- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 9 เด็กหญิงแห่งตำบลซวงซี
ตอนที่ 9 เด็กหญิงแห่งตำบลซวงซี
ตอนที่ 9 เด็กหญิงแห่งตำบลซวงซี
ตลอดทาง เสิ่นซีทอดสายตาชื่นชมทิวทัศน์อันงดงาม ความคิดสารพัดแล่นวนอยู่ในหัว เวลาผ่านไปสองชั่วยามโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดสองแม่ลูกก็มาถึงเชิงเขาเถาฮวา เสิ่นซีกะระยะดูแล้ว น่าจะราวยี่สิบกว่าลี้เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าภูเขาเถาฮวาไม่ได้กว้างใหญ่นัก
หากกล่าวเช่นนี้ ชาวหมู่บ้านเถาฮวาก็หาใช่ชาวป่าเขาอย่างแท้จริงไม่ ความจริงแล้ว ข้อนี้พออนุมานได้จากภูมิหลังของตระกูลเสิ่นอยู่แล้ว ตระกูลบัณฑิตผู้ดี แม้จะตกอับเพียงใด ก็ไม่มีทางไปคลุกคลีกลายเป็นชาวป่าชาวเขาได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น จวนและที่นาในหมู่บ้านเถาฮวา ล้วนเป็นทรัพย์สินที่ตระกูลเสิ่นซื้อหาไว้ตั้งแต่สมัยยังรุ่งเรืองทั้งสิ้น
เดินข้ามสะพานแผ่นหินมา สองแม่ลูกก็เข้าสู่เขตตำบลซวงซี
ต้องยอมรับว่า ตำบลซวงซีเจริญกว่าหมู่บ้านเถาฮวามากนัก บังเอิญวันนี้ตรงกับวันนัดตลาดพอดี ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างบังคับเกวียนวัวเกวียนลาเดินทางมา ผู้คนเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย เป็นภาพอันสงบสุขและคึกคักรุ่งเรืองยิ่งนัก
เมื่อเห็นความคึกคักของตำบล เสิ่นซีก็เบาใจลงไปเปราะหนึ่ง ดูท่าแผ่นดินคงสงบสุขร่มเย็นมานาน ราษฎรจึงพอมีทรัพย์สินเหลือเก็บ จนเกิดภาพบรรยากาศเช่นนี้ขึ้นได้
โจวซื่อพาเสิ่นซีเดินไปตามถนนสายหลักกลางตำบลที่จอแจไปด้วยผู้คน มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ นางจับมือเสิ่นซีไว้แน่น คอยดึงคอเสื้อเขาเป็นระยะ สายตาไม่คลาดจากตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยเกรงว่าเขาจะพลัดหลง
สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าหนาแน่น อีกทั้งยังมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ตั้งแผงอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่หาบผักผลไม้จากบนเขามาเร่ขาย
ในช่วงเดือนหก อิงเถา ลิ้นจี่ และซิ่งเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว ผลไม้สดใหม่ดูน่าลิ้มลองเป็นพิเศษ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาเสิ่นซีมากที่สุด กลับเป็นแผงขายของกินอย่างซาลาเปา ปิ้งบะช่อ ลูกชิ้นปลา และบะหมี่คลุก ด้วยความที่ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์มานานกว่าครึ่งปี เพียงได้กลิ่นหอมของเนื้อ น้ำลายก็แทบสอไหลออกมาที่มุมปาก
ทว่าโจวซื่อไม่มีเงินเหลือพอจะสนองความอยากอาหารของบุตรชาย เมื่อเดินพ้นเขตตำบลออกมาได้ นางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ปรายตามองดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะเคลื่อนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วจึงย่อตัวลงนั่ง พลางถามว่า
“ไอ้เด็กตัวกะเปี๊ยก เหนื่อยแล้วหรือไม่ ให้แม่แบกเจ้าเดินสักพักดีไหม?”
เสิ่นซีย่อมไม่มีทางยอมให้โจวซื่อซึ่งแบกห่อผ้าสัมภาระหนักอึ้งอยู่แล้ว ต้องมาแบกเขาเพิ่มอีก นั่นมันทรมานกันเกินไปแล้ว... หนทางข้างหน้ายังเหลืออีกตั้งสี่สิบกว่าลี้ หากทำให้แม่เหนื่อยจนสลบไป นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่างานเข้าอย่างแท้จริง!
ขณะที่เสิ่นซีกำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ริมถนนเบื้องหน้า เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกมือโจวซื่อเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เดินเข้าไปดู
โจวซื่อมองตามไป นางเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยคุกเข่าร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ริมทาง จึงจูงมือเสิ่นซีเดินเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว ครั้นมองให้ชัด ก็เห็นใบหน้าเล็กๆ ของเด็กหญิงเต็มไปด้วยคราบสกปรก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง สองเท้าสวมรองเท้าที่ขาดเป็นรูโหว่รอบด้าน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเด็กจากครอบครัวยากไร้
แม้นิสัยของโจวซื่อจะค่อนข้างดุดันเอาเรื่อง ทว่าเสิ่นซีก็รู้ดีว่า นางมีจิตใจเมตตาอ่อนโยนไม่ต่างจากป้าสะใภ้สามซุนซื่อและป้าสะใภ้สี่เฝิงซื่อ แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยคุกเข่าสะอื้นไห้อย่างไร้ที่พึ่งอยู่ริมถนน โจวซื่อก็รีบเข้าไปเอ่ยถาม
“เด็กน้อย เจ้ามานั่งร้องไห้อันใดอยู่ที่นี่ พ่อแม่ของเจ้าเล่า?”
เด็กหญิงตัวน้อยได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม นางเอาแต่สะอื้นพลางปาดน้ำตา ไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใด ได้แต่ร้องไห้อยู่ฝ่ายเดียว
โจวซื่อเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ ถอนหายใจออกมา นางวางห่อผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังลง ปลดปมออก แล้วหยิบข้าวปั้นห่อใบบัวออกมาลูกหนึ่ง ยื่นส่งให้เด็กหญิงตัวน้อย
“เด็กดี เจ้าคงหิวแย่แล้วกระมัง กินรองท้องเสียหน่อยเถิด”
เสิ่นซีมองการกระทำของมารดาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าภายในใจกลับลอบสงสัย... ที่นี่ไม่ใช่ที่เปลี่ยว ผู้คนสัญจรผ่านไปมาก็มากโข มีเด็กหญิงตัวน้อยมาร้องไห้อยู่ริมทาง แต่กลับไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แล้วดันบังเอิญมาเจอเขากับมารดาพอดี นี่มันจะไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?
หรือว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำอันใดซ่อนอยู่?
เสิ่นซีรู้สึกว่าไม่อาจประมาทได้ จึงรีบคว้าห่อผ้าที่โจวซื่อวางไว้บนพื้นมากอดแน่นไว้ในอ้อมอก ก้มหน้าจ้องเด็กหญิงตัวน้อยตาไม่กะพริบ ด้วยเกรงว่านางจะฉวยโอกาสทีเผลอแย่งห่อผ้าไป
เด็กหญิงตัวน้อยมองโจวซื่อด้วยความหวาดกลัว ดวงตากลมโตสุกใสเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา โจวซื่อขยับข้าวปั้นในมือไปมาเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอก กินเถิด”
เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กำลังชั่งใจว่าจะยื่นมือออกไปรับข้าวปั้นดีหรือไม่ กลับเห็นโจวซื่อก้าวเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ลูบศีรษะนางเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนถึงขีดสุด
“เด็กดี คงทนทุกข์มาไม่น้อยเลยใช่หรือไม่ กินข้าวปั้นรองท้องเสียหน่อยเถิด”
