- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 15 ชายหญิงไม่พึงใกล้ชิด
ตอนที่ 15 ชายหญิงไม่พึงใกล้ชิด
ตอนที่ 15 ชายหญิงไม่พึงใกล้ชิด
(เชิงอรรถผู้แปล: ชายหญิงไม่พึงใกล้ชิดกัน (男女授受不亲) เป็นสุภาษิตจากคำสอนของขงจื๊อ ระบุถึงจารีตที่ชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวหรือใกล้ชิดกันหากมิใช่คู่ครองหรือคนในครอบครัว เพื่อรักษาความเหมาะสมตามหลักจริยธรรม)
“ตัวแค่นี้ แต่ความคิดเหลือร้ายนัก... ของสิ่งนี้ดูแล้วไม่เลวเลยจริงๆ...”
หลังจากได้เห็นการสาธิตของเสิ่นซี พ่อบ้านหลิวพลันตาเป็นประกาย เอ่ยชมด้วยรอยยิ้มอยู่สองคำ ทว่าชั่วครู่ต่อมาเขากลับนึกบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยถามว่า “จะวางเจ้าสิ่งนี้อย่างไร? คงมิใช่เอาไปวางแหมะไว้ตรงหน้าเตาหรอกนะ แล้วจะเติมฟืนเข้าไปได้อย่างไรกัน?”
เสิ่นซีตอบกลับไปว่า “หากยามก่อเตา เว้นที่ทางด้านข้างไว้สำหรับวางสูบเป่าลม แล้วปิดรอยต่อโดยรอบให้สนิท เพียงเท่านี้ก็ใช้งานได้แล้วขอรับ”
คราแรกพ่อบ้านหลิวยังมีท่าทีไม่ใส่ใจนัก ทว่าเมื่อได้ฟังคำของเสิ่นซี สีหน้าของเขาก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้น คิ้วขมวดมุ่นคล้ายกำลังขบคิดบางอย่างอย่างหนัก
โจวซื่อเห็นดังนั้นก็นึกว่าพ่อบ้านหลิวขุ่นเคืองที่บุตรชายตนสอดรู้สอดเห็น จึงรีบกล่าวละล่ำละลักว่า “พ่อบ้านหลิวเจ้าคะ เด็กน้อยมิรู้ความ ท่านโปรดมีเมตตาอย่าได้ถือสาหาความเขาเลยนะเจ้าคะ”
พ่อบ้านหลิวดูเหมือนจะตระหนักถึงบางอย่างได้ จึงหันมาส่งยิ้มให้โจวซื่อแล้วพยักหน้า “ข้ากลับเห็นว่าคำพูดของเจ้าหนูนี่มีเหตุผลนัก หากจะกล่าวถึงพวกเราที่เป็นบ่าวไพร่ เรื่องที่หนักใจที่สุดยามถึงเวรเข้าครัวก็คือการสุมฟืนหุงหาอาหาร หากเพิ่มเจ้า... อะไรนะ อ้อ ใช่ สูบเป่าลม นี่เข้าไป เพียงดึงเข้าออกไม่กี่ครั้งไฟก็ลุกโชนแล้ว มิเป็นการประหยัดเวลาและแรงงานไปได้มากโขหรือ?”
