เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 พิรุณโปรยปราย ณ หมู่บ้านเถาฮวา

ตอนที่ 1 พิรุณโปรยปราย ณ หมู่บ้านเถาฮวา

ตอนที่ 1 พิรุณโปรยปราย ณ หมู่บ้านเถาฮวา


หมู่บ้านเถาฮวา

ยามนี้คือวสันตฤดู สายฝนหยิมๆ โปรยปรายลงมา ลมพัดไม่ขาดสาย

หมู่บ้านแห่งนี้สมดั่งชื่อเรียกขาน ทั้งลานบ้านหน้าหมู่บ้านและหลังหมู่บ้าน ตลอดจนผืนเขาโดยรอบ ล้วนบานสะพรั่งไปด้วยดอกท้อสีชมพู ยามย่ำรุ่ง กลีบดอกบนต้นท้ออาบไล้ไปด้วยหยาดน้ำค้าง ความเหน็บหนาวยังไม่จางหาย ไอเย็นแห่งวสันต์ยังมิคลาย

"น้ำในสระเต็มเปี่ยม ฝนก็หยุดโปรยปราย โคลนเลนริมคันนาเต็มไปด้วยปลาจิว..."

(เชิงอรรถผู้แปล: บทเพลงจับปลาจิว มาจากเพลงจีนยุคปัจจุบัน 《捉泥鳅》 (Zhuo Ni Qiu - จับปลาจิว/ปลาไหลนา) ซึ่งเป็นเพลงเด็กที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1978 การที่เสิ่นซีร้องเพลงนี้ในฉากยุคราชวงศ์หมิง จึงเป็นการย้ำสถานะ “ผู้ข้ามเวลา” ของเขา)

กลางท้องทุ่ง เด็กชายวัยหกเจ็ดขวบผู้หนึ่งถลกขากางเกงขึ้น ฝ่าสายฝนโปรยปราย ปากก็ฮัมเพลงพื้นบ้านไปพลาง ก้มหน้าก้มตาค้นหาบางสิ่งในทุ่งนาที่เฉอะแฉะไปพลาง

ข้างกายเขามีตะกร้าไม้ไผ่วางอยู่ใบหนึ่ง ภายในนั้นมีปลาจิว (ปลาไหลนา) นับสิบตัวกำลังมุดหนีไปมา ดูก็รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาจับปลาจิวในท้องนา

ไม่นานนัก เด็กน้อยก็ประคองโคลนนุ่มๆ เต็มสองมือ โยนก้อนโคลนลงในตะกร้าไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง แล้วจึงก้มหน้าก้มตาคุ้ยหาต่อไป

"เด็กน้อยบ้านเสิ่น เหตุใดจึงลงนามาหาปลาจิวตั้งแต่เช้าตรู่เล่า? ฟ้ายังฝนตกอยู่เลย รีบกลับไปเถิด มิฉะนั้นประเดี๋ยวก็โดนแม่เจ้าด่าเอาอีกหรอก..."

บนคันนาเล็กๆ ริมทุ่ง ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสวมหมวกสาน คลุมเสื้อกันฝนฟางสั่วอี บนบ่าแบกจอบ หัวเราะฮ่าๆ พลางเอ่ยกับเสิ่นซีที่อยู่ในนา

เสิ่นซียืดตัวขึ้น หันมองชายผู้นั้นแวบหนึ่ง ยกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นแกว่งไปมาตรงหน้า เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย ยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านลุงหลิว วันฝนตกนี่แหละขอรับถึงจะจับปลาจิวได้ดี... ท่านดูสิ ข้าได้มาตั้งเยอะเชียว..."

หลังจากโอ้อวดไปหนึ่งยก เสิ่นซีก็ไม่สนใจชายแซ่หลิวผู้นั้นอีก ก้มหน้าก้มตาคุ้ยโคลนอย่างจริงจังต่อไป

เสิ่นซีไม่ใช่คนของที่นี่ หากจะกล่าวให้ถูกต้องคือ เสิ่นซีไม่ใช่คนของโลกใบนี้ บางทีการใช้คำว่า 'ชาติก่อนกับชาตินี้' มาสรุปสถานการณ์ของเขาน่าจะตรงกับความเป็นจริงที่สุด

