- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 11 พี่ชายหรือน้องชาย
ตอนที่ 11 พี่ชายหรือน้องชาย
ตอนที่ 11 พี่ชายหรือน้องชาย
“เอาล่ะ ไอ้เด็กเหม็น หันกลับมาได้แล้ว… แหม ว่าไปแล้วเจ้าก็โชคดีไม่เบานะ อุตส่าห์เลือกเกิดมาอยู่ในท้องแม่แกได้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว ยังทำให้แม่แกเก็บเด็กหญิงน่ารักหน้าตาดีมาได้อีกคน ไม่รู้จริงๆ ว่าชาติที่แล้วเจ้าไปสร้างบุญกุศลอันใดไว้”
โจวซื่อเอ่ยไปพลาง จัดแจงเสื้อผ้าให้หลินไต้ไปพลาง
ตั้งแต่ข้างในจรดข้างนอก ตั้งแต่เอี๊ยมซับในไปจนถึงเสื้อตัวนอก ล้วนเป็นของใหม่เอี่ยมอ่อง เสื้อผ้าไหมบางเบาสีเหลืองอ่อนยิ่งขับให้ดวงตาของหลินไต้ดูใสกระจ่าง ฟันขาวสะอาด ใบหน้าเล็กๆ สดใสและน่าเอ็นดูยิ่งขึ้น แม้อายุยังน้อย ทว่าก็เห็นเค้าความงามตั้งแต่ยังเด็กอย่างแท้จริง
เสิ่นซีอยากจะบอกโจวซื่อเหลือเกินว่า ชาติก่อนตนไม่ได้ทำเรื่องดีงามอันใดไว้มากมายหรอก ก็แค่ตอนไปขุดสุสานโบราณแล้วสุสานดันถล่มลงมา จากนั้นก็กลายมาเป็นเด็กเมื่อวานซืนอย่างตอนนี้ต่างหาก
“ท่านแม่ ข้าคือเทพเหวินฉวี่ซิงจุติลงมาเกิดนะขอรับ การที่ข้ามาเกิดในตระกูลเสิ่น ไม่ได้ถือเป็นการเอื้อมเด็ดดอกฟ้าแต่อย่างใด รอให้ข้าสอบได้จิ้นซื่อ ได้รับแต่งตั้งเข้าสำนักฮั่นหลินเมื่อใด อย่าว่าแต่ท่านแม่เลย ต่อให้เป็นตระกูลเสิ่นทั้งตระกูล ก็ย่อมพลอยได้รับเกียรติยศและหน้าตาไปด้วย…”
(เชิงอรรถผู้แปล: สำนักฮั่นหลิน หรือ 翰林 เป็นหน่วยงานราชสำนักที่รวมบัณฑิตชั้นยอด เป็นที่รวมตัวของผู้สอบผ่านจิ้นซื่อลำดับแรกๆ มีหน้าที่เกี่ยวกับงานอักษรศาสตร์ ร่างราชโองการ เรียบเรียงประวัติศาสตร์ และถวายการสอนแก่เชื้อพระวงศ์ จึงถือเป็นเส้นทางขุนนางที่มีเกียรติสูงยิ่ง)
คำพูดของเสิ่นซียังไม่ทันจบ โจวซื่อก็พุ่งเข้ามาบิดหูเขา พลางหัวเราะเยาะ
“เจ้าเด็กนี่ วันๆ เอาแต่พร่ำบอกแม่แกว่าเป็นเทพเหวินฉวี่ซิงจุติลงมาเกิด เช่นนั้นเจ้าก็แสดงพรสวรรค์อันโดดเด่นล้ำเลิศให้แม่แกดูหน่อยสิ?”
“เทพเหวินฉวี่ซิงลงมาจุติ ล้วนแต่สามขวบรู้หนังสือ ห้าขวบท่องตำรา เจ็ดขวบก็แต่งบทความได้แล้ว ส่วนเจ้าล่ะ? เจ็ดขวบแล้ว นอกจากจับปลาไหล งมปลาในน้ำ เจ้ายังทำอันใดเป็นอีกบ้าง?”
เสิ่นซีเอียงศีรษะ เขย่งปลายเท้าร้องโอดโอย ทว่าปากกลับไม่ยอมแพ้
“ท่านแม่ เทพเหวินฉวี่ซิงองค์อื่นมีใครโง่เขลาเหมือนข้าบ้างเล่าขอรับ ที่เลือกมาเกิดในครอบครัวยากจนข้นแค้น แม้แต่หนังสือก็ยังไม่มีให้เรียนเช่นนี้?”
“อีกอย่าง เทพเหวินฉวี่ซิงก็ต้องมีอาจารย์คอยสั่งสอนนะขอรับ จะมาเหมือนข้าที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้อย่างไร? หากท่านแม่ไม่เชื่อ ลองส่งข้าไปเรียนดูสิ ข้าขอรับรองว่าจะสอบได้ตำแหน่งเจี้ยหยวนกลับมาให้ท่านดู…”
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยหยวน หรือ 解元 คือผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑลของระบบเคอจวี่ ซึ่งเป็นด่านที่ทำให้ได้สถานะจวี่เหริน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในหมู่บัณฑิต)
โจวซื่อได้ยินก็ยิ่งโมโห นิ้วที่บิดหูเสิ่นซีออกแรงเพิ่มขึ้นอีก ด่าทอเสียงขรม
“ไอ้เด็กเนรคุณ! แม่แกเบ่งเจ้าออกมา เลี้ยงดูเจ้ามาจนป่านนี้ คิดว่าแม่แกทำได้ง่ายๆ หรืออย่างไร? เจ้ายังจะมารังเกียจแม่แกอีก เชื่อหรือไม่ว่าแม่แกจะโยนเจ้าลงแม่น้ำไปเป็นอาหารปลาเดี๋ยวนี้เลย”
เมื่อเห็นมารดาของตนกำลังเดือดดาล เสิ่นซีก็ไม่กล้าไปยั่วโทสะนางอีก ทำได้เพียงส่งเสียงร้องโอดโอยไม่หยุด
หลินไต้ที่อยู่ด้านข้างมองดูสองแม่ลูกด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นเสิ่นซีถูกโจวซื่อจัดการเสียจนหมดท่า นางก็อดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
ยามนี้โจวซื่ออารมณ์เย็นลงมากแล้ว นางปรายตามองเสิ่นซีด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าหลินไต้ พินิจพิเคราะห์นางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
“แม่หนูน้อยคนนี้ หน้าตาหมดจดงดงามจริงๆ”
หลินไต้ก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย ทว่าก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวและสิ้นหวังเหมือนตอนเพิ่งเจอกันครั้งแรกแล้ว
โจวซื่อดึงตัวเสิ่นซีเข้ามา เอาแต่ถามบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพอใจหรือไม่ ทุกครั้งที่เสิ่นซีส่ายหน้า หูอีกข้างก็จะถูกโจวซื่อบิดอย่างแรง ท้ายที่สุดเสิ่นซีจึงทำได้เพียงยอมจำนนอย่างหมดหนทาง
“ท่านแม่ ท่านไม่ลองกลับไปคิดดูใหม่จริงๆ หรือขอรับ? ท่านต้องรู้ไว้นะว่า ตอนเด็กๆ หน้าตาดี โตขึ้นมามักจะขี้เหร่ เด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการ ยิ่งโตก็ยิ่งขี้เหร่นะขอรับ”
(เชิงอรรถผู้แปล: เด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการ มาจาก 女大十八变 เป็นสำนวนจีน หมายถึงเด็กหญิงเมื่อเติบโตขึ้น รูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยทั่วไปใช้ในทางชมว่า “ยิ่งโตยิ่งงาม” แต่เสิ่นซีจงใจบิดความหมายมาใช้เป็นข้ออ้าง)
“ผายลม! แม่แกเกิดมาก็มีรูปโฉมงดงามตามธรรมชาติตั้งแต่เด็ก เจ้าลองบอกมาสิว่าตอนนี้แม่แกขี้เหร่หรือไม่? ไอ้คำพูดเหลวไหลที่ว่าเด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการนั่น เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใดกัน?”