เสิ่นหมิงจวินมิได้สนใจเรื่องประหยัดแรงงานอันใด เขาเป็นเพียงคนงานรับจ้างในจวน หน้าที่หลักคือการแบกหามและซ่อมแซมงานใช้แรง นานครั้งนักถึงจะได้เข้าครัว ต่อให้ต้องสุมไฟ เขาก็เป็นบุรุษอกสามศอกที่มิได้ยี่หระต่อควันไฟหรือไอร้อนอยู่แล้ว
พ่อบ้านหลิวกล่าวสืบต่อว่า “เอาอย่างนี้เถิด หมิงจวิน เจ้าพาบุตรชายหิ้วเจ้าสิ่งนี้ไปที่เรือนหลัง ข้าจะไปตามช่างไม้ซุนและคนอื่นๆ มา ให้บุตรชายเจ้าช่วยชี้แนะสักหน่อย แล้วลองดูว่าจะปรับปรุงตรงไหนได้บ้าง เพื่อจะได้ลองติดตั้งสูบเป่าลมนี่ในโรงครัวดู น้องสะใภ้โปรดวางใจ หากของสิ่งนี้ใช้งานได้ดีจริง ข้าจะให้คนไปติดตั้งที่เรือนของเจ้าด้วยเช่นกัน”
โจวซื่อฟังแล้วยังรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
นางเพิ่งรู้ว่าบุตรชายประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่าสูบเป่าลมนี้ขึ้นมา และไม่ได้รู้สึกว่ามันวิเศษวิโสอันใด ทว่าพ่อบ้านหลิวผู้กุมอำนาจเหนือสามีกลับชื่นชมถึงเพียงนี้ ทั้งยังจะให้บุตรชายของนางไปชี้แนะช่างไม้ที่มีฝีมือแก่กล้าเหล่านั้น... ใครเล่าจะยอมฟังคำสั่งของเด็กตัวเปี๊ยกคนหนึ่ง?
ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับมีความสุขยิ่งนัก เพราะในจวนตระกูลหวังนี้ พ่อบ้านหลิวมีฐานะเหนือผู้ใด หากมิใช่บรรดานายท่านแล้ว พ่อบ้านหลิวนับเป็นผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงที่สุด แม้แต่เหล่าคุณชายน้อยในเรือนหลังก็ยังมิกล้าล่วงเกิน
เสิ่นหมิงจวินแบกสูบเป่าลมขึ้นบ่าอย่างกระตือรือร้น พลางจูงมือบุตรชายมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังของจวนเศรษฐี
หลินไต้เดิมทีตั้งใจจะมาฟ้องโจวซื่อเพื่อหยุดยั้งการวุ่นวายของเสิ่นซี ทว่าความจริงกลับพิสูจน์ว่าสิ่งที่เสิ่นซีทำนั้นได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ นางจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งและอยากจะตามไปดูให้รู้ความ แต่โจวซื่อกลับคว้าตัวนางไว้แล้วเอ่ยว่า “เจ้าเป็นเด็กหญิง อย่าได้ไปมุงดูเรื่องวุ่นวายเลย หากหิวก็เข้าไปหาอะไรกินรองท้องเสียก่อน”
อันที่จริงโจวซื่อเองก็นึกอยากตามไปดูใจจะขาด แต่นางรู้ดีว่าสตรีมิควรเข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องเช่นนี้ จึงได้แต่สงบใจรอฟังข่าวอยู่ที่เรือน
ในขณะเดียวกัน เสิ่นซีกลับรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง แม้ภายนอกเขาจะเป็นเด็ก แต่ในใจมิได้อยากถูกปฏิบัติเหมือนเด็กน้อยผู้ไม่เดียงสา ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับจูงมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเดินอยู่ดีๆ เขาจะพลัดหลงหายไปเสียอย่างนั้น
ตระกูลหวังสมกับเป็นหนึ่งในตระกูลเศรษฐีที่ดินรายใหญ่ของอำเภอหนิงฮว่า ตัวคฤหาสน์ใหญ่โตกว่าบ้านเดิมตระกูลเสิ่นที่หมู่บ้านเถาฮวาหลายเท่าตัวนัก เมื่อเดินพ้นสวนดอกไม้เข้าสู่ระเบียงทางเดิน ต่อด้วยแถวของตึกแถวโบราณ เรือนแต่ละหลังเชื่อมต่อกันสลับซับซ้อนจนเสิ่นซีแทบจะเวียนหัว
เมื่อมาถึงเรือนหลัง พ่อบ้านหลิวสั่งการชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังเก็บกวาดเศษกระเบื้องบนพื้นว่า “พวกเจ้าไปตามช่างไม้ซุนกับเฒ่าเหอมาหาข้า ข้ามีเรื่องจะสั่งการ”
เพียงไม่นาน ชายร่างท้วมวัยสี่สิบเศษก็เดินนำเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีเข้ามา เสิ่นซีคาดเดาว่าชายผู้นี้คงจะเป็นช่างไม้ซุนที่พ่อบ้านหลิวเอ่ยถึง ส่วนเด็กหนุ่มนั่นคงเป็นลูกศิษย์ จากนั้นก็ตามมาด้วยคนอีกกลุ่ม ซึ่งล้วนเป็นคนงานรับจ้างที่มีฐานะเดียวกับเสิ่นหมิงจวิน
พ่อบ้านหลิวให้ทุกคนเข้ามามุงดูสูบเป่าลมและเริ่มสาธิตด้วยตนเอง แม้แต่ช่างไม้ซุนที่คุ้นเคยกับงานไม้และทะนงในฝีมือตนเอง เมื่อได้เห็นสิ่งนี้ก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
ช่างไม้ซุนเอ่ยถามด้วยความฉงน “พ่อบ้านหลิว ท่านจะทำสิ่งใดกันขอรับ?”
พ่อบ้านหลิวปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เหตุใดการทำงานยังมิสู้เด็กน้อยคนหนึ่ง? ในเมื่อข้าเอาของสิ่งนี้มาให้พวกเจ้าดู ย่อมต้องการให้พวกเจ้าวาดน้ำเต้าตามแบบ ทำมันออกมา หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็จงถาม... เสี่ยวหลางตระกูลเสิ่น ให้เขาเป็นคนอธิบาย”
(เชิงอรรถผู้แปล: วาดน้ำเต้าตามแบบ (依样画葫芦 ) เป็นสำนวนจีน หมายถึงการทำตามรูปแบบเดิมที่มีอยู่ทุกประการโดยมิได้ดัดแปลงหรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง)
เดิมทีช่างไม้ซุนนึกว่าสูบเป่าลมนี่จะมีที่มาไม่ธรรมดา แต่เมื่อเสิ่นซีก้าวออกมาตามคำสั่งของพ่อบ้านหลิว เขาก็ต้องอุทานด้วยความประหลาดใจ “กล่องไม้นี่... เด็กคนนี้เป็นคนทำหรือขอรับ?”
พ่อบ้านหลิวเอ่ยว่า “ปณิธานสูงส่งมิได้อยู่ที่อายุขัย เจ้าอย่าได้ดูถูกผู้คนเลย”
ภายใต้การกำกับของพ่อบ้านหลิว กลุ่มคนงานจึงเริ่มลงมือประดิษฐ์สูบเป่าลม เมื่อมีช่างฝีมือมาร่วมวง เจ้าสิ่งนี้จึงมิได้ทำขึ้นจากกล่องไม้เก่าๆ หรือเศษวัสดุไร้ค่าอีกต่อไป แต่เป็นการใช้ไม้เนื้อดีรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีต แม้เสิ่นซีจะยังเยาว์วัย แต่เมื่อได้รับอาญาสิทธิ์จากพ่อบ้านหลิว เขาก็ได้กลายเป็นอาจารย์ของเหล่าช่างฝีมือไปโดยปริยาย
สูบเป่าลมใหม่ถูกทำขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะรอยต่อที่สนิทแน่นหนา ประสิทธิภาพของมันจึงดีกว่าตัวต้นแบบหลายเท่าตัวนัก
พ่อบ้านหลิวตรวจรับงานด้วยตนเอง พลางพยักหน้ายิ้มกริ่ง “ดีมาก ไปเถอะ ไปเจาะเตาไฟกันก่อน เฒ่าเหอ เจ้าเป็นช่างปูน งานก่อเตานี้ข้ายกให้เจ้าจัดการ”
เฒ่าเหอ ชายร่างสูงโปร่งวัยสามสิบเศษที่ยืนว่างงานอยู่นาน เมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน “ได้เลยขอรับ พ่อบ้านหลิวกับเสี่ยวหลางตระกูลเสิ่นคอยดูฝีมือข้าได้เลย”
เฒ่าเหอลงมือเจาะเตาไฟด้วยความกระตือรือร้น เพียงไม่กี่อึดใจก็ติดตั้งสูบเป่าลมเข้าไปและก่ออิฐปิดเตาจนเรียบร้อย
เมื่อการประกอบเสร็จสิ้น ทุกคนต่างก็เหนื่อยจนหอบแฮก
พ่อบ้านหลิวเห็นบรรดาสาวใช้และบ่าวไพร่ในเรือนหลังพากันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงปั้นหน้ายักษ์ตวาดออกไปว่า “มัวยืนบื้อกันอยู่ทำไม? ยังมิรีบไปจุดไฟดูอีกหรือ ว่ามันใช้การได้ดีเพียงใด!”
