- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 13 พร้อมหน้าพร้อมตา
ตอนที่ 13 พร้อมหน้าพร้อมตา
ตอนที่ 13 พร้อมหน้าพร้อมตา
สามแม่ลูกเดินผ่านประตูเมือง ทหารยามรักษาการณ์หลายนายยืนอยู่สองฟากฝั่ง คอยตรวจสอบผู้คนที่สัญจรไปมา
เมืองหนิงฮว่าตั้งอยู่ตอนในของแผ่นดิน เป็นพื้นที่เขตป้องกันของกองกำลังถิงโจวเว่ย สังกัดฝูเจี้ยนสิงตูซือแห่งมณฑลฝูเจี้ยน
(เชิงอรรถผู้แปล: กองกำลังถิงโจวเว่ย อยู่ในระบบ เว่ยสั่ว (卫所) ของราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นระบบกองทหารรักษาการณ์ประจำท้องถิ่น ส่วนฝูเจี้ยนสิงตูซือคือหน่วยบัญชาการทหารระดับภูมิภาคที่ดูแลกองกำลังในพื้นที่ฝูเจี้ยน)
จุดประสงค์หลักในการก่อตั้งแต่เริ่มแรกคือเพื่อกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธที่หลงเหลืออยู่ของเฉินโหย่วติ้ง จางซื่อเฉิง และฟางกั๋วเจิน อีกทั้งเพื่อป้องกันการจับกลุ่มก่อกบฏของชนกลุ่มน้อยในแถบฝูเจี้ยนตะวันตก ทว่ายามนี้แผ่นดินสงบร่มเย็นมาเป็นเวลานาน ชนทุกเผ่าพันธุ์ในเมืองถิงโจวต่างอยู่เย็นเป็นสุข การป้องกันที่ประตูเมืองจึงหละหลวมเป็นอย่างยิ่ง ทหารยามเหล่านั้นเพียงปรายตามองลวกๆ เอ่ยถามว่ามาจากที่ใด แล้วก็ปล่อยทั้งสามคนเข้าเมืองไป เรื่องการเสียภาษีผ่านประตูเมืองที่โจวซื่อกังวลก่อนหน้านี้จึงไม่เกิดขึ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เฉินโหย่วติ้ง จางซื่อเฉิง และฟางกั๋วเจิน เป็นผู้นำกองกำลังท้องถิ่นหรือขุนศึกช่วงปลายราชวงศ์หยวน ก่อนถูกจูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง ปราบปรามหรือผนวกอำนาจในเวลาต่อมา)
เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว ผู้คนสัญจรก็เริ่มหนาตาขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นเดินไหล่กระทบไหล่ส้นเท้าชนส้นเท้า ทว่าก็มีพ่อค้าแม่ค้ามารวมตัวกันเนืองแน่น ดูคึกคักกว่าตำบลซวงซีมากนัก
ปีนี้คือปีหงจื้อศกที่ห้าแห่งราชวงศ์ต้าหมิง
(เชิงอรรถผู้แปล: ปีหงจื้อศกที่ห้า (弘治五年) ตรงกับปี ค.ศ. 1492 ในรัชสมัยจักรพรรดิหมิงเสี้ยวจง จูโย่วถัง)
เสิ่นซีรู้ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงดีไม่แพ้ใคร รัชศกหงจื้อหรือก็คือจักรพรรดิหมิงเสี้ยวจง จูโย่วถัง นับเป็นแบบอย่างของฮ่องเต้ผู้ทรงมุมานะอุตสาหะบริหารแผ่นดินแห่งราชวงศ์ต้าหมิง
ในช่วงรัชศกหงจื้อ บ้านเมืองไม่มีกบฏหรือความวุ่นวายครั้งใหญ่ เหตุการณ์วิกฤตการณ์ถู่มู่เป่าก็ผ่านพ้นไปกว่าสี่สิบปีแล้ว ส่วนจุดจบของราชวงศ์หมิงก็ยังเหลือเวลาอีกร้อยกว่าปี เสิ่นซีไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดในยุคกลียุคที่ชีวิตผู้คนไร้ค่าดั่งผักหญ้าได้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าโชคชะตาของตนเองก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
(เชิงอรรถผู้แปล: วิกฤตการณ์ถู่มู่เป่า (土木堡之变) คือเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1449 เมื่อจักรพรรดิหมิงอิงจงนำทัพออกรบกับเผ่าหว่าล่า แต่พ่ายแพ้และถูกจับเป็นเชลย ถือเป็นวิกฤตใหญ่ครั้งหนึ่งของราชวงศ์หมิง)
ยามนี้โจวซื่อยิ่งทวีความระแวดระวังมากเป็นพิเศษ มือที่จับเสิ่นซีไว้ก็บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย
ในเมืองมีบ้านเรือนปลูกสร้างติดๆ กัน ถนนหนทางหลายสายดูคล้ายคลึงกันมาก หากมีพวกโจรลักพาตัวฉกเด็กแล้ววิ่งหนีไป เลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยเพียงไม่กี่ครั้งก็คงตามหาไม่เจอแล้ว
"ท่านแม่ บ้านของเศรษฐีหวังที่ท่านพ่อทำงานอยู่ อยู่ตรงไหนหรือขอรับ?" เสิ่นซีเดินไปพลาง เอ่ยถามด้วยความสงสัยไปพลาง
โจวซื่อตอบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง "คราวก่อนตอนที่แม่เข้าเมืองมาเยี่ยมพ่อของเจ้า แม่เคยไปมาหนหนึ่ง ยังพอจำตำแหน่งได้ลางๆ รอให้ถึงที่หมายก็คงนึกออกเองนั่นแหละ"
เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้ายิ้มขื่น โจวซื่อผู้มีนิสัยดุดันอารมณ์ร้อนมาตลอด กลับกลายเป็นคนอ่อนแอและดูไร้ที่พึ่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่าสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อคนเรามากเพียงใด เขาแอบตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ว่า การเข้าเมืองครานี้ จะต้องคว้าโอกาสไว้ให้จงได้
ขณะที่พวกเสิ่นซีกำลังเดินอยู่บนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมือง ก็มีเสียงร้องเรียกแผ่วเบาดังมาจากแต่ไกล "น้องหญิง ข้าอยู่นี่"
เสิ่นซีได้ยินเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดังแว่วเข้าหู ก็ชะงักไปเล็กน้อย รีบเงยหน้าขึ้นมอง และก็เป็นดั่งคาด เสิ่นหมิงจวินกำลังโบกมือเรียกอยู่ริมถนนไม่ไกลนัก
เสิ่นหมิงจวินเป็นบุตรชายคนสุดท้องของครอบครัว อายุยังน้อย ยามนี้เพิ่งจะยี่สิบห้าปี ดูหน้าตาอ่อนเยาว์เป็นอย่างยิ่ง ครั้งแรกที่เสิ่นซีได้พบเขา ก็รู้สึกกระดากปากยากจะเอ่ยเรียกบุรุษที่อายุน้อยกว่าตนเองในชาติก่อนว่า 'ท่านพ่อ' ออกมาได้จริงๆ
ทว่าหลังจากหักห้ามใจอยู่หลายครา ในที่สุดเสิ่นซีก็เกลี้ยกล่อมตัวเองให้พยายามยอมรับเสิ่นหมิงจวินได้สำเร็จ
เสิ่นหมิงจวินเป็นคนมีนิสัยสุขุมเยือกเย็น แม้หน้าตาจะดูธรรมดาสามัญ ทว่าก็เป็นคนใฝ่รู้และมีความรับผิดชอบ ตลอดหกปีที่ทำงานในบ้านตระกูลหวังไม่เคยทำผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ค่าจ้างก็เพิ่มขึ้นจากสามร้อยเหวินในตอนแรก มาเป็นห้าร้อยเหวินในปัจจุบัน น่าเสียดายที่เงินเหล่านี้ล้วนถูกส่งมอบให้หลี่ซื่อทั้งหมด เพื่อนำไปจุนเจือปากท้องของคนทั้งครอบครัว
ระหว่างเสิ่นซีกับเสิ่นหมิงจวินไม่ได้มีความผูกพันฉันพ่อลูกมากมายนัก อย่างไรเสียตั้งแต่ข้ามภพมาเมื่อปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เวลารวมที่สองพ่อลูกได้อยู่ด้วยกันยังไม่ถึงครึ่งเดือนเลยด้วยซ้ำ เสิ่นหมิงจวินมักจะกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่หมู่บ้านในช่วงปีใหม่ ทว่าเวลาอื่นๆ ล้วนต้องอยู่ทำงานที่บ้านเศรษฐีหวัง ทุกครั้งที่เสิ่นหมิงจวินกลับหมู่บ้านเถาฮวา เขามักจะแอบหลบสายตาหลี่ซื่อผู้เป็นมารดา นำเงินรางวัลที่เก็บหอมรอมริบไว้ มาซื้อของดีๆ ที่หาไม่ได้ในชนบทกลับไปฝากสองแม่ลูกเสมอ
เสิ่นซีไม่ได้รู้สึกผูกพันลึกซึ้งอะไรกับท่านพ่อคนนี้นัก ทว่าเพื่อตบตาผู้คน ประกอบกับต้องทำหน้าที่ของลูกให้สมบูรณ์ เขาจึงแสร้งทำท่าทีตื่นเต้นดีใจสุดขีด สับขาสั้นๆ วิ่งโผเข้าหาเสิ่นหมิงจวิน
เสิ่นหมิงจวินหัวเราะอย่างเบิกบานใจ รับตัวเสิ่นซีไว้หมับ อุ้มเขาขึ้นหมุนกลางอากาศสองรอบ แล้วเอ่ยหยอกล้อ "ไอ้เด็กเหม็น ทำไมพ่อรู้สึกว่าเจ้าตัวหนักขึ้นเยอะเลยล่ะ?"
