- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 119 ใครกันที่ริอาจลองดีกับข้า
บทที่ 119 ใครกันที่ริอาจลองดีกับข้า
บทที่ 119 ใครกันที่ริอาจลองดีกับข้า
บทที่ 119 ใครกันที่ริอาจลองดีกับข้า
"ผู้อาวุโสจื่อจิ่ว พวกท่านกำลังทำอะไรกัน?"
รองจ้าวยอดเขาหลินขมวดคิ้วมุ่น ฉายแววไม่สบอารมณ์ขณะจ้องมองจื่อจิ่ว การประลองควรจะจบลงได้แล้ว หากทุกคนทำตัวเหมือนดั่งปี้เหลียนผู้นี้ แล้วเมื่อไหร่การประลองถึงจะสิ้นสุดลงเสียที
"ฮ่า ๆ ๆ รองจ้าวยอดเขาหลินโปรดอย่าได้ขุ่นเคืองไปเลย คนรุ่นเยาว์ในสำนักของข้ามีนิสัยทะนงตนไปบ้าง อย่าได้ถือสาเลย ขอให้เขาได้ทำตามอำเภอใจสักครู่เถอะ เรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลการประลองของเราอย่างแน่นอน"
จื่อจิ่วประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ท่าทีนอบน้อมผิดปกติทำให้สีหน้าของรองจ้าวยอดเขาหลินคลายความตึงเครียดลง ตราบใดที่ไม่กระทบต่อผลการประลองก็ถือว่ายอมรับได้ เขาย่อมเข้าใจดีว่าคนรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์สูงมักจะทะนงตนและยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ในทันที เพราะเขาก็เคยผ่านช่วงวัยนั้นมาก่อนเช่นกัน
ผู้ชี้ขาดที่ลอยเด่นอยู่กลางเวหาเหลือบมองคนทั้งสองเพื่อขอความเห็น เมื่อเห็นทั้งคู่พยักหน้าเล็กน้อยและส่งกระแสจิตสื่อสารกัน
เมื่อได้รับกระแสจิตจากทั้งสอง ผู้ชี้ขาดจึงหันกลับไป ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน เขาก็มีหน้าที่เพียงดำเนินตามกฎการตัดสินเท่านั้น เรื่องอื่นหาต้องกังวลไม่ เขาจึงประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
"การประลองดำเนินต่อไป กฎเกณฑ์ยังคงเดิม ศิษย์ใหม่คนใดของสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดล้วนสามารถขึ้นมาท้าประลองบนลานประลองทองสัมฤทธิ์แห่งนี้ได้"
บรรดาศิษย์ใหม่นับแสนคนบนอัฒจันทร์ต่างพากันเงียบกริบ ชายหนุ่มผมเขียวบนลานประลองทองสัมฤทธิ์ผู้นี้มีต้นทุนให้โอหังได้จริง ๆ เพราะเจ้าตัวประกาศออกมาเองว่าตนอยู่ในระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเพิ่งทะลวงผ่าน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานได้เลย
"อย่างไรกัน? หรือศิษย์ใหม่รุ่นนี้ของสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดจะมีแต่พวกขี้ขลาด?"
"ฮึ่ม! อย่าได้สามหาวนัก! ข้าทูหยาจะสู้กับเจ้าเอง!"
คำเยาะเย้ยอันหยาบโลนของปี้เหลียนช่างได้ผลชะงัดนัก เมื่อมาพูดจาเช่นนี้ในถิ่นของสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุด หากฝั่งตรงข้ามยังทนเฉยอยู่ได้ก็นับว่าประหลาดแท้
ทูหยาเป็นคนประเภทที่มีนิสัยดุดันและเย่อหยิ่ง แม้ในช่วงที่เขายังมีฝีมือด้อยกว่าเทพไร้ตำหนิ เขาก็ยังกล้าพุ่งเข้าหาเพื่อท้าประลอง นับประสาอะไรกับการถูกปี้เหลียนมาดูหมิ่นถึงถิ่นเช่นนี้ ต่อให้สู้ได้เขาก็ต้องสู้ ถึงสู้ไม่ได้เขาก็จะสู้!
การเดินทางไปยังเขตแดนโบราณในครั้งนี้ทำให้เขาพัฒนาขึ้นไม่น้อย แม้จะยังห่างไกลจากระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่ทูหยากับปี้เหลียนมีอายุไล่เลี่ยกัน เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะทะลวงระดับได้ด้วยความสามารถของตนเองจริง ๆ คงเป็นเพียงพวกดีแต่เปลือกนอกเสียมากกว่า เขายังพอมีโอกาสที่จะข้ามระดับเพื่อเอาชนะได้!
ทูหยาเหินทะยานลงสู่ลานประลองทองสัมฤทธิ์ แววตาฉายแววองอาจคุกคาม
"ดี! ทำได้ดีมากทูหยา!"
