เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8 ออกเดินทาง

ตอนที่ 8 ออกเดินทาง

ตอนที่ 8 ออกเดินทาง


ขณะที่เสิ่นซีกำลังขบคิดจนหัวแทบแตกแต่ก็ยังหาหนทางไม่ได้อยู่นั้น โจวซื่อก็เดินเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเห็นเสิ่นซีนั่งยองๆ อยู่ข้างกะละมังใบหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดู เห็นปลาตัวน้อยแหวกว่ายไปมาอยู่ภายใน น้ำเสียงของนางก็อ่อนโยนลงอย่างผิดหูผิดตา

"เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงไปที่ริมลำธารอีกแล้วเล่า? ฤดูกาลนี้ที่นั่นงูพิษชุกชุมนัก วันหน้าอย่าได้วิ่งไปซุกซนส่งเดชอีก มิฉะนั้นหากถูกงูพิษกัดเข้าจะไม่คุ้มเอาหนา"

เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อ โจวซื่อในวันนี้ดูเหมือนจะเพิ่มเสน่ห์ความเป็นสตรีมากขึ้นหลายส่วน นางเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส แม้จะยังคงเป็นเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ทว่าก็นับว่าดูดีกว่าชุดสีเทาหม่นที่สวมใส่ตามปกติอยู่มากโข

เสิ่นซียิ้มพลางกล่าว "ท่านแม่ วันนี้ท่านดูงดงามยิ่งนักขอรับ"

โจวซื่อถูกเสิ่นซียั่วโมโหเข้าให้แล้ว นางแค่นเสียงฮึ่ม เอ่ยด้วยความไม่พอใจ "พูดจาเหลวไหลอันใดกัน หรือว่าตอนหกล้มเมื่อปีที่แล้วทำให้เจ้าสมองกระทบกระเทือนจนโง่งมไปแล้ว?"

ทว่าโจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปจัดแจงรูปโฉมของตนเองที่เงาสะท้อนในผืนน้ำ แสร้งทำท่าทีดุดันพลางกล่าวว่า "เจ้าเด็กแสบเอ๊ย อย่ามาทำให้แม่แกโมโหนะ พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าเมืองกันแล้ว นี่เป็นครั้งที่สามในชีวิตที่แม่จะได้เข้าเมือง จะสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นไปให้คนเมืองเขาดูถูกไม่ได้เด็ดขาด"

เสิ่นซีถึงได้กระจ่างแจ้งแก่ใจ เขาหัวเราะแฮะๆ เดินเข้าไปกระตุกแขนเสื้อตัวใหม่ของนางพลางเอ่ย "ท่านแม่ ท่านคิดจะเตรียมเรื่องประหลาดใจให้ท่านพ่อใช่หรือไม่ขอรับ?"

"ประหลาดใจ? ประหลาดใจอันใดกัน?" โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความงุนงง

เสิ่นซียกมือเล็กๆ ขึ้นมาดีดนิ้วดังเป๊าะ หัวเราะร่าพลางกล่าว "ท่านแม่ นี่ก็เกือบครึ่งปีแล้วที่ไม่ได้เจอท่านพ่อ ท่านคงอยากจะให้ท่านพ่อรู้สึกแปลกตาไปใช่หรือไม่ล่ะขอรับ?"

โจวซื่อเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจนัก กลับเห็นเสิ่นซีเดินวนรอบตัวนางหนึ่งรอบพร้อมกับส่ายหน้าติดๆ กัน "ท่านแม่ แบบนี้ไม่ได้หรอกขอรับ ดูเชยเกินไปแล้ว ต้องแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดีกว่านี้สักหน่อยถึงจะใช้ได้"

โจวซื่อปั้นหน้าขรึม "เด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร?"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลอกตาไปมาเล็กน้อย ยิ้มพลางกล่าว "ท่านแม่ ข้าจะสอนวิธีหนึ่งให้ท่าน ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าสวยๆ ก็สามารถเผยให้เห็นความงดงามของท่านแม่ได้ ถึงตอนนั้นผู้คนต่างก็ต้องแย่งกันเหลียวมองท่านแม่แน่นอนขอรับ"

ใบหน้าของโจวซื่อแดงซ่านขึ้นมาเล็กน้อย นางเอ่ยด่าทออย่างเขินอาย "เจ้าเด็กแสบ กล้ามาหยอกล้อแม่แกเล่นงั้นหรือ สงสัยจะคันหนังอยากโดนตีอีกแล้วใช่หรือไม่? เจ้า... เจ้าจงพูดมาให้กระจ่างเดี๋ยวนี้ว่า ไปเรียนรู้คำพูดเหลวไหลไร้สาระพวกนี้มาจากที่ใด?"

เสิ่นซีรีบเอ่ยปากประจบขอร้องอ้อนวอน ในฐานะเด็กซุกซน ต่อให้พูดจาไม่เข้าหูไปบ้าง ท้ายที่สุดก็มักจะไม่ถูกตำหนิเอาความมากนัก รอจนสีหน้าของโจวซื่อผ่อนคลายลงเล็กน้อย เสิ่นซีจึงเอ่ยถาม "ท่านแม่ พรุ่งนี้เข้าเมืองแล้ว พวกเราขอปักหลักอาศัยอยู่ในอำเภอ ไม่กลับมาที่หมู่บ้านอีกจะได้หรือไม่ขอรับ?"

เดิมทีโจวซื่อกำลังบันดาลโทสะ พอได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นจึงเก็บความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้า เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน "ไม่ได้หรอก พ่อของเจ้าทำงานรับใช้ในบ้านเศรษฐีหวังในตัวอำเภอ ที่พักอาศัยคับแคบนัก ค่าจ้างก็ต้องนำกลับมามอบให้ท่านย่าของเจ้าครบทุกเหวินเพื่อเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว หากพวกเราสองแม่ลูกตามไป ก็จะไม่มีที่ให้พักพิง"

เสิ่นซีใช้ความคิดเล็กน้อย เอ่ยว่า "ท่านแม่ ฤดูเพาะปลูกในวสันตฤดูก็สิ้นสุดลงแล้ว ที่บ้านก็ไม่ได้มีงานอันใดที่ขาดท่านไม่ได้เสียหน่อย อีกอย่าง หากพวกเราไปที่นั่น ก็อาศัยอยู่ห้องเดียวกับท่านพ่อเสียก็สิ้นเรื่องแล้วขอรับ"

โจวซื่อยังคงส่ายหน้า เอ่ยด้วยความกลัดกลุ้ม "ไม่ได้หรอกลูก ห้องที่พ่อของเจ้าพักอยู่นั้นคับแคบเกินไปจริงๆ เมื่อสองปีก่อนแม่เคยไปหนหนึ่ง ให้คนสามคนเข้าไปอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก... อีกอย่าง พ่อเจ้าทำงานเหนื่อยยาก หากพวกเราไปก็จะไปรบกวนเขาเสียเปล่าๆ!"

"ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อของเจ้ากินข้าวร่วมกับคนบ้านเจ้านายมาตลอด พวกเราจะยกโขยงกันไปเกาะเขากินเกาะเขาดื่มทั้งครอบครัวได้อย่างไร? หากปักหลักอยู่ในเมือง พวกเราก็ต้องเปิดเตาทำอาหารกินเอง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขอยืมเตาไฟของผู้อื่น การอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านผู้อื่นอย่างไรเสียก็ไม่ค่อยดีนัก"

มองดูท่าทางเป็นภรรยาผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมของโจวซื่อ เสิ่นซีก็พลันรู้สึกไม่ชินขึ้นมา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพองแก้มป่องทำเสียงฮึดฮัด "ท่านแม่ก็บอกเองนี่ขอรับว่ายามนี้ท่านพ่อต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น คนพวกนั้นจะมองท่านพ่อเป็นคนในครอบครัวได้อย่างไร? พวกเขาต้องให้อาหารสัตว์แค่หยิบมือเดียวแต่ใช้งานท่านพ่อเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าเป็นแน่ หากท่านแม่ไม่อยู่คอยดูแลเคียงข้าง ร่างกายของท่านพ่อช้าเร็วก็ต้องทรุดโทรมลง..."

เดิมทีโจวซื่อคิดมาตลอดว่าเศรษฐีหวังปฏิบัติต่อสามีของตนนับว่าไม่เลว ทว่าเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานที่ไร้หลักฐานใดๆ มารองรับของเสิ่นซี ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาลึกๆ นางเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หันมองเสิ่นซีแล้วแค่นเสียงเย็น "เจ้าเด็กแสบ เจ้าอยากจะปักหลักอยู่ในอำเภอไม่ยอมกลับมาแล้วใช่หรือไม่?"

