เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 เข้าเมือง

ตอนที่ 12 เข้าเมือง

ตอนที่ 12 เข้าเมือง


วันรุ่งขึ้น ต้องรอจนกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นทิวเขา โจวซื่อถึงได้พาเสิ่นซีและหลินไต้หอบหิ้วสัมภาระออกเดินทาง ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ

กลางทาง มีชายชราผู้ใจดีคนหนึ่งกำลังจะนำฟืนไปส่งในอำเภอ เมื่อเห็นโจวซื่อพาเด็กน้อยสองคนเดินทางอย่างยากลำบาก จึงอนุญาตให้ทั้งสามคนขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวเก่า ๆ โทรม ๆ ของเขา

“หลานสาว เด็กสองคนนี้เป็นลูกของบ้านเจ้าทั้งหมดเลยหรือ? หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเสียจริง”

ชายชราคนขับเกวียนเห็นว่า แม้เสิ่นซีและหลินไต้จะดูเป็นเด็กจากครอบครัวยากไร้ ทว่าผิวพรรณกลับขาวผ่อง ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูจนบรรยายไม่ถูก เขาจึงแกว่งแส้บังคับวัวไปพลาง เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มไปพลาง

โจวซื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นางพยักหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า

“ท่านลุงลองทายดูสิเจ้าคะว่า ในสองคนนี้ ใครคือลูกในไส้ของข้า?”

เสิ่นซีกลอกตาขึ้นอย่างแรง โจวซื่อจึงถลึงตาใส่เขา ได้ยินเพียงชายชราคนขับเกวียนหัวเราะร่วน

“เรื่องนี้ยังต้องให้เดาอีกหรือ ย่อมต้องเป็นเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้อยู่แล้ว ส่วนแม่หนูน้อยอีกคนคงเป็นสะใภ้เลี้ยงของบ้านเจ้ากระมัง? หน้าตาสะสวยปานนี้ คงต้องจ่ายค่าตัวไปไม่น้อยเลยเชียว!”

คำพูดของชายชราทำเอาเสิ่นซีถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้

โจวซื่อหัวเราะเบา ๆ โอบกอดหลินไต้ไว้อย่างทะนุถนอม ยิ้มพลางกล่าวว่า

“นางหรือเจ้าคะ เดิมทีนางเป็นแค่เด็กขอทานริมถนน ข้าเห็นนางน่าสงสารก็เลยเก็บมาเลี้ยง นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบเรื่องดี ๆ เช่นนี้... นี่ไงเจ้าคะ ตอนนี้ข้าเลี้ยงดูนางประดุจบุตรีแท้ ๆ ของตัวเองเลยเชียว ฮ่า ๆ”

พูดจบ โจวซื่อก็หยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลินไต้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมา

หลินไต้สนิทสนมกับโจวซื่อมาก นางชอบพูดคุยกับโจวซื่อที่สุด ทว่าในทางกลับกัน ทุกครั้งที่คุยกับเสิ่นซี นางกลับพูดจาติด ๆ ขัด ๆ ดูประหม่าตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง

ตลอดทาง โจวซื่อกับชายชราผู้นั้นพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส เผลอประเดี๋ยวเดียวก็เข้าสู่ยามเชินแล้ว ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเริ่มคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเชิน หรือ 申时 คือการนับเวลาจีนโบราณ ตรงกับช่วงประมาณ 15.00–17.00 น.)

นั่งโคลงเคลงอยู่บนเกวียนวัวมาค่อนวัน เสิ่นซีรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างแทบจะหลุดออกจากกัน บั้นท้ายปวดแสบปวดร้อน เจ็บเสียยิ่งกว่าถูกโจวซื่อฟาดก้นสักร้อยทีเสียอีก

“เด็กสองคนนี้เพิ่งเคยเข้าเมืองเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่? เดินหน้าต่อไปอีกนิดก็ถึงประตูเมืองแล้ว ตาเฒ่าอย่างข้าไม่เข้าเมืองหรอก คงต้องขอตัวลากันตรงนี้... เฮ้ เด็กน้อยทั้งสอง นั่งเกวียนแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างเล่า?”

โจวซื่อพาเด็กทั้งสองลงจากเกวียนวัว กล่าวขอบคุณชายชรายกใหญ่ มองดูชายชราบังคับเกวียนแยกไปอีกทางจนลับสายตา

เสิ่นซีลูบบั้นท้ายของตนเองด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน พลางร้องโอดโอยไม่หยุด

โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็น

“เมื่อครู่เหตุใดเจ้าจึงไม่ร้องว่าเจ็บเล่า? พอลงจากเกวียน โรคสำออยก็กำเริบขึ้นมาเชียวหรือ?”

เสิ่นซีทำแก้มป่อง อธิบายด้วยความไม่พอใจ

“ท่านแม่ ครอบครัวเราเป็นถึงตระกูลบัณฑิตผู้ดีนะขอรับ ท่านปู่คนนั้นอุตส่าห์มีน้ำใจให้พวกเราติดเกวียนมาด้วย หากข้ายังไปบ่นว่าเกวียนวัวของเขาโคลงเคลงเกินไปอีก ท่านปู่จะต้องเสียใจแน่ ๆ”

เมื่อโจวซื่อได้ยินเสิ่นซีกล่าวเช่นนั้น ก็แค่นเสียงฮึ่ม

“นับว่าเจ้าเด็กนี่รู้จักพูด”

เสิ่นซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เบนสายตาไปมองหลินไต้ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งแฝงแววหยอกเย้าขี้เล่น

“ท่านแม่ หลินไต้เองก็นั่งเกวียนมาทั้งวัน คงเมื่อยไม่แพ้กัน ให้ข้าช่วยนวดให้นางดีหรือไม่ขอรับ...”

คำพูดของเขายังไม่ทันจบ หลินไต้ก็ไปหลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังโจวซื่อแล้ว นางกำชายเสื้อของโจวซื่อไว้อย่างหวาดกลัว ยื่นใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความเอียงอายออกมาแอบมอง

“ยังจะกล้าพูดจาเหลวไหลอีกนะ ไอ้เด็กนี่!”

โจวซื่อคว้าคอเสื้อของเสิ่นซีหมับ จากนั้นก็บิดใบหูเล็ก ๆ ของเขาหมุนไปเก้าสิบองศา เสิ่นซีพลันส่งเสียงร้องโอดโอยอย่างน่าเวทนา

หลินไต้ใช้มือเล็ก ๆ ปิดปาก ลอบหัวเราะออกมาเบา ๆ

...

โจวซื่อทำหน้าขึงขังจริงจัง มือข้างหนึ่งจูงเสิ่นซี มืออีกข้างจูงหลินไต้ เดินมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง พลางเอ่ยกำชับไม่ขาดปาก

“เด็กโง่ ไต้เอ๋อร์ ในเมืองคนพลุกพล่านนัก ประเดี๋ยวพวกเจ้าต้องตามแม่ให้ติด อย่าให้พลัดหลงเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างขอไปที ส่วนหลินไต้ตอบกลับอย่างว่าง่ายน่ารัก

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่”

โจวซื่อมองดูท่าทีไม่ใส่ใจของเสิ่นซี ภายในใจก็ลอบประหลาดใจ นึกย้อนไปสมัยที่ตนเองยังเป็นสตรีแรกรุ่น ก่อนจะเข้าเมืองนั้นตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับล่วงหน้าถึงสามวัน ทว่าไอ้เด็กเหม็นนี่กลับทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คิดไปคิดมา โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกำชับ

“ไอ้เด็กโง่ เข้าเมืองไปแล้ว หากเจ้ากล้าส่งเสียงโวยวายวี้ดว้ายจนทำให้แม่เสียหน้าละก็ กลับไปคอยดูเถอะว่าแม่จะเฆี่ยนเจ้าให้หลังลาย”

ทั้งสามคนจูงมือกันเดินมาได้ราวหนึ่งเค่อก็มองเห็นประตูเมืองที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสูงตระหง่านโอ่อ่าอยู่ลิบ ๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: หนึ่งเค่อ คือหน่วยนับเวลาจีนโบราณ โดยทั่วไปประมาณ 15 นาที)