"ทูหยา เมื่อก่อนข้าดูเจ้าผิดไป เจ้าคือผู้กล้าที่แท้จริง!"
ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับเริ่มส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจทูหยา การที่มีคนเป็นตัวแทนออกไปสู้ ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะ อย่างน้อยก็ช่วยกู้หน้าให้เหล่าศิษย์ใหม่ได้บ้าง
"พี่ไป๋ ท่านคิดว่าทูหยาพอจะมีโอกาสชนะบ้างหรือไม่?"
เซิ่งชิงมองไปยังไป๋ตงหลินที่นั่งสงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เขารู้ดีว่าสายตาและฝีมือของไป๋ตงหลินนั้นร้ายกาจเพียงใด
"ปี้เหลียนผู้นี้ฝีมือไม่เลว ทูหยาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา"
ไป๋ตงหลินส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงไม่เอ่ยคำใดอีก
"พี่ไป๋ ดูเหมือนท่านจะมีความมั่นใจว่าจะเอาชนะปี้เหลียนผู้นี้ได้ เหตุใดจึงไม่ลงมือเล่า?"
"เพราะข้าขี้เกียจ"
"..."
บนลานประลอง ปี้เหลียนเห็นผู้มาท้าชิงในที่สุด มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ร่างกายเริ่มเปล่งแสงเรืองรอง เกล็ดสีเขียวมรกตขนาดเล็กค่อย ๆ ปกคลุมไปทั่วร่าง เพียงพริบตาปี้เหลียนก็กลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดกึ่งมนุษย์สีเขียวขจี กลิ่นอายกดดันไม่ธรรมดา
ทูหยาแสดงสีหน้าเคร่งขรึม แม้เขาจะดุดันแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ อย่างไรเสียฝ่ายตรงข้ามก็มีระดับพลังสูงกว่าหนึ่งขั้น ย่อมไม่กล้าประมาท เขาขยับจิตเพียงนิด สนับมือสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นบนแขนทั้งสองข้าง
สนับมือสีแดงฉานนั้นยาวเป็นพิเศษ นอกจากส่วนกำปั้นแล้ว ยังมีเกล็ดทรงสามเหลี่ยมลามไปจนถึงหัวไหล่ ปลายนิ้วทั้งสิบแหลมคมดุจกรงเล็บ รายล้อมด้วยหมอกสีแดงเข้ม นับเป็นศาสตราวิญญาณชั้นเลิศชิ้นหนึ่ง และนี่คือความมั่นใจที่ทำให้ทูหยากล้าก้าวขึ้นสู่ลานประลอง
"ตาย!"
ทูหยาคำรามลั่นด้วยกลิ่นอายองอาจ ผสานเข้ากับเจตจำนงหมัดอันดุดัน พุ่งเข้าประชิดตัวปี้เหลียนในชั่วพริบตา นี่คือรูปแบบการต่อสู้ของเขา การเปิดฉากโจมตีก่อนคือเจตจำนงที่สอดคล้องกับวิถีของตน ซึ่งช่วยเพิ่มอานุภาพการต่อสู้ให้เขาได้มหาศาล
ดวงตาของปี้เหลียนฉายแววเย้ยหยัน ในเมื่อต่างก็เป็นยอดอัจฉริยะของสำนักศักดิ์สิทธิ์สายบำเพ็ญกายาเหมือนกัน เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าตนเองจะสามารถสู้ข้ามระดับได้?
จิตต่อสู้ดีเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป!
ปี้เหลียนย่อตัวลงทันควัน หลบหมัดของทูหยาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะฟาดฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นอย่างแรง ประกายแสงสีเขียววาววับในดวงตา เถาวัลย์บิดเบี้ยวที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางความว่างเปล่า เข้าโอบล้อมร่างของทั้งคู่ไว้ภายใน
ทรงกลมเถาวัลย์ยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่บนลานประลองทองสัมฤทธิ์ เสียงการปะทะกันอย่างรุนแรงดังออกมาจากภายใน คลื่นกระแทกสั่นสะเทือนทำให้เถาวัลย์สีเขียวมรกตพลิ้วไหวราวกับเกลียวคลื่นที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง
ครู่ต่อมา เถาวัลย์ค่อย ๆ สลายตัวไป ทูหยาหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ที่สำคัญที่สุดคือเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั้นกลับเป็นสีดำสนิท หนามของเถาวัลย์เหล่านั้นมีพิษร้าย!
ทูหยาฝืนพยุงกายให้ยืนหยัด ร่างกำยำสูงใหญ่ประดุจหอคอยเหล็กสั่นเทือนเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะต่อสู้ต่อแล้ว
กรรมการบนเวหาโบกมือคราหนึ่ง ร่างของทูหยาก็ถูกย้ายออกจากลานประลองทองสัมฤทธิ์ โดยมีคนมารอรับเพื่อรักษาบาดแผลและขจัดพิษให้เขาทันที
"ยังมีใครอีกไหม?!"
ปี้เหลียนชูแขนขวาขึ้นสูง สีหน้ายะโสโอหัง ดวงตากวาดมองฝูงชนบนอัฒจันทร์ เทพไร้ตำหนิที่ยืนกอดอกอยู่หรี่ตาลงเล็กน้อย ส่วนลึกของดวงตามีเจตจำนงแห่งการต่อสู้พลุ่งพล่าน ทว่าขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าลงสู่สนาม กลับได้ยินคำพูดต่อมาของปี้เหลียนจนต้องชะงักฝีเท้าลง
"ข้าได้ยินมาว่าในบรรดาศิษย์ใหม่รุ่นนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมีนามว่าไป๋ตงหลิน เจ้ากล้าลงมาประลองกับข้าหรือไม่?"
ไป๋ตงหลินลืมตาขึ้นด้วยความฉงนสงสัย ชื่อเสียงของเขาขจรขจายเพียงนี้เชียวหรือ? แม้แต่คนของสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพยังรู้จักเขา?
เขาจำได้ว่าครั้งเดียวที่ตนเองทำตัวโดดเด่น คือการคว้าอันดับหนึ่งในทำเนียบดาวรุ่ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อสองสามปีก่อน ปัจจุบันตำแหน่งอันดับหนึ่งเปลี่ยนมือไปนานแล้ว และนับแต่เขากลับมาก็ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกตน จึงยังไม่ได้ไปท้าทายหอคอยท่องนภาอีกเลย
แล้วปี้เหลียนผู้นี้รู้จักเขาได้อย่างไร ไป๋ตงหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ในแดนเร้นลับวังจันทรา ณ เขตแดนโบราณ ครานั้นเขาแสดงพลังต่อหน้าผู้คนกว่าสองหมื่นคน หรือข่าวจะแพร่งพรายไปถึงหูคนผู้นี้? เห็นจะมีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น
ด้วยพลังแห่งความทรงจำของเขา เขายังจดจำทุกคนที่เข้าไปในแดนเร้นลับได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีชื่อของปี้เหลียนอยู่ในนั้นเลย
"พี่ไป๋?"
เซิ่งชิงเอ่ยขัดความคิดของไป๋ตงหลิน เขาเหลียวมองไปรอบกายก็พบว่าสายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความคาดหวัง
เหอะ ช่างน่ารำคาญเสียจริง ตอนนี้เขาตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว หากลงไปประลองก็คงใช้เวลาเพียงชั่วหนึ่งถึงสองหมัด ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมายนัก
แต่หากไม่ลงไป เขาคงถูกเหล่าศิษย์ร่วมสำนักตราหน้าและวิพากษ์วิจารณ์เป็นแน่ แม้เขาจะไม่แยแส แต่คำคนนั้นรุนแรงดั่งโลหะหลอมเหลว เมื่อเทียบกันแล้ว การลงไปจัดการปี้เหลียนดูจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายน้อยกว่า
"สหายชิง ข้าไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับ"
ไป๋ตงหลินพยักหน้าตอบเซิ่งชิงเพียงเล็กน้อย ร่างของเขาพร่าเลือนวูบหนึ่ง พริบตาต่อมาก็ปรากฏกายขึ้นบนลานประลองทองสัมฤทธิ์
"ไป๋ตงหลิน ในเมื่อเราต่างเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์ใหม่ของสำนักตน ข้าจะไม่ขอออมมือ ขอให้เจ้าจงทุ่มเทกำลังทั้งหมดออกมาด้วย!"
"อืม ข้ารับรู้แล้ว ลงมือเถอะ"
ไป๋ตงหลินมั่นใจขึ้นอีกครา เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของปี้เหลียน เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายพอจะล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งของเขาอยู่บ้าง
ย้ากกก!
ปี้เหลียนกำหมัดแน่น คำรามลั่นด้วยโทสะ แสงสีเขียวอันไร้ก้นบึ้งพวยพุ่งออกมา พลังปราณและเลือดอันมหาศาลควบแน่นเป็นเถาวัลย์ที่บิดเบี้ยวพันธนาการอยู่รอบกาย
ปัง!
ปี้เหลียนกระทืบเท้าลงบนพื้นเกิดเสียงดังสนั่น ร่างของเขาพุ่งเข้าหาไป๋ตงหลินในชั่วพริบตา หมัดที่เปล่งประกายสีเขียวเจิดจ้าซัดกระหน่ำเข้าใส่อย่างโหดเหี้ยม
ไป๋ตงหลินสีหน้าเรียบเฉย เขายกมือขวาขึ้นรับหมัดที่ทุ่มสุดกำลังของปี้เหลียนไว้อย่างมั่นคง ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด คลื่นกระแทกอันน่าหวาดหวั่นระเบิดออก พัดพาให้เส้นผมยาวและชุดคลุมสีดำของไป๋ตงหลินปลิวไสวเพียงเบา ๆ
รูม่านตาสีเขียวดั่งสัตว์ป่าของปี้เหลียนหดวูบด้วยความตกตะลึง ไม่ทันได้ตั้งตัว พริบตาถัดมาเขาก็ถูกไป๋ตงหลินถีบจนร่างปลิวละลิ่วออกไป
ความแตกต่างของความแข็งแกร่งระหว่างพวกเขานั้นช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน แม้ทั้งคู่จะเพิ่งบรรลุระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่นาน แต่รากฐานของไป๋ตงหลินนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป ลำพังเพียงพละกำลังกายาก็เหนือกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ไปถึงสี่ห้าเท่าแล้ว
แม้ไม่ใช้อิทธิฤทธิ์หรือวิชาลับใด ๆ เพียงแค่เขาต้องการ ก็สามารถใช้นิ้วเดียวดีดปี้เหลียนให้สิ้นชีพได้
"อั่ก!"
ปี้เหลียนกระอักเลือดออกมาคำโต แม้ไป๋ตงหลินจะพยายามออมแรงไว้อย่างที่สุดแล้ว แต่มันก็ยังสร้างความบาดเจ็บสาหัสให้แก่เขาได้อยู่ดี
"ยังจะสู้ต่ออีกหรือไม่?"
แววตาของไป๋ตงหลินยังคงราบเรียบ คนที่มีสมองย่อมตระหนักได้ถึงความต่างชั้นและถอยไปเอง ทว่าปี้เหลียนดูจะไม่ใช่คนประเภทนั้น
ทั่วร่างของปี้เหลียนมีแสงสีเขียวพลุ่งพล่าน ลวดลายสีเขียวเข้มปรากฏขึ้นทั่วกาย กลิ่นอายอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมา มือทั้งสองร่ายเวทอย่างรวดเร็ว เถาวัลย์นับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ภายในอย่างหนาแน่น
เถาวัลย์เหล่านี้ใหญ่โตและมีสีเข้มกว่าเดิม บนหนามแหลมยังมีแสงสีม่วงเรืองรอง เห็นได้ชัดว่าเปี่ยมด้วยพิษร้ายแรง
รอบกายไป๋ตงหลินปรากฏรัศมีดาบอันละเอียดอ่อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เถาวัลย์ทุกลำที่พยายามเข้าใกล้ถูกฟันจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า ร่างของปี้เหลียนวูบวาบไปมาท่ามกลางดงเถาวัลย์ เพียงพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของไป๋ตงหลิน
กรงเล็บที่อาบด้วยแสงสีม่วงแทงเข้าใส่ศีรษะของไป๋ตงหลิน พร้อมกับคลื่นพลังวิญญาณอันเร้นลับที่แผ่ออกมา ไป๋ตงหลินชะงักไปเล็กน้อย ปี้เหลียนผู้นี้ถึงกับกล้าใช้การโจมตีทางวิญญาณกับเขาเชียวหรือ? ช่างรนหาที่แท้ ๆ
เขาไม่ได้ป้องกันแม้แต่น้อย ยังคงซัดหมัดตรงออกไปอย่างธรรมดา เพียงแต่เพิ่มแรงมากกว่าหมัดก่อนเล็กน้อย ครานี้เขาจะทำให้ปี้เหลียนลุกไม่ขึ้นอีกต่อไป ไม่มีเวลามามัวเล่นเกมด้วยแล้ว
ไม่มีสิ่งใดเหนือความคาดหมาย การโจมตีทางวิญญาณของปี้เหลียนไร้ผลต่อเขา ไป๋ตงหลินเมินเฉยกรงเล็บนั้น หมัดที่ซัดออกไปทีหลังกลับพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของปี้เหลียนเข้าอย่างจัง ทว่าในเสี้ยววินาทีถัดมา สีหน้าของไป๋ตงหลินกลับเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาคิดจะถอนหมัดกลับแต่ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว!
โผล๊ะ!
เสียงเนื้อแตกละเอียดดังขึ้น ร่างของปี้เหลียนระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อและโลหิตสาดกระจายเต็มลานประลองทองสัมฤทธิ์ เถาวัลย์นับไม่ถ้วนกลางอากาศสลายหายไปสิ้น
ไป๋ตงหลินกำหมัดแน่น หรี่ตาลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมืดมน เขาถูกซ้อนกลเข้าเสียแล้ว!
ไอ้พวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพพวกนี้... เป้าหมายของพวกมันคือเขานั่นเอง!