ความคิดในใจของเสิ่นซีถูกแทงใจดำเข้าอย่างจัง ทว่าเขากลับไม่ยอมรับ ปั้นหน้าซื่อเอ่ยอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ข้าก็แค่คิดถึงท่านพ่อนี่ขอรับ ท่านแม่ดูเด็กๆ ในบ้านสิ พ่อแม่พวกเขาก็อยู่เคียงข้างกันทั้งนั้น"

ประกายความคลางแคลงใจวาบผ่านดวงตาของโจวซื่อ ก่อนจะกลับมากระจ่างแจ้งดั่งเดิม นางแค่นหัวเราะพลางดึงใบหูเล็กๆ ของเสิ่นซีขึ้นมา "ยังไม่ตัดใจเรื่องอยากเรียนหนังสือใช่หรือไม่ ถึงได้อยากจะรั้งอยู่ในเมือง?"

เสิ่นซีร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พลางรีบโต้เถียง "ข้าก็แค่คิดถึงท่านพ่อต่างหาก อีกอย่างเรียนหนังสือมันมีดีอันใดกันเล่า ข้าไม่อยากเรียนหนังสือเสียหน่อย!"

เมื่อเห็นเสิ่นซีร้องอี้ๆ อาๆ ด้วยความเจ็บปวด ภายในใจของโจวซื่อก็พลันอ่อนยวบลงอย่างบอกไม่ถูก นางก้มหน้าลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงอ่อนโยนลงมาก "เสี่ยวหลาง อย่าหาว่าแม่เป็นคนไร้เหตุผลเลย เพียงแต่บ้านเราไม่มีเงินทองจะส่งเสียให้เจ้าเรียนหนังสือจริงๆ เจ้าตัดใจเสียเถิด"

โจวซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "ส่วนเรื่องที่สองแม่ลูกเราจะรั้งอยู่ในตัวอำเภอหรือไม่นั้น คงต้องดูความเห็นของพ่อเจ้า เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว หากเขาพยักหน้าตกลง แม่ก็จะไม่ขัดข้องอันใด"

"แม่รู้ว่าเจ้าเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ ทว่าในเมืองมีคนฉลาดหลักแหลมอยู่ถมไป เจ้าอยากจะออกไปหาโอกาสเริ่มร่ำเรียนหนังสือ แม่ก็จะไม่ห้ามเจ้า ทว่าห้ามไปก่อเรื่องเด็ดขาด และยิ่งห้ามไปล่วงเกินผู้ใดสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย ในตัวอำเภอมีผู้ลากมากดีอยู่มากมาย หากไปล่วงเกินใครเข้าสักคน ครอบครัวเราคงต้องรับผลร้ายจนรับมือไม่ไหวเป็นแน่"

เสิ่นซีเห็นสีหน้าเมตตาอารีพาดผ่านใบหน้าของโจวซื่ออย่างหาดูได้ยาก ก็รีบสวมกอดแขนของนางไว้แน่น เอ่ยปลอบโยนว่า "ท่านแม่ ท่านวางใจได้เลยขอรับ ลูกไม่ได้โง่เขลาปานนั้น... ข้าเป็นถึงเทพเหวินฉวี่ซิงจุติลงมาเกิดเชียวนะขอรับ"

มองดูท่าทางรู้ความของเสิ่นซี โจวซื่อก็รู้สึกโทษตัวเองอยู่บ้าง "ลูกเอ๋ย เป็นเพราะพ่อกับแม่ไม่เอาถ่าน แม่ขบคิดมาตลอดสองเดือน ไม่มีหนทางเลยจริงๆ ครานี้ที่เราจะเข้าเมือง ถือเป็นโอกาสเดียวของเจ้า คนเฒ่าคนแก่ล้วนกล่าวไว้ว่าวาสนาของคนเรานั้นสุดจะคาดเดา หากมีโอกาสขึ้นมาจริงๆ ลูกเอ๋ย เจ้าจะต้องคว้ามันไว้ให้ได้นะ"

"ประเดี๋ยวแม่จะไปจุดธูปที่ศาลเจ้าที่ประจำหมู่บ้านเราสักดอก ขอพรให้เจ้าออกเดินทางคราวนี้ได้พบพานผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง..."

พูดจบ โจวซื่อก็สวมกอดเสิ่นซีไว้ สะอื้นไห้เสียงแผ่ว ร่ำไห้ออกมาเบาๆ

เสิ่นซีรู้สึกแสบจมูกรื้นน้ำตา ภายในใจอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่ากลับแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอ่ยว่า "ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องคุ้มครองครอบครัวเราอย่างแน่นอน... อ้อ จริงสิ ท่านย่าไม่ได้มีความคิดที่จะให้ข้าเข้าเรียนเลยตั้งแต่แรกใช่หรือไม่ขอรับ? แค่หยิบยกข้าขึ้นมาเป็นข้ออ้าง เพื่อยุติความขัดแย้งกับครอบครัวสายอื่นๆ ป้องกันไม่ให้พวกเขาเกิดความริษยาแค้นเคืองกระมัง?"

เดิมทีเสิ่นซีไม่อยากจะเอ่ยเรื่องนี้ออกมา ทว่าที่พูดออกไปก็เพราะตลอดสองเดือนมานี้โจวซื่อเอาแต่เก็บเรื่องนี้มาคิดมากฝังใจ แม้แต่เวลาปกติก็มักจะเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา เสิ่นซีรู้ดีว่าโจวซื่อดึงเอาความรับผิดชอบที่ตนไม่ได้เรียนหนังสือไปแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ภายในใจของนางจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง

โจวซื่อชะงักไปครู่ใหญ่ คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง "เรื่องราวในตอนนั้น ใครจะไปรู้ได้เล่า? ครอบครัวใหญ่โตปานนี้ ต่อให้ท่านย่าของเจ้าอยากจะประคองชามน้ำให้เสมอกันก็คงทำไม่ได้ การที่เจ้าพูดเช่นนี้ออกมาได้แสดงว่าเจ้าโตขึ้นและรู้ความแล้ว จำไว้ว่าอย่าได้ผูกใจเจ็บแค้น อย่างไรเสียเจ้าก็คือคนของตระกูลเสิ่น..."

(เชิงอรรถผู้แปล: ประคองชามน้ำให้เสมอกัน (一碗水端平) เป็นสำนวนจีน หมายถึงการปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง)

คำพูดของโจวซื่อยังไม่ทันจบ เสิ่นซีก็แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ ลูกคิดตกแล้วขอรับ ลูกจะไม่เก็บมาผูกใจเจ็บหรอก ตระกูลเสิ่นก็ยังคงเป็นบ้านของลูกอยู่ดี"

เมื่อเห็นเสิ่นซีกล่าวเช่นนั้น โจวซื่อก็พยักหน้าอย่างเบาใจ จากนั้นก็ตบศีรษะเล็กๆ ของเขาเบาๆ "ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย ฉลาดนักนะ แม่ก็คิดไว้แล้วว่าเจ้าต้องมีแววเรียนหนังสือได้ดี จะต้องเชิดหน้าชูตาให้ครอบครัวเราได้อย่างแน่นอน"

...

วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี โจวซื่อก็แบกห่อผ้า พาเสิ่นซีเดินออกจากบ้านไปท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยนางสวมชุดใหม่ที่ตัดเย็บไว้ตั้งแต่ตอนแต่งเข้าตระกูลเสิ่น

เนื่องจากเมื่อสองเดือนก่อน โจวซื่อได้เทคะแนนเสียงสุดท้ายให้กับลิ่วหลางตระกูลเสิ่น ป้าสะใภ้สี่เฝิงซื่อจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางรีบก้าวเข้ามา นำข้าวปั้นที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ และห่อด้วยใบบัวส่งให้ถึงมือโจวซื่อ ข้าวปั้นที่ผสมด้วยเผือกกวน เนื้อปลา และเต้าหู้แห้งเช่นนี้ ถือเป็นของกินที่เลิศล้ำที่สุดในบ้านแล้ว เสิ่นซีเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อก

เฝิงซื่อกำชับว่า "น้องสะใภ้ ในตัวอำเภอคนพลุกพล่านนัก ต้องดูแลเสี่ยวหลางให้ดี อย่าให้พลัดหลงเชียวล่ะ"

โจวซื่อพยักหน้า ยิ้มรับ "พี่สะใภ้สี่วางใจเถิด ข้าจะดูแลไอ้เด็กเหม็นนี่ให้ดีเจ้าค่ะ"

เฝิงซื่อกล่าวต่อ "ข้าไม่มีสิ่งใดจะฝากไปให้ลิ่วหลาง หากเจ้าได้พบเขา ก็ช่วยฝากคำพูดของพี่สะใภ้คนนี้ไปบอกเขาที ว่าข้ากับพ่อของเขาอยากให้เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ในสำนักศึกษาให้มาก ตั้งใจศึกษาหาความรู้ อย่าได้ทำให้ความหวังของคนในครอบครัวต้องสูญเปล่า"

เฝิงซื่อกล่าวกับโจวซื่อด้วยความห่วงใยและคาดหวังอยู่หลายประโยค ก่อนจะถอยกลับไปและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

โจวซื่อพยักหน้า "พี่สะใภ้สี่วางใจเถิด หากการเดินทางครั้งนี้ได้พบลิ่วหลาง ข้าจะถ่ายทอดคำพูดของท่านให้ถึงหูเขาอย่างแน่นอน"

"เอาล่ะ สายมากแล้ว ออกเดินทางเถิด อย่าให้เสียเวลาเลย" ฮูหยินเฒ่าเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

การเดินทางในครั้งนี้แม้จะไม่นับว่าเป็นการเดินทางไกลนัก ทว่าระยะทางจากหมู่บ้านไปยังตัวอำเภอก็ไกลถึงห้าหกสิบลี้ อีกทั้งสองแม่ลูกยังต้องเดินเท้า จึงต้องออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าสาง กว่าจะถึงตัวอำเภอก็คงต้องรอจนฟ้ามืดสนิท หากเดินช้าหรือเกิดเหตุอันใดให้ต้องล่าช้า ระหว่างทางก็คงต้องหาโรงเตี๊ยมพักค้างแรมสักคืน

(เชิงอรรถผู้แปล: ลี้ (里) เป็นมาตราวัดระยะทางของจีน 1 ลี้ในปัจจุบันเท่ากับประมาณ 500 เมตร ดังนั้นห้าหกสิบลี้จึงอยู่ราว 25-30 กิโลเมตร)

เมื่อทุกคนเห็นโจวซื่อเก็บข้าวปั้นเรียบร้อยและจูงมือเสิ่นซีเตรียมตัวจากไป ต่างก็พากันเข้ามากล่าวตักเตือนให้เดินทางด้วยความระมัดระวัง รอจนกระทั่งโจวซื่อและเสิ่นซีเดินห่างออกไปไกลลับตาแล้ว จึงทยอยกันเดินกลับเข้าจวน

เสิ่นซีก้าวขาสั้นๆ ทั้งสองข้างของตน เมื่อเห็นมารดาเดินจ้ำอ้าวจนแทบจะบินได้ ก็ทำได้เพียงวิ่งเหยาะๆ ตามไป เขาแหงนหน้าขึ้นมองด้วยใบหน้าเหยเก "ท่านแม่ เหตุใดถึงเดินเร็วนักเล่าขอรับ?"

โจวซื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ก็หยุดฝีเท้าลงทันที ข่มขู่ว่า "หนทางเข้าตัวอำเภอไกลถึงห้าหกสิบลี้ หากคืนนี้ยังไปไม่ถึง ก็ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่กลางทาง แม้ยุคสมัยนี้จะสงบร่มเย็น ทว่าหากสัตว์ร้ายในป่าเขาเห็นเด็กน้อยผิวพรรณเกลี้ยงเกลานุ่มนิ่มอย่างเจ้านอนอยู่ริมทาง มีหรือจะไม่กระโจนลงมาคาบเจ้าไปเป็นมื้อดึก?"

เสิ่นซียิ้มขื่น "ท่านแม่ แต่ถ้าเดินแบบนี้ อีกไม่ช้าข้าคงเดินไม่ไหวแน่ขอรับ"

"เดินไม่ไหวก็ต้องเดิน มิฉะนั้นหากไปถึงตัวอำเภอตอนดึกดื่นค่อนคืน ประตูเมืองปิดแล้วจะเข้าไปได้อย่างไร? หากบังเอิญไปเจอคนร้ายเข้า สองแม่ลูกอย่างเราจะทำอย่างไรเล่า? ประเดี๋ยวหากเจ้าเดินไม่ไหวจริงๆ แม่จะให้เจ้าขี่หลังเอง"

เสิ่นซีได้ยินดังนั้น ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก

หมู่บ้านเถาฮวาตั้งอยู่ในแอ่งกระทะกลางหุบเขา แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก เส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขานั้นเดินลำบากยิ่งนัก ชาวหมู่บ้านเถาฮวาที่ต้องการเดินทางเข้าเมือง มักจะต้องเดินอ้อมจากหมู่บ้านไปอีกระยะหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังตำบลซวงซีที่อยู่ใกล้เคียง