เสิ่นซีเม้มปาก ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะเงียบ
ความจริงแล้ว โจวซื่อไม่ได้จัดว่าหน้าตาดีอันใดนัก ปากแหลม แก้มตอบ คล้ายลักษณะที่คนโบราณมักใช้เปรียบกับคนหน้าแหลมเหมือนหนู แก้มตอบเหมือนลิง… เอ้อ หากตัดสินจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว นางก็ไม่ค่อยน่ามองสักเท่าใดนัก…
โจวซื่อเห็นว่าตะวันคล้อยบ่ายไปแล้ว จึงเดินลงไปชั้นล่างเพื่อสั่งอาหาร เสิ่นซีเห็นมารดาเดินออกไป ก็ปั้นหน้าขรึมทันที เดินไปหาหลินไต้แล้วแค่นเสียงฮึ่ม
“เมื่อครู่เจ้าหัวเราะอันใด?”
“ปะ… เปล่าเสียหน่อย”
เด็กหญิงมองเสิ่นซีด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ หวาดหวั่นยิ่งนัก
เสิ่นซีแค่นเสียงเย็น
“ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกไว้ว่า ขอเพียงได้ก้าวเข้ามาในบ้านข้า ก็จะเชื่อฟังข้าทุกอย่าง ยามนี้เจ้าคิดจะขัดคำสั่งว่าที่สามีของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
หลินไต้ทำได้เพียงผงกหัวอย่างน่าสงสาร ท่าทางราวกับสะใภ้น้อยที่ถูกเศรษฐีที่ดินใช้กำลังฉุดคร่ามาก็ไม่ปาน ดูน่าเวทนาและอมทุกข์จนบรรยายไม่ถูก
“นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าต้องอยู่ข้างเดียวกับข้า ตอนที่ท่านแม่ตีข้า เจ้าต้องเข้าไปห้าม หากข้าถูกท่านแม่ตีตาย เจ้าก็ต้องเป็นหญิงม่าย… เจ้ารู้หรือไม่ว่าหญิงม่ายคือสิ่งใด?”
หลินไต้ส่ายหน้าอย่างซื่อตรง ดวงตากลมโตสุกใสเอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำตาอีกครา นางมองเสิ่นซีอย่างไร้ที่พึ่ง
เสิ่นซีทนสายตาบอบบางน่าทะนุถนอมของนางไม่ค่อยไหว ทว่าเรื่องนี้สำคัญต่อความเป็นความตาย จะมามัวเห็นใจหยกถนอมบุปผาไม่ได้ จึงทำได้เพียงคาดคั้นต่อไป
“รู้ไว้ด้วยนะ ท่านแม่ของข้าดุร้ายนัก พอนางลงมือตีข้าเมื่อใด ก็จะไม่ยั้งมือเลยสักนิด หากเจ้าไม่ช่วยห้ามไม่ให้นางตีข้า ช้าเร็วข้าก็ต้องถูกนางตีตาย แล้วเจ้าก็จะต้องเป็นหญิงม่ายไปตลอดชีวิต…”
หลินไต้ปั้นหน้าเครียด ส่ายหน้าไปมาไม่หยุด
“ท่านแม่ไม่ตีเจ้าจนตายหรอก”
เสิ่นซีมองดูท่าทางจริงจังของเด็กหญิงแล้วก็รู้สึกจนใจยิ่งนัก กำลังจะเอ่ยสิ่งใด โจวซื่อก็กลับเข้ามาในห้องพอดี เมื่อเห็นเสิ่นซียืนอยู่ข้างๆ หลินไต้ นางก็ปั้นหน้าขรึมเดินเข้าไปหา
“ไหนเจ้าบอกว่าไม่ชอบไต้เอ๋อร์มิใช่หรือ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงได้ไปยืนใกล้นางปานนั้นเล่า?”
เสิ่นซีมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และลำพองใจของมารดา ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
ขณะที่เสิ่นซีกำลังอึดอัดทำตัวไม่ถูกอยู่นั้น พลันได้ยินเด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอึกอัก
“ท่านแม่ น้องชายบอกว่าท่านจะตีเขาจนตาย จะทำให้ข้าต้องกลายเป็นหญิงม่าย… ท่านแม่ ท่านจะไม่ทำเช่นนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักงันไป จากนั้นจึงจ้องมองเสิ่นซีด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ดีล่ะ ไอ้เด็กทึ่มเอ๊ย ถึงกับกล้ามาแอบพูดจาให้ร้ายแม่แกอยู่ลับหลัง คอยดูเถอะว่าข้าจะตีเจ้าให้ตายหรือไม่!”
เสิ่นซีได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองเด็กหญิงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ภายในใจกรีดร้องก้องกังวาน ทว่ายามนี้โจวซื่อได้อุ้มเขาขึ้นมา และฟาดลงบนก้นของเขาอย่างแรงเสียแล้ว
ความรู้สึกที่ต้องมาเสียหน้าครั้งใหญ่ต่อหน้าเด็กหญิง ทำให้ใบหน้าของเสิ่นซีแดงก่ำ ลามไปจนถึงใบหูที่ร้อนผ่าวเป็นไฟ
เสิ่นซีกัดฟันทนความเจ็บปวดที่แล่นปลาบมาจากบั้นท้าย พอหันกลับไปมอง ก็เห็นหลินไต้กำลังจ้องมองเขาตาแป๋วราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย นึกในใจว่าแม่หนูนี่ช่างคิดเล็กคิดน้อยนัก ว่างเป็นไม่ได้ต้องหาคนมาหนุนหลัง วันหน้าคงต้องระวังตัวนางเอาไว้ให้ดี หากนางวิ่งแจ้นไปฟ้องร้องโจวซื่ออยู่บ่อยครั้ง บั้นท้ายของเขาคงต้องรับเคราะห์หนักเป็นแน่
เรื่องเสียเปรียบสตรี ยอมกันไม่ได้เด็ดขาด!
“ท่านแม่ อย่าตีเลยเจ้าค่ะ หากตีอีก ก้นน้องชายคงช้ำจนลายพร้อยไปหมดแล้ว”
หลินไต้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็รวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปดึงมือโจวซื่อไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป จากนั้นจึงยอมหยุดมือ วางเสิ่นซีลง แล้วรวบตัวเด็กหญิงเข้ามากอดไว้อย่างทะนุถนอม ถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางเอ่ยอย่างดุดันว่า
“ไต้เอ๋อร์ วันหน้าหากเขาขวัญกล้ามารังแกเจ้า เจ้าก็มาบอกแม่ แม่จะตีเขาให้ตายเลยเชียว”
เมื่อหลินไต้ได้ยินดังนั้น นางก็ขบเม้มริมฝีปากสีชมพูระเรื่อพลางส่ายหน้าไม่หยุด เอ่ยวิงวอนว่า
“ท่านแม่ อย่าตีน้องชายจนตายเลยนะเจ้าคะ ได้หรือไม่?”
โจวซื่อหัวเราะฮ่าๆ ลูบศีรษะของเด็กหญิงเบาๆ แล้วกอดนางไว้แน่น พึมพำกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
เสิ่นซีรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ แม่หนูน้อยคนนี้ไม่เพียงแต่ใจแคบคิดเล็กคิดน้อย ทว่ายังร้ายลึกนัก ชิงฟ้องร้องให้เขาโดนตีเสียยกหนึ่งก่อน แล้วค่อยหันกลับมาขอความเมตตาแทนเขา แต่บังเอิญว่านางเป็นเพียงแม่หนูน้อยที่ดูไร้เดียงสา จึงทำให้ผู้คนไม่อาจระแวงสงสัยในเจตนาแอบแฝงของนางได้ คนเช่นนี้ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอย่าไปตอแยด้วยจะดีกว่า
ผ่านไปไม่นาน ทางโรงเตี๊ยมก็ยกอาหารมาวางเรียงบนโต๊ะ เสิ่นซีสูดกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลาย ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาอย่างไม่รักดี เขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างยากลำบาก หันไปมองโจวซื่อ
“ท่านแม่ หมูสามชั้นน้ำแดงชามใหญ่นี้ ต้องใช้เงินไปตั้งเท่าใดหรือขอรับ?”
โจวซื่อได้ยินก็หัวเราะ มองดูหลินไต้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“สะใภ้ตัวน้อยเพิ่งจะก้าวเข้าบ้านเรา ก็สมควรได้กินของดีๆ สักมื้อ ปกติเจ้าก็ออกจะหัวไว เหตุใดเรื่องแค่นี้ถึงได้คิดไม่ตกเล่า? วันหน้าหากเจ้าจะแต่งภรรยา นั่นน่ะต้องใช้เงินก้อนโตเชียวนะ!”
เสิ่นซีจำต้องยอมรับว่า มารดาของตนช่างคำนวณได้อย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ จึงรีบเอ่ยเอาใจ
“ท่านแม่ เช่นนั้น... พวกเราก็รีบกินกันเถอะขอรับ ข้าหิวจนไส้จะขาดแล้ว”
โจวซื่อถลึงตาใส่เขา เอ่ยเสียงเย็นชา
“วันนี้ของพวกนี้ข้าเตรียมไว้ให้ไต้เอ๋อร์ เจ้าถอยไปยืนอยู่ด้านข้างเลยไป”
เสิ่นซีจ้องมองมารดาบังเกิดเกล้าของตนด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สายตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองสุดแสน
“ท่านแม่ ข้าเป็นลูกในไส้ของท่านนะขอรับ ข้ากำลังอยู่ในวัยโต ขอร้องล่ะขอรับ ให้ข้ากินเถอะ...”
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ โจวซื่อก็แค่นเสียงเย็น
“คิดว่าแม่ไม่รู้สันดานเจ้าหรืออย่างไร? ปกติแค่เห็นกากหมูนิดหน่อย ตาเจ้าก็ลุกวาวเป็นประกายสีเขียวแล้ว หากให้เจ้าเด็กเหลือขออย่างเจ้าขึ้นโต๊ะ ไต้เอ๋อร์จะแย่งเจ้าทันได้อย่างไร?”
เสิ่นซีสุดจะทน ทำได้เพียงปล่อยให้โจวซื่อผลักไสออกไปเสียไกลลิบ ซ้ำยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ขยับเขยื้อน ได้แต่มองดูหมูสามชั้นน้ำแดงที่อ่อนนุ่มชุ่มฉ่ำและส่งควันฉุย ถูกโจวซื่อคีบป้อนเข้าปากเล็กๆ ของเด็กหญิงทีละชิ้นๆ เขาทำได้เพียงกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ ความตะกละตะกลามกำเริบ ทว่าก็อับจนหนทาง
เสิ่นซีมีสีหน้าอมทุกข์ราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต เรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในโลกหล้า จะมีสิ่งใดเกินไปกว่าการที่หมูสามชั้นน้ำแดงชามโตวางอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมโชยมาเตะจมูกไม่หยุดหย่อน ทว่าตนเองกลับทำได้เพียงยืนมองตาปริบๆ
ขณะที่ภายในใจของเสิ่นซีกำลังโศกเศร้าอาดูรอยู่นั้น หลินไต้กลับส่ายหน้าปฏิเสธโจวซื่อ นางหยิบชามข้าวบนโต๊ะขึ้นมา ใช้ตะเกียบคีบหมูสามชั้นน้ำแดงที่พร้อมทั้งรูป รส และกลิ่น วางโปะลงไปสองสามชิ้น จากนั้นก็ประคองชามและตะเกียบด้วยสองมือ เดินมาหยุดอยู่ข้างกายเสิ่นซี ยื่นส่งให้เขาพลางเอ่ยเสียงแผ่ว
“น้องชาย...”
มองดูท่าทางรู้ความของแม่หนูน้อย เสิ่นซีก็พลันนึกถึงการกระทำของนางที่ยอมสละข้าวปั้นให้เขาที่ริมถนนก่อนหน้านี้ จึงส่งสายตาซาบซึ้งใจให้นางคราหนึ่ง
เสิ่นซีรับชามและตะเกียบมา นั่งยองๆ อยู่ตรงมุมกำแพง อ้าปากกว้างพุ้ยข้าวเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
ยามนี้เขาไม่สนใจกฎระเบียบหรือมารยาทใดๆ อีกแล้ว ตั้งแต่ข้ามภพมายังโลกใบนี้ นับรวมแล้วเขายังได้กินเนื้อสัตว์ไม่กี่มื้อเลยด้วยซ้ำ ครั้งล่าสุดที่ได้กินเนื้อ ก็คือช่วงปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปเกือบครึ่งปี ปกตินอกจากจับปลาไหล งมปลาในลำธารมาต้มซดน้ำแกงให้พอได้กลิ่นคาวเนื้อสัตว์บ้างแล้ว ก็ไม่มีเศษเนื้อตกถึงท้องเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เสิ่นซีขอสาบานเลยว่า หมูสามชั้นน้ำแดงตรงหน้านี้คือของที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยลิ้มลองมาในชาตินี้
เมื่อเห็นท่าทางไม่เอาไหนของเสิ่นซี โจวซื่อก็ทำใจแข็งต่อไปไม่ไหว จึงเรียกให้เขามานั่งร่วมโต๊ะกินด้วยกัน
เสิ่นซีดีใจจนแทบกระโดด ราวกับนักโทษที่ได้รับอภัยโทษ เขาพยักหน้าประจบประแจง เดินกลับมาที่โต๊ะ คีบอาหารกินอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าหากแสดงท่าทีขัดหูขัดตาออกมา จะถูกเนรเทศให้กลับไปยืนที่มุมห้องอีก
มื้อนี้เสิ่นซีกินอิ่มหนำสำราญจนเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ
กินเสร็จ ดวงตะวันก็คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกแล้ว ดูท่าวันนี้คงไม่อาจเดินทางไปถึงตัวอำเภอได้ทัน โจวซื่อรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง จึงตัดสินใจค้างแรมที่นี่สักคืน นางล้มตัวลงนอนพักผ่อนบนเตียง ปล่อยให้หลินไต้และเสิ่นซีนั่งจ้องตากันปริบๆ ไม่กล้าส่งเสียงดัง ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนมารดาจอมดุร้าย
เสิ่นซีเอ่ยขึ้น
“ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าให้เรียกข้าว่าพี่ชาย”
หลินไต้มีสีหน้าลังเลขัดขืน นางส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ได้หรอก ข้าถามมาแล้ว ปีนี้เจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบ อายุน้อยกว่าข้าเสียอีก”
เสิ่นซีจนใจ จึงคร้านที่จะใส่ใจนางอีก เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เบิกตากว้างเหม่อลอยไป
หลินไต้หลงคิดว่าเสิ่นซีกำลังจ้องมองนาง จึงก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย นั่งตัวเกร็งอย่างสงบเสงี่ยม
แท้จริงแล้วเสิ่นซีกำลังวางแผนเรื่องราวหลังจากเข้าเมืองในครานี้ หากไม่มีอันใดผิดพลาด เมื่อไปถึงตัวอำเภอ เขาจะหาทางรั้งตัวอยู่ในเมืองให้จงได้ จากนั้นก็จะลงมือทำบางสิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในปัจจุบัน... ทางที่ดีที่สุดคือได้เริ่มเรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ต่อให้ไม่สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้ แต่การอยู่ในตัวเมืองก็ย่อมดีกว่าการกลับไปหมกตัวอยู่ในชนบทตั้งมากมาย
เสิ่นซีเกิดในตระกูลบัณฑิตผู้ดีสืบทอด มีท่านลุงใหญ่เป็นถึงซิ่วไฉ ชาติตระกูลเช่นนี้ย่อมทำให้อาจารย์ในสำนักศึกษารู้สึกประทับใจได้ไม่ยาก ทว่าปัญหาสำคัญที่สุดของเขาก็คือไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
รอให้ไปถึงตัวอำเภอก่อนเถิด ทุกสิ่งล้วนยังเป็นไปได้ทั้งสิ้น หากดวงชะตามาเยือน บังเอิญไปพบผู้ที่ชื่นชมในความสามารถของเขาเข้า บางทีอาจได้ก้าวขึ้นสู่เมฆครามในคราวเดียว ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ล้วนตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า เขาจะต้องรั้งตัวอยู่ในเมืองให้ได้เสียก่อน
(เชิงอรรถผู้แปล: ก้าวขึ้นสู่เมฆครามในคราวเดียว มาจาก 平步青云 เป็นสำนวนจีน หมายถึงการได้เลื่อนฐานะ เลื่อนตำแหน่ง หรือประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและราบรื่น ราวกับก้าวเท้าขึ้นสู่เมฆสีคราม)