- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 10 สะใภ้เลี้ยง
ตอนที่ 10 สะใภ้เลี้ยง
ตอนที่ 10 สะใภ้เลี้ยง
(เชิงอรรถผู้แปล: สะใภ้เลี้ยง มาจาก 童养媳 หรือ “ถงหยั่งสี” หมายถึงธรรมเนียมจีนโบราณที่ครอบครัวฝ่ายชายรับเด็กหญิงมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นภรรยาของบุตรชายในอนาคต มักเกิดจากเหตุผลด้านฐานะ ความยากจน หรือการประหยัดค่าสินสอด)
ยามนี้แม่หนูน้อยล้างคราบสกปรกบนใบหน้าออกจนหมดจดแล้ว เผยให้เห็นดวงตากลมโตดุจผลซิ่ง จมูกงามดุจหยกสลัก ริมฝีปากเล็กสีชมพูระเรื่อ เครื่องหน้างดงามหมดจดไร้ที่ติ ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียด ดูไม่เหมือนเด็กขอทานเลยแม้แต่น้อย เวลานี้นางกำลังมองมาที่เสิ่นซีด้วยท่าทางเอียงอาย
เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะงดงามถึงเพียงนี้ ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับเหม่อลอยไปวูบหนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แล้วลอบนึกขำตนเองในใจ อายุรวมกันสองชาติภพก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าปีแล้ว กลับยังถูกความงามสะอาดสดใสของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้ตะลึงไปได้ ช่างน่าขันเสียจริง
เสิ่นซีเงยหน้าขึ้น ก็เห็นโจวซื่อมีสีหน้าเบิกบานยิ้มแย้ม หัวเราะคิกคักราวกับเก็บของล้ำค่าได้
“ไอ้เด็กเหม็น แม่ตัดสินใจแล้ว จะพานังหนูนี่กลับไปเป็นสะใภ้เลี้ยง”
เสิ่นซีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เอ่ยถามว่า
“ท่านแม่ สะใภ้เลี้ยงคืออะไรหรือขอรับ?”
โจวซื่อปรายตามองเขาด้วยความเบิกบานใจ ยิ้มพลางตอบว่า
“สะใภ้เลี้ยงก็คือสะใภ้เลี้ยง จะเป็นอะไรได้อีกเล่า?”
ภายในใจของเสิ่นซีพลันเย็นวาบ เขาถามออกไปตรงๆ
“ท่านคงไม่ได้ตั้งใจจะให้นางโตขึ้นมาเป็นภรรยาข้าหรอกนะขอรับ?”
โจวซื่อเห็นท่าทางของเสิ่นซี ก็ชักไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที นางเท้าสะเอว ถลึงตาใส่ แล้วแค่นเสียงฮึ่ม
“เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าใดกัน รู้จักคำว่าภรรยาด้วยหรือ?”
โจวซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“แม่หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราถึงเพียงนี้ มาเป็นภรรยาเจ้า เจ้ายังจะไม่พอใจอีกหรือ? รอให้ถึงตัวอำเภอ แม่จะให้พ่อเจ้าไปแจ้งชื่อนางลงในทะเบียนสำมะโนครัวที่ที่ว่าการอำเภอ ให้มาอยู่ในชื่อบ้านเรา... เรื่องนี้ตกลงตามนี้ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น อย่ามาทำเป็นพูดจาโยกโย้เหมือนเมื่อก่อนอีก”
เสิ่นซีรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว จึงเอ่ยท้วง
“ท่านแม่ ท่านจะรับนางมาเป็นสะใภ้เลี้ยงของบ้านเรา โดยไม่ถามความสมัครใจของนางเลยหรือขอรับ? ทางการจะไม่เอาเรื่องหรือ?”
โจวซื่อถลึงตาใส่
“เอาเรื่องอันใดกัน นี่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเสียหน่อย! ฮึ คิดว่าแม่แกไม่ได้เรียนหนังสือแล้วจะหลอกกันง่ายๆ ใช่หรือไม่? ป้าสะใภ้สามของเจ้าก็เป็นสะใภ้เลี้ยงของตระกูลเสิ่น ตระกูลเสิ่นเป็นถึงตระกูลใหญ่ จะยอมทำเรื่องผิดกฎหมายได้อย่างไร?”
เสิ่นซีอึกอักอ้ำอึ้ง ในที่สุดก็หาเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง
“แต่ว่า... นาง... นางอายุมากกว่าข้านะขอรับ”
สิ้นเสียง ก็ได้ยินโจวซื่อหัวเราะเย้าแหย่
“นี่ข้าว่าเจ้าโง่ไปแล้วใช่หรือไม่? สะใภ้เลี้ยงก็คือการเลี้ยงดูว่าที่ภรรยาของเจ้าในอนาคต อายุภรรยาก็ต้องมากกว่าเจ้าอยู่แล้วสิ มิฉะนั้นจะเรียกว่าสะใภ้เลี้ยงได้อย่างไร?”
เสิ่นซีนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ รู้สึกว่าคำพูดของโจวซื่อช่างมีเหตุผลเสียเหลือเกิน อีกทั้งชาติก่อนเขาก็เคยได้ยินเรื่องธรรมเนียมนี้มาบ้าง ภายในใจพลันหดหู่ขึ้นมาทันที ทำได้เพียงงัดไม้ตาย แสร้งทำตัวออดอ้อนน่ารักที่ใช้ได้ผลมาตลอดออกมา
“ท่านแม่ ข้าต้องการแค่ท่านแม่ ข้าไม่เอาภรรยา... ข้ายังอายุไม่ถึงเจ็ดขวบเลย จะเอาภรรยาไปทำไมกันขอรับ?”
โจวซื่อปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง แล้วแค่นหัวเราะ
“เจ้าคิดว่าแม่แกอยากทำนักหรือ? เจ็ดขวบ อีกไม่กี่ปีเจ้าก็ต้องแต่งงานแล้ว รอจนถึงวัยแต่งงานจริงๆ เจ้าอาจจะหาภรรยาไม่ได้แล้วก็ได้... บ้านเราก็ไม่ใช่ตระกูลเศรษฐีมีเงิน การที่แม่หนูน้อยคนนี้มาอยู่บ้านเรา ก็ถือเสียว่าช่วยยกภูเขาออกจากอกแม่ล่วงหน้าไปเปลาะหนึ่งแล้วกัน”
เสิ่นซีเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้
“ท่านแม่ ข้ามีความสามารถ ข้าหาภรรยาเองได้ขอรับ”
“ผายลม! เจ้าจะไปมีความสามารถอันใด?”
โจวซื่อถลึงตาใส่ ก่อนกล่าวต่อเป็นชุด
“ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะ ด้วยฐานะบ้านเราตอนนี้ รอจนเจ้าโตขึ้นแล้วอยากแต่งงานกับบุตรีบ้านดีๆ ต้องมีทั้ง หนังสือสามฉบับ พิธีหกขั้น จะไปหาเงินมากมายปานนั้นมาจากที่ใด? อีกอย่าง ตระกูลเสิ่นมีลูกหลานตั้งมากมาย เจ้าก็เป็นลูกหลงคนสุดท้อง ไม่แน่ว่าแม่อาจจะมีน้องชายให้เจ้าเพิ่มอีกสองสามคน ถึงเวลานั้นจะวนมาถึงคราเจ้าได้อย่างไร... ไปๆๆ ทำตัวให้ว่านอนสอนง่ายหน่อย ห้ามรังแกว่าที่ภรรยาของเจ้าเด็ดขาด”
(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือสามฉบับ พิธีหกขั้น มาจาก 三书六聘 หรือ “ซานซูลิ่วพิ่น” ใกล้กับธรรมเนียมแต่งงานจีนโบราณที่เรียกว่า 三书六礼 “สามหนังสือหกพิธี” ได้แก่หนังสือหมั้นหมาย หนังสือรับของหมั้น หนังสือรับตัวเจ้าสาว และพิธีการสำคัญ เช่น การสู่ขอ การถามวันเดือนปีเกิด การเสี่ยงทายฤกษ์มงคล การมอบสินสอด การกำหนดวันแต่ง และการรับตัวเจ้าสาว ซึ่งล้วนมีค่าใช้จ่ายสูง)
เสิ่นซีได้แต่ยิ้มขื่นครั้งแล้วครั้งเล่า ปัญหาการแต่งงานที่ชาติก่อนอายุยี่สิบแปดแล้วยังแก้ไม่ได้ มาชาตินี้อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบกลับถูกจัดการเรียบร้อยเสียแล้ว
เด็กหญิงตัวน้อยหน้าแดงซ่าน เมื่อเห็นเสิ่นซีมีสีหน้ากลัดกลุ้ม ก็กล้าๆ กลัวๆ ก้าวเข้ามาข้างหน้าสองก้าว หันกลับไปมองโจวซื่อแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและประหม่าอย่างยิ่ง
“น้องชาย เจ้าเกลียดที่ข้าสกปรกหรือ? ไม่เป็นไรหรอกนะ วันหน้าข้าจะอาบน้ำให้สะอาดสะอ้าน ตัวหอมๆ เลย”
เสิ่นซีฉีกยิ้ม เผยรอยยิ้มที่ดูไม่สมวัยออกมา พลางกล่าวว่า
“ข้าไม่ใช่น้องชายเจ้า ข้าคือสามีเจ้าต่างหาก”
มองดูใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามหมดจด ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความปรารถนาจะมีที่พึ่งของเด็กหญิง เสิ่นซีก็พลันรู้สึกว่าตนไม่อาจปฏิเสธได้ หากโจวซื่อไม่ต้องการให้นางเป็นสะใภ้เลี้ยง จะมีเหตุผลใดให้รับเด็กหญิงคนนี้ไว้เล่า? ต่อให้เป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองสงบร่มเย็น ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยที่ ชะตาชีวิตบางเฉียบดั่งกระดาษผู้นี้ ย่อมยากจะเอาชีวิตรอดในชนบทห่างไกลเช่นนี้ได้ การมีข้าวกินประทังชีวิตสักมื้อ คงเป็นความหวังสูงสุดของนางแล้วกระมัง
นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เด็กหญิงตัวน้อยก็ยิ่งร้อนใจ นางหน้าแดงก่ำ ดึงแขนเสื้อของเสิ่นซีเบาๆ
“น้องชาย เจ้าวางใจเถิด วันหน้าข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง ขอเพียงเจ้าไม่ไล่ข้าไป ข้าจะฟังเจ้าทุกเรื่องเลย”
เสิ่นซีเบือนหน้าหนี ไม่มองนางอีก ด้วยเกรงว่าจะสะเทือนใจจนหลั่งน้ำตา
ทางด้านโจวซื่อคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ นางย่อตัวลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ลูกสะใภ้ตัวน้อย เจ้าชื่ออันใดหรือ? รีบเรียกแม่สักคำให้ชื่นใจหน่อยสิ”
เมื่อเห็นท่าทางใจร้อนดั่งลิงกังของโจวซื่อ เสิ่นซีก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เบ้ปากแล้ววิ่งหลบไปอยู่ด้านข้าง
“ข้าชื่อหลินไต้ ชื่อเล่นคือไต้เอ๋อร์ ปีนี้อายุเก้าขวบเจ้าค่ะ... ท่านแม่...”
เด็กหญิงตัวน้อยเรียกด้วยความขัดเขินไม่คุ้นชิน
“ดี ดี ชื่อเพราะยิ่งนัก เจ้าดูเขาสิ เขาชื่อเสิ่นซี ชื่อเล่นว่าเด็กโง่ แม่ยังชอบเรียกเขาว่าเจ้าเด็กแสบอีกด้วย แต่เจ้าจะเรียกเขาสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนั้นไม่ได้นะ ตอนนี้เขายังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน และยังไม่มีชื่อรอง เจ้าก็เรียกเขาตามสบายไปก่อนแล้วกัน... วันหน้าเขาคือสามีของเจ้า ขอเพียงเจ้าดีต่อเขา หากวันหน้าเขาได้ดีมีหน้ามีตา แม่รับรองว่าจะให้เจ้าได้เป็นภรรยาเอกเลย ดีหรือไม่ ไต้เอ๋อร์?”