ฐานะผู้จัดการจวนของพ่อบ้านหลิวนั้นนับเป็นดุจคำสั่งประกาศิต มีคนรีบนำฟืนมาจุดไฟหุงข้าวทันที เมื่อไฟเริ่มติดและมีการชักสูบเป่าลมเข้าออก เปลวไฟก็พุ่งโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว คนรอบข้างต่างเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน
พ่อบ้านหลิวหัวเราะร่า “เมื่อก่อนพวกเจ้ามักจะหาเรื่องเลี่ยงการเข้าครัว ต่อไปเมื่อเตาทุกใบติดตั้งสูบเป่าลมหมดแล้ว ดูซิว่าใครยังจะกล้าหาข้ออ้างขี้เกียจอีก”
คนข้างๆ รีบเอ่ยประจบสอพลอทันที “ยังคงเป็นพ่อบ้านหลิวที่เมตตาพวกเราที่เป็นผู้น้อยนัก”
เสิ่นซีถอยฉากออกมาอย่างเงียบๆ แม้เขาจะเป็นผู้สร้างผลงานใหญ่ในครั้งนี้ แต่จุดสนใจหาได้อยู่ที่ตัวเขาไม่ อันที่จริงช่างไม้ซุนและคนอื่นๆ ต่างก็พอจะเข้าใจหลักการของสูบเป่าลมอยู่บ้าง เพราะเจ้าสิ่งนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ยุคชุนชิวแล้ว และในสมัยถัง-ซ่งก็เริ่มมีการใช้สูบเป่าลมแบบสองจังหวะ ทว่าส่วนใหญ่ใช้ในงานถลุงเหล็ก มิเคยมีใครนำมาประยุกต์ใช้ในครัวเรือน สิ่งที่เสิ่นซีทำลงไปจึงเป็นเพียงการเจาะกระดาษหน้าต่างให้ทะลุ เท่านั้นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: เจาะกระดาษหน้าต่างให้ทะลุ (捅破这层窗户纸) เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึงการทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะยากหรือซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและชัดเจนขึ้นมาทันที เพียงแค่สะกิดจุดสำคัญเพียงนิดเดียว)
เมื่อกลับมาถึงเรือนและพบกับโจวซื่อ นางก็รีบดึงตัวเสิ่นซีไปถามไถ่ เสิ่นซีทำได้เพียงยักไหล่พลางตอบว่า “พวกเขานับเป็นผู้ใหญ่ ยามทำสูบเป่าลมก็ล้วนถามความเห็นข้า แต่พอทำเสร็จแล้ว ข้าก็ถูกทิ้งไว้ข้างทางเสียอย่างนั้นขอรับ”
โจวซื่อเอ่ยด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง “นึกไม่ถึงเลยว่าคนพวกนั้นจะกล้าข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน...จริงสิ แล้วพ่อเจ้าล่ะ?”
