- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 2 ผูกผมแขวนขื่อ เหล็กหมาดแทงต้นขา
ตอนที่ 2 ผูกผมแขวนขื่อ เหล็กหมาดแทงต้นขา
ตอนที่ 2 ผูกผมแขวนขื่อ เหล็กหมาดแทงต้นขา
(เชิงอรรถผู้แปล: ผูกผมแขวนขื่อ เหล็กหมาดแทงต้นขา เป็นสำนวนจีนที่เปรียบถึงความอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักหน่วง มาจากเรื่องของซุนจิ้งที่ผูกผมตนเองไว้กับขื่อบ้านเพื่อไม่ให้สัปหงกเวลาอ่านหนังสือ และซูฉินที่ใช้เหล็กหมาดแทงต้นขาตนเองให้ตื่นยามอ่านหนังสือดึกดื่น)
แม้คำพูดของโจวซื่อจะฟังดูแข็งกร้าว ทว่าสำหรับนางแล้ว นี่ก็นับว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้มากแล้ว
ป้าสะใภ้ใหญ่ปรายตามองโจวซื่อด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "น้องสะใภ้พูดอะไรเช่นนั้น คนกันเองแท้ๆ เหตุใดจึงพูดจาห่างเหินไปได้ เพียงแต่ต้าหลางบ้านข้าตั้งใจเรียนอย่างหนัก ทว่ากลับไม่มีเงินซื้อแม้กระทั่งเหอเถาหรือเต้าหู้นิ่มมาบำรุงสมอง... เฮ้อ ความยากลำบากนี้เมื่อไหร่จะสิ้นสุดเสียทีหนอ"
โจวซื่อได้ยินก็แทบจะบันดาลโทสะ ทว่ากลับถูกเสิ่นซีกระตุกแขนเสื้อเอาไว้ นางจึงเพียงแค่นเสียงเย็น ไม่สนใจหวังซื่ออีก ก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดห้องพักของตนเองต่อไป
หวังซื่อคือภรรยาของเสิ่นหมิงเหวิน บุตรชายคนโตแห่งตระกูลเสิ่น ด้วยความที่สามีสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้สำเร็จ ถือว่าได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ชนชั้นปัญญาชนผู้สูงส่งแล้ว นางจึงมักจะวางท่าหยิ่งยโสอยู่เสมอ แม้แต่ฮูหยินเฒ่าผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้านก็ยังลำเอียงรักใคร่ครอบครัวสายหลักมากเป็นพิเศษ
(เชิงอรรถผู้แปล: ซิ่วไฉ (秀才) หรือ เซิงหยวน (生员) คือวุฒิของบัณฑิตระดับต้นที่มอบให้แก่ผู้สอบผ่านการคัดเลือกระดับท้องถิ่นสำเร็จ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ชนชั้นปัญญาชนอย่างเต็มตัว ผู้มีวุฒิซิ่วไฉจะเริ่มได้รับสิทธิพิเศษทางสังคม เช่น ได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน และไม่ต้องคุกเข่าเมื่อต้องขึ้นศาลพิจารณาคดี ทว่าวุฒินี้ยังไม่เพียงพอต่อการเข้ารับราชการ ต้องมุมานะสอบในระดับมณฑลและเมืองหลวงต่อไป)
ตระกูลเสิ่นมีบุตรชายห้าคน ล้วนเกิดแต่มารดาเดียวกันทั้งหมด ตามหลักแล้วก็ไม่ควรมีความลำเอียงเกิดขึ้น ทว่าฮูหยินเฒ่ากลับประคบประหงมบุตรชายคนโตและหลานชายคนโตอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน คนทั้งครอบครัวต้องกินผักป่าธัญพืชหยาบประทังชีวิตตลอดทั้งปี ทว่าท่านลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินกลับได้กินดีอยู่ดีมีเนื้อสัตว์ตกถึงท้องไม่เคยขาด เตาเล็กที่บ้านไม่เคยมอดดับ ส่งผลให้หวังซื่อและบุตรทั้งสามคนพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเสิ่นมีหลานชายสายตรงถึงเจ็ดคน นับว่ามีลูกหลานสืบสกุลอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และเสิ่นซีก็คือคนที่อายุน้อยที่สุด เขาไม่เพียงแต่เป็นลูกหลงเท่านั้น แม้แต่บิดาของเขา เสิ่นหมิงจวิน ก็ยังเป็นลูกหลงเช่นกัน ดังนั้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงไม่ค่อยมีใครสนใจคำพูดหรือการกระทำของเสิ่นซีนัก ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความอึดอัดใจได้เป็นครั้งคราว
ในบรรดาบุตรชายทั้งห้าคนของตระกูลเสิ่น บุตรชายคนที่สอง สาม และสี่ ต่างก็ทำนาทำสวนอยู่ในหมู่บ้าน ส่วนบุตรชายคนที่ห้า ซึ่งก็คือบิดาของเสิ่นซี ไปเป็นลูกจ้างรายปีให้กับตระกูลหวัง เศรษฐีที่ดินประจำอำเภอ
ก่อนที่พี่ใหญ่เสิ่นหมิงเหวินจะสอบติดซิ่วไฉ พี่น้องคนอื่นๆ ต่างก็ต้องทำงานหาเงินมาส่งเสียให้เขาเล่าเรียน เพราะการศึกษาเล่าเรียนนั้นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลและต้องเตรียมตัวมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวจึงอัตคัดขัดสนยิ่งนัก จวบจนเสิ่นหมิงเหวินไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง สอบได้เป็นซิ่วไฉและได้เป็นหลิ่นเซิงของอำเภอ ได้รับข้าวสารเดือนละหกโต่วและเงินปีละสี่ตำลึง ชีวิตความเป็นอยู่จึงค่อยๆ ดีขึ้นบ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: หลิ่นเซิง คือซิ่วไฉระดับดีเยี่ยมหรืออยู่ในอันดับต้นๆ ของบัณฑิตระดับอำเภอ จึงได้รับข้าวสารและเงินสนับสนุนจากทางการเพื่อศึกษาต่อ - โต่ว เป็นมาตราตวงโบราณของจีน 1 โต่วเท่ากับ 10 เซิง หรือประมาณ 10 ลิตร)
ด้วยความที่ฮูหยินเฒ่าเป็นผู้กุมอำนาจในบ้าน และยังมีความยุติธรรมอยู่บ้าง แม้ครอบครัวเสิ่นจะประหยัดมัธยัสถ์เรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินไปสักหน่อย แต่บรรยากาศระหว่างครอบครัวแต่ละสายก็ถือว่ายังปรองดองกันดี
ในบรรดาหลานชายสายตรงของตระกูลเสิ่น บางทีอาจเป็นเพราะความหวังที่จะให้สืบทอดรอยต่อบิดา มีเพียงเสิ่นหย่งจั๋ว บุตรชายคนโตของครอบครัวสายหลักเท่านั้นที่ได้ไปเรียนหนังสือในสำนักศึกษาเอกชนในตัวอำเภอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฮูหยินเฒ่าตัดสินใจด้วยตนเอง แม้ครอบครัวแต่ละสายจะมีความขัดแย้งกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ต่างก็หวังว่าตระกูลจะมีใครสักคนสอบได้เป็นท่านจวี่เหริน เมื่อเสิ่นหมิงเหวินได้ตำแหน่งขุนนางอย่างเป็นทางการแล้ว ฐานะของตระกูลย่อมรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงไม่ได้มีความขุ่นเคืองฮูหยินเฒ่ามากมายนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: จวี่เหริน คือบัณฑิตระดับมณฑล เป็นการสอบเคอจวี่ระดับสูงกว่าซิ่วไฉ ผู้สอบผ่านถือว่าเข้าสู่ระบบขุนนางอย่างเต็มตัว และมีสิทธิ์ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางท้องถิ่นหรือสอบระดับประเทศต่อไป)
แม้อาศัยอยู่ในจวนหลังใหญ่ร่วมกัน แต่เสิ่นซีกลับไม่ค่อยได้คลุกคลีกับพี่น้องคนอื่นๆ มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้เมื่อปีที่แล้ว ด้วยเกรงว่าจะเผยพิรุธ เขาจึงปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการละเล่นของเด็กๆ อย่างการปั้นดิน จับจิ้งหรีด หรือเล่นด้วงกว่างมาโดยตลอด นานวันเข้าพวกลูกพี่ลูกน้องก็เลิกชวนเขาไปเล่นด้วย
กล่าวถึงหวังซื่อ นางมองท่าทางหิวโหยกลืนกินไข่ต้มอย่างตะกละตะกลามของเสิ่นซีแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ยืนลังเลอยู่นานคล้ายมีเรื่องอยากจะเอ่ยแต่ก็ไม่กล้าพูด
"น้องสะใภ้ พี่สะใภ้ไม่ได้มาหาเจ้าเพราะเรื่องไข่ต้มหรอกนะ แต่พี่สะใภ้มีเรื่องอยากจะขอร้องเจ้า" หลังจากลังเลอยู่นาน หวังซื่อก็เอ่ยปาก
เมื่อเสิ่นซีได้ยินดังนั้น ก็ลอบยิ้มขื่น ทว่าไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด
โจวซื่อแค่นเสียงฮึ่ม "พี่สะใภ้คงไม่ได้มาขอยืมเงินหรอกนะ? พี่สะใภ้ ปล่อยข้าไปเถอะ ครอบครัวออกจะใหญ่โต มีตั้งหลายคน เหตุใดพี่สะใภ้จึงมายืมเงินแต่ครอบครัวข้าเพียงผู้เดียว แถมยืมไปแล้วก็ไม่เคยคืน... คราวก่อนเพิ่งจะให้ยืมไปห้าสิบเหวิน เสี่ยวหลางไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาเกือบสองเดือนแล้วนะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: เหวิน หรืออีแปะ (文) ตามมาตราเงินจีนโบราณโดยทั่วไป: 1,000 เหวิน = 1 พวงก้วน = 1 ตำลึง)
แม้ครอบครัวเสิ่นจะยังไม่ได้แยกครอบครัว แต่ละบ้านก็ต่างมีเตาเล็กสำหรับทำอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่งฮูหยินเฒ่าก็อนุโลมให้ เสิ่นซีรู้สึกว่าป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ออกจะทำเกินไปหน่อย ปกติก็มักจะวางอำนาจบาตรใหญ่เพราะสามีเป็นซิ่วไฉ ไม่เคยเห็นหัวบิดามารดาของเขาเลยสักนิด
นับตั้งแต่เสิ่นหมิงเหวินสอบได้เป็นซิ่วไฉ หวังซื่อก็ไม่เคยหยิบจับงานบ้านงานเรือนอีกเลย วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง อาศัยข้าวสารบำนาญและเงินหลิ่นสือที่สามีหักเก็บไว้ สองสามีภรรยาก็เปิดเตาเล็กทำอาหารกินเองอย่างเปิดเผย พอเงินใกล้จะหมดก็ค่อยมาขอยืมโจวซื่อที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างจากหยาดเหงื่อแรงกายของสามีที่ออกไปทำงานรับจ้าง
อย่าเห็นว่าโจวซื่อเป็นคนอารมณ์ร้าย แท้จริงแล้วนางก็เป็นเพียงคนปากร้ายแต่ใจดี ทุกครั้งที่โดนหวังซื่อพูดจาหว่านล้อมเข้าหน่อยก็ยอมให้ยืมเงินไป ดังนั้นเมื่อสะสมกันไปเรื่อยๆ บ้านลุงใหญ่จึงเป็นหนี้บ้านของเขามากที่สุด ยืมครั้งละสามสิบห้าสิบเหวิน ตอนนี้คงจะปาเข้าไปสองสามตำลึงแล้วกระมัง
หากบ้านลุงใหญ่อัตคัดขัดสน เสิ่นซีก็คงไม่รู้สึกแย่อะไร ทว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของพวกเขาดีกว่าตัวเองตั้งมากมาย เขาจะกินไข่ต้มสักฟองยังต้องแอบๆ ซ่อนๆ เดือนหนึ่งจะได้กินอาหารอร่อยๆ สักมื้อสองมื้อ ทว่าพวกเขากลับได้กินดีอยู่ดีมีสุข คราวก่อนเสิ่นซียังเห็นต้าหลางเสิ่นหย่งจั๋วแทะน่องไก่อย่างตะกละตะกลาม ทำเอาเขาน้ำลายสอด้วยความอยาก!
ตระกูลเสิ่นเคยเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ดีสืบทอดกันมา เพียงแต่ลูกหลานสองรุ่นก่อนไม่เอาถ่าน ฐานะตระกูลจึงตกต่ำลง พี่น้องไม่ลงรอยกัน สุดท้ายจึงต้องแบ่งสมบัติและแยกย้ายกันไป ปู่ของเสิ่นซีก็เป็นหนึ่งในนั้น
แน่นอนว่า จวนสามลานกว้างแห่งนี้ก็เป็นมรดกตกทอดของตระกูลเสิ่น ในหมู่บ้านยังมีที่นาอีกหลายสิบหมู่ ทว่าสำหรับตระกูลเสิ่นในอดีต ทรัพย์สินแค่นี้เทียบไม่ได้แม้แต่ขนเส้นเดียวของวัวเก้าตัว จึงเห็นได้ว่าสายสกุลของเสิ่นซีนั้นไม่เป็นที่โปรดปรานเพียงใด
หลังจากปู่เสียชีวิต ฐานะตระกูลเสิ่นก็ยิ่งตกต่ำลงไปอีก เดิมทีที่บ้านยังมีลูกจ้างอยู่บ้าง ทว่าด้วยความที่ตระกูลเสิ่นจ่ายค่าจ้างล่าช้า พวกเขาจึงค่อยๆ ทยอยลาจากไป
แม้ตระกูลเสิ่นในตอนนี้จะเคยรุ่งเรืองมาก่อนเมื่อสามรุ่นที่แล้ว ทวดของเสิ่นซีเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองขั้นห้า ทว่าสภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้กลับเทียบไม่ได้แม้แต่กับครอบครัวเศรษฐีในชนบททั่วๆ ไป ช่างน่าอนาถใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิตเสียจริง
(เชิงอรรถผู้แปล: รองผู้ว่าการเมือง / รองเจ้าเมือง เป็นตำแหน่งขุนนางในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหรือรองจากผู้ว่าการเมือง รับผิดชอบงานบริหารราชการในระดับเมือง)
ความปรารถนาก่อนตายของท่านปู่คือ ห้ามมิให้แยกครอบครัว ดังนั้นตอนนี้ทั้งห้าครอบครัวจึงยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างแออัด
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวก็คือ เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ลุงใหญ่สอบได้เป็นซิ่วไฉ ท่านย่าดีใจเป็นล้นพ้น ฝากความหวังทั้งหมดในการฟื้นฟูตระกูลเสิ่นไว้ที่เขา ความลำเอียงของนางก็พัฒนาไปถึงขั้นที่ว่าเชื่อฟังทุกคำพูดของลุงใหญ่เลยทีเดียว
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โจวซื่อ มารดาของเสิ่นซีรู้สึกผิดเมื่อถูกหวังซื่อจับได้ว่าแอบทำอาหารให้เสิ่นซีกิน เพราะถึงอย่างไรลุงใหญ่ก็เป็นถึงซิ่วไฉผู้สูงส่ง ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีเพียงลุงใหญ่เท่านั้นที่มีโอกาสสอบได้เป็นจวี่เหริน เชิดหน้าชูตาให้แก่วงศ์ตระกูล และฟื้นฟูตระกูลเสิ่นให้กลับมารุ่งเรืองได้
ทว่าในใจลึกๆ เสิ่นซีกลับสงสัยว่า หากวันหนึ่งลุงใหญ่สอบติดและได้เป็นขุนนางจริงๆ เขาจะนำผลประโยชน์ที่เป็นชิ้นเป็นอันมาสู่ครอบครัวของตนได้หรือไม่
ภายใต้การรบเร้าอ้อนวอนของหวังซื่อ ในที่สุดโจวซื่อก็พ่ายแพ้ยอมจำนน มอบเงินเก็บส่วนตัวที่เหลือเพียงน้อยนิดให้กับนาง
เสิ่นซีมองแผ่นหลังของหวังซื่อที่เดินจากไปแล้วแค่นเสียงฮึ่มด้วยความไม่พอใจ "ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงได้ให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ยืมเงินอยู่เรื่อยเลยขอรับ? ท่านไม่รู้หรือว่าบ้านท่านป้ามีความเป็นอยู่ดีแค่ไหน ส่วนพวกเราต้องกินแต่ผักหญ้าทุกวัน ไม่มีน้ำมันตกถึงท้องเลย ข้าจะหิวจนผอมแห้งเป็นลิงอยู่แล้ว..."
พูดไปได้ครึ่งทาง เสิ่นซีก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เด็กเจ็ดขวบไม่น่าจะมาสนใจเรื่องพวกนี้ ทว่าพูดออกไปแล้ว จะให้กลืนคำพูดกลับมาก็คงไม่ได้
โจวซื่อไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก ในช่วงปีที่ผ่านมา นิสัยของบุตรชายเปลี่ยนไปมาก นางคิดว่าที่เขาพูดออกมาเช่นนั้น คงเป็นเพราะอิจฉาที่หลานชายคนโตได้เรียนหนังสือ แถมยังมีของอร่อยๆ กิน
"ไอ้เด็กเหม็น เจ้าคิดว่าแม่แกอยากให้หรือไง? ลุงใหญ่ของเจ้าตอนนี้เป็นถึงซิ่วไฉแล้ว ก้าวไปอีกขั้นก็คือจวี่เหริน... แม้ว่าลุงใหญ่จะสอบตกถึงสองครั้งติดกัน แต่เขาก็ยังหนุ่มแน่น โอกาสที่จะสอบผ่านยังมีอีกมาก หากสอบได้เป็นจวี่เหรินก็จะได้เป็นขุนนาง เจ้าเด็กโง่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าขุนนางคืออะไร? แค่ลุงใหญ่ได้เป็นขุนนาง ก็สามารถช่วยเหลือครอบครัวเราได้มากโข ถึงตอนนั้น แค่เขาเอ่ยปากคำเดียว ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราก็สุขสบายขึ้นแล้วมิใช่หรือ?"
เสิ่นซีได้ยินก็ลอบถอนหายใจ ในใจคิดว่า ช่างสมกับเป็นยุคที่ 'ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง' จริงๆ! หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ 'ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการเป็นขุนนางเท่านั้นที่สูงส่ง' ช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับขุนนางช่างห่างไกลกันเหลือเกิน
เมื่อโจวซื่อเห็นเสิ่นซีนิ่งอึ้งไป ก็เอ่ยถามขึ้น "เด็กโง่ เจ้าก็อยากเรียนหนังสือใช่หรือไม่?"