(เชิงอรรถผู้แปล: พิธีสวมกวาน และ ชื่อรอง มาจาก 行冠礼 และ 表字 พิธีสวมกวานคือพิธีบรรลุนิติภาวะของชายจีนโบราณเมื่ออายุยี่สิบปี หลังจากนั้นผู้อาวุโสจะตั้ง “ชื่อรอง” ให้ใช้ในทางสังคม แทนการเรียกชื่อตัวโดยตรง)
หลินไต้พยักหน้า ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่มองดูเสิ่นซีที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ริมแม่น้ำ จ้องมองเงาสะท้อนในน้ำ คิ้วเรียวงามดุจขุนเขาของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่รู้ว่าในหัวเล็กๆ นั้นกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
ผ่านไปไม่นาน โจวซื่อก็ร้องเรียกเสิ่นซี ทั้งสามคนเดินกลับไปยังตำบลซวงซี หาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในตรอกลึก หลังจากต่อรองราคากับหลงจู๊อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตกลงเข้าพัก
หลังจากเข้าพักได้เพียงชั่วจิบชา เสี่ยวเอ้อร์สองคนก็ยกอ่างอาบน้ำไม้เข้ามาในห้อง จากนั้นก็ตักน้ำร้อนเติมลงไปไม่หยุด ขณะกำลังง่วนอยู่กับงาน ก็ยังไม่ลืมฝากคำพูดของหลงจู๊มาบอก
“นายหญิง หลงจู๊ฝากมาบอกว่า อ่างอาบน้ำนี้ต้องคิดเงินเพิ่มนะขอรับ แถมยังต่อราคาไม่ได้ด้วย เขาให้ข้าน้อยมาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง หากตกลงก็ตกลง หากไม่ตกลง ข้าน้อยจะได้ยกกลับไป”
โจวซื่อเห็นท่าทางรำคาญใจของเสี่ยวเอ้อร์ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหุบลงทันที นางแค่นเสียงฮึ่ม
“แค่อาบน้ำที่นี่ ยังคิดตั้งสามสิบเหวิน พวกเจ้าช่างทำมาค้าขายเก่งเสียจริง ทว่าวันนี้ข้าอารมณ์ดี จะไม่ขอโต้เถียงด้วยเรื่องเงินเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้หรอก ไปบอกหลงจู๊ของพวกเจ้าเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะลงไปจ่ายเงิน”
เสิ่นซีหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงเป็นพวกเห่อของใหม่ลืมของเก่าเช่นนี้เล่าขอรับ? อย่างไรเสียข้าก็เป็นลูกในไส้ของท่านนะ เงินสามสิบเหวินซื้อเนื้อได้ตั้งสองสามชั่งเชียวนะขอรับ”
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ ก็เห็นโจวซื่อหันขวับมาถลึงตาใส่ดุจเสือร้าย
“เจ้าเด็กแสบ เจ้าจะไปรู้อะไร? เป็นเด็กผู้หญิงก็ต้องรู้จักรักสวยรักงามพิถีพิถันกันหน่อย จะให้เหมือนเจ้าที่โตป่านนี้แล้วยังวิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนอาบน้ำอยู่กลางลานบ้านได้อย่างไร?”
เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออก พลันได้ยินเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ ว่า
“น้องชาย เจ้า... เจ้าอย่าแอบดูข้าอาบน้ำได้หรือไม่?”