เด็กหญิงตัวน้อยถึงได้วางใจ รับข้าวปั้นจากมือของโจวซื่อมา นางค่อยๆ ลอกใบบัวออกอย่างระมัดระวัง กัดกินไปหนึ่งคำ เคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซีที่กำลังจ้องนางด้วยความระแวดระวัง จากนั้นก็หยัดกายลุกขึ้น ยื่นมือเล็กๆ ที่เปื้อนคราบสกปรกและกำข้าวปั้นอยู่นั้นออกไปข้างหน้า ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงจ้องมองเสิ่นซีเงียบๆ
เสิ่นซีชะงักไป ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงทำเช่นนี้ ครั้นเห็นว่ามือเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยคราบสกปรก ก็รีบส่ายหน้า ยิ้มขื่นพลางกล่าว
“ข้าเพิ่งกินมาอิ่มแล้ว เจ้ากินเถิด”
เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้ามองโจวซื่อ แล้วยื่นข้าวปั้นไปให้นางอีกครั้ง
โจวซื่ออดแปลกใจไม่ได้ แม่หนูน้อยคนนี้น่าจะอดข้าวมาหลายวันแล้ว แม้จะยื่นข้าวปั้นให้ผู้อื่น ทว่านัยน์ตากลมโตดำขลับคู่นั้นกลับยังคงจ้องเขม็งไปที่ข้าวปั้นไม่วางตา ดูท่าคงหิวโหยเอามากๆ
โจวซื่อส่ายหน้าเบาๆ
“เจ้ากินเถิด น้ายังมีอยู่อีก หากเจ้าไม่อิ่ม น้าค่อยให้เจ้าอีกก้อนหนึ่ง”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าให้โจวซื่อด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะยกข้าวปั้นกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นจ่อริมฝีปาก แล้วกัดคำโตเข้าไปอย่างหิวโหย ท่าทางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่เหลือเค้าความมีน้ำใจแบ่งปันเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
โจวซื่อเห็นนางสวาปามอย่างตะกละตะกลาม สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็พลุ่งพล่านขึ้นมา นางไม่สนเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบสกปรกของเด็กหญิง คอยลูบแผ่นหลังนางเบาๆ พลางเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“เด็กดี เจ้าพูดได้หรือไม่?”
เด็กหญิงไม่ได้ตอบคำถามโจวซื่อ เพียงก้มหน้าก้มตากัดกินข้าวปั้นไม่หยุด
เสิ่นซีพยักหน้าเบาๆ เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นใบ้ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ไม่มีใครยอมรับเลี้ยง เด็กใบ้คนหนึ่ง ต่อให้พากลับไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เกรงว่าคงหาคนแต่งงานด้วยไม่ได้ ถึงเวลานั้นหากเกิดความผูกพันขึ้นมา สุดท้ายก็รังแต่จะหาเหาใส่หัวตัวเองเปล่าๆ
ฟันของเด็กหญิงตัวน้อยเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม เมื่อเทียบกับใบหน้าและเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนตมแล้ว ยิ่งดูขาวสะอาดตาเป็นพิเศษ โจวซื่อมองดูกิริยาท่าทางยามกินอาหารของนาง ซึ่งแฝงไว้ด้วย ท่วงทีสง่างามอย่างเด็กจากตระกูลดี แล้วจู่ๆ ก็หันขวับไปมองเสิ่นซีที่กำลังกอดห่อผ้าแน่นไม่ยอมปล่อย จากนั้นบนใบหน้าก็ฉายแววครุ่นคิด
เสิ่นซีย่อมไม่รู้ว่ามารดากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ขณะที่เขากำลังคาดเดาถึงที่มาที่ไปของเด็กหญิงตัวน้อย ก็ได้ยินโจวซื่อเอ่ยถามอย่างสนิทสนม
“เด็กน้อย พ่อแม่ของเจ้าเหตุใดจึงใจดำนัก ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร?”
