เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 ข้าอยากเรียนหนังสือ

ตอนที่ 3 ข้าอยากเรียนหนังสือ

ตอนที่ 3 ข้าอยากเรียนหนังสือ


เสิ่นหมิงเหวินถูกขังให้อ่านหนังสืออยู่ในห้องใต้หลังคาปิดตาย ระหว่างนั้นจะมีเพียงการสอบซุ่ยซื่อสองครั้งเท่านั้นที่สามารถออกมาได้ เวลาที่เหลือล้วนไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย แผนการที่โจวซื่อวางไว้จึงเป็นอันล้มเหลว ภายในใจของเสิ่นซีเริ่มร้อนรนขึ้นมาแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบซุ่ยซื่อ คือการสอบประจำรอบของบัณฑิตที่มีฐานะเป็นซิ่วไฉหรือเซิงหยวน จัดโดยข้าหลวงการศึกษาประจำมณฑล เพื่อประเมินผลและจัดลำดับ หากทำผลงานย่ำแย่อาจถูกลดชั้นหรือตัดสิทธิประโยชน์บางอย่าง)

เมื่อได้เห็นสิ่งที่เสิ่นหมิงเหวินต้องเผชิญกับตา เสิ่นซีก็ตระหนักซึ้งถึงความสำคัญของความรู้ในโลกใบนี้ หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือความสำคัญของการศึกษาเล่าเรียน แม้ว่าด้วยความรู้ความสามารถของเขาในยุคสมัยที่ใช้ปากู่เหวินคัดเลือกขุนนาง อาจจะไม่ได้ทำให้เขาถึงขั้นสอบได้ตำแหน่งจอหงวนก็ตามที ทว่าก็ยังถือว่ามีความรู้แตกฉานทั้งอดีตกาลและปัจจุบัน หากพยายามสักหน่อย การสอบให้ได้เป็นซิ่วไฉหรือจวี่เหรินก็ย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอน!

(เชิงอรรถผู้แปล: ปากู่เหวิน หรือ เรียงความแปดขา (八股文 ) เป็นรูปแบบการเขียนเรียงความสำหรับการสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ผู้สอบต้องเขียนตีความหลักปรัชญาขงจื๊ออย่างเคร่งครัด โดยบังคับโครงสร้างประโยคเป็นแปดส่วนและต้องมีสัมผัสคล้องจองกัน ส่วน จอหงวน คือผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับสูงสุดหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้)

ทว่าเช่นนี้แล้วจะทำอันใดได้เล่า? หากไม่ได้รับการเบิกปัญญาเริ่มเรียนหนังสือ ไม่มีอาจารย์คอยสั่งสอน ต่อให้มีความรู้ทัดเทียมกับมหาปราชญ์ในยุคปัจจุบัน ก็คงถูกมองว่าเป็นภูตผีปีศาจจำแลงกายมา ไม่มีผู้ใดให้การยอมรับอยู่ดี

(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกปัญญา หมายถึงการเริ่มต้นเรียนขั้นพื้นฐานของเด็กในสมัยโบราณ เช่น เรียนรู้ตัวอักษร อ่านเขียน และหลักธรรมเบื้องต้นกับอาจารย์)

เสิ่นซีเดินคอตกหมดอาลัยตายอยากออกมาจากห้องใต้หลังคา ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่ามีคนมาตบไหล่ เมื่อหันไปมองก็เห็นเด็กชายร่างอ้วนจ้ำม่ำผู้หนึ่งปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความรำคาญใจอยู่บ้าง "เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?"

"ท่านญาติผู้พี่ ท่านยังมาได้ ข้าก็ย่อมมาได้มิใช่หรือ?" เจ้าอ้วนจ้ำม่ำอายุราวหกเจ็ดขวบเช่นกัน แหงนศีรษะกลมดิ๊กเนื้อล้นๆ ขึ้น กระพริบตาปริบๆ ดูมีพิรุธเล็กน้อย

เสิ่นซีทนฟังบทสนทนาที่ดูไร้สติปัญญาเช่นนี้ไม่ไหว เขาส่ายหน้า หันกลับไปเดินต่อโดยไม่สนใจเจ้าเด็กอ้วนอีก

เด็กอ้วนผู้นี้มีนามว่า หยางเหวินเจา เป็นบุตรชายของหยางเสิ่นซื่อ ท่านอาหญิงรองของเสิ่นซี

หยางเสิ่นซื่อมีนามเดิมว่า เสิ่นเยวี่ยผิง แต่งงานไปเป็นภรรยาของบุตรชายคนโตตระกูลหยาง คหบดีค้ายารายใหญ่ในตัวเมือง ครานี้ปากบอกว่ากลับมาเยี่ยมญาติ ทว่าความจริงแล้วทะเลาะกับสามี เสิ่นเยวี่ยผิงเป็นคนดื้อรั้น พอโมโหขึ้นมาก็หอบบุตรชายกลับบ้านเกิดเสียเลย

เจ้าเด็กคนนี้นิสัยซุกซนไม่อยู่สุข แต่กลับขี้ขลาดตาขาวเป็นที่สุด ราวกับเด็กสมาธิสั้นก็ไม่ปาน

เมื่อมาถึงตระกูลเสิ่น ประการแรกคือเสิ่นซีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ประการที่สองคือเจ้าเด็กอ้วนผู้นี้รู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวเสิ่นซีที่มักจะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนใคร จึงได้ตามติดเสิ่นซีผู้เป็นญาติผู้พี่คนนี้แจ

เสิ่นซีเปลืองแรงไปตั้งมากมาย หมายจะสลัดหยางเหวินเจาให้หลุด ทว่าท้ายที่สุดก็สลัดเจ้าเด็กติดสอยห้อยตามผู้นี้ไม่พ้น เสิ่นซีจึงทำได้เพียงยิ้มขื่นปล่อยให้เขาเดินตามไป

"ณ เขาเถาฮวามีเมืองซวงซี, หลังเมืองซวงซีคือหมู่บ้านเถาฮวา ทิวทัศน์เดือนสี่เพิ่งประจักษ์ในครานี้, รอปีหน้าค่อยมาชมจันทราอีกครา"

บทกวีบทนี้เป็นผลงานของเสิ่นหมิงเหวินเมื่อครั้งที่สอบได้เป็นซิ่วไฉและกำลังฮึกเหิมลำพองใจ คิดว่าเขาคงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับการสอบชิวเหวยในปีถัดไป น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดกลับต้องพ่ายแพ้ปีกหักกลับมา เสิ่นซีไม่รู้สึกรู้สากับบทกวีแต่งเล่นที่เรียบง่ายไร้แก่นสารและขาดความลึกซึ้งเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่งกับทิวทัศน์เดือนสี่ที่กล่าวถึงในบทกวี

ทิวทัศน์เดือนสี่ของหมู่บ้านเถาฮวาแม้อาจจะเทียบไม่ได้กับช่วงที่ดอกท้อบานสะพรั่ง ซ้ำรอยดอกท้อที่เคยงดงามยั่วยวนก็เริ่มทยอยร่วงโรย ทว่าทัศนียภาพของภูเขาเถาฮวานั้นงดงามราวกับเสกสรรค์ อีกทั้งอากาศในเดือนสี่ก็เย็นสบายกำลังดี ชวนให้จิตใจเบิกบาน โดยเฉพาะสายลมเย็นยะเยือกที่มีเฉพาะในหุบเขาที่พัดมาปะทะใบหน้าเบาๆ ช่างเป็นความรู้สึกผ่อนคลายที่ยากจะบรรยาย

ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น ก็ได้ยินเจ้าตัวติดสอยห้อยตามด้านหลังเอ่ยถามด้วยความคาดหวังอย่างเปี่ยมล้น "ท่านญาติผู้พี่ พวกเราจะไปที่ใดกัน ไปจับจิ้งหรีดหรือ?"

เสิ่นซีไม่มีเวลาไปใส่ใจเขา อายุขัยทางจิตใจที่แตกต่างกัน ทำให้ทั้งสองไม่มีหัวข้อสนทนาที่ตรงกันเลยแม้แต่น้อย

หยางเหวินเจายังคงตื๊อไม่เลิก เอ่ยด้วยความกระตือรือร้น "ท่านญาติผู้พี่ เหตุใดท่านจึงโกรธเล่า ถูกผู้ใดรังแกมาหรือ?"

เสิ่นซีส่ายหน้า แล้วไปนั่งลงริมลำธารสายน้อยนอกหมู่บ้าน เขาเท้าคางมองดูสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ อย่างเหม่อลอย บนใบหน้าฉายแววหม่นหมอง

หยางเหวินเจาเลียนแบบท่าทางของเขา นั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง จ้องมองสายน้ำในลำธารอย่างเหม่อลอยเช่นกัน

ผ่านไปไม่ทันไร หยางเหวินเจาก็นั่งไม่ติด เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านญาติผู้พี่ ท่านอยากจะจับปลาตัวเล็กในลำธารหรือ? ข้าช่วยท่านนะ"

เสิ่นซีไม่สนใจเขา หยางเหวินเจาเองก็ไม่ถือสา ถลกขากางเกงขึ้นเตรียมจะลงน้ำไปจับปลา

เสิ่นซีรีบคว้าตัวเขาไว้ พลางเอ่ย "เอาล่ะ เจ้าอยู่นิ่งๆ สักเดี๋ยวเถิด"

หยางเหวินเจาหันขวับมามองเสิ่นซีด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก ก่อนจะกลับไปนั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์ พลางเอ่ยถาม "ท่านญาติผู้พี่ ท่านอยากเรียนหนังสือใช่หรือไม่?"

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็มองหยางเหวินเจา ถอนหายใจออกมา พยักหน้าด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม "อืม เดิมทีข้าตั้งใจจะขอให้ท่านลุงใหญ่สอนข้าอ่านเขียนหนังสือ แต่น่าเสียดาย..."

จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ช่างไร้ที่มาที่ไป แม้เขาและหยางเหวินเจาจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ด้วยวุฒิภาวะของเขา มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องมานั่งปรับทุกข์กับเด็กน้อยวัยหกเจ็ดขวบด้วย?

หยางเหวินเจายิ้มบางๆ พลางกล่าว "ท่านญาติผู้พี่ ข้าได้ยินท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านป้าสะใภ้รองพูดกันว่า หมู่นี้ท่านมีท่าทีแปลกไป ไม่ห่วงเล่นเหมือนเมื่อก่อน แถมยังบอกว่าท่านเห็นต้าหลางเรียนหนังสือ ก็เลยอยากเข้าเรียนบ้าง"

เสิ่นซีอึ้งไปเล็กน้อย หันหน้าไปมองหยางเหวินเจา เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง "พวกนางยังพูดอะไรอีก?"

หยางเหวินเจาตอบตามความจริง "เอ่อ... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ทว่าท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านป้าสะใภ้รองเหมือนจะไม่ชอบท่านนะ"

เสิ่นซีกลับมายกมือขึ้นประคองใบหน้าเล็กๆ อีกครั้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านป้าสะใภ้รองจะมาไม่ชอบข้าได้อย่างไร? ข้าไม่เคยทำเรื่องใดล่วงเกินพวกนางเสียหน่อย"

หยางเหวินเจาเห็นเสิ่นซีคิดหัวแทบแตก ก็ลดเสียงลงจนแผ่วเบา เหลียวซ้ายแลขวามองรอบด้าน ก่อนจะกระซิบกับเสิ่นซีว่า "ท่านญาติผู้พี่ ท่านแม่ข้าบอกว่า พวกนางกลัวท่านจะไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชนแล้วจะทำให้ที่บ้านมีภาระหนักเกินไป ก็เลยแอบนินทาท่านลับหลัง"

เสิ่นซีนึกในใจว่า หยางเหวินเจาผู้นี้ตัวเล็กแต่แก่แดดนัก ถึงกับหลอกถามเอาความมาได้ จึงเอ่ยถาม "ท่านแม่เจ้าบอกเจ้าหรือ?"

หยางเหวินเจาฉีกยิ้มกว้าง ส่ายหน้าอธิบาย "เปล่า ท่านแม่คุยกับท่านยาย ข้าอยู่ข้างๆ พอดี"

เสิ่นซีมองดูท่าทีประหม่าของหยางเหวินเจา จึงเดินเข้าไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเขา พลางถาม "เช่นนั้นเจ้าลองทวนคำพูดพวกนั้นมาให้ข้าฟังที"

"ข้าได้ยินมาบ้าง ทว่าท่านแม่สั่งห้ามไม่ให้ข้าเอาไปพูดจาเหลวไหล"

"เจ้าลองเล่าให้ข้าฟังที ข้าสัญญาว่าจะไม่เอาไปบอกผู้ใดเด็ดขาด" เสิ่นซีใช้น้ำเสียงกึ่งหลอกล่อกึ่งยุยง

หยางเหวินเจาได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าซื่อๆ "ท่านยายบอกว่า ในบ้านมีคนรู้หนังสือน้อยเกินไป พอมาถึงรุ่นพวกเรา มีเพียงต้าหลางคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือ ท่านยายบอกว่าตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ดีสืบทอดกันมา จึงต้องคัดเลือกเด็กในรุ่นพวกท่านอีกคนส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชนในตัวอำเภอ"

"หา... มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? แล้วท่านย่าได้บอกหรือไม่ว่าจะให้ผู้ใดไป?" น้ำเสียงของเสิ่นซีเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

หยางเหวินเจาลดเสียงลงอีกครั้ง กระซิบข้างหูเสิ่นซี "ท่านยายอยากให้ลิ่วหลางเสิ่นหยวน ลูกของท่านลุงสี่ไป ท่านญาติผู้พี่ ท่านหมดหวังแล้วล่ะ แต่ว่าเรียนหนังสือมันมีดีอันใดกันเล่า..."

คำพูดของหยางเหวินเจายังไม่ทันจบ เสิ่นซีก็ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ก้นน้อยๆ พลางเอ่ย "กลับกันเถอะ"

"อ้อ"

หยางเหวินเจาลุกขึ้นตาม เดินตามหลังเสิ่นซีต้อยๆ ราวกับเป็นวิญญาณตามติดอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อเข้าสู่ประตูใหญ่ตระกูลเสิ่น เสิ่นซีเห็นหยางเหวินเจายังคงเดินตามมาด้านหลัง ก็ส่ายหน้าด้วยความจนใจ "เอาล่ะ เจ้ากลับห้องของเจ้าไปเถอะ ข้าเองก็จะกลับแล้ว มิฉะนั้นเดี๋ยวท่านแม่ได้เอาแส้มาฟาดข้าอีก"

หยางเหวินเจาเห็นเสิ่นซียกเอาโจวซื่อมาขู่ ร่างอ้วนก็สั่นสะท้าน ก่อนจะรีบวิ่งก้นบิดเตลิดหายไปทันที

เสิ่นซีถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วก้มหน้าครุ่นคิด

ท่านย่าต้องการเลือกเด็กในรุ่นของเขาหนึ่งคนเพื่อส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชน ข่าวนี้ทำให้เสิ่นซีที่เดิมทีหดหู่ใจกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ภายในใจแอบประเมินโอกาสที่ตนจะได้เข้าเรียน

ท่านย่าไม่ได้มีความประทับใจในตัวเสิ่นซีมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเสิ่นอย่างไรเสียก็เคยเป็นตระกูลใหญ่โต แม้ตอนนี้จะตกต่ำลง แต่ลูกหลานก็ยังถือว่าอุ่นหนาฝาคั่ง

เสิ่นซีรู้ดีว่ายามนี้ตระกูลเสิ่นขัดสนเพียงใด ท่านย่าถึงกับไม่ยอมให้คนไปซื้อเนื้อสัตว์มากินติดต่อกันถึงสองเดือน ทว่ายามนี้ท่านย่ากลับต้องการนำเงินที่ประหยัดกระเหม็ดกระแหม่มาปลุกปั้นให้มีผู้รู้หนังสือสักคน แม้จะไม่รู้ว่าจะส่งเสียได้นานสักเพียงใด แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้นก็ยังพอจับพู่กันเขียนหนังสือได้ ดีกว่าเป็นคนตาบอดหนังสือเลยแม้แต่ตัวเดียว

ผู้คนในโลกใบนี้ล้วนมีความคิดฝังรากลึกที่ว่า ‘ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง’ ต่อให้ต้องกินแกลบกลืนผัก ก็ต้องให้บุตรหลานได้เรียนหนังสือ เพื่อที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโต ในวันหน้าจะได้สอบเคอจวี่เข้ารับราชการเป็นขุนนาง

(เชิงอรรถผู้แปล: ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง เป็นค่านิยมสำคัญของสังคมจีนโบราณ สะท้อนความเชื่อว่าการศึกษาและการสอบเข้ารับราชการเป็นหนทางหลักในการยกระดับฐานะทางสังคม)

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นก็คือในใจของเสิ่นซียามนี้ร้อนรุ่มดั่งไฟสุม ปีหน้าเขาก็จะอายุเจ็ดขวบแล้ว หากรอไปอีกสามปี การจะเริ่มเรียนหนังสือคงเป็นเรื่องยาก เพราะตามค่านิยมของผู้คน การศึกษาเล่าเรียนนั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นปลูกฝังกันมาตั้งแต่ยังเล็ก

"ต้องทำให้ท่านย่าเลือกข้าให้จงได้" เสิ่นซีคิดเงียบๆ ในใจ

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่นาน รู้สึกว่าตนเองยังมีโอกาสอยู่ การคัดเลือกคนในครั้งนี้ไม่อาจมีเรื่องเส้นสายหรือกำหนดตัวบุคคลไว้ล่วงหน้าได้ มิฉะนั้นครอบครัวอีกสี่สายคงไม่ยอมควักเงินจ่ายอย่างเต็มใจเป็นแน่

ในเมื่อเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าตนเองมีข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล

เขาปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า ก้าวขาสั้นๆ มุ่งหน้าไปยังโถงหลักซึ่งเป็นที่พักของท่านย่า

เพียงชั่วครู่ เสิ่นซีก็มีแผนการในใจแล้ว เขาต้องเป็นฝ่ายเข้าหาท่านย่า ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม ต้องเอาอกเอาใจให้หญิงชราพอใจให้จงได้ ทางที่ดีที่สุดคือเผยความฉลาดเฉลียวออกมาเล็กน้อย เพื่อให้ท่านย่าประหลาดใจในความหลักแหลมของเขา โดยที่ไม่ทำให้เกิดความระแวงสงสัยในเรื่องอื่น

เพิ่งจะมาถึงหน้าประตูโถงหลัก ก็เห็นเฝิงซื่อ ท่านป้าสะใภ้สี่พาลิ่วหลาง บุตรชายของนางเดินออกมา ลิ่วหลางอายุมากกว่าเสิ่นซีหนึ่งปี หน้าตาหล่อเหลาคิ้วคมตางาม แววตาเป็นประกายแจ่มใส ดูเฉลียวฉลาดน่าเอ็นดู

ลิ่วหลางก็คือเสิ่นหยวน ผู้ที่หลี่ซื่อผู้เป็นย่าหมายตาจะปลุกปั้นให้เรียนหนังสือ และยังเป็นคู่แข่งตัวฉกาจที่สุดในเส้นทางการศึกษาของเสิ่นซี เขาข่มความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ในใจลง เดินเข้าไปประสานมือคารวะอย่างถูกธรรมเนียม "หลานคารวะท่านป้าสะใภ้สี่ขอรับ..."

เฝิงซื่อ ท่านป้าสะใภ้สี่เป็นสตรีวัยยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รูปร่างท้วมหนาแข็งแรง ครอบครัวเดิมของนางทำนามาหลายชั่วอายุคน นางเป็นคนขยันขันแข็ง และมักจะรู้สึกเสมอว่าการที่ตนได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ดีนั้น ถือเป็นการเอื้อมเด็ดดอกฟ้า ดังนั้นยามปกติเวลาปฏิบัติต่อผู้คน นางจึงมักจะอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นมิตรอย่างยิ่ง

ยามนี้นางเห็นเสิ่นซีทำท่าทางประสานมือคารวะราวกับเป็นผู้ใหญ่วางมาด ก็อึ้งไปพักใหญ่กว่าจะยิ้มแล้วกล่าวว่า "เสี่ยวหลาง มาทำอันใดที่นี่เล่า มาหาท่านย่าหรือ?"

เมื่อเห็นท่านป้าสะใภ้สี่มีท่าทีประหม่าเล็กน้อย เสิ่นซีก็รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงรีบทำตัวว่าง่ายน่ารักเอ่ยตอบ "ใช่แล้วขอรับ ปกติพวกเราได้เจอกันก็แค่ตอนกินข้าว ข้าไม่ได้มาคารวะท่านย่าเป็นการส่วนตัวนานแล้ว วันนี้เลยตั้งใจมาเยี่ยมท่านขอรับ"

เฝิงซื่อยิ้มพลางพยักหน้า "เป็นเด็กดีจริงๆ ป้าได้ยินแม่ของเจ้าบอกว่าเจ้ามักจะซุกซน วันหน้าวันหลังต้องจำไว้ว่าห้ามดื้อห้ามซนอีกล่ะ"

เสิ่นซีแก้ต่างด้วยท่าทีไร้เดียงสา "ท่านป้าสะใภ้สี่ ข้าไม่ได้ซุกซนนะขอรับ ข้าเชื่อฟังคำพูดของท่านพ่อท่านแม่มาตลอดเลย"

เด็กหกขวบก็ต้องพูดจาแบบเด็กหกขวบ เสิ่นซีพยายามแสร้งทำตัวให้ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาสักหน่อย

เฝิงซื่อไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย นางยิ้มและพยักหน้าตอบ "เช่นนั้นก็ดี ท่านย่าอยู่ข้างในจ้ะ"

เสิ่นซียิ้มรับคำ "ท่านป้าสะใภ้สี่ คราวหน้าข้าค่อยไปหาพี่ชายเล่นด้วยนะขอรับ"

"ได้สิ รีบเข้าไปเถอะ"

จบบทที่ ตอนที่ 3 ข้าอยากเรียนหนังสือ

คัดลอกลิงก์แล้ว