- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 124 สถาบันวิจัยนรกดำที่ยี่สิบเก้า
บทที่ 124 สถาบันวิจัยนรกดำที่ยี่สิบเก้า
บทที่ 124 สถาบันวิจัยนรกดำที่ยี่สิบเก้า
บทที่ 124 สถาบันวิจัยนรกดำที่ยี่สิบเก้า
ไป๋ตงหลินเมินเฉยต่อคำสอพลอของจางซ่านเหริ่น ในใจพลันเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกประการ ในเมื่อคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่สมควรตายหมื่นครั้ง เหตุใดจึงไม่สังหารให้สิ้นซาก อย่างมากก็แค่ทำลายดวงวิญญาณและวิญญาณแท้ให้ดับสูญไปเสีย
ไยต้องเสียแรงเสียเวลาคุมขังเดนมนุษย์เหล่านี้ไว้ให้ยุ่งยาก เขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกเบื้องบนจะเกิดมีเมตตาจิตขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงได้เอ่ยถามจางซ่านเหริ่นออกไป
"นายท่าน ดีชั่วคงมั่น!"
เมื่อได้ยินสี่คำนี้ แววตาของไป๋ตงหลินก็วาบผ่านด้วยความกระจ่างแจ้ง ความรู้บางส่วนที่ประทับไว้จากภูเขาตำราครั้งก่อนซึ่งยังไม่มีเวลาได้ย่อยสลายพลันผุดขึ้นมาในห้วงสมองโดยอัตโนมัติ
'หยินหยางแห่งฟ้าดิน แสงมืดหมุนวน สุริยันจันทราจักรวาล ดีชั่วคงมั่น'
ทฤษฎีนี้กล่าวไว้ว่าความดีและความชั่วระหว่างฟ้าดินนั้นดำรงอยู่ร่วมกันอย่างคงที่ ความชั่วร้ายเป็นสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดกาลและไม่อาจทำลายให้สิ้นซากได้ ความดีเองก็เช่นกัน
หากสังหารคนชั่วในเจ็ดนรกใหญ่จนหมดสิ้น ความชั่วร้ายในจำนวนที่เท่ากันก็จะถือกำเนิดขึ้นใหม่ระหว่างฟ้าดิน เกิดแก่เจ็บตาย สังสารวัฏไม่สิ้นสุด ไม่มีวันจบสิ้น
ดังนั้นการคุมขังคนเหล่านี้ไว้ ปล่อยให้พวกเขาเป็นไปตามยถากรรม จึงถือว่ามีเหตุผลรองรับ
ในระดับหนึ่ง การทำเช่นนี้ได้ผลจริง ๆ หากทฤษฎีนั้นถูกต้อง มันจะช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของ 'ความชั่วร้าย' ไม่ให้ลุกลามไปทั่ว
วิธีการจัดการเช่นนี้ทำให้เขานึกถึง 'คุกอิมเพลดาวน์' ในโลกโจรสลัดแห่งหนึ่ง เพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายอย่างสะเปะสะปะของ 'ผลปีศาจ' จึงต้องขังผู้มีพลังไว้โดยไม่สังหาร ทั้งสองสิ่งนี้ช่างมีแนวคิดที่แยบยลคล้ายคลึงกัน
ไป๋ตงหลินส่ายศีรษะ สลัดความคิดฟุ้งซ่านในสมองทิ้งไป ยามนี้ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ความคิดที่เตลิดไปไกลเช่นนี้ช่างไร้สาระนัก
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ในนรกดำได้เกือบหมดแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มดำเนินการตามแผนการเสียที เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจมหาศาล ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เขาจึงกล่าวกับจางซ่านเหริ่นว่า
"จางซ่านเหริ่น ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จงจับคนมาให้ข้าวันละสิบคน และจงรวบรวมกำลังคนออกไปค้นหาและรวบรวมพวกอสูรมารผีพรายและสิ่งแปลกปลอมที่ร่อนเร่อยู่ทั่วแผ่นดินนี้"
"เรื่องนี้สำคัญมาก เจ้าต้องทุ่มเททำให้สุดกำลัง"
"หากพบเจอสิ่งใดที่เจ้าจัดการไม่ได้ ให้มาบอกข้า ข้าจะออกโรงเอง"
"ผู้น้อยรับคำสั่ง!"
จางซ่านเหริ่นก้มศีรษะโขกพื้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นถอยออกจากห้องโถงไป พร้อมกับนำองครักษ์เกราะดำที่อยู่ด้านนอกออกไปทั้งหมด
ไป๋ตงหลินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จางซ่านเหริ่นผู้นี้ใช้งานได้ดีทีเดียว เป็นคนฉลาด มีเขาช่วยสนับสนุนในการจับตัวอย่างทดลอง ตนเองจะได้ทุ่มเทเวลาและสมาธิให้กับการทดลองได้อย่างเต็มที่
เงาร่างของไป๋ตงหลินวูบไหว พลันปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกห้องโถง เขาหยิบเจดีย์สมบัติทองสัมฤทธิ์เก้าชั้นออกมาจากลางตาย นี่คือสมบัติวิเศษบินประเภทตำหนักที่เขาชิงมาจากเขตแดนโบราณ ซึ่งมีคุณภาพดีที่สุด เพียงแค่ดัดแปลงเล็กน้อย มันก็จะกลายเป็นห้องแล็บที่สมบูรณ์แบบ
เขาสะบัดมือร่ายมนตร์เรียกเจดีย์ออกมา โลหิตปฐมอันมหาศาลในร่างกายหลั่งไหลเข้าไปภายใน เจดีย์สมบัติทองสัมฤทธิ์หมุนติ้ว และขยายร่างจนใหญ่โตมหาศาลในพริบตา ไป๋ตงหลินขยับเจตจำนงเพียงนิด
ครืน! เสียงกัมปนาทดังสนั่น เจดีย์สมบัติทองสัมฤทธิ์ทับตำหนักหลังเดิมจนกลายเป็นซากปรักหักพังในชั่วพริบตา ก่อนจะตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่เดิมนั้น
ไป๋ตงหลินพิจารณาอยู่ชั่วครู่ รู้สึกว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง เขาจึงเคลื่อนไหวกระแสจิต บนผนังด้านนอกของเจดีย์ทองสัมฤทธิ์พลันปรากฏอักษรตัวโตที่ตวัดลายเส้นอย่างทรงพลังขึ้นมาหลายคำ
'สถาบันวิจัยนรกดำที่ยี่สิบเก้า'
"อืม ไม่เลว ดูเข้าทีขึ้นมาบ้างแล้ว!"
ตอนนี้ถือว่าขึ้นป้ายสำเร็จแล้ว เรื่องจุดประทัดหรือตัดริบบิ้นอะไรนั่นคงไม่ต้อง เขาต้องไปเตรียมเครื่องมือทดลองก่อน และถือโอกาสดัดแปลงพื้นที่ภายในเจดีย์ไปพร้อมกัน พรุ่งนี้เมื่อตัวอย่างพร้อม เขาก็จะเริ่มงานได้ทันที
ร่างวูบไหวเข้าไปในเจดีย์ พื้นที่ภายในไม่กว้างใหญ่นัก แต่เพียงพอสำหรับทำเป็นห้องทดลอง เจดีย์แบ่งออกเป็นเก้าชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่หลายพันตารางเมตร
เขาตั้งใจจะใช้ชั้นแรกเป็นห้องทดลองหลัก ส่วนชั้นบนสามารถใช้เป็นห้องสังเกตการณ์ คลังเก็บตัวอย่าง และหน้าที่อื่น ๆ
ไป๋ตงหลินก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็มาถึงชั้นที่เก้า เขาสะบัดมือเรียกวัสดุ หินวิญญาณ และหยกจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา
เขาอ้าปากพ่นเปลวเพลิงสีน้ำเงินออกมากลุ่มหนึ่ง เพลิงวิญญาณนี้มีนามว่า 'เพลิงดาวตก' ซึ่งบางครั้งจะถือกำเนิดขึ้นภายในดาวฤกษ์ที่ดับสูญ มันคือเพลิงวิญญาณที่เขาได้รับมาจากแดนเร้นลับวังจันทรา และถูกหลอมรวมเข้ากับช่องวิญญาณของเขาแล้ว นำมาใช้หลอมศาสตราหรือปรุงโอสถล้วนวิเศษยิ่งนัก
ไป๋ตงหลินขยับเจตจำนง วัสดุต่าง ๆ กลางอากาศพุ่งเข้าไปในเปลวเพลิงสีน้ำเงินพร้อมกัน จิตสัมผัสเทพโอบล้อมเปลวเพลิงไว้ เริ่มต้นสลักอักขระจารึก
เวลาไหลผ่านไป ค่ายกลและเขตอาคมต่าง ๆ ถูกจัดวางอย่างรวดเร็ว จากนั้นไป๋ตงหลินก็หยิบแร่หายากก้อนมหึมาออกมา โยนเข้าไปในเพลิงวิญญาณเพื่อหลอมละลาย ขึ้นรูป และสลักอักขระ
กรงขังอันแข็งแกร่งถูกหลอมสร้างขึ้นมา จัดวางอย่างเป็นระเบียบในพื้นที่ เชื่อมโยงกับค่ายกลและเขตอาคมโดยรอบ ไป๋ตงหลินรับประกันได้ว่า แม้สิ่งเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่ตราบใดที่ถูกขังเข้าไป ด้วยพลังระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่มีทางพลายทลายผนึกออกมาได้แน่นอน
ไป๋ตงหลินทำแบบเดียวกันกับชั้นที่สองถึงแปด ซึ่งไม่ได้ต่างกันมากนัก วัสดุแร่ธาตุเหล่านี้เขามีสะสมไว้ราวกับภูเขาเลากา จึงใช้ไปโดยไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
เขาทำงานจนถึงดึกดื่น ไป๋ตงหลินจึงจัดการแปดชั้นบนจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็กลับมาที่ห้องทดลองหลักบนชั้นแรก ต่อไปคือการเตรียมเครื่องมือทดลองที่สำคัญที่สุด
ไป๋ตงหลินนั่งขัดสมาธิ ขมวดคิ้วใช้ความคิด สิ่งที่สำคัญที่สุดในห้องทดลองคือเครื่องมือชนิดใด?
'เนตร' ที่มองเห็นทุกสรรพสิ่ง เนตรแห่งดวงวิญญาณของเขาผสานกับจิตสัมผัสเทพอันทรงพลัง และยังมีอิทธิฤทธิ์ที่ขอเพียงมีกฎเกณฑ์แห่งแสงดำรงอยู่ก็สามารถหยั่งรู้ได้ทุกสิ่ง อิทธิฤทธิ์นี้ไม่เพียงแต่ใช้มองไกล แต่การสังเกตโลกจุลภาคในทิศทางย้อนกลับก็สามารถทำได้เช่นกัน
'มือ' ที่สามารถทำงานได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด จุดนี้ดวงวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาสามารถทำได้ พลังวิญญาณเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก สามารถบีบอัดและควบแน่นได้ไร้ขีดจำกัด ยามนี้ดวงวิญญาณของเขาสามารถก่อตัวเป็นรูปธรรมและเปลี่ยนเป็นเครื่องมือจุลภาคต่าง ๆ ได้ตามใจนึก
และที่สำคัญที่สุดคือ 'ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' สำหรับคำนวณ ด้วยดวงวิญญาณแบบ 'สามภาคีรวมกายา' สามแกนประมวลผล ประสิทธิภาพในการคำนวณของเขานั้นทรงพลังอย่างยิ่ง ดีกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องไหน ๆ ทั้งสิ้น!
เช่นนี้แล้ว เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในห้องทดลองเขาก็ล้วนมีอยู่ในตัวแล้ว ตอนนี้เพียงแค่ต้องเตรียมของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มเติมเท่านั้น
เขาพ่นเพลิงดาวตกออกมา หยิบวัสดุหายากโยนเข้าสู่เพลิงสีน้ำเงิน พริบตาเดียวก็หลอมละลายเป็นของเหลว ชำระล้างสิ่งเจือปนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขึ้นรูป และสลักอักขระ
เครื่องมืออันวิจิตรบรรจงถูกหลอมสร้างขึ้นทีละชิ้น สิ่งเหล่านี้สำหรับไป๋ตงหลินแล้วช่างง่ายดายเหลือเกิน ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ หากมีพิมพ์เขียวให้สักฉบับ เขาใช้ค้อนเพียงอันเดียวก็สามารถทุบสร้างยานอวกาศออกมาให้ดูได้ลำหนึ่ง!
วันต่อมา
ไป๋ตงหลินที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นนั่งอยู่ในลานบ้าน ชงชาทิพย์กาหนึ่ง ลิ้มรสอย่างแช่มช้า เขากำลังรอจางซ่านเหริ่นส่งตัวอย่างทดลองมาให้
เหนือห้วงนภา ตะวันรุ่งสามดวงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น แสงอาทิตย์แรงกล้ากรีดผ่านความมืดมิด ขับไล่ความหนาวเหน็บอันเยือกเย็นของเมื่อคืนให้สิ้นไป
ปัง ปัง ปัง!
"เข้ามา!"
จางซ่านเหริ่นผลักประตูเรือนเข้ามา เบื้องหลังมีองครักษ์เกราะดำห้าคนติดตามมา แต่ละคนถือถุงกระสอบป่านไว้ในมือทั้งสองข้าง
"นายท่าน นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการขอรับ"
จางซ่านเหริ่นมิได้หลบเลี่ยงเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ดูเหมือนว่าเขาจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว คนที่ไม่เชื่อฟังก็อาจจะอยู่ในถุงกระสอบป่านเหล่านั้น นับว่าเป็นคนฉลาดโดยแท้
"วางของลง แล้วไปทำงานต่อเถอะ"
"นายท่าน ยังมีสิ่งนี้อีกประการ โปรดท่านพิจารณาด้วยขอรับ"
จางซ่านเหริ่นหยิบไหดินเผาออกมาจากถุงผ้าด้านหลัง บนตัวไหจารึกอักขระไว้เต็มไปหมด ทั้งยังแปะกระดาษยันต์ไว้ ไป๋ตงหลินมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าอักขระและกระดาษยันต์เหล่านี้มีไว้เพื่อการผนึก
ไม่ยากที่จะเดาว่าภายในนั้นบรรจุสิ่งใดไว้ คิดไม่ถึงว่าจางซ่านเหริ่นจะทำงานได้รวดเร็วเพียงนี้ นับว่ามอบความประหลาดใจเล็ก ๆ ให้แก่เขาได้ดีทีเดียว
"ทำได้ไม่เลว พยายามต่อไป"
"ผู้น้อยมิกล้ารับความดีความชอบ ทั้งหมดเป็นเพราะนายท่านคอยเกื้อหนุน และเป็นเพราะนายท่านมีโชคลาภวาสนาท่วมท้นฟ้า ผู้น้อยจึงได้สิ่งนี้มาครอบครอง..."
ไป๋ตงหลินรีบรับไหดินเผามาแล้วไล่จางซ่านเหริ่นออกไป เจ้าคนประจบสอพลอนี่หากเริ่มเยินยอแล้วคงไม่จบสิ้นง่าย ๆ แม้ฟังแล้วจะรื่นหูดี แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญตรงหน้าย่อมเร่งด่วนกว่า
เขาสะบัดมือคราหนึ่ง ถุงกระสอบสิบถุงก็ถูกเก็บเข้าสู่เจดีย์สมบัติทองสัมฤทธิ์ ในมือถือไหดินเผาไว้ พลางก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็เข้าสู่ห้องวิจัยหลัก
เขาหยิบไหดินเผาในมือใส่ลงในตู้โลหะที่ปิดมิดชิด อักขระที่จารึกอยู่บนตัวตู้เปล่งแสงวับวาม ตัวอย่างทดลองเช่นนี้หามาได้ยากยิ่ง ใช้ไปหนึ่งชิ้นก็ลดไปหนึ่งชิ้น ควรเก็บรักษาไว้ให้ดีก่อน รอจนถึงขั้นตอนท้าย ๆ ค่อยนำออกมาใช้
ไป๋ตงหลินนำถุงกระสอบป่านเก้าถุงไปไว้ในกรงขังชั้นที่สองแยกกันไว้ ส่วนถุงกระสอบป่านที่เหลืออีกหนึ่งถุงถูกเขาวางลงบนแท่นปฏิบัติการที่สร้างจากโลหะสีขาวบริสุทธิ์
มือข้างหนึ่งร่ายมรรคา แสงขาววูบผ่านแท่นปฏิบัติการ ถุงกระสอบป่านพร้อมกับเสื้อผ้าของชายที่อยู่ข้างในพลันมลายหายไปในพริบตา
ร่างเปลือยเปล่าของชายผู้นั้นนอนราบอยู่บนแท่นปฏิบัติการ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท บนแท่นปฏิบัติการค่อย ๆ ปรากฏโซ่อักขระขึ้นมาพันธนาการร่างของชายผู้นั้นไว้อย่างแน่นหนา
ไป๋ตงหลินดีดนิ้วเพียงคราเดียว อาภรณ์สีดำพลันเปลี่ยนเป็นเสื้อกาวน์สีขาวราวหิมะ จากนั้นเขาจึงหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวม
เขาเดินไปข้างแท่นปฏิบัติการ ยื่นนิ้วกระบี่จิ้มลงที่ระหว่างคิ้วของชายผู้นั้น ชายที่เคยสลบไสลพลันได้สติคืนมาในทันใด เขาเบิกตาโพล่ง กลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมา แววตาแฝงไปด้วยความอำมหิตและตระหนก
"เจ้าเป็นใคร? ที่นี่มันที่ไหนกัน!"
ไป๋ตงหลินทำราวกับไม่ได้ยิน เขาหยิบป้ายโลหะเล็ก ๆ ออกมา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ชื่อ?"
ชายผู้นั้นดิ้นรนสุดกำลัง ทว่ากลับถูกโซ่อักขระตรึงไว้กับแท่นปฏิบัติการจนขยับเขยื้อนมิได้ เมื่อไป๋ตงหลินเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดของชายผู้นั้นก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แววตากลายเป็นเหม่อลอยไร้ความรู้สึก
"เยี่ยนเฟยคง"
บนป้ายโลหะในมือของไป๋ตงหลินปรากฏตัวอักษรขึ้นโดยอัตโนมัติ: ตัวอย่างทดลองหมายเลขหนึ่ง, ชื่อ เยี่ยนเฟยคง
"อายุ?"
"แปดร้อยเจ็ดสิบห้าปี"
"วิถีการฝึกตนและระดับพลัง?"
"ผู้บำเพ็ญปราณ ระดับกายาธรรม ขั้นที่เจ็ด"
"ทำความผิดอันใดจึงถูกขังในนรกดำ?"
"..."
ครู่ต่อมาเมื่อบันทึกข้อมูลเสร็จสิ้น ไป๋ตงหลินก็พยักหน้าเล็กน้อย ป้ายโลหะที่จารึกอักขระเต็มไปหมดในมือก็เปลี่ยนรูปกลายเป็นห่วง สวมเข้าที่ข้อเท้าของเยี่ยนเฟยคงโดยอัตโนมัติ
'รหัสการทดลอง กาหนึ่ง หัวข้อการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างช่องวิญญาณและร่างกาย วิธีการ: การชำแหละขณะยังมีชีวิต'
ไป๋ตงหลินยื่นมือทั้งสองข้างออกมา มีดผ่าตัดอันประณีตสองเล่มที่เปล่งประกายแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมือ
แววตาของเขาเป็นประกายวับ สองมือลงมีดอย่างเฉียบคมและรวดเร็ว ราวกับว่าได้ฝึกซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ทรงกลมแสงจำนวนมากลอยละล่องอยู่ในอากาศ สาดแสงสว่างจ้าไปทั่วห้องวิจัยอันเงียบสงัด