(เชิงอรรถผู้แปล: ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน (过河拆桥) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเนรคุณ เมื่อบรรลุเป้าหมายหรือได้ผลประโยชน์แล้ว ก็ทอดทิ้งหรือเขี่ยคนที่เคยให้ความช่วยเหลือทิ้งไป)
“ท่านพ่อตามพ่อบ้านหลิวไปเข้าพบนายท่านเศรษฐีแล้วขอรับ พ่อบ้านหลิวบอกว่าเรื่องนี้ทำได้ดีเยี่ยม เตรียมจะขอรางวัลให้ท่านพ่อ อาจจะได้ขึ้นเงินเดือนด้วยก็เป็นได้”
ความขุ่นเคืองของโจวซื่อเมื่อครู่พลันมลายหายไปราวควันจางเมฆสลาย นางหัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี ดูท่าแล้วก็ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์อันใดเสียทีเดียว”
จวบจนยามค่ำคืนมาเยือน ก็ยังไร้วี่แววของเสิ่นหมิงจวินและพ่อบ้านหลิว ตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้น แสงสีเหลืองนวลทาบทอไปทั่วผนังทั้งสี่ด้าน โจวซื่ออดมิได้ที่จะเป็นห่วงสามี จึงไปยืนพิงประตูรอคอย
เสิ่นซีเบ้ปาก “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก หรือท่านพ่อจะทิ้งเราสองแม่ลูกไปได้ลงคอเชียวหรือ?”
โจวซื่อเดินเข้ามาเอานิ้วจิ้มหน้าผากเสิ่นซีไปหนึ่งทีพลางดุว่า “เจ้าเด็กบ้านี่ ไม่รู้จักพูดจาให้เป็นมงคลเอาเสียเลย ข้าว่าพ่อบ้านหลิวพูดถูก เจ้าเด็กคนนี้นี่ ตัวแค่นี้แต่ความคิดเหลือร้าย ช่างน่าโดนตีเสียจริง”
รออยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงประตูเรือนข้างเปิดออก โจวซื่อรีบรุดออกไปต้อนรับ เพียงไม่นานเสิ่นหมิงจวินก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบาน ในมือหิ้วเนื้อหมูหนักสองชั่ง พอเข้าประตูก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “นี่เป็นรางวัลจากนายท่าน เมื่อเช้าคนขายเนื้อแซ่เจิ้งเพิ่งให้คนมาส่ง ยังสดๆ อยู่เลย รีบเอาไปทำอาหารเถอะ...”
โจวซื่อรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง “ไอ้เด็กทึ่มอุตส่าห์ประดิษฐ์ของดีถึงเพียงนั้นออกมา นายท่านกลับตบรางวัลให้แค่นี้น่ะหรือ?”
เสิ่นหมิงจวินแย้งว่า “น้องหญิง อย่างไรเสียนายท่านก็เปรียบเสมือนบิดามารดาผู้ให้ข้าวให้น้ำ เราจะเนรคุณมิได้เด็ดขาดใช่หรือไม่? นายท่านเศรษฐีเอ่ยปากแล้วว่า ในเมื่อพวกเจ้าแม่ลูกอุตส่าห์เดินทางมาจากบ้านนอก ก็ให้อยู่ในเมืองต่ออีกสักระยะ... เรือนหลังเล็กนี้ก็ให้ครอบครัวเราใช้สอยต่อไปชั่วคราว มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ?”
ได้ยินดังนั้น โจวซื่อถึงค่อยคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
โจวซื่อกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะไปตุ๋นหมูเสียเดี๋ยวนี้ จะได้กินของดีๆ ให้หนำใจกันสักมื้อ”
เสิ่นหมิงจวินหัวเราะร่วน “เอาตามที่เจ้าว่าเลย”
โจวซื่อหิ้วเนื้อหมูเข้าครัวไปด้วยความเบิกบานใจ เสิ่นหมิงจวินเดินเข้ามาลูบหัวเสิ่นซีพลางเอ่ยชม “เจ้าเด็กนี่เก่งกาจไม่เบา พอมาถึงก็ช่วยให้พ่ออย่างข้าได้หน้าได้ตาครั้งใหญ่ นายท่านเศรษฐีชมว่าเจ้าเฉลียวฉลาด อนาคตต้องได้ดิบได้ดีเป็นแน่ อ้อ จริงสิ วันหน้าหากเจ้ามีแผนการเด็ดๆ อะไรอีกก็เอามาบอกข้าได้ ไม่แน่ว่าพอนายท่านอารมณ์ดีอาจจะตบรางวัลเป็นของดีๆ มาให้อีกก็ได้”
เสิ่นซีเพียงแค่ยิ้มรับ ทว่าในใจมิได้รู้สึกยินดีเท่าใดนัก
เรื่องนี้เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าความดีความชอบสูงสุดในการสร้างสูบเป่าลมตกเป็นของพ่อบ้านหลิว ยังดีที่พ่อบ้านหลิวมิได้ฮุบความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว ทว่านี่ก็มิได้แลกมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นชิ้นเป็นอัน อย่างมากก็แค่แลกกับเนื้อหมูสองชั่งให้ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์กันบ้างก็เท่านั้น
ครอบครัวล้อมวงกินมื้อค่ำด้วยกันอย่างชื่นมื่น จากเดิมที่มีเพียงสามคนพ่อแม่ลูก จู่ๆ ก็กลายเป็นครอบครัวสี่คน ซ้ำโจวซื่อและเสิ่นหมิงจวินยังได้กลับมาพบกันหลังห่างหายไปนาน สมดังคำกล่าวที่ว่า การจากลากันช่วงสั้นๆ ทำให้กลับมาพบกันหวานชื่นยิ่งกว่าข้าวใหม่ปลามัน บนใบหน้าของโจวซื่อจึงเพิ่มพูนความอ่อนโยนตามวิสัยสตรี ทุกกิริยาแย้มยิ้มล้วนแฝงไปด้วยความรักใคร่ระคนหวานซึ้ง
หลังมื้อค่ำ โจวซื่อเก็บกวาดถ้วยชามเสร็จสรรพก็หันมากล่าวกับเสิ่นซี “ฟ้ามืดมาพักใหญ่แล้ว น้ำมันตะเกียงต้องใช้สอยอย่างประหยัด ราคามันแพงหูฉี่เชียวนะ เจ้าเด็กสองคนไปนอนในห้องข้างๆ เถิด ข้าจัดแจงที่หลับที่นอนไว้ให้แล้ว ตอนกลางคืนก็อย่าได้ทะเล่อทะล่าออกมากล่ะ”
หลินไต้ทอดสายตามองโจวซื่อตาละห้อย เห็นได้ชัดว่าอยากจะนอนร่วมเตียงกับมารดาที่เพิ่งได้รู้จักคนนี้ ความผูกพันที่นางมีต่อโจวซื่อนั้นลึกซึ้งกว่าเสิ่นซีมากนัก
แต่เสิ่นซีนั้นเป็นผู้ที่เข้าใจ "สัจธรรมของโลก" ดี โจวซื่อเดินทางรอนแรมมาไกลถึงในเมืองเพื่อเยี่ยมสามี สามีภรรยาได้มาพบหน้าย่อมต้องเป็นดั่งฟืนแห้งกับไฟเพลิง จะปล่อยให้เด็กน้อยสองคนอยู่เกะกะขวางทางได้อย่างไร?
เสิ่นหมิงจวินเองก็เพิ่มความน่าเกรงขามในฐานะบิดาขึ้นมาอีกหลายส่วน “แม่เจ้าพูดถูกแล้ว รีบพาไต้เอ๋อร์ไปที่ห้องข้างๆ เถิด ข้างนอกมีอ่างไม้ ไปตักน้ำในโอ่งมาล้างหน้าล้างตาเสียก่อนแล้วค่อยนอน”
หลินไต้ปรายตามองเสิ่นซี ริมฝีปากเล็กๆ ยื่นออกอย่างขัดใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเต็มใจจะนอนร่วมห้องกับเขาสักเท่าใด
เมื่อเสิ่นซีและหลินไต้มาถึงห้องปีกตะวันออกที่อยู่ติดกัน จึงพบว่าแม้ตัวห้องจะกว้างขวาง ทว่าเตียงนอนกลับเล็กจนน่าสงสาร แผ่นไม้ที่มีความกว้างยาวไม่ถึงหนึ่งช่วงตัวครึ่งถูกปูทับด้วยเสื่อฟางลวกๆ หากเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่มานอนคงเหยียดแขนขาได้ลำบาก ดูแล้วคงเป็นของที่ลากมาจากที่อื่นเพื่อแก้ขัดไปพลางๆ เป็นแน่
โจวซื่อตามเข้ามาจัดแจงเตียงนอนให้เรียบร้อย ปูที่นอนหมอนมุ้งเสร็จก็ถือตะเกียงเดินออกไป พอถึงหน้าประตูก็หันมากำชับว่า “ข้าจะคล้องกุญแจจากข้างนอกนะ หากกลางดึกปวดเบา ใต้เตียงมีกระโถนอยู่”
เสิ่นซีถามขึ้นว่า “แล้วถ้าปวดหนักล่ะขอรับ?”
โจวซื่อดุเข้าให้ “ก็มีแต่เจ้านี่แหละที่เรื่องมาก... เอาล่ะ ข้าไม่คล้องกุญแจแล้ว พวกเจ้าก็ลงกลอนจากข้างในเอาเองก็แล้วกัน แต่ตอนกลางคืนห้ามเปิดประตูสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ ทางไปส้วมมันมืด เดินเหินก็ระวังหน่อย”
จากนั้นโจวซื่อก็ปิดประตูลง เมื่อแสงตะเกียงด้านนอกค่อยๆ ลับตาไป ภายในห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิด ผ่านไปครู่ใหญ่ดวงตาของเสิ่นซีจึงค่อยปรับชินกับความมืดและพอมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เลือนราง
หลินไต้จัดการลงกลอนประตู ก่อนจะเดินกลับมายืนข้างเตียง นางมองดูเตียงเล็กแคบนั้นด้วยท่าทีไม่อยากจะล้มตัวลงนอนนัก
เสิ่นซีเห็นแล้วก็นึกขำ จึงเอ่ยเย้าไปว่า “หากไม่อยากนอนบนเตียง ก็หอบที่นอนไปปูนอนบนพื้นได้นะ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องไม่กลัวว่าพรุ่งนี้จะโดนท่านแม่ทำโทษล่ะ”
หลินไต้รีบเถียงอย่างร้อนรน “เจ้าต่างหากที่ต้องนอนบนพื้น พวกเรา... พวกเราจะนอนเตียงเดียวกันได้อย่างไร”
เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นึกไม่ถึงเลยว่าแม่หนูน้อยเพิ่งจะอายุเก้าขวบก็รู้จักคำว่าชายหญิงไม่พึงใกล้ชิดกัน เสียแล้ว ทว่าปัญหาคือ ต่อให้เขามีใจคิดมิดีมิร้าย แต่ด้วยเรือนร่างเล็กจ้อยวัยไม่ถึงเจ็ดขวบดีนี้ จะสามารถไปล่วงเกินหรือทำเรื่องไร้มรรยาทอันใดได้?
เสิ่นซีปีนขึ้นเตียง พลิกตัวกลิ้งเข้าไปด้านในสุด หันหน้าเข้าหาผนังแล้วหลับตาลง พลางพึมพำอุบอิบว่า “จะนอนหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะไปนั่งหลับบนเก้าอี้เอาเอง รอดูแล้วกันว่าพรุ่งนี้ใครจะเป็นหวัด”