ไม่รอให้เสิ่นซีเอ่ยปาก โจวซื่อก็หัวเราะร่วนขึ้นมา
“แหม แม่หนูน้อยยังรู้จักเอียงอายเสียด้วย ไม่เป็นไรหรอก ยามนี้พวกเจ้าอายุยังน้อย ยังไม่เป็นอันใด รอให้ไอ้เด็กเหม็นนี่อายุครบสิบขวบเมื่อใด ก็ให้เขาดูไม่ได้แล้ว เข้าใจหรือไม่จ๊ะ สะใภ้ตัวน้อยสุดที่รักของแม่”
หลินไต้ได้ยินดังนั้น ก็ทำได้เพียงหน้าแดงก่ำพยักหน้ารับ เสิ่นซีกลับเป็นฝ่ายรู้สึกโมโหขึ้นมาแทน เขาแค่นเสียงฮึ่ม ทำท่าจะผลักประตูเดินออกไป ทว่ากลับถูกโจวซื่อร้องเรียกไว้
“ไอ้เด็กทึ่ม จะไปที่ใดกัน? นั่งลงอยู่เฉยๆ ซะ แม่จะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว เจ้าจงอยู่ที่นี่ คอยดูแลสะใภ้ตัวน้อยของเจ้าให้ดี พวกเจ้าทั้งสองห้ามก้าวออกจากประตูบานนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
เสิ่นซีทำได้เพียงพยักหน้ารับ กลับไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง หยิบถ้วยชาบนโต๊ะมาหมุนเล่นแก้เบื่ออย่างไม่มีอะไรทำ
ก่อนไป โจวซื่อยังไม่วายกำชับ
“ห้ามวิ่งเพ่นพ่านไปไหนเด็ดขาด ที่นี่ไม่เหมือนอยู่ที่บ้านนะ คนร้ายมีอยู่ถมไป พวกโจรลักพาตัวน่ะชอบเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาอย่างพวกเจ้าที่สุด ไต้เอ๋อร์ ลงไปในอ่างอาบน้ำแล้วขัดตัวให้สะอาดสะอ้านนะ แม่จะออกไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ มาให้เจ้าสักชุด”
พอโจวซื่อจากไป ภายในห้องก็เหลือเพียงเสิ่นซีกับหลินไต้
เสียงวักน้ำดังแว่วมา เสิ่นซียึดมั่นในหลักสิ่งใดผิดจารีตไม่พึงมอง จึงไม่ได้หันไปมองอย่างจงใจ อีกอย่าง นางก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น เขาย่อมไม่ควรปล่อยให้ความคิดตนเองเหลวไหลไปมากกว่านี้
ทว่าหลินไต้กลับมีท่าทีประหม่าและตึงเครียด นางเอ่ยเตือนเสียงเบา
“เจ้าห้ามแอบดูนะ”
เสิ่นซีเดินไปที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่เบื้องนอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
“ไม่มีใครแอบดูเจ้าหรอก รีบๆ อาบเข้าเถิด อีกประเดี๋ยวท่านแม่ก็กลับมาแล้ว”
“อ้อ”
หลินไต้ขานรับอย่างว่าง่าย จากนั้นก็นั่งลงในอ่างไม้ เริ่มลงมือขัดถูชำระล้างร่างกาย
เสียงน้ำซ่าๆ ดังเข้าหูเสิ่นซีอย่างต่อเนื่อง กวนใจจนเขารู้สึกว้าวุ่นอยู่บ้าง ทำได้เพียงหันเหความสนใจไปยังผู้คนหลากหลายหน้าตาบนท้องถนน คาดเดาฐานะของผู้ที่เดินผ่านไปมา นานเข้าก็ชักรู้สึกเบื่อหน่าย จึงหันตัวกลับมาที่โต๊ะหมายจะนั่งลง
หลินไต้ร้องเสียงหลง
“อ๊ะ... น้องชาย เจ้าโกหก เจ้าบอกว่าจะไม่แอบดูข้าไง”
เสิ่นซีถึงเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เขาลืมไปเสียสนิทว่าหลินไต้กำลังอาบน้ำอยู่ ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเก้อเขินไปหมด ความรู้สึกประหนึ่งชื่อเสียงอันดีงามที่สั่งสมมาทั้งชีวิตต้องมาป่นปี้ พลันบังเกิดขึ้นในใจ
หลินไต้ซุกตัวหลบอยู่ในอ่างไม้ ใช้ขอบอ่างบดบังร่างกายเอาไว้ คางเกยอยู่บนขอบอ่าง ริมฝีปากเล็กๆ เม้มแน่น ค้อนขวับมองเสิ่นซีด้วยความน้อยใจ ราวกับหมายจะใช้สายตาตำหนิเจ้าเด็กไร้มารยาทตรงหน้า
คราวนี้เสิ่นซีตัดสินใจไม่หลบสายตาอีก เขามองนางตรงๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า
“แม่หนูน้อย นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่ชาย มีเพียงทำเช่นนี้ พวกเราถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดอง แล้วข้าก็จะไม่รังแกเจ้า เจ้ามีข้อโต้แย้งอันใดหรือไม่?”