เสิ่นซีทำหน้าตาน่าสงสาร ไม่ได้ตอบกลับ... ระหว่างเขากับเสิ่นหมิงจวินยังขาดการสื่อสารกันอยู่จริงๆ
เสิ่นหมิงจวินไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ เขาตบแผ่นหลังของบุตรชายเบาๆ เมื่อวางเขาลงแล้วก็กล่าว "เจ้าเด็กโง่ วันๆ รู้จักแต่กินล่ะสิ"
เสิ่นซียังคงไม่เอ่ยสิ่งใด เขาวิ่งกลับไปดึงตัวหลินไต้หลบฉากไปด้านข้าง แล้วยืนมองดูเงียบๆ เขารู้ดีว่า ละครฉากการพบพานหลังการจากลาอันยาวนานกำลังจะเริ่มฉายแล้ว
ช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้วเขาก็เคยได้ประจักษ์แก่สายตามาแล้ว ยามที่ท่านพ่อกับมารดากลับมาพบกันนั้นช่างแสดงออกได้เกินจริงนัก เสิ่นหมิงจวินนั้นช่างสรรหาคำพูดหวานเลี่ยนมาเอื้อนเอ่ย ทว่าโจวซื่อก็ฟังได้ไม่รู้เบื่อ เรื่องนี้ทำให้เสิ่นซีได้แต่สะท้อนใจว่า 'ของสิ่งหนึ่งย่อมมีอีกสิ่งหนึ่งมาสยบ' นั้นคือสัจธรรมบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง
ทว่าครานี้เสิ่นซีกลับไม่ได้ดูละครฉากเด็ด อาจจะเป็นเพราะอยู่บนถนนหลวงที่มีผู้คนพลุกพล่าน มารดาของเขาจึงเขินอาย ขลาดกลัวขึ้นมา เห็นเพียงนางมองเสิ่นหมิงจวินด้วยใบหน้าแดงซ่าน บิดเนื้ออ่อนๆ ที่เอวของสามีไปหนึ่งที พลางเอ่ย "ท่านพี่ ท่านไม่ได้แอบไปหาพวกนังจิ้งจอกน้อยในเมืองหรอกนะ?"
เสิ่นหมิงจวินส่ายหน้าไปมาราวกับป๋องแป๋ง ดูเกินจริงไปมาก
รอยยิ้มบนใบหน้าแดงระเรื่อของโจวซื่อเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่หวานชื่น นางเอ่ยกระซิบเสียงหวาน "ท่านพี่ ท่านไม่รู้อะไร ตอนอยู่ที่บ้าน ไอ้เด็กเหม็นนี่ทำข้าโมโหได้ทุกวี่ทุกวัน คราวนี้ท่านต้องสั่งสอนเขาให้หนักเลยนะเจ้าคะ"
เสิ่นหมิงจวินปั้นหน้าขรึม หันไปมองเสิ่นซีด้วยแววตาดุดัน "ไอ้เด็กเหม็น คอยดูเถอะ กล้าทำให้แม่เจ้าโมโห กลับไปพ่อจะจัดการเจ้าให้หลาบจำ"
เสิ่นซียักไหล่ ทำหน้าไม่ยี่หระ ทำให้สีหน้าของเสิ่นหมิงจวินเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายเฉดสี ความหมายบนใบหน้าคล้ายจะบอกว่า "ไอ้บุตรชาย ไว้หน้าพ่อหน่อยไม่ได้หรือไง?"