เสิ่นซีได้ยินดังนั้น แม้จะรู้ว่าหากตนแสดงออกว่าอยากเรียนหนังสือ จะต้องสร้างภาระหนักอึ้งให้กับบิดามารดา ทว่าเขาก็กัดฟันพยักหน้าอย่างหนักแน่น
โจวซื่อนั่งยองๆ ลง มองดูเสิ่นซีอย่างพินิจพิเคราะห์ ตรวจดูความเฉลียวฉลาดที่เปล่งประกายอยู่ในแววตาของเด็กน้อยอีกครั้ง ผ่านไปเนิ่นนานนางจึงตัดสินใจ
"ลูกเอ๋ย ไม่ใช่ว่าแม่ใจร้ายไม่อยากให้เจ้าเรียนหนังสือ ทว่าพวกเรา... พวกเราไม่มีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียนจริงๆ แต่ไม่เป็นไร รอให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้ามายืมเงินคราวหน้า แม่จะขอร้องให้นางช่วยให้ลุงใหญ่สละเวลามาสอนเจ้าสักหน่อย..."
"ลูกเอ๋ย หากเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เราก็เลิกคิดเรื่องเรียนไปเสียเถอะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ท่านลุงท่านป้าของเจ้าก็คงไม่ยอมแล้ว เป็นชาวนาหาเลี้ยงชีพอย่างสงบเจียมตัวก็ดีเหมือนกัน"
เสิ่นซีมองแววตาห่วงใยของมารดา ภายในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ "ท่านแม่ ไม่เป็นไรขอรับ แม้วันหน้าลูกจะไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต ลูกก็จะตั้งใจกตัญญูเลี้ยงดูพวกท่านทั้งสองเอง"
โจวซื่อเห็นเสิ่นซีว่าง่ายและรู้ความก็ยิ้มออกมา นิสัยปากร้ายก็กลับคืนมาอีกครั้ง "ไปๆๆ ไอ้เด็กบ้า รู้จักแต่ทำให้แม่โมโห"
เสิ่นซีหัวเราะชอบใจ วิ่งออกไปจากห้อง พลางร้องบอก "ท่านแม่ ข้าออกไปเล่นนะขอรับ"
...
…
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูจวน เสิ่นซีก็ได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากห้องปีกตะวันออกของลานบ้านชั้นสองซึ่งเป็นที่พักของครอบครัวลุงใหญ่
ตระกูลเสิ่นอาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานแบบสามลานกว้างแบบดั้งเดิม ด้านหน้าเรือนเป็นลานกว้างปูด้วยหิน เมื่อผ่านประตูใหญ่เข้าไปจะเป็นลานหินกว้าง ด้านทิศเหนือของลานหินมีกำแพงเงาตั้งอยู่ ด้านทิศตะวันออกเป็นลานกว้างมุมตะวันออกเฉียงใต้ ด้านทิศเหนือของลานนี้มีห้องสุขาที่เชื่อมต่อกับลานชั้นสอง ส่วนด้านทิศใต้เดิมทีเป็นโรงเก็บรถม้าและเกี้ยว แต่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นห้องพักแขกสองห้อง
(เชิงอรรถผู้แปล: กำแพงเงา คือกำแพงฉากกั้นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังประตูใหญ่ของบ้านหรือวัดจีน ใช้บังสายตาจากภายนอกไม่ให้มองเห็นภายในโดยตรง และตามความเชื่อฮวงจุ้ยยังช่วยกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าบ้าน)
ด้านทิศตะวันตกของลานหินเป็นซุ้มประตูโค้ง เมื่อเดินลอดผ่านซุ้มประตูนี้เข้าไปจะพบกับลานบ้านชั้นแรก ด้านทิศใต้ของลานบ้านชั้นแรกมีห้องแถวเรียงกันสี่ห้อง เดิมทีเป็นที่พักของลูกจ้างและครอบครัว แต่ปัจจุบันถูกทุบรวมกันและใช้เป็นคอกหมูและเล้าไก่ ส่วนด้านทิศตะวันตกของลานบ้านชั้นแรกมีซุ้มประตูรูปพระจันทร์ครึ่งดวง เมื่อเดินลอดผ่านซุ้มประตูนี้เข้าไปจะพบกับลานกว้างมุมตะวันตกเฉียงใต้
ด้านทิศเหนือของลานกว้างมุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงเป็นห้องสุขาแบบห้องเอ่อร์ฟางที่เชื่อมต่อกับลานชั้นสอง ส่วนห้องสามห้องทางทิศใต้เดิมทีเป็นห้องหนังสือปีกใต้สำหรับรับรองแขกยามที่ตระกูลเสิ่นยังรุ่งเรือง แต่บัดนี้กลายเป็นที่พักของครอบครัวเสิ่นซีไปแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ห้องเอ่อร์ฟาง คือห้องขนาดเล็กที่สร้างขนาบข้างอาคารหลักทางซ้ายและขวา คล้ายใบหูที่แนบอยู่สองข้างศีรษะ มักใช้เป็นห้องเก็บของ ห้องพัก หรือห้องสุขา)
ด้านทิศเหนือของลานบ้านชั้นแรกมีประตูฉุยฮวาเชื่อมต่อกับเรือนหลัก ห้องปีกตะวันออกของเรือนหลักทั้งหกห้อง ยกให้เสิ่นหมิงเหวิน บุตรชายคนโตของตระกูลทั้งหมด เสิ่นหมิงเหวินและหวังซื่อผู้เป็นภรรยามีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรีสองคน ต้าหลาง (หลานชายลำดับที่หนึ่ง) เสิ่นหย่งจั๋ววัยสิบห้าปี ปัจจุบันเรียนอยู่ในสำนักศึกษาเอกชนในตัวอำเภอ บุตรีสองคนคือ บุตรีคนโตเสิ่นเชียนวัยสิบสามปี และบุตรีคนที่สี่เสิ่นม่านวัยเจ็ดขวบ ห้าคนพ่อแม่ลูกอยู่หกห้อง ย่อมกว้างขวางเหลือเฟือ ห้องที่เหลืออีกหนึ่งห้องจึงถูกใช้เป็นห้องรับแขกของเสิ่นหมิงเหวิน
(เชิงอรรถผู้แปล: ประตูฉุยฮวา คือประตูที่มีเสาสลักไม้ห้อยย้อยลงมาคล้ายดอกไม้ เป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้เชื่อมระหว่างลานหน้าและลานในของเรือนซื่อเหอย่วน เพื่อแบ่งเขตพื้นที่รับแขกกับพื้นที่ส่วนตัว)
ห้องปีกตะวันตกทั้งหกห้องถูกแบ่งให้บุตรชายคนที่สองและคนที่สาม คนละสามห้อง
บุตรชายคนที่สองเสิ่นหมิงโหย่วและเฉียนซื่อผู้เป็นภรรยา มีเอ้อร์หลาง (หลานชายลำดับที่สอง) เสิ่นหย่งฝูวัยสิบสี่ปี ซานหลาง (หลานชายลำดับที่สาม) เสิ่นหย่งรุ่ยวัยสิบสองปี บุตรีคนที่สามเสิ่นถิงถิงวัยสิบขวบ และอู่หลาง (หลานชายลำดับที่ห้า) เสิ่นหย่งฉีวัยแปดขวบ
บุตรชายคนที่สามเสิ่นหมิงถังและซุนซื่อผู้เป็นภรรยา มีบุตรีคนที่สองเสิ่นซิ่วซิ่ววัยสิบเอ็ดปี และซื่อหลาง (หลานชายลำดับที่สี่) เสิ่นเชียนวัยสิบขวบ
ห้องหลักสามห้องทางทิศเหนือ ตรงกลางคือโถงหลัก ใช้สำหรับรับแขกและเซ่นไหว้บรรพชน ฮูหยินเฒ่าพักอาศัยอยู่ในห้องทางทิศตะวันออกของโถงหลัก ส่วนห้องทางทิศตะวันตกใช้เป็นห้องรับประทานอาหารของคนทั้งครอบครัว
สองข้างซ้ายขวาของห้องหลักคือห้องเอ่อร์ฟางตะวันตกและตะวันออก ห้องเอ่อร์ฟางฝั่งตะวันออกมีรูปทรงแปลกประหลาด เป็นบ้านทรงกระบอกสูงสามชั้น ซึ่งเสิ่นซีก็ไม่เคยเข้าใจว่ามีไว้ใช้ทำอันใด ส่วนห้องเอ่อร์ฟางฝั่งตะวันตกเดิมทีเป็นห้องหนังสือของผู้นำตระกูลเสิ่น ทว่าชั้นหนังสือที่เรียงรายในยามนี้กลับแทบไม่มีหนังสือหลงเหลืออยู่แล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นที่เก็บของจุกจิก
ด้านนอกของห้องเอ่อร์ฟางทั้งสองฝั่ง ล้วนมีซุ้มประตูรูปพระจันทร์ครึ่งดวงเชื่อมต่อไปยังลานหลังบ้าน
ลานหลังบ้านมีห้องพักแปดห้อง ห้องครัวตั้งอยู่ตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนอีกเจ็ดห้องที่เหลือเดิมทีเป็นที่พักของบ่าวไพร่ตระกูลเสิ่น ปัจจุบันถูกยกให้ครอบครัวของบุตรชายคนที่สี่ไปสามห้อง ที่เหลือล้วนเต็มไปด้วยฟืนไฟ
บุตรชายคนที่สี่เสิ่นหมิงซินและเฝิงซื่อผู้เป็นภรรยา มีลิ่วหลาง (หลานชายลำดับที่หก) เสิ่นหยวนวัยเจ็ดขวบ และบุตรีคนที่ห้าวัยห้าขวบ ในบรรดาเด็กๆ เสิ่นหยวนเป็นเด็กฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เล็ก จึงเป็นที่โปรดปรานของฮูหยินเฒ่ายิ่งนัก
ด้านหลังของลานหลังบ้าน เดิมทีเคยเป็นสวนดอกไม้ ทว่าเมื่อฐานะตระกูลเสิ่นตกต่ำลง บัดนี้ได้กลายเป็นแปลงผักไปเสียแล้ว ภายในปลูกพืชผักตามฤดูกาลไว้เต็มพื้นที่ แต่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับกินเองในบ้าน ส่วนใหญ่มักจะหาบไปเร่ขายในตำบลเพื่อแลกเป็นเงินและเสบียงอาหารเสียมากกว่า
เมื่อได้ยินเสียงโวยวายจากเรือนปีกตะวันออกซึ่งเป็นที่พักของเสิ่นหมิงเหวินผู้เป็นลุงใหญ่ดังขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นซีก็ประหลาดใจยิ่งนัก เขาสับขาสั้นๆ สาวเท้าก้าวฉับๆ ไปถึงหน้าประตูบ้านของลุงใหญ่ กลับเห็นลุงใหญ่กำลังถูกลุงสามและลุงสี่จับแขนหิ้วปีกไว้คนละข้างและดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เสิ่นซีงุนงงไปชั่วขณะ เมื่อมองไปเห็นฮูหยินเฒ่าที่ยืนส่งสายตาเย็นชาอยู่ไกลๆ จึงรีบเข้าไปก้มหน้าทักทายอย่างเอาใจ "ท่านย่า สบายดีหรือไม่ขอรับ"
ฮูหยินเฒ่าผมขาวโพลน มือถือไม้เท้าค้ำยัน เมื่อเห็นเสิ่นซีเข้ามาทักทาย นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจเขาอีก แต่หันไปมองลุงใหญ่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจและปวดร้าว
"ลูกเอ๋ย ไม่ใช่ว่าแม่ใจร้าย แต่เจ้า... เฮ้อ คราวนี้นี้เจ้าคงต้องทนรับความทรมานสักหน่อยแล้ว เจ้าต้องตั้งใจให้มาก สอบเป็นจวี่เหรินให้จงได้ จึงจะปลอบประโลมดวงวิญญาณบนสวรรค์ของพ่อเจ้าได้"
เสิ่นซียืนอยู่ข้างๆ อย่างสงบเสงี่ยม ยื่นหน้าเล็กๆ ออกมา มองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความฉงน
ลุงใหญ่อายุยังไม่มาก ปีนี้เพิ่งจะสามสิบสี่ ดังนั้นเขาจึงยังมีความหวังที่จะกอบกู้ตระกูลเสิ่นให้กลับมารุ่งเรือง ยามนี้เขาดิ้นรนไม่หยุด เอ่ยปากวิงวอนด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว "ท่านแม่ เป็นลูกเองที่ไม่เอาไหน ต่อไปลูกจะไม่หละหลวมอีกแล้ว ท่านแม่ ลูกขอร้องล่ะ ข้าไม่ไปห้องใต้หลังคา ข้าไม่ไปห้องใต้หลังคา..."
ฮูหยินเฒ่าถอนใจยาว น้ำเสียงแฝงความอาลัยอาวรณ์อยู่อักโข "ต้าหลาง แม่เองก็ถูกบีบคั้นจนใจ เจ้าวางใจเถิด อดทนสักสองปีครึ่ง อีกสองปีครึ่งเจ้าจะต้องสอบผ่านจวี่เหรินแน่! ต้าหลาง เจ้าทนทุกข์ แม่เองก็ปวดใจ อย่าได้ร้องโวยวายอีกเลย คราวก่อนเจ้าเข้าไปอ่านหนังสือในห้องใต้หลังคานั่นเพียงปีเดียว ก็สอบผ่านซิ่วไฉได้อย่างราบรื่น"
"รอจนเปิดการสอบชิวเหวยรอบหน้า เจ้าจะต้องสอบติดจวี่เหรินเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลและได้เป็นขุนนางอย่างแน่นอน" น้ำเสียงของฮูหยินเฒ่าพลันเปลี่ยนเป็นร้อนแรงเปี่ยมความหวัง
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบชิวเหวย คือการสอบระดับมณฑลในระบบเคอจวี่ จัดขึ้นทุกๆ สามปีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ผู้สอบผ่านจะได้บรรดาศักดิ์จวี่เหริน)
เสิ่นหมิงเหวินร้องตะโกนก้องฟ้า น้ำตาคลอเบ้า เอ่ยด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง "ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือ คราวก่อนข้าแทบจะเอาชีวิตไปทิ้งในห้องใต้หลังคานั่น ข้าไม่ไปห้องใต้หลังคา ข้าไม่เอา..."
ฮูหยินเฒ่ามองดูสภาพของเสิ่นหมิงเหวินแล้วทอดถอนใจอย่างแผ่วเบา รู้สึกขัดเคืองใจราวกับชิงชังเหล็กที่ไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า "ต้าหลาง วัยหนุ่มผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ชิวเหวยจัดขึ้นสามปีครั้ง ปีนี้เจ้าอายุสามสิบสี่แล้ว ชีวิตคนเราจะมีสามปีสักกี่หนกัน? ทนเอาหน่อยเถิด สองปีครึ่ง แค่สองปีครึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาแล้ว แม่จะสั่งให้คนคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ตรงเวลา หากเจ้าหงุดหงิดรำคาญใจ ก็จงตะโกนใส่หน้าต่างฝั่งตะวันออกเพื่อระบายอารมณ์เอาเถิด"
สุดท้าย เสิ่นหมิงเหวินก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าซีดเผือด ยอมปล่อยให้ลุงสามและลุงสี่พยุงตัวเขาขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาแต่โดยดี
เสิ่นซีค้อมตัวย่องตามไปดูเงียบๆ
เมื่อเสิ่นหมิงเหวินถูกส่งตัวเข้าไปในห้องใต้หลังคา ฮูหยินเฒ่าก็ยืนถอนหายใจอยู่เนิ่นนาน ราวกับแก่ลงไปอีกหลายปี ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยมีลุงรองคอยประคอง
เสิ่นซีมองสิ่งปลูกสร้างทรงกระบอกนั้นแล้วรู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
ฐานะของห้องใต้หลังคานี้ในตระกูลเสิ่นเป็นรองก็เพียงแค่ศาลบรรพชนเท่านั้น จะเรียกว่าห้องใต้หลังคาก็กะไรอยู่ เรียกว่ากระบอกไฟฉายทรงกลมเสียยังจะดีกว่า เพราะมันปิดทึบทุกด้าน มีเพียงหน้าต่างเหล็กบานเล็กๆ ทางทิศตะวันออกบานเดียว เสิ่นซีเชื่อว่าต่อให้เป็นเวลากลางวันแสกๆ หากเข้าไปอยู่ข้างใน ก็ต้องจุดตะเกียงน้ำมันถึงจะพอมองเห็นสิ่งรอบกายได้
ขณะที่เสิ่นซีกำลังเหม่อลอย เสียง 'เพียะ' ก็ดังแว่วมาจากหน้าต่างเหล็กบานเล็กนั้น เป็นเสียงที่ดังกังวานและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่เสียงดังขึ้น ก็จะตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของเสิ่นหมิงเหวิน ตลอดจนเสียงกัดฟันกรอดที่ฟังแล้วชวนให้ใจสั่นสะท้าน
"เพียะ"
"ให้เจ้ามีนิสัยเช้าสามเย็นสี่"
"เพียะ"
"ให้เจ้ามีนิสัยสองจิตสองใจ"
"เพียะ"
"ให้เจ้าไม่คิดก้าวหน้า"
"เพียะ"
"ให้เจ้าไม่เอาการเอางาน"
"เพียะ"
"ให้เจ้าหลงลืมคำสอนบิดา"
"เพียะ"
"ให้เจ้ามีจิตใจลอยลมว้าวุ่น"
"เพียะ"
"ให้เจ้าเกียจคร้านหละหลวม"
เมื่อเสียงดังครบเจ็ดครั้ง ภายในห้องใต้หลังคาก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เสิ่นซียืนนิ่งงันเบิกตากว้างมองบานประตูทรงกระบอกที่ปิดสนิท เมื่อดึงสติกลับมาได้ก็รู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว ในห้องใต้หลังคานั้นมีลุงใหญ่เพียงคนเดียวอย่างชัดเจน!
จวบจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เสิ่นซีจึงได้เข้าใจว่า ห้องใต้หลังคาแห่งนี้คือสิ่งปลูกสร้างตกทอดของตระกูลเสิ่น หากลูกหลานในตระกูลสอบกี่ครั้งก็ไม่ผ่าน จะถูกบังคับพาตัวมาที่ห้องใต้หลังคาแห่งนี้เพื่อกักขังให้สำนึกผิด เมื่อเข้าไปแล้ว จะต้องใช้ไม้เจี้ยฉื่อฟาดตัวเองเจ็ดครั้ง และทุกครั้งที่ฟาดจะต้องมีเลือดซึมออกมา มิฉะนั้นจะไม่นับว่าผ่าน และต้องเริ่มฟาดเพื่อสำนึกผิดใหม่ทั้งเจ็ดครั้ง
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม้เจี้ยฉื่อ คือไม้เรียวทรงแบนหรือไม้บรรทัดสำหรับสั่งสอนที่ครูอาจารย์หรือผู้อาวุโสในจีนโบราณใช้ทำโทษนักเรียนหรือลูกหลาน)