- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 120 กฎเกณฑ์อันเคร่งครัด
บทที่ 120 กฎเกณฑ์อันเคร่งครัด
บทที่ 120 กฎเกณฑ์อันเคร่งครัด
บทที่ 120 กฎเกณฑ์อันเคร่งครัด
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ลานประลองอู๋เจียนตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ กลไกบางอย่างบนลานประลองทองสัมฤทธิ์ถูกกระตุ้นให้ทำงาน อักขระกะพริบวาบ พันธนาการไป๋ตงหลินไว้กับที่ในพริบตา
ม่านพลังที่ประกอบด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนนับไม่ถ้วนแผ่ปกคลุมลานประลองทองสัมฤทธิ์ ตัดขาดลานประลองออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
"ปี้เหลียน! อ๊าก! เจ้าเด็กเหลือขอ! ข้าจะให้เจ้าชดเชยด้วยชีวิต!"
จื่อจิ่วแสดงสีหน้าโกรธแค้นถึงขีดสุด ราวกับเพิ่งจะได้สติ เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง หนวดสีม่วงนับไม่ถ้วนพันม้วนบิดเกลียวพุ่งเข้าจู่โจมไป๋ตงหลินด้วยความเร็วเหนือคณา จนเกิดรอยร้าวบนห้วงมิติ
ยามนี้ไป๋ตงหลินกลับคืนสู่ความสงบนิ่งแล้ว เขาไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย เพียงเฝ้ามองการแสดงของจื่อจิ่วด้วยสายตาเย็นชา
เคร้ง!
เสียงกัมปนาทดังสนั่น ม่านพลังเหนือลานประลองทองสัมฤทธิ์เรืองแสงจาง ๆ ทว่ามันกลับแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด แม้ต้องรับการโจมตีของจื่อจิ่วโดยตรงก็ไม่มีแม้แต่แรงสั่นสะเทือน
"พอได้แล้วจื่อจิ่ว!"
รองจ้าวยอดเขาหลินสะบัดแขนเสื้อสลายการโจมตีครั้งที่สองของจื่อจิ่ว พลางเอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า
"ที่นี่คือสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดของข้า การกระทำสามหาวเช่นนี้ พวกเจ้าคิดจะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ตลอดกาลหรืออย่างไร?"
สีหน้าของจื่อจิ่วเปลี่ยนแปรอย่างรุนแรง สุดท้ายเขาก็สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่งเพื่อสลายพลังงานอันบ้าคลั่งในกายลง ใบหน้าเคร่งขรึมลงพร้อมกับตวาดด้วยน้ำเสียงกรุ่นโทสะว่า
"หลินหยุน สำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดต้องให้คำอธิบายแก่สำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพของข้า!"
"ปี้เหลียนคือศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่นนี้ของสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพ อายุยังน้อยก็ทะลวงเข้าสู่ระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว เขาคือเสาหลักในอนาคตของสำนักเรา บัดนี้กลับต้องมาตายอย่างไร้สาเหตุบนลานประลองของพวกเจ้า หากไม่ให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผล สำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพของพวกข้าไม่ยอมจบเรื่องนี้แน่!"
"ข้าเชื่อว่าผู้ตัดสินจะให้คำตัดสินที่เป็นธรรม!"
ดวงตาของจื่อจิ่วลุกโชนด้วยไฟแค้น หลังจากกล่าวจบเขาก็ประสานมือคารวะต่อผู้ตัดสินในความว่างเปล่า จากนั้นจึงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใดอีก
หลินหยุนขมวดคิ้วมุ่น เรื่องนี้ช่างยุ่งยากนัก มิใช่ว่าเขาเกรงกลัวจื่อจิ่วหรือสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพ แต่เขากังวลต่อบรรดาผู้ตัดสินแห่งลานประลองอู๋เจียน คนกลุ่มนี้คือเหล่าตาแก่หัวรั้นที่เห็นกฎระเบียบการประลองสำคัญยิ่งกว่าชีวิตตนเอง!
แม้ลานประลองอู๋เจียนจะสังกัดสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุด แต่ในแง่ของกฎเกณฑ์และการตัดสินที่เป็นธรรมนั้น แม้แต่สำนักศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีสิทธิ์แทรกแซง พวกเขามีอำนาจปกครองตนเองในระดับที่สูงยิ่ง
ทว่าเรื่องในวันนี้กลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ตาแก่จื่อจิ่วผู้นี้ พอมาถึงก็กำหนดกฎการประลองให้เป็น 'เพียงพอดี' ทันที ทำให้เขาอดระแวงไม่ได้ว่าคนพวกนี้วางแผนการชั่วร้ายใดไว้ตั้งแต่ต้น
ในเวลานั้น เจตจำนงหลายสายพลันพุ่งลงมาจากห้วงความว่างเปล่า เฝ้ามองฝูงชนในลานประลองอู๋เจียนอย่างเงียบงัน เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ได้สั่นสะเทือนไปถึงระดับเบื้องบนของสำนักศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ทันใดนั้น ห้วงมิติเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว บุรุษในชุดคลุมสีดำสวมหน้ากากหยกดำก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า
"ใต้เท้าหมิ่นคง! เหตุใดท่านจึงมาที่นี่?"
ชายฉกรรจ์สวมหน้ากากทองสัมฤทธิ์รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง"
"รับบัญชา ใต้เท้าหมิ่นคง!"
หมิ่นคงพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองหลินหยุนและจื่อจิ่วแวบหนึ่ง ทั้งสองพลันรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ รีบก้มตัวทำความเคารพโดยพลัน
"พวกเจ้าขยับมานี่ ลานประลองอู๋เจียนย่อมให้คำตัดสินที่เที่ยงธรรมที่สุด จะไม่มีการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น"
ทั้งสองรีบก้าวไปข้างหน้า ยืนสำรวมอยู่เบื้องหลังหมิ่นคง เขาโบกมือเพียงเบา ๆ ห้วงมิตรรอบกายไป๋ตงหลินก็บิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะมาปรากฏกายข้างฝูงชนในชั่วพริบตา
"ศิษย์คำนับใต้เท้า!" ไป๋ตงหลินประสานมือคารวะอย่างสำรวม
"อืม เจ้าหนูไม่ต้องกังวลไป ข้าจะตรวจสอบต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้เอง"
"ขอบพระคุณใต้เท้า!"
หมิ่นคงประสานอินด้วยมือเดียว พลันนั้นห้วงมิติทั่วลานประลองอู๋เจียนเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนฉายผ่านไปราวกับย้อนเวลากลับ กลับไปยังช่วงเวลาที่ทุกคนเพิ่งก้าวเข้าสู่ลานประลองอู๋เจียน
ทุกคนในลานประลองต่างกลั้นหายใจ จับจ้องภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้อย่างไม่วางตา
เริ่มตั้งแต่จื่อจิ่วตกลงกฎเกณฑ์การประลอง ผู้ตัดสินประกาศเริ่มการแข่งขัน การต่อสู้แต่ละคู่ฉายผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงการประลองระหว่างไป๋ตงหลินและปี้เหลียน กระทั่งปี้เหลียนถูกหมัดเดียวซัดจนกลายเป็นละอองเลือด ภาพเหล่านั้นจึงหยุดชะงักลง
จากนั้นภาพพลันขยายใหญ่ขึ้น ย้อนกลับไปทำซ้ำเหตุการณ์ในชั่วพริบตาที่ปี้เหลียนถูกสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภายในดวงตาสีดำขลับของดับสูญว่างเปล่ามีภาพนับไม่ถ้วนฉายวนอยู่ ทั้งรายละเอียดเล็กน้อยในการต่อสู้ การผันผวนของพลังงาน กลิ่นอายเจตจำนง และสิ่งอื่น ๆ เขาล้วนมองเห็นได้อย่างกระจ่างชัด
"เจ้าหนู ท้ายที่สุดแล้วเจ้าได้ใช้การโจมตีทางวิญญาณหรือไม่?"
สีหน้าของไป๋ตงหลินพลันเปลี่ยนไป หัวใจวูบดิ่งลงลึก การโจมตีทางวิญญาณที่ปี้เหลียนใช้ในตอนท้ายนั้นกระตุ้นให้วิญญาณของเขาเกิดความผันผวนขึ้นจริง ๆ ทว่าเขาไม่ได้ลงมือโจมตีทางวิญญาณกลับไปเลยแม้แต่น้อย
ทว่าวิญญาณนั้นเป็นสิ่งลี้ลับและยากจะหยั่งถึง ในยามนั้นกลิ่นอายวิญญาณของคนทั้งสองต่างหลอมรวมสอดประสาน ต่อให้เขามีปากสิบปากก็ยากจะแก้ต่างได้ อย่างน้อยที่สุดดูเหมือนว่าใต้เท้าผู้นี้ก็ไม่อาจแยกแยะความจริงแท้ออกมาได้เช่นกัน
"ใต้เท้า! ศิษย์มิได้ใช้การโจมตีทางวิญญาณจริง ๆ ขอรับ เป็นวิญญาณแท้ของปี้เหลียนที่แตกสลายไปเอง มิได้เกี่ยวข้องกับศิษย์เลย!"