เสิ่นซีทำได้เพียงแสร้งทำหน้าเป็นร้องขอความเมตตา "อ๊า ท่านพ่อ ไว้ชีวิตด้วยขอรับ วันหน้าข้าไม่กล้าแล้ว จะไม่ทำให้ท่านแม่โมโหอีกแล้วขอรับ"
"ไอ้เด็กเหม็น"
เมื่อเห็นท่าทางเกียจคร้านกวนโทสะของเสิ่นซี เสิ่นหมิงจวินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ทักทายปราศรัยและไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่พักใหญ่ สองสามีภรรยาถึงได้คลายความปรารถนาและความคิดถึงลงไปได้บ้าง ยามนี้เองเสิ่นหมิงจวินถึงเพิ่งสังเกตเห็นหลินไต้ที่ยืนหน้าตาสะสวยจิ้มลิ้มอยู่ข้างกายเสิ่นซี ขณะที่กำลังจะเอ่ยถามด้วยความฉงน โจวซื่อก็สะกิดแขนเขาเบาๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า "ประเดี๋ยวกลับไปถึงแล้วค่อยเล่าให้ท่านฟังนะเจ้าคะ"
เสิ่นหมิงจวินพยักหน้ารับ "เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ?"
โจวซื่อรับคำด้วยความยินดี นางเดินเข้าไปหาเสิ่นซีและหลินไต้ จูงมือเด็กทั้งสองไว้ ใบหน้าเบิกบานแย้มยิ้ม "ท่านพี่ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ"
เสิ่นหมิงจวินปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินนำทางไป
เดินมาได้ราวหนึ่งเค่อโจวซื่อมองดูตรอกที่แคบลงเรื่อยๆ ก็รู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง "ท่านพี่ ข้าจำได้ว่าประตูใหญ่ของจวนเศรษฐีหวังดูเหมือนจะไม่ได้มาทางนี้นี่เจ้าคะ?"
เสิ่นหมิงจวินชี้เข้าไปในส่วนลึกของตรอก "อ๋อ นายท่านเห็นข้าตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง จึงจัดเตรียมเรือนเดี่ยวข้างๆ จวนให้ครอบครัวเราพักอาศัย ตามข้ามาเถิด"
คำอธิบายเช่นนี้ อาจจะหลอกโจวซื่อได้ ทว่าหากคิดจะตบตาเสิ่นซีล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตระกูลหวังแม้จะมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ทว่าก็เป็นเพียงครอบครัวคหบดีเจ้าที่ดินธรรมดาทั่วไป ไม่มีทางที่จะมีจิตใจเมตตาอารีถึงขั้นจัดเตรียมเรือนเดี่ยวให้เสิ่นหมิงจวินพักอาศัยเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ โจวซื่อยังบอกอยู่เลยว่าห้องพักของเสิ่นหมิงจวินในจวนเจ้านายนั้นคับแคบนัก ไม่อาจจุคนได้ถึงสามคน
นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสิ่นหมิงจวินไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเลย แล้วจู่ๆ ตอนนี้กลับมาจัดเตรียมเรือนเดี่ยวให้เสิ่นหมิงจวิน เสิ่นซีร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อแน่นอน ภายหลังเขาถึงได้รู้ความจริงว่า ที่แท้เรือนหลังนั้นเคยมีคนตายมาก่อน ช่างไม้ที่รับจ้างทำงานไปทั่วผู้หนึ่งเพิ่งเช่าอยู่ได้ไม่นานก็มาผูกคอตายตรงลานกลางเรือน ตระกูลหวังรู้สึกว่าเป็นอัปมงคล ประจวบเหมาะกับที่โจวซื่อพาบุตรชายมาเยี่ยมญาติพอดี จึงให้เสิ่นหมิงจวินพาครอบครัวมาพักอาศัยอยู่สักระยะ รอให้เรื่องราวซาลงแล้วค่อยหาทางขายทิ้ง