ชาติก่อน เสิ่นซีเป็นเพียงเด็กกำพร้า รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของชีวิตมาตั้งแต่เล็ก จึงร่ำเรียนอย่างหนักหน่วง เขาสอบข้ามชั้นมาตลอดตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมปลาย ภายใต้ความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนในสังคม เสิ่นซีในวัยสิบหกปีก็สอบติดมหาวิทยาลัยลู่เต่า สถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศได้สำเร็จ หลังเรียนจบปริญญาเอกก็ได้อยู่เป็นอาจารย์ประจำที่นั่น สองปีต่อมาด้วยผลงานที่โดดเด่นจึงได้เลื่อนขั้นเป็นรองศาสตราจารย์ ใช้เวลาไม่ถึงห้าปีก็กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่งภาควิชาภาษาจีน

ระหว่างที่ทำงาน เสิ่นซีเคยคบหาแฟนสาวมาบ้างสองสามคน ทว่าด้วยความที่เขามีความสนใจกว้างขวาง เงินเดือนส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการซื้อตำราโบราณ ภาพเขียน และจตุรสมบัติในห้องหนังสือ เมื่อไม่มีทั้งบ้านพักและเงินตราติดตัว ความรักหลายครั้งจึงจบลงโดยไร้ผล กระทั่งต่อมา เขาได้รับเชิญจากสถาบันโบราณคดีประจำมณฑลให้ไปเป็นที่ปรึกษาในการขุดค้นสุสานโบราณแห่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบในย่านชานเมืองเฉวียนโจว ทว่าสุสานที่สร้างขึ้นในยุคกลางราชวงศ์หมิงแห่งนั้นกลับพังทลายลงมาอย่างกะทันหัน เขาหมดสติไป และเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลายเป็นเด็กน้อยในหมู่บ้านเถาฮวาเสียแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: จตุรสมบัติในห้องหนังสือ (文房四宝) เครื่องเขียนทั้งสี่ของจีน ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก)

ขณะที่เสิ่นซีกำลังก้มหน้าก้มตาหารูตามคันนาอีกครั้ง ชายฉกรรจ์ด้านหลังก็ระเบิดเสียงหัวเราะก้องกังวานออกมาอีกระลอก เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย เห็นสตรีวัยราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีผู้หนึ่งสวมเสื้อลายดอกปะชุน ในมือถือแขนงไผ่ วิ่งกระหืดกระหอบด้วยความโมโหตรงมายังหัวคันนา ปากก็ตะโกนด่าทอเสียงหลง

"ไอ้เด็กแสบ! เมื่อวานข้าเพิ่งสั่งไปหยกๆ ว่าอากาศต้นฤดูใบไม้ผลิยังหนาวเหน็บ ห้ามลงนา นี่เพิ่งจะเช้าตรู่เจ้าก็แอบหนีออกมาแล้ว เห็นคำพูดของมารดาอย่างข้าเป็นลมผ่านหูหรืออย่างไร!"

พูดไม่ทันขาดคำ สตรีนางนั้นก็มายืนอยู่ริมนา ใช้แส้ไม้ไผ่ชี้หน้าเสิ่นซี "เจ้าตะกายขึ้นมาหาแม่แกเดี๋ยวนี้ ดูสิว่าข้าจะตีเจ้าเด็กโง่นี่ให้ตายหรือไม่..."

"โธ่ สะใภ้เสิ่น เด็กมันยังเล็ก ห่วงเล่นก็เป็นเรื่องธรรมดา เจ้าขู่ตะคอกเช่นนี้ เขาจะกล้าขึ้นมาได้อย่างไร?"

สตรีนางนั้นเห็นชายผู้นั้นเอ่ยปากก็แค่นเสียงเย็นเหอะ ไม่สนใจเขา ยืนเท้าสะเอวต่อว่าเสิ่นซีในนาต่อไป "ไอ้เด็กแสบ แน่จริงเจ้าก็อย่าขึ้นมาสิ... ตอนเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเจ้าถูกงูกัด ข้าอุตส่าห์ใจดีทายาให้เจ้ารู้หรือไม่ว่ายานั่นมันแพงแค่ไหน? คราวนี้ถ้าเจ้าโดนงูกัดอีก คอยดูเถอะว่าข้าจะสนใจเจ้าเด็กโง่นี่ไหม!"

เสิ่นซีเห็นท่าทางอารมณ์ร้ายของนาง ก็รีบฉีกยิ้มประจบประแจง "ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธไปเลย อย่าเพิ่งโมโหขอรับ คราวก่อนข้าไม่ทันระวัง เห็นงูเป็นปลาจิวถึงได้ถูกกัด ทว่าท่านดูตอนนี้สิ ข้าสบายดีมิใช่หรือ? อย่าโกรธเลยนะขอรับ หากท่านตีข้าอีก ข้าคงได้ถูกท่านตีจนโง่งมไปจริงๆ แน่!"

โจวซื่อเห็นเสิ่นซีทำหน้าทะเล้นพลางยิ้มประจบก็ยิ่งรู้สึกโมโหจนพูดไม่ออก นางกวัดแกว่งแส้ไม้ไผ่ในมือ เอ่ยเสียงเขียว "เจ้าเด็กแสบเอ๊ย ตีไม่จำใช่หรือไม่..."

คำพูดของนางยังไม่ทันจบ เสิ่นซีก็อุ้มตะกร้าไม้ไผ่เดินกะโผลกกะเผลกย่ำโคลนขึ้นมาถึงริมนา กล่าวเอาใจว่า "ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ พวกเราเอาปลาจิวไปเลี้ยงไว้ในเรือน ตกเย็นก็มีมื้อดึกกินแล้วมิใช่หรือ? ที่บ้านกินแต่ผักป่าทุกวัน ปากข้าจืดชืดจนจะมีนกบินออกมาได้อยู่แล้ว..."

คำพูดของเสิ่นซียังไม่ทันจบ นางก็กระชากตัวเขาขึ้นมาจากท้องนา มองดูสภาพเปรอะเปื้อนโคลนตมไปทั้งตัวของเด็กชาย โทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบระงับไม่อยู่ นางเงื้อแขนงไผ่ในมือขึ้นสูง หมายจะฟาดลงไปเต็มแรง

เสิ่นซีมีหรือจะยอมอยู่เฉยรอรับความตาย เขาไม่สนคราบโคลนตมบนร่าง อาศัยจังหวะที่มารดายังไม่ทันลงไม้พุ่งเข้าสวมกอดนางไว้แน่น แหกปากร้องลั่นราวกับเจ็บปวดเจียนตาย

"โอ๊ย... เจ็บขอรับ เจ็บขอรับท่านแม่ เจ็บเหลือเกิน จะตายแล้ว ตีคนตายแล้ว อย่าตีเลย ข้ารู้ผิดแล้ว รู้ผิดแล้ว คราวหน้าไม่กล้าอีกแล้วขอรับ"

เมื่อโจวซื่อได้ยินดังนั้น แววตาที่ดุดันระหว่างคิ้วก็อ่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังใช้แส้ไผ่ฟาดลงบนก้นน้อยๆ ของเสิ่นซีอยู่ดี เพียงแต่ลดทอนเรี่ยวแรงลงไปถึงแปดส่วน

เสิ่นซียิ้มซื่อๆ เงยหน้าขึ้นประคองตะกร้าไผ่ส่งให้มารดา "ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ ปลาจิวตั้งเยอะ ทั้งอ้วนทั้งใหญ่ ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะไม่ฟังคำท่านนะขอรับ แต่เป็นเพราะ... เป็นเพราะเห็นท่านแม่ต้องกินอาหารจืดชืดหยาบกระด้างทุกวัน ข้าถึงได้มาขุดปลาจิวเพื่อมาปรับปรุงมื้ออาหารให้ท่านแม่ไงขอรับ"

มองดูเสิ่นซีที่เป็นเช่นนี้ นางก็แค่นเสียงฮึ่ม คว้าตะกร้ามาถือไว้ "เจ้าอยากกินเองเสียมากกว่ากระมัง? เสื้อผ้าเพิ่งเปลี่ยนเมื่อวาน ดูสิเปื้อนขนาดไหนแล้ว? กลับไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ วันหลังหากกล้าลงนาไปซุกซนอีก แม่จะจัดการเจ้าให้เข็ด"

เสิ่นซีหัวเราะคิกคักหิ้วรองเท้า เดินเท้าเปล่าตามหลังนางไป บางครั้งเหยียบโดนหินแหลมๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดปาก ทำหน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด

เมื่อกลับมาถึงบ้านซึ่งเป็นเรือนสี่ประสานแบบสามลานกว้างบริเวณหัวหมู่บ้าน ภายในห้องพักของตนเองที่เรือนหน้า โจวซื่อจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนให้เสิ่นซี พอเห็นใบหน้าเล็กๆ ของบุตรชายแดงระเรื่อด้วยความเอียงอาย นางก็ปั้นหน้าดุใส่ทันที "เจ้าเด็กโง่ จะมาอายอะไรนักหนา? แม้แต่ตัวเจ้าก็มุดออกมาจากท้องข้านี่แหละ!"

(เชิงอรรถผู้แปล: เรือนสี่ประสานแบบสามลานกว้าง หรือ เรือนจีนแบบสามจิ้น (三进院子) หมายถึงเรือนจีนขนาดใหญ่ที่แบ่งพื้นที่เป็นสามช่วงลานเรียงลึกจากหน้าไปหลัง เช่น ลานหน้า ลานหลัก และลานหลัง มักพบในบ้านตระกูลใหญ่หรือครอบครัวขยาย)

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารัวๆ ไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด

"ท่านแม่ ท่านช่างประเสริฐที่สุดเลยขอรับ!" เสิ่นซียิ้มประจบเอาใจมารดา

โจวซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองหน้าเสิ่นซีพลางหัวเราะเยาะ "เด็กโง่ ตัวแค่นี้ก็รู้จักปากหวานเสียแล้ว?"

เสิ่นซีเห็นท่าทางไม่ใส่ใจของมารดาก็ส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่ง "ท่านแม่ ข้าไม่ได้ปากหวานนะขอรับ ข้าแค่รู้สึกว่าท่านดีกับข้าจริงๆ"

"แม่แกทั้งดุทั้งร้าย ดีตรงไหนกัน?" โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซี แม้ใบหน้าจะไม่มีความรู้สึกใดๆ ทว่าภายในใจกลับเบิกบานดั่งดอกไม้บาน

เสิ่นซีหัวเราะอย่างมีเลศนัย ดึงมือโจวซื่อมาจับไว้ ใช้น้ำเสียงออดอ้อน "ท่านแม่ อย่าซ่อนเลยขอรับ ข้าได้กลิ่นแล้ว หอมจังเลย"

โจวซื่อมองเสิ่นซีแล้วก็อดรนทนไม่ไหวหลุดขำออกมา จากนั้นก็รีบปั้นหน้าขรึมแค่นเสียงฮึ่ม "เจ้าไม่ได้เกิดปีจอเสียหน่อย เหตุใดจมูกถึงได้ไวนักนะ?"

พูดจบ โจวซื่อก็หยิบไข่ต้มร้อนๆ ฟองหนึ่งออกมาจากถุงใบเล็กที่แขวนอยู่หัวเตียง ส่งให้เสิ่นซี

เสิ่นซีมองไข่ต้มฟองนั้น อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความหิวโหย เขารับมาไว้ในมือ ยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ แม้ท่านจะชอบตีข้า แต่ในใจลึกๆ ก็ดีกับข้า ลูกคนนี้ใจกว้าง ไม่ผูกใจเจ็บหรอกขอรับ... รอให้ท่านกับท่านพ่อแก่เฒ่า ลูกจะเลี้ยงดูพวกท่านเอง จะให้กินหรูอยู่สบาย แล้วจะหาลูกสะใภ้ที่เชื่อฟังมาให้ท่านคอยเรียกใช้สอยด้วย"

โจวซื่อหัวเราะเบาๆ "เจ้าเด็กโง่ วันหน้าพอแต่งเมียก็คงลืมแม่นั่นแหละ ดูท่าทางเจ้าเล่ห์หลอกลวงเก่งมาแต่เกิดของเจ้าสิ อย่าไปเป็นเฉินซื่อเหม่ยก็พอ"

(เชิงอรรถผู้แปล: เฉินซื่อเหม่ย (陈世美) เป็นตัวละครจากเรื่องงิ้วคดีเปาบุ้นจิ้น “ประหารเฉินซื่อเหม่ย” มักใช้เปรียบถึงบุรุษผู้เนรคุณ ทอดทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเมื่อตนเองได้ดี)

สองมือเล็กๆ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของไข่ต้ม ภายในใจของเสิ่นซีก็ลอบหัวเราะฮิฮิ

ชาติก่อน เขาถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เคยได้สัมผัสว่าความผูกพันทางสายเลือดนั้นเป็นเช่นไร ทว่ากลับกัน ในโลกใบนี้แม้ครอบครัวจะยากจนข้นแค้น แต่เขาก็ยังมีบิดามารดา ยังมีท่านลุง ท่านอา ของบางอย่างมีราคา แต่ของบางอย่างกลับประเมินค่าไม่ได้เลย จุดนี้เสิ่นซีแยกแยะได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกจนใจก็คือ ร่างที่เขามาอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงเด็กน้อยวัยไม่ถึงเจ็ดขวบ ทำให้เขาต้องคอยแสร้งทำตัวให้สมกับเป็นเด็กวัยเจ็ดขวบอยู่ทุกวี่ทุกวัน

ในเรื่องนี้ เสิ่นซีไม่กล้าหละหลวมแม้แต่น้อย

เขามาอยู่ที่โลกนี้ยังไม่ถึงปี ความเข้าใจในวิถีชีวิตและประเพณีพื้นบ้านยังไม่ถ่องแท้พอ หากเผลอแสดงความสามารถที่ผิดแผกไปจากมนุษย์มนาปกติสักนิด อาจถูกคนในหมู่บ้านเข้าใจผิดว่าถูกผีป่าเข้าสิง แล้วจับไปถ่วงน้ำในกรงหมูก็เป็นได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ถ่วงน้ำในกรงหมู (浸猪笼) เป็นการลงโทษแบบกฎหมู่ในสังคมจีนดั้งเดิม โดยจับผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดร้ายแรง โดยเฉพาะความผิดทางชู้สาว ขังไว้ในกรงสานแล้วนำไปถ่วงน้ำ ในบริบทนี้ผู้เขียนนำมาใช้เพื่อสื่อถึงความหวาดกลัวต่อกฎหมู่และความเชื่อเรื่องภูตผีในชนบท)

เสิ่นซีกำลังจะก้าวออกจากประตู แต่กลับถูกโจวซื่อคว้าแขนเล็กๆ เอาไว้ ปั้นหน้าขรึมสั่งสอน "กินในห้องให้เสร็จก่อนค่อยออกไป อย่าให้ใครเห็นเข้าเชียว"

"เอ๊ะ... ท่านแม่ ไข่นี่ท่านแอบขโมยมาหรือขอรับ?" เสิ่นซีมองดูประตูห้องที่ปิดสนิท แล้วกระซิบถามเสียงแผ่ว

โจวซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ด่ากราดอย่างเผ็ดร้อน "เจ้าเด็กแสบ อุตส่าห์หาของกินมาให้เจ้ายังจะไม่พอใจอีก? หากไม่กินก็เอาคืนแม่แกมา..."

เสิ่นซีรีบนำไข่ต้มไปเคาะกับขอบเตียงเบาๆ แล้วลงมือปอกเปลือกอย่างรวดเร็วหาใดเปรียบ

เมื่อเห็นเสิ่นซีปอกเปลือกไข่แล้วโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ โจวซื่อก็ฟาดเผียะเข้าที่ศีรษะของเขาอีกหน "แม่บอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าให้เก็บเปลือกไข่เอาไปให้หมูกิน... เจ้าเด็กโง่ วันหน้าข้าจะไม่หาของกินมาเพิ่มให้เจ้าอีกแล้ว จะได้ไม่เอาของดีๆ มาทิ้งขว้างให้เสียของ"

เสิ่นซีมองดูโจวซื่อที่ค้อมเอวลงไปเก็บเปลือกไข่บนพื้น แววตาของเขาไหววูบด้วยความตื้นตันใจ รีบคว้ามือนางไว้พลางเอ่ย "ท่านแม่ เปลือกไข่มันกินไม่ได้นะขอรับ"

"ข้าไม่ได้กินเสียหน่อย หูเจ้าหนูอย่างเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร? ของพวกนี้ข้าจะเอาไปให้หมูกิน หมูกินแล้วจะได้โตไวๆ..."

เสิ่นซีส่ายหน้า เขานั่งยองๆ ลง ยื่นไข่ต้มที่ปอกเปลือกไปแล้วครึ่งหนึ่งไปจ่อที่ริมฝีปากของโจวซื่อ พลางยิ้มแป้น "ท่านแม่ ท่านก็กินสักคำสิขอรับ"

โจวซื่อได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองแววตาไร้เดียงสาของเสิ่นซี กำลังจะอ้าปากสั่งสอนสักยก ทว่ากลับได้ยินเสิ่นซีกล่าวต่อ "ท่านแม่ ท่านชอบหลอกข้าอยู่เรื่อย คราวก่อนข้าเห็นเต็มสองตาว่าท่านแอบกินเปลือกไข่... มาเถอะขอรับ ท่านกินสักคำนะ..."

โจวซื่อยกมือขึ้นลูบจมูกที่พลันรู้สึกแสบร้อนและรื้นน้ำตา นางกัดไข่ต้มคำเล็กๆ อย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เอาล่ะ รีบกินเข้าเถอะ"

เสิ่นซีเห็นมารดากัดไปเพียงคำเล็กๆ ราวกับยุงกัดก็ลอบทอดถอนใจ ไม่พูดอะไรอีก เขาอ้าปากกว้างกัดไข่ต้มคำโต แล้วเคี้ยวอย่างแรงราวกับต้องการระบายความรู้สึกบางอย่างออกมา

"ท่านแม่... ท่านวางใจเถิด วันหน้าข้าจะต้องได้ดิบได้ดีโดดเด่นเหนือผู้คน ให้ท่านได้อยู่เรือนที่ดีที่สุด ได้กินอาหารที่เลิศรสที่สุด" เสิ่นซีเคี้ยวไข่ต้มตุ้ยๆ เอ่ยปณิธานอันยิ่งใหญ่เหนือมวลวิหคออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้

โจวซื่อลูบศีรษะเล็กๆ ของเสิ่นซี ถอนหายใจยาวออกมา ทว่าปากกลับแค่นหัวเราะเยาะ "เด็กน้อยอย่างเจ้า รู้จักแต่ยั่วโมโหแม่แก คอยดูเถอะ วันไหนแม่แกจะตีเจ้าให้ตาย"

เสิ่นซีได้ยินก็หัวเราะแฮะๆ กำลังจะเอ่ยปาก กลับได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงสตรีผู้หนึ่งดังมาจากด้านนอก "น้องสะใภ้ พี่สะใภ้เข้าไปได้หรือไม่?"

โจวซื่อรีบเตะเปลือกไข่บนพื้นเข้าไปใต้เตียงสองสามที พลันเห็นประตูเปิดดัง 'แอ๊ด' สตรีผู้หนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่ามารดาของเสิ่นซีไม่กี่ปีเดินเข้ามาจากด้านนอก

"แหม หอมจังเลย... ที่แท้เสี่ยวหลางก็กำลังกินไข่ต้มนี่เอง อร่อยหรือไม่?"

เสิ่นซีเลียริมฝีปาก ยิ้มแป้นพลางตอบ "อร่อยขอรับ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่มาหาท่านแม่ข้าหรือขอรับ?"

"พอเห็นไข่ต้ม ข้าก็นึกขึ้นมาได้ ช่วงนี้แม่ไก่แก่ที่บ้านออกไข่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด... ไข่ต้มฟองนี้น้องสะใภ้ได้แต่ใดมา?" นางไม่สนใจเสิ่นซี หันไปยิ้มแย้มเอ่ยถามโจวซื่อ

เมื่อโจวซื่อได้ยินดังนั้น ก็ปรายตามองหวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่ของเสิ่นซีด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น "ไข่ไก่ที่บ้านมีจำนวนกำหนดไว้ตายตัวในแต่ละวัน หากมีไข่หายไปจริงๆ ท่านแม่คงแจ้งให้ทุกเรือนทราบไปตั้งนานแล้ว... ไข่ต้มฟองนี้ พ่อของเด็กฝากคนจากในตัวอำเภอส่งกลับมาให้"

หวังซื่อยิ้ม น้ำเสียงแฝงแววตำหนิเล็กน้อย "น้องสะใภ้ พวกเรายังไม่ได้แยกครอบครัวกันเลยนะ น้องสามีส่งไข่ไก่มา เหตุใดข้าถึงไม่เห็นเลยเล่า? หรือว่าน้องสะใภ้แอบซ่อนเอาไว้?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ยังไม่ได้แยกครอบครัวกัน (未分家) หมายถึงครอบครัวบุตรชายหลายสายยังไม่ได้แยกเรือน แยกเตา หรือแบ่งทรัพย์สินออกจากกองกลาง รายได้และของกินบางส่วนจึงยังถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินร่วมของตระกูล การแอบเก็บของไว้เองจึงอาจถูกมองว่าเอาเปรียบคนในบ้าน)

โจวซื่อเป็นคนอารมณ์ร้อนยิ่งนัก ทว่ายามนี้นางกลับระงับอารมณ์เอาไว้ได้มาก นางหยัดกายลุกขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาบ้าง "พี่สะใภ้ ท่านเป็นถึงบุตรีของตระกูลบัณฑิตผู้ดี คงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับน้องสะใภ้เรื่องหยุมหยิมราวขนไก่เปลือกกระเทียมหรอกกระมัง จริงหรือไม่?"

จบบทที่ ตอนที่ 1 พิรุณโปรยปราย ณ หมู่บ้านเถาฮวา

คัดลอกลิงก์แล้ว