"เหลวไหลสิ้นดี! เจ้าจะบอกว่าปี้เหลียนของพวกเราฆ่าตัวตายเองอย่างนั้นรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างน่าขันและเหลวไหลยิ่งนัก!"
"ใครจะไปรู้? บางทีเจ้าคนที่ชื่อปี้เหลียนนี่อาจจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วก็ได้?"
ไป๋ตงหลินเหยียดริมฝีปากเล็กน้อย จื่อจิ่วไอ้สุนัขเฒ่าตัวนี้บังอาจมาวางแผนเล่นงานเขา ไม่ว่ามันจะมีจุดประสงค์ใด บัดนี้มันได้ถูกจารึกไว้ในบัญชีรายชื่อที่ต้องสังหารของเขาแล้ว
"เจ้า..."
ดวงตาของจื่อจิ่วลุกโชนด้วยโทสะ เขาชี้หน้าไป๋ตงหลินจนพูดไม่ออกครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดสายตาอาฆาตใส่ไป๋ตงหลินแล้วหันไปประสานมือกล่าวกับหมิ่นคงว่า
"ใต้เท้า! ในเมื่อยังมีข้อกังขา มิสู้ตรวจค้นความทรงจำทางวิญญาณของมันโดยตรงเสียเลยเล่า เช่นนี้ความจริงย่อมปรากฏกระจ่างแจ้ง!"
"ไอ้สุนัขเฒ่า! เจ้าหาที่ตาย!"
แววตาของไป๋ตงหลินเยือกเย็นประดุจน้ำแข็ง เจตนาฆ่าอันน่าหวาดหวั่นพวยพุ่งออกมา ความทรงจำคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นเส้นตายสุดท้ายของเขา ใครก็ตามที่คิดจะสอดส่อง ย่อมมีจุดจบเพียงอย่างเดียวคือการเข่นฆ่ากันจนกว่าจะมรณา!
วิญญาณของเขาถูกวางค่ายกลอาคมอักขระลับไว้นับไม่ถ้วน หากใครคิดจะลอบสำรวจ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือวิญญาณเทพของเขาต้องดับสูญไปพร้อมกัน อีกฝ่ายไม่มีทางได้ล่วงรู้ความลับของเขาแม้เพียงนิด!
ตูม!
หมิ่นคงลงมือแล้ว เพียงเขาสะบัดมือ จื่อจิ่วก็ปลิวละลิ่วดุจลูกกระสุนปืนใหญ่ กระแทกเข้ากับผนังโลหะสีดำทมิฬอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นรอยยุบรูปคนลึกโหย่ง
พรวด! โลหิตพุ่งทะลักออกจากทั่วร่างของจื่อจิ่ว กระดูกแตกหักเอ็นขาดสะบั้น กลิ่นอายพลังพลันเหี่ยวเฉาลงทันตา เขาเกือบจะถูกปลิดชีพด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวของหมิ่นคง
"เหอะ! พวกคนจากโลหิตเทพช่างขวัญกล้านัก บังอาจมาใช้ประโยชน์จากลานประลองอู๋เจียนของข้า!"
"ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีจุดประสงค์อะไร แต่ต้องยอมรับว่าพวกเจ้าทำสำเร็จแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของไป๋ตงหลินก็ดิ่งวูบลงอีกครั้ง ให้ตายเถอะ พวกคนแก่หัวโบราณที่ดื้อรั้นจริง ๆ ทั้งที่รู้ว่าถูกหลอกใช้แต่ก็ยังจะยึดมั่นในกฎเกณฑ์บ้าบอนั่นอีก
หลังจากหมิ่นคงกล่าวจบ กระแสจิตของเขาก็เข้าปะทะและสื่อสารกับเจตจำนงหลายสายในความว่างเปล่า ครู่ต่อมาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
"จากการตัดสินร่วมกันของ 'หัวหน้าผู้ตัดสินไร้คั่น' ทั้งสิบสองท่าน มีคำพิพากษาดังนี้"
"ศิษย์ใหม่ไป๋ตงหลิน ภายใต้กฎเกณฑ์ 'เพียงพอดี' ของลานประลองอู๋เจียน ได้กระทำการพลั้งมือสังหารศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพปี้เหลียน ทว่าเรื่องนี้อาจมีเงื่อนงำแอบแฝง จึงให้ลดหย่อนโทษ พิพากษาให้ไป๋ตงหลินเข้าไปสำนึกตนใน 'นรกดำ' เป็นเวลาห้าปี!"