(เชิงอรรถผู้แปล: ลานกลางเรือน (天井) หรือเทียนจิ่ง คือพื้นที่เปิดโล่งกลางบ้านในสถาปัตยกรรมจีน ใช้รับแสง ระบายอากาศ และเชื่อมพื้นที่ระหว่างอาคารต่างๆ ภายในเรือน)
ภายใต้การนำทางของเสิ่นหมิงจวิน เสิ่นซีเดินตามไปด้วยความสงสัย เดินต่อมาอีกราวๆ หนึ่งเค่อ ใกล้จะสุดซอย ถึงได้มาถึงเรือนที่เสิ่นหมิงจวินเอ่ยถึง
เรือนซื่อเหอย่วนแบบหนึ่งเรือนหลักสองเรือนปีกนั้นไม่นับว่าใหญ่โตอันใด ทว่าสำหรับในตัวอำเภอหนิงฮว่าแล้ว ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เสิ่นหมิงจวินพาทั้งสามคนเดินดูรอบๆ เรือน เมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลงแล้ว ก็เกาหัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย "น้องหญิง พวกเจ้าเดินทางมาตลอดสาย คงจะหิวแย่แล้วสินะ นี่... ข้าทำกับข้าวไม่ค่อยเก่งนัก จึงไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า โชคดีที่ซื้อปลามาตัวหนึ่ง พอจะทำกินถูไถไปได้สักมื้อ... ข้าจะไปก่อไฟในครัวเดี๋ยวนี้แหละ"
โจวซื่อผลักสามีเบาๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านเป็นลูกผู้ชาย เป็นเสาหลักของบ้าน ไปทำงานรับใช้ที่จวนนายท่านก็เหนื่อยมากพอแล้ว จะให้ท่านเข้าครัวได้อย่างไรกัน? ข้าทำเองเจ้าค่ะ ท่านพาเด็กๆ ไปเล่นสักประเดี๋ยวเถิด แล้วค่อยมากินข้าว"
"จริงสิ ข้ากับไอ้เด็กเหม็นมาถึงช้าไปหนึ่งวัน เหตุใดท่านถึงไปรอพวกเราอยู่ริมถนนได้เล่า ไม่ได้ทำให้งานของนายท่านเสียการหรอกใช่หรือไม่?" โจวซื่อพลันนึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้นมา
เสิ่นหมิงจวินอธิบายปลอบโยนว่า "ไม่เป็นไรหรอก ทางเจ้านายข้าได้บอกกล่าวไว้แล้ว ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกเดินทางลำบาก เมื่อวานก็เลยไปรออยู่ที่นั่น วันนี้หากพวกเจ้ายังมาไม่ถึงอีก ข้าคงต้องไปแจ้งความกับทางการแล้วล่ะ..."
เสิ่นหมิงจวินหัวเราะแฮะๆ ตอบกลับ โจวซื่อปรายตามองเขาด้วยความซาบซึ้งใจเล็กน้อย จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
เสิ่นหมิงจวินมองดูแผ่นหลังของโจวซื่อ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ จากนั้นก็หันกลับมา ย่อตัวลงหมายจะบิดแก้มของเสิ่นซี
เสิ่นซีถอยหลังไปสองสามก้าว แค่นเสียงฮึ่ม "ท่านพ่อ เรือนหลังนี้มันเรื่องอันใดกันแน่ขอรับ? ท่านมีเรื่องปิดบังข้ากับท่านแม่ใช่หรือไม่?"
เสิ่นหมิงจวินรู้ดีว่าบุตรชายของตนนั้นตัวเล็กแต่แก่แดดนัก ยิ้มพลางกล่าว "เจ้าอายุแค่นี้ จะไปเข้าใจอันใดกัน? มาทั้งทีก็เอาแต่ถามซักไซ้ไล่เลียง รีบเข้ามาให้พ่อดูสิว่าตกลงเจ้าอ้วนขึ้นหรือผอมลงกันแน่?"
พูดพลางก้าวเข้าไปลูบศีรษะของเสิ่นซี เอ่ยอย่างทะนุถนอม "อยู่บ้านคงซุกซนน่าดูเลยสิ? มาให้พ่อดูหน่อยสิว่าบนหัวมีเหาหรือไม่?"
เสิ่นซีหัวเราะแฮะๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เสิ่นหมิงจวินกำลังจะอุ้มเสิ่นซีขึ้นมาเพื่อลองกะน้ำหนักดู จู่ๆ ก็เห็นเด็กหญิงที่ตนเคยเห็นก่อนหน้านี้เดินตามมาอยู่ด้านหลัง จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เอ๊ะ ไอ้เด็กเหม็น แม่หนูน้อยนี่มาจากที่ใดกัน? ชื่อเสียงเรียงนามอันใดหรือ?"
"ท่านแม่บอกว่า นางคือว่าที่ภรรยาของข้า เป็นสะใภ้เลี้ยงของบ้านเราขอรับ...ท่านพ่อ ท่านว่าครอบครัวเราเป็นคนเช่นไรกัน ถึงได้เลี้ยงสะใภ้แบบนี้? ลูกฉลาดหลักแหลมออกปานนี้ ท่านแม่ยังจะกังวลว่าโตขึ้นข้าจะหาภรรยาไม่ได้อีกหรือขอรับ!"
เสิ่นหมิงจวินทำหูทวนลมกับคำพูดของบุตรชาย เขายิ้มมองไปทางหลินไต้ ผ่านไปครู่หนึ่งก็พยักหน้าติดๆ กันด้วยความพึงพอใจยิ่ง "เป็นเด็กหญิงที่งดงามจริงๆ ไม่ต้องกลัวนะ วันหน้า เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านพ่อเหมือนกับไอ้เด็กเหม็นนี่แหละ หากเขากล้ารังแกเจ้า เจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะเอาไม้คานฟาดเขาเอง"
เอาจริงดิ? ใช้ไม้คานฟาดคนเนี่ยนะ? เสิ่นซีพลันรู้สึกว่าอนาคตของตนเองช่างมืดมนเสียเหลือเกิน ทำได้เพียงเบ้ปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หันไปมองหลินไต้ที่มีประกายระยิบระยับในดวงตา
หลินไต้สับขาสั้นๆ วิ่งมาอยู่ข้างกายเสิ่นซี เอ่ยเรียกเสิ่นหมิงจวินด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วว่า "ท่านพ่อ" จากนั้นก็กำคอเสื้อของเสิ่นซีไว้แน่น ทำท่าทางหวาดกลัวคนแปลกหน้า
เสิ่นหมิงจวินก็ไม่ได้ถือสา เขายิ้มพลางกล่าวต่อ "แม่หนูน้อย ในเมื่อเจ้ามาเป็นสะใภ้เลี้ยงของบ้านเราแล้ว บ้านเราย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าต้องตกระกำลำบาก จะเลี้ยงดูเจ้าประดุจบุตรีแท้ๆ รอจนไอ้เด็กนี่เติบใหญ่ หากเขาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยจนร่างกายพิกลพิการหรือเสียโฉม เจ้าก็ไม่อาจรังเกียจเขาได้ ต้องแต่งงานกับเขา เจ้าว่าอย่างไรเล่า?"
ในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีระบบการแพทย์ที่เพียบพร้อมเหมือนยุคหลัง เพียงแค่โรคฝีดาษก็สามารถทำลายล้างบ้านเมืองให้ย่อยยับได้อย่างง่ายดาย ต่อให้โชคดีรอดชีวิตมาได้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเสียโฉม นับประสาอันใดกับโรคร้ายอื่นๆ ที่อันตรายยิ่งกว่า ดังนั้นเสิ่นหมิงจวินจึงได้เอ่ยคำเตือนเช่นนี้ออกมา
หลินไต้หันไปมองเสิ่นซีแวบหนึ่ง นางขบเม้มริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยว่า "ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ... ท่านพ่อโปรดวางใจ รอให้พี่ชายโตขึ้น ข้าก็จะแต่งงานกับเขา ไม่ว่าเขาจะโตมาขี้เหร่เพียงใด ข้าก็จะไม่มีวันกลับคำเด็ดขาด"
เสิ่นซีได้แต่ยิ้มขื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้สึกชอบแม่หนูหลินไต้คนนี้มาก ทว่าชอบก็ส่วนชอบ ยังห่างไกลจากขั้นที่จะมาเป็นสามีภรรยากัน! ไม่ใช่ว่าเขาแสร้งทำเป็นเล่นตัว ได้ประโยชน์แล้วยังทำเป็นไม่พอใจหรอกนะ เขาเพียงแต่รู้สึกสงสารและไม่ยุติธรรมแทนเด็กหญิงผู้นี้จากใจจริงต่างหาก