- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 12 เข้าเมือง
ตอนที่ 12 เข้าเมือง
ตอนที่ 12 เข้าเมือง
วันรุ่งขึ้น ต้องรอจนกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นทิวเขา โจวซื่อถึงได้พาเสิ่นซีและหลินไต้หอบหิ้วสัมภาระออกเดินทาง ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ
กลางทาง มีชายชราผู้ใจดีคนหนึ่งกำลังจะนำฟืนไปส่งในอำเภอ เมื่อเห็นโจวซื่อพาเด็กน้อยสองคนเดินทางอย่างยากลำบาก จึงอนุญาตให้ทั้งสามคนขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวเก่า ๆ โทรม ๆ ของเขา
“หลานสาว เด็กสองคนนี้เป็นลูกของบ้านเจ้าทั้งหมดเลยหรือ? หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเสียจริง”
ชายชราคนขับเกวียนเห็นว่า แม้เสิ่นซีและหลินไต้จะดูเป็นเด็กจากครอบครัวยากไร้ ทว่าผิวพรรณกลับขาวผ่อง ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูจนบรรยายไม่ถูก เขาจึงแกว่งแส้บังคับวัวไปพลาง เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มไปพลาง
โจวซื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นางพยักหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า
“ท่านลุงลองทายดูสิเจ้าคะว่า ในสองคนนี้ ใครคือลูกในไส้ของข้า?”
เสิ่นซีกลอกตาขึ้นอย่างแรง โจวซื่อจึงถลึงตาใส่เขา ได้ยินเพียงชายชราคนขับเกวียนหัวเราะร่วน
“เรื่องนี้ยังต้องให้เดาอีกหรือ ย่อมต้องเป็นเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้อยู่แล้ว ส่วนแม่หนูน้อยอีกคนคงเป็นสะใภ้เลี้ยงของบ้านเจ้ากระมัง? หน้าตาสะสวยปานนี้ คงต้องจ่ายค่าตัวไปไม่น้อยเลยเชียว!”
คำพูดของชายชราทำเอาเสิ่นซีถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้
โจวซื่อหัวเราะเบา ๆ โอบกอดหลินไต้ไว้อย่างทะนุถนอม ยิ้มพลางกล่าวว่า
“นางหรือเจ้าคะ เดิมทีนางเป็นแค่เด็กขอทานริมถนน ข้าเห็นนางน่าสงสารก็เลยเก็บมาเลี้ยง นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบเรื่องดี ๆ เช่นนี้... นี่ไงเจ้าคะ ตอนนี้ข้าเลี้ยงดูนางประดุจบุตรีแท้ ๆ ของตัวเองเลยเชียว ฮ่า ๆ”
พูดจบ โจวซื่อก็หยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลินไต้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมา
หลินไต้สนิทสนมกับโจวซื่อมาก นางชอบพูดคุยกับโจวซื่อที่สุด ทว่าในทางกลับกัน ทุกครั้งที่คุยกับเสิ่นซี นางกลับพูดจาติด ๆ ขัด ๆ ดูประหม่าตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง
ตลอดทาง โจวซื่อกับชายชราผู้นั้นพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส เผลอประเดี๋ยวเดียวก็เข้าสู่ยามเชินแล้ว ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเริ่มคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเชิน หรือ 申时 คือการนับเวลาจีนโบราณ ตรงกับช่วงประมาณ 15.00–17.00 น.)
นั่งโคลงเคลงอยู่บนเกวียนวัวมาค่อนวัน เสิ่นซีรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างแทบจะหลุดออกจากกัน บั้นท้ายปวดแสบปวดร้อน เจ็บเสียยิ่งกว่าถูกโจวซื่อฟาดก้นสักร้อยทีเสียอีก
“เด็กสองคนนี้เพิ่งเคยเข้าเมืองเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่? เดินหน้าต่อไปอีกนิดก็ถึงประตูเมืองแล้ว ตาเฒ่าอย่างข้าไม่เข้าเมืองหรอก คงต้องขอตัวลากันตรงนี้... เฮ้ เด็กน้อยทั้งสอง นั่งเกวียนแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างเล่า?”
โจวซื่อพาเด็กทั้งสองลงจากเกวียนวัว กล่าวขอบคุณชายชรายกใหญ่ มองดูชายชราบังคับเกวียนแยกไปอีกทางจนลับสายตา
เสิ่นซีลูบบั้นท้ายของตนเองด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน พลางร้องโอดโอยไม่หยุด
โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็น
“เมื่อครู่เหตุใดเจ้าจึงไม่ร้องว่าเจ็บเล่า? พอลงจากเกวียน โรคสำออยก็กำเริบขึ้นมาเชียวหรือ?”
เสิ่นซีทำแก้มป่อง อธิบายด้วยความไม่พอใจ
“ท่านแม่ ครอบครัวเราเป็นถึงตระกูลบัณฑิตผู้ดีนะขอรับ ท่านปู่คนนั้นอุตส่าห์มีน้ำใจให้พวกเราติดเกวียนมาด้วย หากข้ายังไปบ่นว่าเกวียนวัวของเขาโคลงเคลงเกินไปอีก ท่านปู่จะต้องเสียใจแน่ ๆ”
เมื่อโจวซื่อได้ยินเสิ่นซีกล่าวเช่นนั้น ก็แค่นเสียงฮึ่ม
“นับว่าเจ้าเด็กนี่รู้จักพูด”
เสิ่นซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เบนสายตาไปมองหลินไต้ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งแฝงแววหยอกเย้าขี้เล่น
“ท่านแม่ หลินไต้เองก็นั่งเกวียนมาทั้งวัน คงเมื่อยไม่แพ้กัน ให้ข้าช่วยนวดให้นางดีหรือไม่ขอรับ...”
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ หลินไต้ก็ไปหลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังโจวซื่อแล้ว นางกำชายเสื้อของโจวซื่อไว้อย่างหวาดกลัว ยื่นใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความเอียงอายออกมาแอบมอง
“ยังจะกล้าพูดจาเหลวไหลอีกนะ ไอ้เด็กนี่!”
โจวซื่อคว้าคอเสื้อของเสิ่นซีหมับ จากนั้นก็บิดใบหูเล็ก ๆ ของเขาหมุนไปเก้าสิบองศา เสิ่นซีพลันส่งเสียงร้องโอดโอยอย่างน่าเวทนา
หลินไต้ใช้มือเล็ก ๆ ปิดปาก ลอบหัวเราะออกมาเบา ๆ
...
…
โจวซื่อทำหน้าขึงขังจริงจัง มือข้างหนึ่งจูงเสิ่นซี มืออีกข้างจูงหลินไต้ เดินมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง พลางเอ่ยกำชับไม่ขาดปาก
“เด็กโง่ ไต้เอ๋อร์ ในเมืองคนพลุกพล่านนัก ประเดี๋ยวพวกเจ้าต้องตามแม่ให้ติด อย่าให้พลัดหลงเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างขอไปที ส่วนหลินไต้ตอบกลับอย่างว่าง่ายน่ารัก
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่”
โจวซื่อมองดูท่าทีไม่ใส่ใจของเสิ่นซี ภายในใจก็ลอบประหลาดใจ นึกย้อนไปสมัยที่ตนเองยังเป็นสตรีแรกรุ่น ก่อนจะเข้าเมืองนั้นตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับล่วงหน้าถึงสามวัน ทว่าไอ้เด็กเหม็นนี่กลับทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คิดไปคิดมา โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกำชับ
“ไอ้เด็กโง่ เข้าเมืองไปแล้ว หากเจ้ากล้าส่งเสียงโวยวายวี้ดว้ายจนทำให้แม่เสียหน้าละก็ กลับไปคอยดูเถอะว่าแม่จะเฆี่ยนเจ้าให้หลังลาย”
ทั้งสามคนจูงมือกันเดินมาได้ราวหนึ่งเค่อก็มองเห็นประตูเมืองที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสูงตระหง่านโอ่อ่าอยู่ลิบ ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: หนึ่งเค่อ คือหน่วยนับเวลาจีนโบราณ โดยทั่วไปประมาณ 15 นาที)
เสิ่นซีเป็นคนสายตาดีเยี่ยม เมื่อเพ่งมองไป ก็เห็นเหนือประตูเมืองสลักอักษรจ้วนตัวบรรจงไว้สองตัวว่า “หนิงฮว่า” อย่างไรเสียชาติก่อนเสิ่นซีก็เป็นถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้ง ย่อมคุ้นเคยกับอักษรจ้วนทั้งสองตัวนี้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ชาติก่อนเสิ่นซีก็เคยเดินทางไปรวบรวมโบราณวัตถุที่หนิงฮว่าอยู่ช่วงหนึ่ง จึงมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้อยู่บ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรจ้วน หรือ 篆体 คือรูปแบบอักษรจีนโบราณที่ใช้แพร่หลายในสมัยก่อน โดยเฉพาะบนตราประทับ ป้ายชื่อ และศิลาจารึก ลายเส้นมักโค้งมนและเป็นระเบียบ)
หนิงฮว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในปีที่สองแห่งรัชศกเฉียนเฟิงสมัยราชวงศ์ถัง ได้มีการก่อตั้งเป็นตำบลหวงเหลียน ณ บริเวณหวงเหลียนต้ง ต่อมาในปีที่สิบสามแห่งรัชศกไคหยวน จึงเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอำเภอ และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอหนิงฮว่า
ช่วงต้นราชวงศ์หมิง หนิงฮว่าขึ้นตรงต่อเมืองถิงโจว มณฑลฝูเจี้ยน ตามความทรงจำของเสิ่นซี เมืองถิงโจวในยุคนี้มีทั้งหมดแปดอำเภอ และหนิงฮว่าก็คือหนึ่งในนั้น
“ไอ้เด็กเหม็น ตะลึงจนโง่งมไปเลยใช่หรือไม่เล่า? หอสังเกตการณ์บนประตูเมืองนี้สูงหรือไม่ ใหญ่โตหรือไม่? ตอนที่แม่เข้าเมืองครั้งแรก ก็ตกตะลึงไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้”
“น่าเสียดายที่พวกเราไม่ใช่คนในเมือง เวลาเข้าออกประตูเมืองจึงต้องระมัดระวังให้ดี พวกใต้เท้าทหารยามเหล่านั้นมักจะเข้ามาขอตรวจดูหนังสือเบิกทางหากไม่มีก็ต้องจ่ายภาษีผ่านประตูเมือง เจ้าว่าพวกเราไม่ใช่พ่อค้าวาณิช การเข้าเมืองแล้วต้องเสียภาษีเช่นนี้ช่างขาดทุนย่อยยับนักใช่หรือไม่?”
(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือเบิกทาง หรือ 路引 คือเอกสารผ่านทางที่ทางการจีนโบราณออกให้ราษฎร ใช้แสดงตัวเมื่อต้องเดินทางข้ามเขตหรือเข้าเมือง หากไม่มีอาจถูกตรวจสอบ จับกุม ปรับเงิน หรือเรียกเก็บค่าผ่านทาง)
โจวซื่อพร่ำพรรณนาถึงเรื่องราวความหลังในอดีตของตนเองอย่างน้ำไหลไฟดับ
เสิ่นซีอยากจะบอกโจวซื่อเหลือเกินว่า หากผ่านไปอีกสักหลายร้อยปี อย่าว่าแต่ตัวอำเภอเลย แม้แต่ตำบลเล็ก ๆ ทั่วไปก็ยังดูโอ่อ่าอลังการกว่าตัวอำเภอแห่งนี้ตั้งมากมาย
ตึกระฟ้าและรถราขวักไขว่ประดุจสายน้ำนั้นยังไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็นแค่อาคารบ้านเรือนธรรมดาทั่วไป หากมาอยู่ในยุคสมัยนี้ ก็คงถูกเหล่านักกวีและมหาปราชญ์ในแวดวงวรรณกรรมขนานนามว่าเป็นตำหนักหยกวิมานสวรรค์ไปแล้วกระมัง?