เสิ่นซีเป็นคนสายตาดีเยี่ยม เมื่อเพ่งมองไป ก็เห็นเหนือประตูเมืองสลักอักษรจ้วนตัวบรรจงไว้สองตัวว่า “หนิงฮว่า” อย่างไรเสียชาติก่อนเสิ่นซีก็เป็นถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้ง ย่อมคุ้นเคยกับอักษรจ้วนทั้งสองตัวนี้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ชาติก่อนเสิ่นซีก็เคยเดินทางไปรวบรวมโบราณวัตถุที่หนิงฮว่าอยู่ช่วงหนึ่ง จึงมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้อยู่บ้าง

(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรจ้วน หรือ 篆体 คือรูปแบบอักษรจีนโบราณที่ใช้แพร่หลายในสมัยก่อน โดยเฉพาะบนตราประทับ ป้ายชื่อ และศิลาจารึก ลายเส้นมักโค้งมนและเป็นระเบียบ)

หนิงฮว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในปีที่สองแห่งรัชศกเฉียนเฟิงสมัยราชวงศ์ถัง ได้มีการก่อตั้งเป็นตำบลหวงเหลียน ณ บริเวณหวงเหลียนต้ง ต่อมาในปีที่สิบสามแห่งรัชศกไคหยวน จึงเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอำเภอ และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอหนิงฮว่า

ช่วงต้นราชวงศ์หมิง หนิงฮว่าขึ้นตรงต่อเมืองถิงโจว มณฑลฝูเจี้ยน ตามความทรงจำของเสิ่นซี เมืองถิงโจวในยุคนี้มีทั้งหมดแปดอำเภอ และหนิงฮว่าก็คือหนึ่งในนั้น

“ไอ้เด็กเหม็น ตะลึงจนโง่งมไปเลยใช่หรือไม่เล่า? หอสังเกตการณ์บนประตูเมืองนี้สูงหรือไม่ ใหญ่โตหรือไม่? ตอนที่แม่เข้าเมืองครั้งแรก ก็ตกตะลึงไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้”

“น่าเสียดายที่พวกเราไม่ใช่คนในเมือง เวลาเข้าออกประตูเมืองจึงต้องระมัดระวังให้ดี พวกใต้เท้าทหารยามเหล่านั้นมักจะเข้ามาขอตรวจดูหนังสือเบิกทางหากไม่มีก็ต้องจ่ายภาษีผ่านประตูเมือง เจ้าว่าพวกเราไม่ใช่พ่อค้าวาณิช การเข้าเมืองแล้วต้องเสียภาษีเช่นนี้ช่างขาดทุนย่อยยับนักใช่หรือไม่?”

(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือเบิกทาง หรือ 路引 คือเอกสารผ่านทางที่ทางการจีนโบราณออกให้ราษฎร ใช้แสดงตัวเมื่อต้องเดินทางข้ามเขตหรือเข้าเมือง หากไม่มีอาจถูกตรวจสอบ จับกุม ปรับเงิน หรือเรียกเก็บค่าผ่านทาง)

โจวซื่อพร่ำพรรณนาถึงเรื่องราวความหลังในอดีตของตนเองอย่างน้ำไหลไฟดับ

เสิ่นซีอยากจะบอกโจวซื่อเหลือเกินว่า หากผ่านไปอีกสักหลายร้อยปี อย่าว่าแต่ตัวอำเภอเลย แม้แต่ตำบลเล็ก ๆ ทั่วไปก็ยังดูโอ่อ่าอลังการกว่าตัวอำเภอแห่งนี้ตั้งมากมาย

ตึกระฟ้าและรถราขวักไขว่ประดุจสายน้ำนั้นยังไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็นแค่อาคารบ้านเรือนธรรมดาทั่วไป หากมาอยู่ในยุคสมัยนี้ ก็คงถูกเหล่านักกวีและมหาปราชญ์ในแวดวงวรรณกรรมขนานนามว่าเป็นตำหนักหยกวิมานสวรรค์ไปแล้วกระมัง?

จบบทที่ ตอนที่ 12 เข้าเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว