โผล่พ้นยอดไผ่เสียแล้ว หลินไต้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางกำลังซักผ้าอยู่กับโจวซื่อที่ริมบ่อน้ำโบราณกลางลานเรือน

เสิ่นซีขยี้ตาเดินงัวเงียออกจากห้อง

โจวซื่อที่กำลังตากผ้าอยู่ ปรายตามองเขาแวบหนึ่งก็เอ่ยดุ “ไอ้เด็กเหม็นนี่ตื่นสายอีกแล้ว ดูอย่างไต้เอ๋อร์สิที่รู้จักรู้ใจแบ่งเบาภาระแม่ เจ้าเป็นบุตรชายแท้ๆ หริควรจะเอาเยี่ยงอย่างนางบ้าง”

หลินไต้แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ ส่งยิ้มเยาะเย้ยให้เสิ่นซีอย่างผู้ชนะ ทั้งยังขยิบตาหลิ่วตาใส่เขาราวกับจะโอ้อวด ทว่าวาจาที่เอื้อนเอ่ยกลับอ่อนหวานว่าง่าย “ท่านแม่เมตตารับไต้เอ๋อร์มาเลี้ยงดู ไต้เอ๋อร์ช่วยท่านแม่ทำงานย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้วเจ้าค่ะ”

โจวซื่อเอ่ยด้วยความเบิกบานใจ “แม่ไม่เสียแรงที่รักและเอ็นดูเจ้าสุดหัวใจ ต่อไปนี้แม่จะเลี้ยงดูเจ้าประดุจบุตรีในไส้ ปล่อยให้ไอ้เด็กทึ่มนั่นยืนหัวเน่าไปเลย”

เสิ่นซีได้แต่ยืนทำหน้ากร่อย รู้สึกหมดสนุกไปโดยปริยาย จึงทำได้เพียงยืนดูสตรีหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กสาละวนกับการงานอยู่ริมบ่อน้ำ

โจวซื่อตากผ้าไปพลางเอ่ยถามไปพลาง “ไอ้เด็กเหม็น หิวแล้วล่ะสิ? ในครัวยังมีโจ๊กเหลืออยู่ ไปหาตักกินเสีย... วันนี้ตรงกับวันนัดตลาดในเมืองพอดี ประเดี๋ยวแม่จะพาพวกเจ้าไปเดินเที่ยว”

หลินไต้ได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นล้นพ้น ทว่าเสิ่นซีกลับไม่ค่อยใส่ใจนัก

วันซวีรื่อ หรือวันนัดตลาด เป็นธรรมเนียมการจับจ่ายซื้อของในแถบดินแดนตอนใต้ เช่น หูหนาน, เจียงซี, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง และกว่างซี แต่ละตำบลจะกำหนดวันนัดหมายสลับกันไป เช่น วันที่หนึ่ง สี่ เจ็ด, หรือวันที่สอง ห้า แปด, และวันที่สาม หก เก้า เมืองสองเมืองที่อยู่ติดกันมักจะกำหนดวันนัดหมายให้เหลื่อมล้องกันหนึ่งวันเพื่อไม่ให้ทับซ้อน ด้วยวิธีนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็มีโอกาสได้ทำการค้า ผู้คนที่มีความต้องการสิ่งใดก็มักจะฉวยโอกาสในช่วงวันนัดตลาดนี้มาจับจ่ายใช้สอย

เสิ่นซีเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ แล้วพวกเราจะกลับหมู่บ้านเถาฮวาเมื่อใดหรือขอรับ?”

โจวซื่อตอบว่า “ตอนออกมาเห็นมีคนบอกว่าอยากอยู่แต่ในเมือง มิใช่หรือ? ไฉนมาอยู่ยังไม่ทันข้ามวันก็ร้องจะกลับเสียแล้ว ไอ้เด็กเหม็นเอ๊ย ข้ารู้อยู่แล้วเชียวว่าเจ้ามันคุ้นชินกับการวิ่งเล่นเป็นม้าป่าอยู่ตามบ้านนอก พอเข้าเมืองมาก็เลยไม่ชิน... แต่ว่านะ ข้าปรึกษากับพ่อเจ้าแล้ว ในเมื่อนายท่านไม่รังเกียจที่จะให้พวกเราพักอยู่ยาว ก็สู้ถือโอกาสนี้อยู่ต่อเสียหน่อยก็แล้วกัน อย่างไรเสียงานไร่นาที่บ้านก็เสร็จสิ้นแล้ว จะมีพวกเราเพิ่มหรือขาดพวกเราไปสักคนสองคนก็ไม่ต่างกัน ไว้รอถึงฤดูเก็บเกี่ยวค่อยกลับก็ยังไม่สาย”

เสิ่นซีถามด้วยความแคลงใจ “ฮูหยินเฒ่าจะยอมตกลงหรือขอรับ?”

โจวซื่อยิ้มกริ่มพลางตอบว่า “ข้าให้พ่อเจ้าไหว้วานคนเขียนจดหมายส่งกลับไปแล้ว ต่อให้ฮูหยินเฒ่าไม่เห็นด้วยแล้วจะทำอันใดได้? หรือนางจะส่งคนมามัดตัวพวกเรากลับไปงั้นหรือ? เจ้าเด็กบ้า เจ้าก็พักผ่อนอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถิด! ไม่ต้องคอยดูสีหน้าใครใช้ชีวิต อิสระเสรี ทั้งยังมีไต้เอ๋อร์เด็กดีคอยเป็นเพื่อนเล่น วันเวลาเช่นนี้ไม่ดีหรอกหรือ?”

เสิ่นซีพยักหน้าและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

อันที่จริงเขาเองก็อยากจะรั้งอยู่ในเมือง แม้ว่าอำเภอหนิงฮว่าในยุคนี้จะเทียบไม่ได้กับเมืองใหญ่ในยุคหลัง แต่ก็ยังนับเป็นเส้นทางสัญจรของพ่อค้าวาณิชจากมณฑลฝูเจี้ยนไปยังเจียงซี โอกาสต่างๆ ย่อมมีมากกว่าในหมู่บ้านบนเขาลิบลับ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากต้องการเข้าศึกษาในสำนักศึกษา เขาก็จำต้องรั้งอยู่ในตัวอำเภอเท่านั้น

หลังจากรับประทานมื้อเช้า โจวซื่อก็พาเสิ่นซีและหลินไต้ก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อไปเดินตลาด ตลอดเส้นทางใบหน้าของโจวซื่อประดับไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ปากก็พร่ำบอกว่าจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้บ้าง จะซื้อขนมขบเคี้ยวให้เด็กทั้งสองได้กินแก้กลุ้มบ้าง

เสิ่นซีลอบคิดในใจว่า คงเป็นเพราะเมื่อคืนท่านพ่อมอบเศษเงินก้อนที่เก็บหอมรอมริบไว้ให้ท่านแม่เป็นแน่ เมื่อในมือมีเงิน ท่านแม่จึงมีอารมณ์สุนทรีย์อยากออกมาจับจ่ายใช้สอย หากมิเป็นเช่นนั้น ด้วยนิสัยมัธยัสถ์ของท่านแม่ ย่อมไม่มีทางจับจ่ายใช้สอยมือเติบเช่นนี้เด็ดขาด

“ลองดูเนื้อผ้านี้สิ ดีหรือไม่?”

โจวซื่อพาเด็กทั้งสองมาหยุดยืนอยู่หน้าแผงขายผ้าข้างทาง นางหยิบผืนผ้าสีแดงสองพับที่มีสีสันใกล้เคียงกันขึ้นมาเปรียบเทียบไปมา ราวกับรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจเลือกไม่ถูก

ในเวลานั้นเอง ที่ลานกว้างฝั่งตรงข้ามมีนักแสดงปาหี่กำลังแสดงวิชากลืนกระบี่และพ่นไฟ หลินไต้จ้องมองด้วยความตื่นตาตื่นใจจนตาไม่กะพริบ ทว่าเสิ่นซีที่คุ้นเคยกับลูกไม้เหล่านี้ดีกลับรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ เขาเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อแล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ ผ้าพับนี้งามก็จริงอยู่ แต่หากท่านแม่สวมใส่ จะไม่ดูสีสันฉูดฉาดเกินไปหน่อยหรือขอรับ?”

โจวซื่อเอ็ดเอาว่า “ไอ้เด็กเหม็น ก่อนมาเจ้ายังบอกให้แม่แต่งตัวให้สวยสะพรั่งอยู่เลย ไฉนพอเข้าเมืองมากลับมาพูดจาขัดหูขัดใจเสียได้? แต่ผ้านี่ข้าไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรอก ข้ากะว่าจะตัดชุดให้ไต้เอ๋อร์สักสองชุด... ที่ซื้อไปคราวก่อนล้วนเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เนื้อผ้าหาได้ดีงามเช่นนี้ไม่”

“พวกเราเข้าเมืองมาแล้ว จะแต่งกายซอมซ่อได้อย่างไร ต่อให้ตัวเองไม่ใส่ใจ แต่ก็เกรงว่าจะทำให้นายท่านต้องขายหน้าเอาได้!”

เสิ่นซีไหวไหล่เบาๆ และไม่ต่อความยาวสาวความยืดอีก

โจวซื่อจ่ายเงินไปร้อยกว่าเหวิน ซื้อผ้ามาห้าฉื่อ จากนั้นทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังร้านตัดเสื้อเพื่อวัดตัวให้ไต้เอ๋อร์ โจวซื่อผู้ซึ่งแม้แต่ตนเองยังตัดใจสวมใส่ผ้าเนื้อดีเช่นนี้ไม่ลง ทว่าเมื่อนำมาตัดเสื้อให้หลินไต้กลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย บนใบหน้าเล็กๆ ของหลินไต้เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ ยามเอื้อนเอ่ยกับโจวซื่อก็ยิ่งอ่อนหวานและว่าง่ายขึ้นเป็นกอง

เสื้อผ้าชุดใหม่อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาสองวันจึงจะตัดเย็บแล้วเสร็จ เมื่อออกจากร้านตัดเย็บ แม่ลูกทั้งสามก็ไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งที่จำเป็นกลับบ้าน โดยมีโจวซื่อเป็นผู้หอบหิ้วทั้งหมด... แม้ภายนอกโจวซื่อจะดูไม่บึกบึนแข็งแรงนัก ทว่านางก็เป็นสตรีที่คุ้นชินกับการทำไร่ไถนาในหมู่บ้านมาตลอด การหิ้วข้าวสารครึ่งกระสอบจึงมิได้เหลือบ่ากว่าแรงนางเลยแม้แต่น้อย

เมื่อกลับถึงเรือนก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ขณะที่โจวซื่อกำลังเตรียมหุงหาอาหาร เสิ่นหมิงจวินก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา คว้าแขนเสิ่นซีแล้วดึงตัวเดินออกไปทันที

“ท่านพี่ พวกท่านกำลังจะไปที่ใดกันหรือ?” โจวซื่อรีบวิ่งตามออกไปเอ่ยถาม

เสิ่นหมิงจวินตอบว่า “ทางเรือนใหญ่มีแขกมาเยือน บอกว่าอยากจะพบหน้าเสี่ยวหลางเสียหน่อย นี่อย่างไรเล่า พ่อบ้านหลิวจึงให้ข้าพาตัวเขาไป... เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ มีหน้าที่ทำกับข้าวก็ทำไปเถิด หากทำเสร็จแล้วพวกเรายังไม่กลับมา เจ้าก็กินไปก่อนได้เลย”

เสิ่นซีถูกเสิ่นหมิงจวินลากตัวมาจนถึงเรือนหลังของตระกูลหวัง

ณ กลางลานเรือนมีคนยืนรออยู่ก่อนแล้วสี่ห้าคน ทุกคนล้วนสวมใส่แพรพรรณสีสันสดใส บ่งบอกชัดเจนว่ามีฐานะและตำแหน่งไม่ธรรมดา

ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มีใบหน้ากลมแป้นและพุงพลุ้ยยื่นล้ำ สวมชุดแพรไหมลายตารางสีสันสดใส กำลังเอ่ยสิ่งใดบางอย่างจนเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่

จากนั้น คนทั้งกลุ่มจึงเดินเข้าไปในโรงครัว

เห็นได้ชัดว่าศูนย์กลางของคนกลุ่มนี้คือชายชรารูปร่างสันทัด ทว่าท่าทางกลับดูกระฉับกระเฉงแข็งแรงที่ยืนอยู่ตรงกลาง เขาค่อยๆ ลูบเคราของตนพลางอมยิ้มรับฟังโดยมิได้เอ่ยแสดงความคิดเห็นอันใด ในขณะที่พ่อบ้านหลิวผู้วางมาดสูงส่งเมื่อวานนี้ กลับต้องค้อมเอวชักสูบเป่าลมเพื่อสาธิตการใช้งาน ท่าทีดูนอบน้อมต่ำต้อยเป็นอย่างยิ่ง

“ที่แท้ก็มาดูสูบเป่าลมนี่เอง”

เสิ่นซีพึมพำเสียงเบา

เมื่อเขาเดินตามเสิ่นหมิงจวินมาถึงก็ถูกบ่าวรับใช้หลายคนขวางตัวไว้ จึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นบิดา ทอดสายตามองเข้าไปในโรงครัวจากที่ไกลๆ

รอจนพ่อบ้านหลิวสาธิตการใช้สูบเป่าลมจนจบ ชายชราก็พยักหน้าชื่นชม “ช่างคิดค้นได้แยบยลนัก นึกไม่ถึงเลยว่าสูบเป่าลมในโรงตีเหล็กจะสามารถนำมาดัดแปลงใช้ในครัวเรือนได้”

ช่างไม้ซุนก้าวออกไปเบื้องหน้าด้วยใบหน้ายืดอกพกความภาคภูมิใจ หลังจากพ่อบ้านหลิวแนะนำตัว ชายชราจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าเป็นคนคิดนำสูบเป่าลมมาติดตั้งไว้ข้างเตาไฟเช่นนั้นรึ?”

ช่างไม้ซุนรีบคารวะ พลางอธิบายว่า “ของสิ่งนี้ข้าน้อยเป็นผู้ลงมือทำมิผิดแน่ขอรับ ทว่าผู้ที่คิดค้น... กลับเป็นผู้อื่น”

“โอ้? เช่นนั้นชายแก่ผู้นี้คงต้องขอพบหน้าเสียหน่อย... คนผู้นั้นอยู่ที่ใด เชิญตัวมาแล้วหรือยัง?” ชายชราเดินออกจากโรงครัวพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ทว่ากลับไม่เห็นผู้ใดที่มีลักษณะพิเศษโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย

จังหวะนั้นเองพ่อบ้านหลิวจึงเดินออกมาแล้วกวักมือเรียก ให้เสิ่นหมิงจวินพาตัวเสิ่นซีก้าวออกไป

เสิ่นหมิงจวินค้อมศีรษะประสานมือคารวะ “นายท่าน บุตรชายของข้าน้อยยังเด็กนักมิรู้ความ อาศัยเพียงความซุกซนประดิษฐ์สูบเป่าลมนี้ขึ้นมาส่งเดช เกรงว่าจะทำให้สายตาของนายท่านต้องแปดเปื้อนแล้วขอรับ”

เสิ่นซีก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับประสานมือทำความเคารพเช่นกัน

เมื่อชายชราเห็นว่าเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้หนึ่ง บนใบหน้าก็ปรากฏแววประหลาดใจเต็มเปี่ยม เขาชี้ไปที่เสิ่นซี สลับกับมองพ่อบ้านหลิวที่อยู่ข้างๆ “คงมิใช่คุณชายน้อยท่านนี้กระมัง?”

พ่อบ้านหลิวตอบรับ “เป็นเขาขอรับ... เมื่อวานตอนบ่าวไปที่เรือนของเขา เห็นเขากำลังง่วนอยู่กับการประดิษฐ์สิ่งนี้กลางลานบ้าน เมื่อซักไซ้ไล่เลียงจึงได้รู้ว่ามันมีไว้สำหรับเป่าลมเข้าเตาไฟในครัว บ่าวเห็นว่าแปลกใหม่ดี จึงให้ช่างไม้ในจวนลองทำขึ้นมาดูสักอัน ใครจะไปคาดคิดว่ามันจะใช้งานได้ดีถึงเพียงนี้ขอรับ”

ขณะเดียวกัน ชายร่างอ้วนท้วนวัยกลางคนในชุดผ้าไหมลายตารางก็เดินตามออกมาจากโรงครัว เสิ่นหมิงจวินเห็นเสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงรีบตบศีรษะบุตรชายเบาๆ พลางกระซิบเตือน “นี่คือนายท่านเศรษฐี รีบโขกศีรษะให้นายท่านเร็วเข้า”

เศรษฐีร่างท้วมหัวเราะพลางโบกมือปัด “ไม่ต้องหรอก ในหมู่ลูกหลานบ่าวไพร่มีช่างฝีมือชั้นเลิศที่ความคิดอ่านแยบยลปรากฏขึ้น นับเป็นวาสนาของจวนตระกูลหวังข้าแล้ว... ยามนี้แม้กระทั่งเซี่ยจู่ปู้จากที่ว่าการอำเภอยังอุตส่าห์มาดูด้วยตนเอง ก็นับว่าได้สร้างหน้าสร้างตาให้ตระกูลหวังของข้าแล้ว หมิงจวินเอ๋ย เจ้าได้บุตรชายประเสริฐนัก!”

เสิ่นหมิงจวินก้มหน้าลงส่งยิ้มประจบ “เป็นเพราะนายท่านสั่งสอนมาดีขอรับ”

เสิ่นซีเพิ่งจะได้รู้เดี๋ยวนี้เองว่า แท้จริงแล้วชายชราผู้นี้คือจู่ปู้แห่งที่ว่าการอำเภอนี่เอง

"หากจะกล่าวถึงตำแหน่งจู่ปู้ผู้นี้ นับเป็นขุนนางผู้ทรงอำนาจอันดับสามในที่ว่าการอำเภอ รองจากนายอำเภอและเซี่ยนเฉิง โดยทั่วไปมักจะครองยศขุนนางขั้นเก้าชั้นเอกหรือขั้นเก้าชั้นโท มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายอำเภอในการจัดการเสบียงกรัง ม้าใช้ และงานลาดตระเวน ทว่าก็มีบางอำเภอเล็กๆ ที่ไม่มีตำแหน่งเซี่ยนเฉิงและจู่ปู้ มีเพียงขุนนางผู้น้อยอย่างเตี่ยนสือเป็นผู้ช่วยนายอำเภอเท่านั้น โดยปกติแล้ว เตี่ยนสือจะรับผิดชอบงานจับกุม คุมขังนักโทษ และดูแล 'การรับส่งเอกสารทางการ'"

(เชิงอรรถผู้แปล:

จู่ปู้ (主簿) - สมุหบัญชี/จู่ปู้ ดูแลด้านการจัดเก็บภาษี เสบียงกรัง และงานเอกสาร

เซี่ยนเฉิง (县丞) - รองนายอำเภอ เป็นตำแหน่งผู้ช่วยนายอำเภอ ดูแลงานบริหารทั่วไป

เตี่ยนสือ (典史) - หัวหน้ามือปราบ/พัศดี เป็นตำแหน่งขุนนางระดับล่างสุด มักไม่มีลำดับขั้นขุนนางอย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและเรือนจำ)

"ทว่า แม้จู่ปู้จะเป็นขุนนางที่มีลำดับขั้นชัดเจน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้อง ยืมจมูกนายอำเภอหายใจ อยู่ดี หากนายอำเภอเพียงแค่แบ่งงานไปให้เซี่ยนเฉิงและเตี่ยนสือ ตำแหน่งจู่ปู้ก็จะถูกลอยแพ นอกจากจะหาผลประโยชน์ใดมิได้แล้ว หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นยังต้องรับผิดชอบ นับเป็นตำแหน่งที่ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกโดยแท้"

แม้จู่ปู้แห่งอำเภอหนิงฮว่าจะครองยศเพียงขุนนางขั้นเก้าชั้นโทอันต่ำต้อย ทว่าในเมืองแห่งนี้ก็ยังถือเป็นบุคคลที่อยู่สูงเหนือผู้คนทั้งปวง ดังคำกล่าวที่ว่าอักษรคำว่าขุนนาง (官) มีสองปาก เหล่าคหบดีในท้องถิ่นที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์คุ้มครอง ล้วนต้องคอยแหงนหน้าประจบสอพลอเอาใจ อย่าว่าแต่บรรดาพ่อค้าวาณิชที่มีสถานะต่ำต้อยเลย

(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรคำว่าขุนนางมีสองปาก (官字两个口) เป็นสำนวนสะท้อนสภาพสังคมที่ขุนนางมีอำนาจล้นฟ้า สามารถพลิกแพลงคำพูดกลับกลอกได้ตามใจชอบ ผู้ที่มีอำนาจย่อมเป็นฝ่ายถูกเสมอ)

เซี่ยจู่ปู้พยักหน้ายิ้มพลางเอ่ยถาม “เด็กน้อย เจ้าคิดนำสูบเป่าลมมาใช้กับเตาไฟในบ้านได้อย่างไรกัน?”

เสิ่นซียังไม่ทันได้อ้าปากตอบ พ่อบ้านหลิวก็รีบเร่งเร้า “เจ้าหนู ใต้เท้าจู่ปู้ถามเจ้าอยู่ รีบตอบไปสิ”

เสิ่นหมิงจวินออกตัวแทน “ใต้เท้าขอรับ บุตรชายของข้าน้อยอาจจะตื่นคนไปบ้าง...”

ทว่าเสิ่นซีกลับเอ่ยขึ้นว่า “ข้าน้อยไม่ทราบหรอกขอรับว่าสูบเป่าลมในโรงตีเหล็กหน้าตาเป็นเช่นไร สิ่งนี้ข้าน้อยคิดขึ้นมาเองทั้งหมด... ข้าน้อยเพียงแค่อยากจะทำเครื่องเป่าลมให้ท่านแม่ใช้ เพราะเห็นท่านแม่ต้องคอยเป่าลมเข้าเตาไฟด้วยความเหนื่อยยากทุกครั้ง จึงอยากช่วยให้ท่านแม่เบาแรงลงบ้างขอรับ”

คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาเซี่ยจู่ปู้ถึงกับพยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจ

ในยุคสมัยนี้ ต่อให้มีฝีมืองานช่างล้ำเลิศเพียงใดก็เป็นได้แค่ช่างฝีมือผู้ต่ำต้อย ไม่อาจเชิดหน้าชูตาบนโต๊ะอาหารได้ ผู้คงแก่เรียนต่างหากจึงจะเป็นความภาคภูมิใจแห่งยุคสมัย! และปรัชญาขงจื๊อก็ยึดถือความกตัญญูเป็นรากฐาน การที่เสิ่นซีผูกโยงการกระทำของตนเข้ากับความกตัญญูเป็นอันดับแรก ก็เพื่อหวังจะซื้อใจเซี่ยจู่ปู้นั่นเอง

เป็นไปตามคาด ใบหน้าของเซี่ยจู่ปู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี “ไม่เพียงแต่เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด ซ้ำยังกตัญญูรู้คุณ อนาคตเบื้องหน้าย่อมไร้ขีดจำกัดแน่แท้... แล้วนี่ได้เข้าพิธีเบิกปัญญาเริ่มเรียนหนังสือแล้วหรือยัง?”

เสิ่นหมิงจวินตอบกลับด้วยความนอบน้อม “เรียนใต้เท้า บุตรชายของข้าน้อยนับตามปีเกิดเพิ่งจะเจ็ดขวบ ยังไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาขอรับ”

นายท่านเศรษฐีร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเอ่ยเสริม “ใต้เท้า ท่านจะดูแคลนครอบครัวนี้ไม่ได้นะขอรับ ลุงใหญ่ของเด็กน้อยผู้นี้เป็นถึงหลิ่นเซิงของอำเภอเรา ตระกูลเสิ่นก็นับว่าเป็นตระกูลบัณฑิตผู้คงแก่เรียนเช่นกัน”

(เชิงอรรถผู้แปล: หลิ่นเซิง (廪生) คือซิ่วไฉระดับหัวกะทิที่สอบได้คะแนนยอดเยี่ยม และได้รับเงินเบี้ยหวัดหรือข้าวสารจากราชสำนักเพื่อสนับสนุนการศึกษา)

เซี่ยจู่ปู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องอ้อออกมา “ตระกูลเสิ่น... หรือว่าจะเป็น... ทายาทของท่านถงจือนามเสิ่นผู้ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมในอดีต?”

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงจือ (同知) ตำแหน่งรองเจ้าเมือง หรือผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง (府 - ฝู่) เป็นขุนนางระดับขั้นห้าชั้นเอก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการบริหารราชการเมืองและดูแลความสงบเรียบร้อย ถือเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูงกว่าขุนนางระดับอำเภอมาก)

เมื่อได้รับคำยืนยันจากนายท่านเศรษฐี เซี่ยจู่ปู้ก็ทอดถอนใจ “ท่านผู้ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมในอดีตนั้นนับเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงระบือไกลแห่งเมืองถิงโจว ไม่คาดคิดเลยว่าทายาทตระกูลเสิ่นจะตกต่ำถึงเพียงนี้ จนถึงขั้นต้องมารับจ้างทำงานในจวนของท่าน”

“เด็กคนนี้ปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ จะปล่อยให้เสียของไม่ได้เด็ดขาด ทางที่ดีควรให้เขารีบเข้าพิธีเบิกปัญญาเริ่มเรียนหนังสือโดยเร็ว วันหน้าอาจจะสอบเคอจวี่ได้วุฒิขุนนาง สืบทอดปณิธานของท่านผู้ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมก็เป็นได้”

จบบทที่ ตอนที่ 16 เซี่ยจู่ปู้

คัดลอกลิงก์แล้ว