"จื่อจิ่ว ผู้อาวุโสสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพ มีเจตนาใช้ประโยชน์จากลานประลองอู๋เจียนเพื่อหาช่องว่างของกฎเกณฑ์ แม้โทษตายจะยกเว้นแต่โทษเป็นมิอาจละเว้น พิพากษาให้ชิงตบะบำเพ็ญและทำลายแสงต้นกำเนิดชีวิตให้ดับสูญ!"
เมื่อหมิ่นคงกล่าวจบ เขาก็ยกนิ้วขึ้นชี้ ลำแสงสีดำสายใหญ่พุ่งทะลวงร่างจื่อจิ่วในทันที ตบะที่จื่อจิ่วเพียรบำเพ็ญมาอย่างยากลำบากถูกทำลายสิ้นในชั่วพริบตา แสงต้นกำเนิดชีวิตที่เคยโชติช่วงถูกบดขยี้จนดับมอดลง เขากลายเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาโดยสมบูรณ์!
"ไม่นะ!"
จื่อจิ่วแหงนหน้าคำรามก้องด้วยความหวาดกลัว เส้นผมพลันเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ผิวหนังเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยและปานชรา ราวกับว่าเขาจะขาดใจตายในอึดใจถัดไป
หมิ่นคงสะบัดมืออีกครั้ง ร่างของเหล่าศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพและจื่อจิ่วก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุด
"เจ้าหนู แม้ตาเฒ่าอย่างข้าจะรู้ว่าจื่อจิ่วผู้นั้นวางแผนเล่นงานเจ้า แต่กฎเกณฑ์ของลานประลองอู๋เจียนมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ คงต้องให้เจ้าลำบากเสียหน่อยแล้ว"
"วางใจเถิด ในนรกดำมีคนของสำนักเราประจำการอยู่ พวกเขาจะคอยดูแลเจ้าเอง เวลาเพียงห้าปี ประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านพ้นไปแล้ว"
"ข้าเหลือชีวิตของจื่อจิ่วไว้ให้เจ้า ในวันหน้าเมื่อมีโอกาส เจ้าจงไปล้างแค้นด้วยตัวเองเถิด!"
พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย! สำหรับพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าอย่างพวกท่าน เวลาห้าปีมันก็แค่การงีบหลับตื่นหนึ่งเท่านั้นแหละ แต่ข้ายังเป็นแค่ศิษย์ใหม่ใสกิ๊งอยู่นะ! ตั้งแต่เริ่มฝึกตนมานี่ยังไม่ถึงห้าปีเลยด้วยซ้ำ!
ไป๋ตงหลินรู้สึกพูดไม่ออก แต่เมื่อเทียบกับจุดจบของจื่อจิ่วแล้ว โทษทัณฑ์ของเขาก็นับว่าไม่หนักหนาอะไร ถือเสียว่าไปพักร้อนก็แล้วกัน อย่างไรเสียจะฝึกตนที่ไหนมันก็เหมือนกัน เขาจึงประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณใต้เท้า!"
หมิ่นคงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเลือนหายไป เหล่าศิษย์บนอัฒจันทร์ต่างเริ่มซุบซิบกระซิบกระซาบกัน ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนไป๋ตงหลิน เพราะท้ายที่สุดแล้วไป๋ตงหลินก็ออกหน้าเพื่อสำนักจนต้องมารับผลลัพธ์เช่นนี้
หลินหยุนลอยตัวอยู่กลางความว่างเปล่า เริ่มสั่งการให้ทุกคนถอนตัวออกจากลานประลองอู๋เจียน
ขณะที่ไป๋ตงหลินทำได้เพียงเดินตามหลังผู้ตัดสินหน้ากากทองสัมฤทธิ์ไปอย่างเงียบ ๆ เพื่อรอให้อีกฝ่ายนำทางเขาไปสู่นรกดำ