เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 เพื่อนเล่นวัยเยาว์

ตอนที่ 7 เพื่อนเล่นวัยเยาว์

ตอนที่ 7 เพื่อนเล่นวัยเยาว์


ตระกูลเสิ่นในยามนี้ขาดแคลนทุกสิ่ง ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่ขาดแคลนก็คือห้องพัก หมู่บ้านเถาฮวาเป็นเพียงถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ที่ดินย่อมไม่มีราคาค่างวดอันใด จวนจึงสร้างไว้เสียใหญ่โต

ห้องหนังสือปีกใต้ทั้งสามห้องล้วนตกเป็นของครอบครัวสายที่ห้า ดังนั้นแม้แต่เสิ่นซีผู้มีอายุน้อยที่สุดก็ยังมีห้องส่วนตัวเป็นของตนเอง

ยามนี้ เสิ่นซีจุดตะเกียงน้ำมัน มองดูแมลงเม่ากระพือปีกบินเข้าหาแสงไฟ ทว่ากลับถูกผ้าโปร่งบางๆ ที่คลุมตะเกียงกางกั้นไว้ ไม่อาจบินฝ่าเข้าไปได้

ชาวหมู่บ้านเถาฮวามีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายบริสุทธิ์ ย่อมไม่มีแสงสีหรือชีวิตยามค่ำคืนใดๆ ให้พูดถึง พอพระอาทิตย์ขึ้นก็ออกไปทำงาน พอพระอาทิตย์ตกก็กลับมาพักผ่อน หมุนเวียนเปลี่ยนไปเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า

เมื่อใกล้ถึงฤดูเพาะปลูกในวสันตฤดู ค่ำคืนในหมู่บ้านเถาฮวาก็ยิ่งเงียบสงบเป็นพิเศษ

แผนการตลอดทั้งปีเริ่มต้นที่วสันตฤดู ฤดูใบไม้ผลิเป็นตัวแทนของการหว่านเมล็ดพันธุ์ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชี้ชะตาผลผลิตตลอดทั้งปี ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่กล้าประมาทเลินเล่อแม้แต่น้อย ต่างรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ด้วยเกรงว่าหากล้มหมอนนอนเสื่อไปในช่วงฤดูเพาะปลูก จะทำให้เสียการงานในท้องนาได้

ขณะที่เสิ่นซีกำลังหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่นั้น ประตูก็ถูกเปิดออกด้วยเสียง 'แอ๊ด' โจวซื่อเดินเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นเสิ่นซีเอาแต่จ้องมองตะเกียงน้ำมันเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ รีบเอ่ยถามเสียงหลง "ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นอันใดไป? อย่าหลอกให้แม่ตกใจสิ"

เสิ่นซีสะดุ้งโหยง รีบเก็บสีหน้ากลัดกลุ้มหดหู่กลับไป เงยหน้ามองโจวซื่อพลางยิ้มรับ "ท่านแม่ ข้าไม่ได้เป็นอันใดขอรับ ก็แค่ไม่ได้เรียนหนังสือมิใช่หรือ? ข้าไม่เห็นจะสนใจเลยสักนิด!"

เมื่อเห็นเสิ่นซีกลับกลายเป็นฝ่ายมาปลอบโยนตนเอง โจวซื่อก็แค่นหัวเราะ บิดหูเขาเบาๆ พลางกล่าว "เจ้านี่ช่างพูดจาฉอดๆ นัก"

เสิ่นซีสลัดความขุ่นข้องหมองใจทิ้งไป มองโจวซื่อด้วยความสงสัย เอ่ยถาม "ท่านแม่ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ท่านยังไม่นอนอีกหรือขอรับ?"

"ก็เป็นห่วงเจ้าน่ะสิ ถึงได้แวะมาดู" โจวซื่อเอ่ยเรียบๆ

เสิ่นซีรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หัวเราะเอิ๊กอ๊าก "ท่านแม่ ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว ข้าขอบอกท่านตามตรงนะ ข้าคือเทพเหวินฉวี่ซิงจุติลงมาเกิดจริงๆ ท่านห้ามเอาไปบอกใครเชียวนะขอรับ"

"ไอ้เด็กเหม็น เริ่มพูดจาเพ้อเจ้ออีกแล้วหรือ?"

โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีด้วยความไม่พอใจ ทว่ากลับผิดคาดที่นางไม่ได้ลงไม้ลงมือตีเขา

เสิ่นซีหัวเราะแฮะๆ ดวงตาเล็กๆ หรี่ลงอย่างภาคภูมิใจ "ท่านแม่ วันหน้าท่านก็ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องของข้าแล้ว ช้าเร็วข้าก็ต้องหาทางเรียนหนังสือจนได้นั่นแหละขอรับ"

"เด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้า จะไปมีวิธีอันใดได้เล่า?" โจวซื่อทำหน้าไม่เชื่อ

เสิ่นซีส่ายหน้า "ท่านแม่ ข้าคือเทพเหวินฉวี่..."

คำพูดของเขายังไม่ทันจบ โจวซื่อก็พูดแทรกขึ้น "เอาล่ะ ห้ามพูดจาเหลวไหลอีก พ่อของเจ้าไปทำงานอยู่ที่บ้านเศรษฐีหวังในตัวอำเภอมาหกปีแล้ว คงจะรู้จักคนอยู่ที่นั่นไม่น้อย วันหน้าหากมีโอกาส จะต้องส่งเจ้าออกไปเรียนอย่างแน่นอน"

ทว่าเมื่อโจวซื่อหันหลังกลับ นางกลับแอบเช็ดน้ำตา เดิมทีนางตั้งใจจะมาปลอบใจเสิ่นซี ทว่าหัวอกคนเป็นแม่ช่างน่าสงสารนัก แท้จริงแล้วคนที่ต้องการการปลอบประโลมมากที่สุดคือนางต่างหาก

"ท่านแม่ ท่านอย่ามาหลอกข้าเลย บ้านเรายากจนปานนี้ จะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนไปเรียนหนังสือเล่า? ต่อให้มีอาจารย์ยินดีสอนข้า บ้านเราก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนอยู่ดี สู้เก็บเงินไว้ซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ท่านแม่ใส่เพิ่มอีกสักสองสามชุดยังจะดีกว่า"

เมื่อได้ยินดังนั้น โจวซื่อก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ สีหน้าเจือความโกรธแค้น "ฮึ พรุ่งนี้แม่จะไปทวงหนี้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า จากนั้นจะเอาเงินนั่นพาเจ้าไปหาพ่อ... ไอ้คนตายด้านนั่น มัวแต่เสวยสุขอยู่ในอำเภอ ไม่สนเป็นตายร้ายดีของสองแม่ลูกเราเลย ไม่อย่างนั้น จะมีผู้ใดกล้ามารังแกพวกเราได้?"

"ท่านแม่ คราวก่อนท่านพ่อส่งตะกร้าไข่ไก่มาให้ ซ้ำยังฝากคนมาบอกท่านให้แอบซ่อนเอาไว้ แล้วต้มให้ข้ากินทุกๆ สองสามวัน ทว่าท่านแม่กลับเอาไปไว้ในห้องครัวเสียเกินครึ่ง ท่านแม่เนี่ย โง่หรือไม่โง่กันแน่ขอรับ..."

โจวซื่อถลึงตาใส่ เมื่อเห็นเสิ่นซียังคงทำตัวน่าโดนตีเช่นเคย นางก็แน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร จึงหยิกแขนเล็กๆ ของเขาอย่างแรงไปหนึ่งที "ไอ้เด็กทึ่มนี่ กล้าด่าว่าแม่แกโง่หรือ? คอยดูเถอะว่าข้าจะตีไอ้ตัวแสบนี่ให้ตายหรือไม่!"

หยอกล้อกันในห้องพักใหญ่ โจวซื่อก็เดินออกจากห้องไป ก่อนไปก็ยังไม่วายกำชับ "ไอ้เด็กเหม็น อากาศยังเย็นอยู่ อย่าถีบผ้าห่มเชียว พรุ่งนี้หากแม่เห็นผ้าห่มตกลงไปกองบนพื้นละก็ จะต้องตีเจ้าให้หลังลายเลยคอยดู"

เมื่อฟังเสียงฝีเท้าของมารดาที่ค่อยๆ ห่างออกไป เสิ่นซีก็ยิ้มบางๆ เขาลุกขึ้นเป่าตะเกียงน้ำมันให้ดับ แสงจันทร์เลือนลางสาดส่องผ่านกระดาษกรุหน้าต่างบางๆ เข้ามาในห้อง เสิ่นซีทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าบนเตียงอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเขากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ ท้ายที่สุดก็เคลิ้มหลับไป

...

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปราวกับกระสวยทอผ้า เผลอประเดี๋ยวเดียว เสิ่นซีก็มาอยู่บนโลกใบนี้เกือบหนึ่งปีแล้ว

จากแรกเริ่มที่มืดแปดด้าน จนถึงตอนนี้ที่เริ่มทำใจยอมรับได้แล้ว แม้แต่การใช้ชีวิตที่ไม่ตกถึงเนื้อสัตว์เลยติดต่อกันหลายเดือนจนต้องน้ำลายสอทุกวัน เขาก็ยังปรับตัวได้แล้ว

ความยากจนข้นแค้นมักจะขัดเกลาจิตใจคนให้ด้านชา เสิ่นซีทอดสายตามองดูต้าหลางที่กำลังฉวยโอกาสช่วงวันหยุดของสำนักศึกษากลับมาบ้าน นั่งอยู่บนม้านั่งหน้าประตู ยกตำรา "ต้าเสวีย" ขึ้นมาอ่านออกเสียงดังลั่นอย่างวางมาด

"วิถีแห่งมหาศึกษา อยู่ที่การทำคุณธรรมอันสว่างให้แจ่มชัด อยู่ที่การรักใคร่ประชาชน อยู่ที่การบรรลุถึงความดีงามอันสูงสุด..."

(เชิงอรรถผู้แปล: ต้าเสวีย (大学) หรือที่เรียกว่า คัมภีร์มหาศึกษา หรือ คัมภีร์มหาบุรุษ เป็นหนึ่งในสี่ตำราของลัทธิขงจื๊อ ประโยคที่ยกมาคือประโยคเปิดของคัมภีร์นี้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเพื่อสอบเคอจวี่ในจีนโบราณ)

เสียงอ่านหนังสือดังเจื้อยแจ้วแว่วมา ทว่าเมื่อตกกระทบหูของเสิ่นซีกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย จากเสียงอ่านตำราของต้าหลาง เสิ่นซีคาดเดาว่าเขาน่าจะเริ่มศึกษา 'สี่ตำราห้าคัมภีร์' อย่างเป็นระบบแล้ว

"ตามปกติแล้ว หากต้องการสอบเป็นซิ่วไฉ จะต้องท่องจำ 'ซื่อซูจางจวี้จี๋จู้' (อรรถาธิบายสี่ตำรา) ที่จูซีเป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียงขึ้น ตลอดจน 'อู๋จิงจ้วนจู้' (อรรถาธิบายห้าคัมภีร์), 'เซี่ยวจิง' (คัมภีร์กตัญญู), 'โจวหลี่' (จารีตราชวงศ์โจว), 'จ้านกั๋วเช่อ' (กลยุทธ์รณรัฐ) และ 'กั๋วอวี่' (พงศาวดารรัฐ) ให้ขึ้นใจ ในบรรดาคัมภีร์เหล่านี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ 'ซื่อซู' (สี่ตำรา) อันได้แก่ ต้าเสวีย, หลุนอวี่, เมิ่งจื่อ และ จงยง"

(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อซูจางจวี้จี๋จู้ (四书章句集注) คือ "อรรถาธิบายสี่ตำรา" และ อู๋จิงจ้วนจู้ (五经传注) คือ "อรรถาธิบายห้าคัมภีร์" เป็นตำราที่รวบรวมและตีความคัมภีร์ดั้งเดิมของลัทธิขงจื๊อใหม่โดย "จูซี" ปราชญ์คนสำคัญแห่งราชวงศ์ซ่ง ซึ่งราชสำนักกำหนดให้เป็นตำรามาตรฐานบังคับสำหรับการสอบขุนนาง)

(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อซู (四书) หรือสี่ตำรา เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของบัณฑิต ประกอบด้วย: - ต้าเสวีย (大学): มหาธรรม ว่าด้วยการบ่มเพาะคุณธรรมและการปกครองแผ่นดิน - หลุนอวี่ (论语): ปกิณกคดี บันทึกคำสอนและบทสนทนาของขงจื่อ - เมิ่งจื่อ (孟子): คัมภีร์เมิ่งจื่อ ว่าด้วยปรัชญาการเมืองและการปกครองด้วยความเมตตา - จงยง (中庸): ทางสายกลาง ว่าด้วยการรักษาสมดุลของจิตใจและการวางตัว)

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์โบราณแขนงอื่นๆ ที่ใช้เสริมความรู้ ได้แก่ เซี่ยวจิง (孝经) คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญู, โจวหลี่ (周礼) จารีตและระบบการปกครองของราชวงศ์โจว, จ้านกั๋วเช่อ (战国策) บันทึกกลยุทธ์การทูตในยุครณรัฐ และ กั๋วอวี่ (国语) พงศาวดารบันทึกประวัติศาสตร์ของรัฐต่างๆ)

จูซีมีความเห็นว่า การที่บุคคลใดจะศึกษาเล่าเรียน จะต้องเริ่มอ่านจาก "ต้าเสวีย" เพื่อกำหนดโครงสร้างและกรอบความคิดเสียก่อน จากนั้นจึงอ่าน "หลุนอวี่" เพื่อวางรากฐานให้มั่นคง ต่อด้วยการอ่าน "เมิ่งจื่อ" เพื่อสังเกตพัฒนาการและการแตกฉานทางความคิด และสุดท้ายคือการอ่าน "จงยง" เพื่อแสวงหาความลึกซึ้งและแยบคายของคนโบราณ ในเมื่อยามนี้ต้าหลางเริ่มเรียน "ต้าเสวีย" แล้ว คาดว่าอีกสามตำราที่เหลือก็คงจะได้เรียนตามลำดับอย่างเป็นระบบในไม่ช้า

"เมื่อศึกษาเนื้อหาเหล่านี้จนแตกฉาน เรียนรู้วิธีการเขียนปากู่เหวิน และเลือกคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่งจากห้าคัมภีร์มาเป็นตำราหลัก ต้าหลางซึ่งมีบิดาเป็นถึงซิ่วไฉคอยเป็นผู้รับรองให้ ก็จะสามารถไปเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอและระดับเมืองได้ หากสอบผ่านก็จะได้รับฐานะถงเซิง และสามารถเดินทางไปสอบระดับท้องถิ่นรอบคัดเลือกที่เมืองเอก เพื่อคว้าคุณวุฒิซิ่วไฉมาครองต่อไป"

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงเซิง (童生) มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือคำเรียกรวมของผู้ที่กำลังศึกษาเพื่อสอบราชการแต่ยังไม่ได้วุฒิซิ่วไฉ และอีกนัยหนึ่งคือ "สถานะ" ทางการศึกษา ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอ (县试 - เซี่ยนซื่อ) และระดับเมือง (府试 - ฝู่ซื่อ) แล้ว แต่ยังไม่ผ่านการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น (院试 - ย่วนซื่อ) จึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉ (秀才) ทั้งนี้ ผู้ที่มีสถานะถงเซิงจากการสอบผ่านระดับเมืองแล้ว จะได้รับสิทธิพิเศษคือไม่ต้องกลับไปเริ่มสอบรอบอำเภอและรอบเมืองซ้ำอีก สามารถสมัครเข้าสอบรอบระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ)ได้โดยตรง - ปากู่เหวิน หรือ เรียงความแปดขา (八股文 ) เป็นรูปแบบการเขียนเรียงความสำหรับการสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ผู้สอบต้องเขียนตีความหลักปรัชญาขงจื๊ออย่างเคร่งครัด โดยบังคับโครงสร้างประโยคเป็นแปดส่วนและต้องมีสัมผัสคล้องจองกัน)

สำหรับเรื่องนี้ นอกจากเสิ่นซีจะรู้สึกอิจฉาริษยาและเจ็บใจแล้ว เขาก็ไม่มีหนทางอื่นใดให้ทำได้เลย

เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปสองเดือน เสิ่นหยวน หรือก็คือลิ่วหลางบุตรชายคนที่หกจากครอบครัวสายที่สี่ ก็ถูกส่งตัวไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเอกชนในตัวอำเภอเรียบร้อยแล้ว

ฤดูเพาะปลูกในวสันตฤดูดำเนินมาถึงช่วงปลายแล้ว ในยามเดือนห้า นกขมิ้นโบยบินยอดหญ้าเติบโต ท้องฟ้าสีครามสุกใสไร้เมฆหมอก สายน้ำใสสะอาดในลำธารสะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าเป็นประกายระยิบระยับ

ณ ริมลำธารสายเดิม เสิ่นซียังคงนั่งอยู่กับเจ้าเด็กอ้วนจ้ำม่ำ หยางเหวินเจายังคงชอบทำตัวติดหนึบเป็นวิญญาณตามติด ราวกับเป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ไล่เท่าใดก็ไม่ยอมไป

"ท่านญาติผู้พี่ เมื่อก่อนเวลาท่านมา ท่านมักจะพาข้าไปเดินเล่นบนภูเขาตลอด เหตุใดคราวนี้ท่านถึงไม่ยอมเล่นกับข้าเลยเล่า?"

เสิ่นซีพยักหน้ารับโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งสั่งสอน "หากไม่มีอันใดเจ้าก็ไปเล่นคนเดียวเถิด อย่ามากวนใจข้าเลย"

หยางเหวินเจามีสีหน้าสลดลง "ท่านญาติผู้พี่ เมื่อก่อนท่านดีกับข้าที่สุดเลยนะ ข้ามักจะอ้อนวอนให้ท่านแม่พาข้ากลับมาที่นี่ก็เพราะอยากจะเล่นกับท่าน แล้วตอนนี้ท่านมาหาว่าข้าน่ารำคาญได้อย่างไรกัน?"

เสิ่นซีเบือนหน้าหนี เอ่ยด้วยความหมายอันลึกซึ้ง "คนเราช้าเร็วก็ต้องเติบโตขึ้น... ข้าต้องโตขึ้น เจ้าเองก็ต้องโตขึ้น เมื่อโตขึ้นสภาพจิตใจย่อมเปลี่ยนไป ตอนเด็กๆ ชอบของเล่น พอโตขึ้นก็มักจะลุ่มหลงในสุรา นารี ทรัพย์สิน และอำนาจ เราจะคาดหวังให้คนเกิดมาแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยคงไม่ได้หรอก เจ้าว่าจริงหรือไม่?"

คำพูดชุดนี้ทำเอาหยางเหวินเจาถึงกับอ้าปากค้างตาค้าง คำพูดพรรค์นี้เด็กวัยเท่าเขาจะไปฟังรู้เรื่องได้อย่างไร?

เสิ่นซีพลันรู้สึกว่าตนเองช่างทำตัวน่าเบื่อหน่ายเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรก็เคยเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เป็นอาจารย์และศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยมาหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะเอาคำเทศนาสั่งสอนพวกนั้นมาใช้ส่งเดชกับเด็กน้อยเมื่อวานซืนที่แค่มาหาเพื่อนเล่น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงถูกคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงเป็นแน่

หยางเหวินเจาเอ่ยว่า "ท่านญาติผู้พี่ หากท่านไม่ยอมเล่นกับข้า ก็ไม่มีใครเล่นกับข้าแล้ว พวกเขาต่างก็หาว่าข้าเด็ก จึงพากันรังแกข้า มีเพียงท่านญาติผู้พี่ที่ไม่รังแกข้า"

การเลือกเพื่อนเล่นในวัยเยาว์นั้นเป็นเรื่องที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกตื้นลึกหนาบางล้วนๆ แม้แต่เสิ่นซีเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่า สภาพจิตใจของตนจะสามารถหลอมรวมเข้ากับร่างกายที่ผ่ายผอมเล็กจ้อยนี้ได้อย่างแนบเนียน เสิ่นซีเอ่ยถามขึ้น "จริงสิ เหวินเจา เมื่อวานซืนเจ้ากับพี่ห้าลงไม้ลงมือชกต่อยกันหรือ?"

"ใช่แล้วขอรับ ท่านญาติผู้พี่ ญาติผู้พี่ห้านิสัยไม่ดีเลย ชอบมารังแกข้าอยู่เรื่อย ข้าก็เลยชกต่อยกับเขา พอท่านแม่เห็นข้าชอบมีเรื่องชกต่อย ก็เลยจะพาข้ากลับบ้านแล้ว..."

ขณะที่พูด น้ำเสียงของหยางเหวินเจาพลันหดหู่ลง

เมื่อเห็นท่าทางน้ำตาคลอเบ้าจวนเจียนจะร้องไห้ของเขา เสิ่นซีก็ยิ้มบางๆ "ความจริงแล้ว... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าหรอก..."

หยางเหวินเจาได้ยินดังนั้นก็มองเสิ่นซีด้วยความไม่เข้าใจยิ่งนัก เสิ่นซีจึงทำได้เพียงข่มใจอธิบายอย่างใจเย็น "การที่ท่านแม่ของเจ้าจะกลับบ้านนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ช้าเร็วก็ต้องกลับ ไม่เกี่ยวกับการที่เจ้าชกต่อยกับพี่ห้าหรอก อีกอย่าง ผู้ใหญ่เขาจะมาถือสากับเด็กเล็กๆ สองคนอย่างพวกเจ้าไปทำไมกัน?"

หยางเหวินเจากระพริบตาปริบๆ มองเสิ่นซีอย่างมีความหวัง เอ่ยถาม "อ้อ ถ้างั้นวันหน้า... วันหน้าข้าจะยังได้เจอท่านญาติผู้พี่อีกหรือไม่?"

เสิ่นซีเห็นท่าทางซื่อบื้อของหยางเหวินเจา ภายในใจก็พลันรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาอีกหลายส่วน จึงตบไหล่เขาเบาๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางกล่าว "ต้องได้เจอสิ วันหน้าท่านแม่เจ้าก็ต้องกลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆ อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็คอยตามมาด้วย แบบนี้ก็จะได้เจอข้าแล้วมิใช่หรือ? หรือบางทีในวันข้างหน้า ข้าอาจจะไปเป็นแขกที่บ้านเจ้าก็ได้นะ... น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเรายังเด็กนัก ไม่อาจเดินทางไกลได้"

หยางเหวินเจาได้ยินดังนั้น จิตใจก็ผ่อนคลายลง ความเศร้าโศกจากการจากลาค่อยๆ ถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง ได้ยินเพียงเขายิ้มพลางเอ่ย "ท่านญาติผู้พี่ ที่แท้ท่านก็ไม่ได้รำคาญจนไม่อยากเล่นกับข้าจริงๆ... เฮ้อ หากได้อยู่ต่ออีกสักสองสามวันก็คงดี ท่านแม่เคยบอกไว้ว่าจะไม่สนใจท่านพ่อไปตลอดชีวิต ข้าว่าอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ ติดแค่ของกินไม่ค่อยอร่อยเท่าไร"

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะไปเข้าใจโลกของผู้ใหญ่ได้อย่างไร? หากไม่ใช่เพราะท่านอาหญิงกับท่านอาเขยทะเลาะกัน ท่านอาหญิงก็คงไม่พาหยางเหวินเจากลับมาพักที่บ้านเดิมหรอก

ทนลำบากมานาน ใครบ้างจะไม่อยากมีชีวิตที่สุขสบายในเมือง? ท่านอาหญิงก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ ยามนี้เวลาผ่านไปหลายเดือน อารมณ์โกรธก็เบาบางลงแล้ว ย่อมต้องหวนนึกถึงความดีของสามีเป็นธรรมดา

ท่านอาหญิงทั้งสองของเสิ่นซี คนหนึ่งแต่งงานไปอยู่อำเภอข้างเคียง อีกคนแต่งงานไปอยู่ในตัวเมืองมณฑล ล้วนแล้วแต่มีลู่ทางที่ดี โดยเฉพาะบิดาของหยางเหวินเจา ที่เป็นถึงหลงจู๊ใหญ่ของร้านขายยาในตัวเมือง อนาคตของหยางเหวินเจาส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นต้องสืบทอดกิจการต่อจากบิดา

(เชิงอรรถผู้แปล: หลงจู๊ใหญ่ (大掌柜) หมายถึงผู้จัดการใหญ่ของร้านค้า หรือผู้ดูแลกิจการแทนเถ้าแก่ มีอำนาจจัดการงานค้าขายและคนงานภายในร้าน)

เสิ่นซีดึงหยางเหวินเจาเข้ามาใกล้ ยิ้มพลางถาม "ปกติเวลาอยู่ร้านขายยา เจ้าได้เรียนรู้วิชาความรู้จากท่านพ่อของเจ้ามาบ้างหรือไม่?"

หยางเหวินเจาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมาราวกับป๋องแป๋ง

เสิ่นซีกล่าว "ถ้างั้นข้าจะสอนเจ้าสักกระบวนท่าหนึ่ง ดูให้ดีล่ะ"

เสิ่นซีพาหยางเหวินเจาไปที่ริมแม่น้ำ หาหญ้ามีพิษอ่อนๆ ชนิดหนึ่งในพงหญ้า ใช้ก้อนหินบดจนแหลก แล้วค่อยๆ โรยลงไปในแอ่งน้ำนิ่งตรงช่วงโค้งของลำธาร ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นปลาสีเหลืองทองนับสิบตัวหงายท้องลอยขึ้นมาเหนือน้ำที่ปลายน้ำ

เสิ่นซีร้องสั่ง "รีบถอดเสื้อออก เอามาห่อปลาเร็วเข้า"

หยางเหวินเจารีบถอดเสื้อออกส่งให้เสิ่นซี ยามนี้เสิ่นซีดูราวกับผู้อาวุโสที่กำลังพาเด็กน้อยเที่ยวเล่นในป่าเขา เขาใช้กิ่งไผ่ขึงเสื้อให้กางออก แล้วนำไปอุดทางออกของแอ่งน้ำไว้

ผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่าปลาที่รับรู้ได้ว่าคุณภาพน้ำในแอ่งมีปัญหา พยายามจะว่ายหนีออกไปทางปากแอ่ง ทว่ากลับถูกห่อผ้าสกัดกั้นเอาไว้ เสิ่นซีพาหยางเหวินเจาโยนหญ้าในมือทิ้ง รวบห่อผ้าขึ้น ปลาสีเหลืองหลายตัวก็ถูกห่อติดมาด้วย

ปลาสีเหลืองชนิดนี้ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกกันว่า 'ปลาสือป่าน' เป็นปลาที่พบเห็นได้ทั่วไปในเขตเทือกเขาของมณฑลฝูเจี้ยน เนื้อปลาละเอียดและสดหวานเป็นอย่างยิ่ง

"ไป กลับบ้านกัน"

เสิ่นซีร้องเรียก หยางเหวินเจาสวมเสื้อตัวในบางๆ เพียงตัวเดียว เดินตามหลังไปอย่างอารมณ์ดี

เมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นซีก็ไปหาน้ำสะอาดมาหนึ่งกะละมัง โยนปลาสือป่านน้ำหนักหลายตำลึงสองสามตัวนั้นลงไป เห็นเพียงปลาที่เดิมทีใกล้จะตายอยู่รอมร่อ ค่อยๆ ฟื้นคืนชีพกลับมา พวกมันโผล่หัวขึ้นมาพ่นฟองอากาศปุ๋งๆ บนผิวน้ำ หยางเหวินเจาหัวเราะร่าจนใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยรอยย่น ดูราวกับซาลาเปาไส้เนื้อก็ไม่ปาน

หยางเหวินเจาเลื่อมใสในวิธีการของเสิ่นซีจนแทบจะหมอบกราบ เขาเอ่ยถามด้วยความดีอกดีใจ "ท่านญาติผู้พี่ นี่มันเรื่องอันใดกัน ปลาพวกนี้ตายไปแล้วมิใช่หรือ?"

เสิ่นซียิ้มบางๆ พลางตอบ "มันไม่ได้ตายหรอก เพียงแค่ถูกหญ้าเมาปลาทำให้สลบไปชั่วคราว พอหมดฤทธิ์ยา พวกมันก็ฟื้นขึ้นมาเอง... เฮ้อ เรื่องพวกนี้พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก วันหน้าพอเจ้าได้เรียนรู้หลักวิชาแพทย์และสรรพคุณตัวยาจากท่านพ่อของเจ้า เจ้าก็จะคิดค้นของเล่นสนุกๆ พวกนี้ได้เองแหละ มีโอกาสก็จงตั้งใจร่ำเรียนจากท่านพ่อให้ดี อย่าได้ทิ้งการเรียนเสียล่ะ"

(เชิงอรรถผู้แปล: หญ้าเมาปลา (醉鱼草) เป็นชื่อเรียกพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์ทำให้ปลามึนหรือสลบชั่วคราว คนโบราณบางพื้นที่ใช้ในการจับปลา ในบทนี้ใช้เพื่อแสดงความรู้ด้านพืชและเภสัชของเสิ่นซี)

หยางเหวินเจาพยักหน้ารับด้วยความวาดหวังอยู่หลายส่วน

ทั้งสองขลุกอยู่ในลานบ้านได้พักใหญ่ มารดาของหยางเหวินเจาก็เดินเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเห็นทั้งสองนั่งยองๆ อยู่บนพื้น จึงเดินเข้าไปดู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวหลาง นี่คือปลาสือป่านที่เจ้ากับน้องจับมาหรือ?"

เสิ่นซีได้ยินดังนั้น ก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้นาง "ใช่ขอรับ ท่านอาหญิง ท่านจะเดินทางแล้วหรือขอรับ?"

มารดาของหยางเหวินเจายิ้มพลางพยักหน้า นางดึงตัวหยางเหวินเจาที่กำลังหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ให้ลุกขึ้นจากพื้น "ใช่จ้ะ จะกลับเข้าเมืองแล้ว พอดีมีกองคาราวานพ่อค้าผ่านมา อาเลยจะขอเดินทางไปกับพวกเขาด้วย... เหวินเจา บอกลาญาติผู้พี่สิลูก"

หยางเหวินเจาลุกขึ้นยืน สายตาที่จ้องมองเสิ่นซีเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง "ท่านญาติผู้พี่ ท่านอย่าลืมนะว่าหากมีเวลาว่าง ต้องไปเยี่ยมข้าที่เมืองมณฑลให้ได้นะ"

เสิ่นซีมองดูสีหน้าอาลัยอาวรณ์ของหยางเหวินเจา ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ตกลง หากมีเวลาว่าง ข้าจะไปเยี่ยมเจ้า!"

หยางเหวินเจามองดูทิวทัศน์รอบกายด้วยความอาลัยอาวรณ์สุดแสน จากนั้นจึงจับมือมารดาของเขาด้วยความหดหู่ใจ แล้วเดินจากไปโดยหันหลังกลับมามองอยู่เป็นระยะ

เสิ่นซีพลันรู้สึกว่าภายในใจของเขามีความว่างเปล่าและสะท้อนใจอยู่บ้าง ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แม้อายุขัยทางจิตใจของเขาและหยางเหวินเจาจะห่างกันถึงยี่สิบกว่าปี ทว่าในยามที่ร่างกายเล็กจ้อยของเขาต้องการเพื่อนเล่น ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็มีเพียงหยางเหวินเจาเท่านั้นที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ

มิตรภาพคือสิ่งล้ำค่า บางทีอาจมีเพียงวัยเด็กเท่านั้นที่ไม่มีการชิงดีชิงเด่นมากมายถึงเพียงนี้ รอให้เติบใหญ่ขึ้นอีกนิด เล็กสุดก็ระดับครอบครัว ใหญ่สุดก็ระดับราชสำนัก ล้วนเต็มไปด้วยการหลอกลวงแก่งแย่งชิงดี ลัทธิขงจื๊อเน้นย้ำถึงหลัก 'ทางสายกลาง' ทว่าผู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริงกลับมีเพียงหยิบมือ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกแก่งแย่งชิงดีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์เสียมากกว่า

ดังนั้นในความหมายหนึ่ง สำหรับเสิ่นซีแล้ว หยางเหวินเจาคือเพื่อนที่ปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น

เสิ่นซีก้มหน้าลง พลันบังเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเดินออกไปจากขุนเขาแห่งนี้ เรียนหนังสือ สอบเคอจวี่ เป็นขุนนาง ล้มลุกคลุกคลานในแวดวงขุนนางเพื่อไต่เต้าเลื่อนขั้น แสวงหาเกียรติยศและชื่อเสียง หากไม่ทำเช่นนี้ ต่อให้เป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยล้นฟ้าประดุจสมบัติของชาติในยุคต้าหมิงนี้ ก็ยังคงตกอยู่ในชนชั้นต่ำต้อยที่สุดของสังคมอยู่ดี อำนาจชี้เป็นชี้ตายและชะตากรรมล้วนตกอยู่ในกำมือผู้อื่น

(เชิงอรรถผู้แปล: ชนชั้นต่ำต้อยที่สุดของสังคม อ้างถึงค่านิยม “บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า” หรือ 士农工商 ในสังคมจีนดั้งเดิม พ่อค้าถูกจัดไว้ต่ำสุด แม้มีทรัพย์สินมากก็ยังขาดสถานะทางการเมืองและมักถูกดูแคลน)

'ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง ร่ำเรียนสำเร็จวิชาทั้งบุ๋นและบู๊ ขายความสามารถให้แก่ตระกูลฮ่องเต้' ได้เป็นถึงแม่ทัพหรืออัครเสนาบดี จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้โดดเด่นอย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ มิฉะนั้นก็จะเหมือนกับปลาในกะละมังน้ำตรงหน้า ที่ทำได้เพียงถูกกักขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ ไม่อาจแหวกว่ายเข้าสู่แม่น้ำ หรือแม้กระทั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง ร่ำเรียนสำเร็จวิชาทั้งบุ๋นและบู๊ ขายความสามารถให้แก่ตระกูลฮ่องเต้ เป็นการรวมค่านิยมสำคัญของบัณฑิตจีนโบราณ คือยกย่องการศึกษาและการนำความรู้ความสามารถไปรับใช้ราชสำนัก เพื่อแลกกับเกียรติยศ ตำแหน่ง และความก้าวหน้า)

ทว่าเสิ่นซีก็รู้ดีว่า ด้วยสถานะของครอบครัวในปัจจุบัน ไม่มีทางส่งเสียให้เขาเข้าสำนักศึกษาได้เลย หากเข้าสำนักศึกษาไม่ได้ ก็ถือว่าไร้ซึ่งสถานะและที่มา ดังคำกล่าวที่ว่า 'ไร้สถานะอันชอบธรรม การใหญ่ย่อมล้มเหลว' หากต้องการเปิดหูเปิดตา ก้าวให้ทันยุคสมัย การก้าวออกจากหุบเขาแห่งนี้คือบันไดขั้นแรก

ชาติก่อนในฐานะศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย ความรู้เรื่องสี่ตำราห้าคัมภีร์และปากู่เหวินของเขาถือว่าช่ำชองยิ่งนัก ทว่าเมื่อไร้ซึ่งหลักฐานยืนยัน ซ้ำยังไม่มีผู้ใดมาเป็นผู้รับรองให้ แล้วเขาจะก้าวเข้าสู่สนามสอบได้อย่างไรเล่า?

(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้รับรอง ในระบบสอบเคอจวี่ ผู้เข้าสอบต้องมีผู้รับรองตัวตนและความประพฤติ เช่น บัณฑิตที่มีคุณวุฒิหรือผู้นำท้องถิ่น เพื่อป้องกันการสวมรอยและการทุจริต)

จบบทที่ ตอนที่ 7 เพื่อนเล่นวัยเยาว์

คัดลอกลิงก์แล้ว