- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 141 จากนี้ไปจะรักเพียงเจ้าผู้เดียว
บทที่ 141 จากนี้ไปจะรักเพียงเจ้าผู้เดียว
บทที่ 141 จากนี้ไปจะรักเพียงเจ้าผู้เดียว
บทที่ 141 จากนี้ไปจะรักเพียงเจ้าผู้เดียว
แม่น้ำมารดร วิญญาณแท้...
หลังจากไป๋ตงหลินนิ่งงันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจละทิ้งความคิดที่จะหล่อเลี้ยง 'เทพมารสายผู้บำเพ็ญปราณ' ไปเสียสิ้น ความจริงแล้วนี่ถือเป็นความยึดติดที่ฝังรากลึกในใจมาตั้งแต่ตอนที่พี่รองตรวจพบว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านวิญญาณแท้ในวิถีปราณ
ความยึดติดที่ว่า 'เหตุใดข้าถึงจะเป็นผู้บำเพ็ญปราณไม่ได้!'
การที่เขาตัดสินใจปล่อยวางความยึดติดนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะไม่อาจสืบค้นความลับต้องห้ามของวิญญาณแท้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะปฏิกิริยาที่รุนแรงของแม่น้ำมารดรรวมถึงความเปลี่ยนแปลงอันพิลึกพิลั่นทั้งหลายที่เกิดขึ้น
มันทำให้เขาไม่อยากแตะต้องวิญญาณแท้ไปมากกว่านี้ เขารู้สึกว่าภายในนั้นมีอันตรายแฝงเร้นที่ไม่อาจล่วงรู้ และเขาไม่ชอบให้มีสิ่งใดที่อยู่เหนือการควบคุมปรากฏขึ้นกับร่างกายของตน
เป็นจริงดังที่พี่รองกล่าวไว้ ข้าช่างเหมาะสมกับมรรคาผู้บำเพ็ญกายาเสียจริง และคงเดินได้เพียงทางนี้เท่านั้น ในชาตินี้ไป๋ตงหลินคงต้องทุ่มสุดตัวให้กับเส้นทางผู้บำเพ็ญกายานี้เพียงอย่างเดียวแล้ว!
เมื่อไป๋ตงหลินคิดตก ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายที่สุมอยู่ในใจก็ถูกฟันสลายจนกลายเป็นความว่างเปล่า พลันนั้นเขารู้สึกเบาสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
มีเสียจึงมีได้ บางครั้งการสละออกหรือการปล่อยวาง ก็นับเป็นผลเก็บเกี่ยวอย่างหนึ่งเช่นกัน
เมื่อปล่อยวางความยึดติดและตระหนักถึงจิตใจเดิม ไป๋ตงหลินก็รู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณเทพกระจ่างใส วิญญาณเทพอันแข็งแกร่งดูเหมือนจะเติบโตขึ้นอย่างลึกลับ ใจมรรคายิ่งใสกระจ่างดุจผลึก เจตจำนงบริสุทธิ์และเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แสงต้นกำเนิดชีวิตที่เบื้องลึกของร่างกายทอประกายสีทองเจิดจ้า ช่องวิญญาณนับไม่ถ้วนคล้ายกับจะส่งเสียงกู่ร้องด้วยความยินดี การสัมผัสถึงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินยิ่งแจ่มชัดกว่าเดิม!
ไป๋ตงหลินเผยยิ้มออกมาบาง ๆ "มรรคาผู้บำเพ็ญกายา" นี่รู้จักหึงหวงด้วยหรือ? เอาเถอะ ๆ จากนี้ไปข้าจะรักเพียงเจ้าคนเดียว!
เพียงเจตจำนงขยับ กำไลมรรคสูงสุดก็พุ่งออกจากโลกต้นกำเนิดมาสวมที่ข้อมือเองโดยอัตโนมัติ น้ำเต้ากลืนวิญญาณสองใบที่อัดแน่นไปด้วยดวงวิญญาณลอยล่องอยู่ในความว่างเปล่า เขาประสานอินใช้อาคม ดวงวิญญาณกว่าสองล้านที่เหลืออยู่พุ่งทะลักออกมา ก่อนจะสลายไปในระหว่างฟ้าดิน กลายเป็นวิญญาณแท้ที่พราวพร่างดุจหมู่ดาวไหลกลับคืนสู่แม่น้ำมารดร
เมื่อเสร็จสิ้น ไป๋ตงหลินก็ประสานมือคารวะต่อท้องฟ้า พลางพึมพำในใจว่า ท่านแม่น้ำมารดรผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอกราบขอขมาลาโทษ ต่อไปอย่าได้หาเรื่องข้าอีกเลย!
ท่านช่างยอดเยี่ยมไร้เทียมทานจริง ๆ เพียงขัดใจนิดหน่อยก็เอาดวงอาทิตย์มาฟาดใส่ข้าเสียแล้ว ไป๋ตงหลินผู้นี้ยอมศิโรราบให้ท่านอย่างแท้จริง!
ขณะนั้นเอง รอบกายของไป๋ตงหลินพลันปรากฏลวดลายลึกลับหนาตาขึ้นมากลางความว่างเปล่า ซึ่งเป็นลวดลายชนิดเดียวกันกับที่อยู่บนตัวเรือนของนรกดำไม่ผิดเพี้ยน
จิตใจของไป๋ตงหลินไหววูบ ถึงเวลาแล้ว เขาจึงรีบเก็บน้ำเต้ากลืนวิญญาณลางตายกลับคืนสู่ร่างกาย พลันมีคลื่นประหลาดแผ่ซ่านลงมา ตรวจสอบไป๋ตงหลินอย่างละเอียดทั้งภายในและภายนอก แม้แต่พื้นที่ในกำไลและโลกต้นกำเนิดลางตายก็ไม่อาจรอดพ้นการตรวจสอบนี้ไปได้
ภายในโลกต้นกำเนิดลางตาย เจดีย์สมบัติทองสัมฤทธิ์ก็ถูกคลื่นนั้นกวาดผ่านไปเช่นกัน บัดนี้ภายในนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่อีก นอกจากตัวอย่างทดลองที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอสูรมารผีพรายที่จางซ่านเหริ่นจับมา และล้วนถูกเขาชำแหละเพื่อทำการทดลองไปหมดแล้ว เหลือเพียงวัสดุที่มีประโยชน์บางส่วนเท่านั้น
ไป๋เซี่ยวเซี่ยวที่กำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกับเสี่ยวจื่ออยู่ในสวนสมุนไพรถูกคลื่นลึกลับเพ่งเล็งเป็นพิเศษ โดยมีการสแกนซ้ำไปซ้ำมาถึงสิบกว่ารอบ ก่อนที่คลื่นนี้จะค่อย ๆ ถอนออกจากโลกต้นกำเนิดลางตาย
นับว่าโชคดีที่ไป๋ตงหลินปล่อยวิญญาณของเหล่านักโทษสองล้านกว่าดวงไปแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีทางผ่านด่านการตรวจสอบของคลื่นลึกลับนี้ไปได้อย่างแน่นอน
หลังจากคลื่นลึกลับถอยไป ในพริบตาต่อมา ลวดลายแปลกประหลาดที่ซับซ้อนและลึกลับนับไม่ถ้วนก็ห่อหุ้มตัวไป๋ตงหลินไว้ แสงสีดำวาบผ่านเพียงหนึ่งครา ร่างของเขาก็อันตรธานหายไป
……
โลกภายนอก บนตัวเรือนของนรกดำ
เมื่อเห็นไป๋ตงหลินปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า ควงเจิ้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยามนี้นรกดำเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ปัจจุบันจะส่งผลกระทบถึงเพียงชั้นที่ห้าสิบเก้า แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ อีกหรือไม่
เขาได้รับปากฉือเหยียนสหายรักไว้แล้วว่าจะดูแลไป๋ตงหลิน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในวินาทีสุดท้าย เขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ทว่าเจ้าหนูไป๋ตงหลินคนนี้ตลอดห้าปีที่ผ่านมากลับสำรวมดียิ่ง ไม่เคยร้องขอให้เขาออกหน้าช่วยสักครั้ง ดูท่าจะเป็นคนที่ทนต่อความโดดเดี่ยวได้ดี ไม่มีความใจร้อนวู่วามเหมือนคนหนุ่มทั่วไป
ไป๋ตงหลินกวาดสายตามองรอบด้าน เห็นควงเจิ้นยืนอยู่ภายนอกถ้ำที่ว่างเปล่า ร่างของเขาก็ขยับวูบมาปรากฏตรงหน้าควงเจิ้น พร้อมกับประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า
"ขอบคุณใต้เท้าที่รอรับข้าขอรับ"
"ฮ่า ๆ ๆ เจ้าหนู เจ้าทำได้ดีมาก ข้าดูคนไม่ผิดจริง ๆ เจ้าสามารถอดทนได้ถึงห้าปีโดยไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ช่างดูสุขุมมั่นคงกว่าคนหนุ่มทั่วไปนัก!"
ไป๋ตงหลิน: "……"
ควงเจิ้นตบบ่าไป๋ตงหลินด้วยแววตาชื่นชม แม้ในขุมนรกดำชั้นที่ยี่สิบเก้าจะมีเจ้าเมืองหลายสิบคนและหัวหน้าขุมกำลังอยู่บ้าง แต่ที่เหลือนั้นร้อยละเก้าสิบเก้าล้วนเป็นผู้บำเพ็ญที่เพิ่งเข้าสู่ระดับพลังศักดิ์สิทธิ์
ทว่าผู้ที่ถูกจองจำอยู่ในนั้นล้วนเป็นเหล่านักโทษโฉดชั่วสามานย์ ต่อให้ไป๋ตงหลินจะระแวดระวังเพียงใด ไม่คิดไปก่อเรื่องที่ไหน แต่ก็ใช่ว่าความเดือดร้อนจะไม่วิ่งเข้าหาเอง
ตลอดห้าปีมานี้ไป๋ตงหลินไม่เคยมาขอพบเขาเลย เห็นได้ชัดว่าคงต้องตกระกำลำบากมาไม่น้อย ทั้งยังเป็นคนที่มีทิฐิแรงกล้า ยอมอดทนดีกว่าจะเสียหน้ามาขอความช่วยเหลือ ควงเจิ้นรู้สึกว่าตนเองมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
"ขอบคุณใต้เท้าที่มอบของแทนใจให้ ทำให้ผู้น้อยหลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปได้มาก"
ไป๋ตงหลินหยิบป้ายหยกออกมาจากกำไลแล้วส่งคืนให้ควงเจิ้น แม้เขาจะไม่ได้ใช้มันเลยก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นน้ำใจของควงเจิ้น ซึ่งไป๋ตงหลินยอมรับในไมตรีนี้
"ไอ้หนู พวกเราไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ เกิดเหตุอาเพศครั้งใหญ่ขึ้นในนรกดำ หลังจากนี้จะมีผู้ยิ่งใหญ่หลายท่านลงมาจัดการเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้นอีก รีบไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า"
ควงเจิ้นรับป้ายหยกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะนำทางไป๋ตงหลินจากไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการตรวจสอบหลายชั้นจนกลับมาถึงฐานที่มั่นของสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดในเมืองนรกดำ
"เจ้าอยากกลับสำนักศักดิ์สิทธิ์เลย หรืออยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน?"
จิตใจของไป๋ตงหลินไหววูบ แววตาพลันปรากฏแสงเร้นลับวาบผ่าน ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ไหลเวียนอยู่ในส่วนลึกของดวงตา เขาจงใจหลบเลี่ยงเหล่าผู้คุมที่แข็งแกร่ง แล้วหันไปมุ่งเน้นตรวจสอบภายในฐานที่มั่นของสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพ
ด้วยระดับวิญญาณเทพของเขา ขอเพียงระมัดระวังให้มาก นอกจากผู้ยิ่งใหญ่ระดับเทพมารและหลอมรวมเป็นหนึ่งแล้ว เขาก็ไม่เกรงว่าใครจะค้นพบการใช้ความสามารถสอดแนมนี้
‘เป็นไปตามคาด อวิ๋นตี้กับเจ้าเด็กหนุ่มแซ่มู่นั่นจากไปแล้วงั้นหรือ?’
เมื่อค้นหาไม่พบ ไป๋ตงหลินจึงทำได้เพียงกดข่มความคิดเอาไว้ เขาเพียงแค่อยากจะลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก ก่อนจะประสานมือคารวะควงเจิ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
"ใต้เท้า ผู้น้อยอยู่ที่นี่มานานพอแล้ว อยากจะรีบกลับไปบำเพ็ญเพียรที่สำนักศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว รบกวนใต้เท้าแล้ว!"
"ฮ่า ๆ ๆ พูดได้ถูกต้อง ที่นี่มันสถานที่รกร้างกันดาร ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์จริง ๆ งั้นข้าจะส่งเจ้ากลับสำนักเอง"
ควงเจิ้นเข้าใจความคิดของไป๋ตงหลินเป็นอย่างดี ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดกลับถูกกักขังอยู่ในนรกดำไร้ปราณ ยามนี้ย่อมต้องร้อนใจอยากกลับไปบำเพ็ญเพียรเพื่อชดเชยเวลาที่สูญเสียไป
ควงเจิ้นกล่าวจบก็พาไป๋ตงหลินเดินเข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามอาณาเขต ค่ายกลที่สามารถส่งตัวตรงเข้าสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์นั้นหาได้ยากยิ่ง ไป๋ตงหลินจำได้ว่าแม้แต่เมืองหลักไท่ซางในตอนนั้นก็ยังไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ตรงสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ
เล่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วสำนักศักดิ์สิทธิ์เคยเผชิญกับบทเรียนอันแสนสาหัสในเรื่องนี้ จึงได้วางข้อจำกัดมากมายเกี่ยวกับค่ายกลเคลื่อนย้าย นอกจากการลดจำนวนลงแล้ว ยังต้องเป็นศิษย์ของสำนักที่สวมใส่กำไลมรรคสูงสุดเท่านั้น จึงจะสามารถกระตุ้นการใช้งานค่ายกลที่มุ่งตรงสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์ได้
กำไลบนข้อมือของไป๋ตงหลินเปล่งแสงสีแดงจาง ๆ ภายใต้การกระตุ้นของควงเจิ้น ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามอาณาเขตก็เริ่มทำงานอย่างช้า ๆ กฎเกณฑ์มิติตลบอบอวล เสาแสงสีขาวพวยพุ่งออกมา
"ไอ้หนู ลาก่อน"
"ขอบพระคุณใต้เท้า!"
ไป๋ตงหลินประสานมือขอบคุณเล็กน้อย ก่อนจะถูกพลังงานประหลาดโอบล้อมไว้ แล้วหายลับไปในเสาแสงทันที
เมื่อทัศนวิสัยกลับคืนมา ไป๋ตงหลินกวาดตามองรอบข้าง พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในตำหนักเคลื่อนย้ายของลานประลองอู๋เจียน แต่กลับอยู่ในค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ใหญ่โตกว่ามาก
ร่างของไป๋ตงหลินขยับวูบก้าวออกจากค่ายกล เขามองดูแสงที่วาบขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เห็นคนเดินออกมาจากค่ายกลไม่ขาดสาย คาดว่าที่นี่คงเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนย้ายของสำนัก
เขาหันศีรษะไม่คิดอะไรมาก เพียงขยับจิตสั่งการ สื่อสารกับกำไลให้เปิดประตูแสงมุ่งสู่เรือนไผ่ม่วง เมื่อเห็นประตูแสงที่แสนคุ้นเคย แววตาของไป๋ตงหลินก็ทอประกายประหลาด ช่างเนิ่นนานเหลือเกินที่ไม่ได้กลับมา
ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็กลับมาถึงรังนอนอันคุ้นเคย ป่าไผ่ม่วงนอกลานบ้านยังคงเดิม ภายในลานบ้านยังคงสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง
เขาเอนกายลงบนตั่งไม้ไผ่ม่วงในลานบ้านอย่างผ่อนคลาย พลางหรี่ตาลงด้วยความสบาย ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหุบเขาไท่ซางพลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง
หุบเขาไท่ซางที่เดิมทีก็เงียบเหงาอยู่แล้ว ยามนี้กลับยิ่งร้างผู้คน หากนับดูแล้ว ศิษย์รุ่นใหม่ชุดของพวกเขาเข้าสำนักมาได้เกือบแปดปีแล้ว
การทดสอบห้าปีแรกผ่านพ้นไป ศิษย์ที่ยอดเยี่ยมล้วนเข้าสังกัดยอดเขาหลักต่าง ๆ แล้ว ดูท่าอัตราการสอบผ่านจะสูงไม่เบา ศิษย์ส่วนใหญ่ในหุบเขาไท่ซางจากไปจนอาคารว่างเปล่า รวมถึงซูชีและเซิ่งชิงด้วย
ทันใดนั้นไป๋ตงหลินพลันชะงัก สายตามองไปนอกลานบ้าน เห็นประตูแสงหลายบานปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่เงาร่างคุ้นเคยหลายสายจะก้าวออกมา
"ฮ่า ๆ ๆ พี่ไป๋ ไม่เจอกันเสียนาน!"
แววตาของไป๋ตงหลินผุดรอยยิ้มจาง ๆ เจ้าพวกนี้ ข่าวคราวรวดเร็วดีแท้