หลินไต้กะพริบตาปริบๆ เข้าใจคำพูดของเสิ่นซีเพียงครึ่งๆ กลางๆ ท้ายที่สุดนางก็เอ่ยด้วยความน้อยใจอยู่บ้าง
“อ้อ ข้ารู้แล้ว วันหน้าข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่ชาย... เจ้าอย่าโมโหไปเลยนะ ได้หรือไม่?”
เสิ่นซีมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฝืนใจและขัดเขินจนแทบทนไม่ไหวของเด็กหญิง ก็อดไม่ได้ที่จะลอบขำอยู่ในใจ เขาเอียงคอ จ้องมองดวงตาใสกระจ่างของนาง แล้วเอ่ยถามว่า
“พ่อแม่ของเจ้าเล่า? เหตุใดจึงถูกทิ้งไว้ริมถนน?”
บนใบหน้าของเด็กหญิงฉายแววโศกเศร้าออกมาวูบหนึ่ง ทว่านางกลับเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว เสิ่นซีเห็นดังนั้นจึงไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความอีก เขากลับไปนั่งเหม่อลอยอยู่บนม้านั่ง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปโจวซื่อก็กลับมา ในมือถือเสื้อผ้ามาหลายชุด น่าจะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากในตำบล เสิ่นซีมองดูท่าทางอารมณ์ดีของนาง ภายในใจลอบคิดว่า ท่านแม่กลายเป็นคนใจกว้างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ปีใหม่ปีที่แล้วยังไม่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ตนเองเลย ทว่าบัดนี้ท่านแม่กลับใจป้ำควักเงินซื้อโดยไม่กะพริบตาเสียด้วยซ้ำ…
(เชิงอรรถผู้แปล: หนึ่งก้านธูป มาจาก 一炷香 หรือ “อี้จู้เซียง” เป็นหน่วยบอกเวลาอย่างคร่าวๆ ในจีนโบราณ หมายถึงระยะเวลาที่ธูปหนึ่งก้านเผาไหม้จนหมด โดยทั่วไปมักประมาณสิบห้าถึงสามสิบนาที แล้วแต่ขนาดของธูป)
โจวซื่อเดินเข้ามาในห้อง มองข้ามหัวเสิ่นซีไปโดยสิ้นเชิง แล้วเดินตรงไปที่ข้างอ่างอาบน้ำ ยิ้มพลางเอ่ยถาม
“เด็กดี อาบน้ำเสร็จหรือยัง?”
หลินไต้พยักหน้ารับ แววตาที่มองโจวซื่อแฝงความพึ่งพิงไว้หลายส่วน
“เช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นเถิด แม่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เจ้าแล้ว ลองดูสิว่าพอดีตัวหรือไม่ หากไม่พอดี แม่จะได้เอาไปเปลี่ยนให้”
โจวซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาปรานี
ด้วยความที่ถูกเสิ่นซีจ้องมองอยู่ หลินไต้จึงหน้าแดงก่ำ ไม่ยอมลุกขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ โจวซื่อเห็นหลินไต้เอียงอาย ก็หันขวับมาถลึงตาใส่เสิ่นซี ด่าทอว่า
“เจ้าเด็กแสบ หันหน้าไปทางอื่นเลยนะ ไม่กลัวตากุ้งยิงหรืออย่างไร?”
(เชิงอรรถผู้แปล: ตากุ้งยิง มาจาก 长针眼 หรือ “จ่างเจินเหยี่ยน” ในภาษาจีนมีความเชื่อพื้นบ้านว่า หากแอบดูผู้อื่นอาบน้ำหรือดูสิ่งที่ไม่สมควร อาจทำให้เป็นตุ่มอักเสบที่เปลือกตา คล้ายความเชื่อเรื่อง “ตากุ้งยิง” ในภาษาไทย)
เสิ่นซีถอนหายใจยาวอย่างเซ็งๆ ทำได้เพียงหันหลังกลับไปอย่างว่าง่าย