เด็กหญิงน้อยกินข้าวปั้นหมดแล้ว นางบิดชายกระโปรงที่เปื้อนคราบสกปรกไปมาด้วยท่าทางบอบบางน่าทะนุถนอม เมื่อได้ยินโจวซื่อถาม ก็ส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมาเลย
โจวซื่อถอนหายใจยาว มองเด็กหญิงด้วยแววตาเวทนา
“น้าเองก็ไม่ใช่คนมีเงินมีทองหรอกนะ ที่บ้านมีเด็กต้องกินผักป่ารากไม้ทุกวัน แทบจะเลี้ยงไม่รอดอยู่แล้ว เฮ้อ... โลกใบนี้ช่างโหดร้ายทรมานคนเสียจริง”
พูดถึงตรงนี้ โจวซื่อก็หยิบข้าวปั้นออกมาจากห่อผ้าอีกสามลูก ยัดใส่ไว้ในสาบเสื้อของเด็กหญิง แล้วสั่งเสียด้วยความเสียดายเล็กน้อย
“ข้าวปั้นพวกนี้เจ้าพกติดตัวไว้นะ อย่าให้เด็กคนอื่นเห็นเข้าเล่า ประเดี๋ยวจะโดนพวกเด็กเกเรแย่งไป จนต้องทนหิวอีก ในรัศมีหลายสิบลี้นี้ ตำบลนี้นับว่าใหญ่ที่สุดและมีผู้คนมากที่สุดแล้ว เจ้าอย่าวิ่งเพ่นพ่านไปไหน เผื่อจะโชคดีเจอคนใจบุญรับเจ้าไปเลี้ยงดู”
โจวซื่อผู้มีนิสัยดุดันมาตลอด ส่ายหน้าถอนหายใจยาวด้วยความสะท้อนใจ นางคว้าห่อผ้าแย่งมาจากมือเสิ่นซี แล้วเอามาสะพายไว้ด้านหน้า โดยไม่สนว่าเสิ่นซีจะเซถลาจนแทบหน้าทิ่มดิน ก่อนเอ่ยสั่งว่า
“ไอ้เด็กตัวกะเปี๊ยก ตามแม่มา”
เสิ่นซียืนทรงตัวได้อย่างทุลักทุเล พอได้ยินดังนั้นก็เอ่ยด้วยความโมโหอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ ข้าเป็นลูกในไส้ของท่านนะขอรับ เหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้เล่า?”
พูดจบ เขาก็เดินตามหลังโจวซื่อไป ทั้งสองเดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เสิ่นซีหันกลับไปมอง กลับเห็นเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นวิ่งตามมา
โจวซื่อหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ สีหน้าแฝงด้วยความลำบากใจ
“เด็กดี ไม่ใช่น้าไม่อยากช่วยเจ้านะ แต่น้าหมดหนทางจริงๆ ต่อให้พาเจ้ากลับบ้านไป ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเจ้า ซ้ำร้ายยังจะทำให้เจ้าต้องลำบากยิ่งกว่าเดิม”
คำพูดของนางยังไม่ทันจบ เด็กหญิงตัวน้อยก็ส่ายหน้า ล้วงเอาข้าวปั้นสามลูกออกมาจากสาบเสื้อ แบ่งลูกหนึ่งเก็บไว้ในสาบเสื้อดังเดิม จากนั้นจึงค่อยๆ ยื่นข้าวปั้นอีกสองลูกที่เหลือส่งให้เสิ่นซีด้วยท่าทีแสนน่าเอ็นดู นางกลืนน้ำลายเอื๊อก กัดริมฝีปาก ก่อนเอ่ยว่า
“น้องชาย”
เสิ่นซีกับโจวซื่อได้ยินดังนั้นต่างก็ชะงักงัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าแม่หนูน้อยคนนี้จะพูดได้
ผู้ที่ประหลาดใจระคนดีใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นโจวซื่อ เห็นเพียงนางย่อตัวลง สวมกอดเด็กหญิงตัวน้อยไว้แน่น เอ่ยด้วยความดีใจเป็นล้นพ้น
“เด็กดี เจ้าพูดได้หรือนี่?”
เด็กหญิงพยักหน้า ทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
โจวซื่อแสร้งทำเป็นดุพลางกล่าว
“ดูจากหน้าตาของเจ้า อย่างไรก็คงอายุราวแปดเก้าขวบแล้ว เหตุใดจึงได้กลัวคนแปลกหน้านักเล่า หากเจ้าไม่พูดกับข้า ข้าก็หลงคิดว่าเจ้าเป็นใบ้เสียแล้ว”
เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านน้า”
โจวซื่อยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจ นางลูบใบหน้าเล็กๆ ที่ดำมอมแมมของเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความเวทนาเอ็นดู พลางพินิจพิเคราะห์อยู่นาน
เด็กหญิงตัวน้อยถูกโจวซื่อจ้องมองจนทำตัวไม่ถูก สองมือบิดชายเสื้อไปมา ท่าทางชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารและเอ็นดูยิ่งนัก
“เด็กดี เจ้าไม่ใช่คนใบ้ก็จัดการง่ายแล้ว... ไม่เป็นใบ้ อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด! มานี่ น้าจะสอนเจ้า ประเดี๋ยวหากเจอใครหน้าตาดูใจดีเดินผ่านไปผ่านมา เจ้าก็เดินเข้าไป ดึงขากางเกงเขาไว้แล้วพูดว่า ‘ท่านลุง ท่านป้า ช่วยข้าด้วยนะเจ้าคะ’ เข้าใจหรือไม่?”
เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหน้าปฏิเสธ
โจวซื่อเริ่มร้อนใจ
“เอ๊ะ แม่หนูน้อยนี่ เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเป็นเด็กว่าง่ายเชื่อฟัง เหตุใดถึงได้ดื้อดึงไม่รู้ความเช่นนี้เล่า?”
พอถูกโจวซื่อสั่งสอนไปยกหนึ่ง ดวงตากลมโตของเด็กหญิงตัวน้อยก็ถูกปกคลุมด้วยม่านน้ำตาอีกครั้ง โจวซื่อรีบดึงเด็กหญิงเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก เอ่ยตำหนิตัวเอง
“ดูน้าสิ ที่บ้านเลี้ยงแต่ไอ้เด็กเหม็น วันๆ เอาแต่ยั่วโมโหข้า จนข้าแทบลืมไปแล้วว่าเจ้าเป็นเด็กผู้หญิง... อย่าร้องไห้น้อยใจไปเลย เมื่อครู่น้าแค่เคยชินไปหน่อย ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใดหรอกนะ!”
เด็กหญิงตัวน้อยถูกโจวซื่อโอบกอดไว้อย่างแผ่วเบา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้อยใจหรือซาบซึ้งใจ หยาดน้ำตาจึงร่วงหล่นลงมาอีกครา
เสิ่นซีทนดูต่อไปไม่ไหว ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
“ท่านแม่ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่... พวกเราก็รับเลี้ยงนางไว้ก่อนเถิด? ท่านดูสิ นางน่าสงสารออกปานนี้ มีคนเพิ่มมาอีกคน ก็แค่เพิ่มปากท้องมาอีกปากเดียว เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งคงกินอะไรไม่มากหรอกขอรับ”
เด็กหญิงตัวน้อยหันขวับมามองเสิ่นซีด้วยความซาบซึ้งใจเป็นล้นพ้น จากนั้นก็แหงนหน้ามองโจวซื่อด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
โจวซื่อได้ยินดังนั้น ก็กลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นด้วยท่าทีมีลับลมคมใน นางกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าด้านหลังป่าไม้ริมทางหลวงมีแม่น้ำสายไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่สายหนึ่ง จึงยิ้มพลางร้องเรียก
“ตามข้ามา”
จากนั้นก็อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมา สะพายห่อผ้า เดินทะลุผืนป่ามุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำสายนั้น
เสิ่นซีรู้สึกงุนงง ไม่รู้ว่ามารดาของตนเกิดคิดพิเรนทร์อะไรขึ้นมาอีก จึงทำได้เพียงวิ่งเหยาะๆ ตามเข้าไปในป่า
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำ โจวซื่อก็โบกมือไล่ สั่งให้เสิ่นซีหันหลังไป ห้ามแอบดูเด็ดขาด
เสิ่นซีจนใจ ทำได้เพียงหันหลังกลับไป
เขาได้ยินเพียงเสียงโจวซื่อพึมพำกับแม่หนูน้อยอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็มีเสียงน้ำดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้ง ผ่านไปเนิ่นนาน โจวซื่อถึงได้ยกเลิกคำสั่งห้ามแก่เสิ่นซี
เสิ่นซีหันกลับมา กลับเห็นเด็กหญิงตัวน้อยยืนหันหลังให้ตน ภายในใจก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านแม่ พวกท่านกำลังทำอันใดกันอยู่หรือขอรับ?”
ยามนี้โจวซื่อมีสีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเห็นเสิ่นซีทำท่ารำคาญใจ นางก็แค่นเสียงฮึ่ม ก่อนรอยยิ้มจะผลิบานบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วเอ่ยกับเสิ่นซีว่า
“ไอ้เด็กเหม็น คราวนี้เจ้ามีวาสนาแล้วล่ะ”
เสิ่นซีเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย กำลังจะเอ่ยปากถาม โจวซื่อก็จับให้เด็กหญิงตัวน้อยหันหน้ากลับมาเสียแล้ว