ประการแรก แม้เส้นทางจากตำบลซวงซีไปยังตัวอำเภอจะไกลกว่าสักหน่อย ทว่าอย่างน้อยก็มีถนนหลวงเชื่อมต่อ เดินทางได้สะดวกกว่ามาก และไม่มีสัตว์ดุร้ายโผล่มาเพ่นพ่าน ประการที่สอง แม้ตำบลซวงซีจะเป็นเพียงตำบล ทว่าก็มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น พ่อค้าวานิชเดินทางผ่านไปมามากมาย ชาวบ้านจากหมู่บ้านละแวกนี้ที่ต้องการนำของป่าและผลิตผลทางการเกษตรมาขาย หรือต้องการซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนต้องมาทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกันที่นี่ หากเดินทางไปถึงตำบลซวงซีแล้วโชคดีบังเอิญเจอกองคาราวานพ่อค้า ก็อาจจะได้นั่งรถม้าไปโดยไม่ต้องเสียเงินสักเหวินเดียว  ก็เป็นได้

ตำบลซวงซีตั้งอยู่บริเวณตีนเขาเถาฮวา ส่วนหมู่บ้านเถาฮวาตั้งอยู่บนสันเขา ดังนั้นระหว่างทางลงเขาจึงเต็มไปด้วยทางลาดชัน เส้นทางนี้ถูกเบิกทางขนานไปกับภูเขา ด้านหนึ่งคือแมกไม้เขียวขจีที่แผ่กิ่งก้านสาขายื่นออกมาโดยไร้คนตัดแต่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือหน้าผาสูงชัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย

ด้วยความที่เป็นช่วงเช้าตรู่ ท้องฟ้าเพิ่งจะทอแสงสีขาวหม่นราวกับท้องปลา ประกอบกับหมอกค่อนข้างหนาตา เมื่อมองลงไปเบื้องล่างหน้าผาตามริมทาง ก็จะเห็นเพียงทะเลหมอกม้วนตัวลอยขึ้นมาเป็นสาย ตั้งแต่ข้ามภพมายังยุคสมัยนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นซีได้เห็นภาพอันงดงามเช่นนี้ ทำเอาเขารู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของขุนเขาสายน้ำและความวิจิตรตระการตาของแผ่นดิน

สวรรค์เบื้องบนก็นับว่ายังไว้หน้าสองแม่ลูกตระกูลเสิ่นอยู่บ้าง ช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมาไม่มีฝนตกลงมาเลย เส้นทางจึงแห้งสนิทและไม่เฉอะแฉะไปด้วยโคลนตม อีกทั้งยังไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุดินโคลนถล่มหรือภูเขาถล่มลงมาฝังกลบผู้คนทั้งเป็นอีกด้วย

รอจนกระทั่งดวงอาทิตย์สีแดงฉานโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า ทะเลหมอกหนาทึบก็ค่อยๆ จางหายไป เสิ่นซีจึงได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ที่แท้เขากับมารดาก็เดินเลียบขอบเหวมาตลอดทาง หลังจากเดินมาได้กว่าหนึ่งชั่วยาม ระดับความสูงของภูเขาก็ลดลงไปมาก ทว่าเมื่อยืนอยู่ริมทางมองออกไปไกลๆ ก็ยังคงรู้สึกโคลงเคลงราวกับยืนอยู่บนที่สูงชันและกำลังจะร่วงหล่นลงไปอยู่ดี

ด้วยสภาพอากาศที่แจ่มใส ประกอบกับเสิ่นซีมีสายตาที่ดี จึงมองเห็นผืนนาเป็นหย่อมๆ เบื้องล่างตีนเขาที่สลับสีสันกันไปตามชนิดของพืชผลที่เพาะปลูก แลดูราวกับผืนผ้าไหมชั้นเลิศที่ถูกนำมาปะติดปะต่อกัน บนภูเขาฝั่งตรงข้าม มักจะมีสายน้ำไหลรินจากเบื้องบน ทิ้งตัวลงสู่หุบเขาก่อเกิดเป็นน้ำตกหลากรูปทรง ทัศนียภาพช่างงดงามตระการตายิ่งนัก

เมื่อมองดูละอองน้ำสีขาวที่สาดกระเซ็น เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก พลันรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาตงิดๆ

จบบทที่ ตอนที่ 8 ออกเดินทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว