- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 115 ตาทิพย์และหูทิพย์
บทที่ 115 ตาทิพย์และหูทิพย์
บทที่ 115 ตาทิพย์และหูทิพย์
บทที่ 115 ตาทิพย์และหูทิพย์
เจ็ดวันให้หลัง ณ ทะเลกฎต้นกำเนิด
ไป๋ตงหลินผู้นั่งขัดสมาธิอยู่บนศิลาแดงมหึมาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงผลักดันจาง ๆ ที่ส่งออกมาจากพิภพจำลองแห่งนี้จนทำให้การฝึกตนของเขาต้องหยุดชะงักลง ในใจพลันตระหนักได้ว่าเวลาแห่งการปูนบำเหน็จได้สิ้นสุดลงแล้ว
ทะเลกฎต้นกำเนิดแห่งนี้ช่างอัศจรรย์นัก ย่อมเป็นธรรมดาที่ใครต่อใครต่างถวิลหาอยากเข้ามาสัมผัส หรือกระทั่งปรารถนาจะพำนักอยู่ภายในตลอดกาล ทว่าศิษย์ในสำนักศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมากมายมหาศาล หากไร้ซึ่งการจำกัดเขตแดน พิภพจำลองแห่งนี้ย่อมไม่อาจแบกรับภาระไหว และอาจถึงขั้นพังทลายลงได้
ยิ่งเป็นทรัพยากรการฝึกตนที่ล้ำเลิศเพียงใด การจะครอบครองย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเช่นนี้ในสายตาของเขาถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
เขากวาดสายตามองไปยังเสี่ยวจื่อที่พันอยู่รอบข้อมือซึ่งกำลังเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้า ไป๋ตงหลินอดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มออกมา ก่อนจะเข้ามาที่นี่เขาฉุกคิดขึ้นมาได้จึงพาเจ้าตัวเล็กนี่ออกมาด้วย ดูท่าครานี้มันจะได้รับประโยชน์มหาศาลยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก คาดว่าอีกไม่กี่วัน "ผลไม้" ลูกที่สองคงจะถือกำเนิดขึ้น
มิติรอบกายของไป๋ตงหลินเริ่มบิดเบี้ยวและถูกผลักออกมาในชั่วพริบตา เขากวาดสายตามองกลับไปยังช่องทางกระแสน้ำวนขนาดมหึมาที่หมุนวนอยู่อย่างช้า ๆ พลางนึกในใจว่าไม่รู้เมื่อใดจะได้กลับเข้าไปอีกครั้ง เขาใช้จิตสื่อสารกับกำไลเพื่อเปิดประตูแสง แล้วก้าวเดินเพียงก้าวเดียวก็มาถึงด้านนอกภูเขาตำรา
การเดินทางเข้าสู่เขตแดนโบราณในครั้งนี้ จิตวิญญาณของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่สุด ถึงเวลาที่เขาจะต้อง "ชาร์จพลัง" ขนานใหญ่อีกครา!
เขาเดินเข้าสู่ภูเขาตำราด้วยความคุ้นเคย ก่อนจะใช้จิตสื่อสารกับกำไลเพื่อเริ่มค้นหา "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร"
ในภูเขาตำราแห่งนี้ย่อมไม่มีวิชาสืบทอดของแดนศิลาอยู่แล้ว ที่เขาทำเช่นนี้เพียงเพราะอยากจะตรวจสอบว่าในประวัติศาสตร์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์เคยมีร่องรอยของคัมภีร์เล่มนี้ปรากฏอยู่บ้างหรือไม่ และเคยมีผู้ใดฝึกฝนวิชานี้มาก่อนหรือไม่
ความรู้ความเห็นของเขในยามนี้มิอาจเทียบได้กับอดีต เขาตระหนักได้ถึงความไม่ธรรมดาของคัมภีร์เล่มนี้ อีกทั้งศิลาจารึกลึกลับที่จู่ ๆ ก็ไปปรากฏอยู่ในทะเลเทพ สิ่งเหล่านี้เริ่มจะอยู่เหนือความควบคุมของเขาไปทุกที
ครู่ต่อมาการค้นหาก็เสร็จสิ้น ทว่ากลับว่างเปล่าไร้ร่องรอย แม้แต่เศษเสี้ยวของข้อความเพียงประโยคเดียวก็ไม่มี หากพิจารณาจากสรรพวิชาความรู้อันไร้ที่สิ้นสุดในภูเขาตำราแล้ว เรื่องนี้ช่างเป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง
ไป๋ตงหลินขมวดคิ้วแน่น "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร" นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่?
เขาขยับศีรษะเบา ๆ การครุ่นคิดในตอนนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ขนาดในภูเขาตำรายังหาข้อมูลไม่ได้แม้แต่น้อย เขาก็ยังนึกหาวิธีอื่นไม่ออกในเวลานี้
ยามนี้ศิลาจารึกสืบทอดถูกเก็บไว้ในทะเลเทพแล้ว จิตวิญญาณของเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนศิลาจารึก คอยหยั่งรู้คัมภีร์แท้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรื่องการฝึกตนในภายภาคหน้าย่อมไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
ไป๋ตงหลินระงับความฟุ้งซ่านแล้วเริ่มทำการคัดลอกลงในหยกบันทึก นี่คืองานชิ้นยักษ์ ด้วยระดับจิตวิญญาณของเขาในยามนี้ การจะเติมเต็มความรู้ลงไปให้ถ้วนทั่วต้องใช้พยายามไม่น้อย เขาเตรียมใจสำหรับการทำศึกยืดเยื้อครั้งนี้ไว้แล้ว
ความรู้อันไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ล้วนถูกเขาดูดซับเข้าไปทีละอย่าง ยามนี้เขานับว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการฝึกตนแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาเขาได้ลิ้มรสความหวานล้ำของความรู้มานับไม่ถ้วน
ไป๋ตงหลินตั้งปณิธานว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญกายาที่เปี่ยมด้วยพลัง เพียบพร้อมด้วยปัญญา และลุ่มลึกด้วยแก่นแท้!
เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่มีกล้ามเนื้อเต็มตัวเท่านั้น แต่ในสมองก็ต้องฝึกฝนจนมี "กล้ามเนื้อ" ด้วยเช่นกัน เพราะความรู้คือพลังที่แท้จริง!
ไป๋ตงหลินจมดิ่งอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความรู้จนลืมเลือนวันเวลา จนกระทั่งความเคลื่อนไหวจากเสี่ยวจื่อบนข้อมือทำให้เขาสะดุ้งตื่น เมื่อตรวจสอบดูจึงพบว่าเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มแล้ว
ความรู้อันมหาศาลพลุ่งพล่านอยู่ในจิตวิญญาณ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้สลักความรู้นานาประการลงไปมากกว่าสิบล้านม้วน!
เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงที่ส่งมาจากเสี่ยวจื่อบนข้อมือ แววตาของเขาก็ฉายรอยยินดี ความรู้ที่สลักไว้ในครั้งนี้เพียงพอให้เขาได้ย่อยสลายไปอีกนาน แม้จิตวิญญาณจะยังไม่ถึงขีดจำกัด แต่ไป๋ตงหลินที่เคยเข็ดหลาบมาแล้วก็ไม่กล้าปล่อยให้จิตวิญญาณแบกรับภาระหนักจนเกินไป การหยั่งรู้เคล็ดวิชา อิทธิฤทธิ์ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นั้นสำคัญกว่า มิเช่นนั้นจะเป็นการละเลยแก่นแท้ไปคว้าเอาเพียงเปลือก
ร่างของเขาเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ออกจากภูเขาตำรากลับมายังเรือนไผ่ม่วง เสี่ยวจื่อหลุดออกจากข้อมือ ค่อย ๆ ขยายร่างใหญ่ขึ้นแล้วชูยอดตั้งตรง เจตจำนงสั่นสะเทือนผ่านห้วงอากาศ
"พี่ใหญ่! เสี่ยวจื่อให้กำเนิดผลไม้อิทธิฤทธิ์ลูกที่สองได้แล้ว!"
"ฮ่า ๆ ๆ ดีมาก เสี่ยวจื่อเจ้าทำได้ดีมาก! วางใจเถอะ พี่ใหญ่ไม่ปล่อยให้เจ้าเสียเปรียบแน่ ดูสิ นี่คือน้ำนมหยกล้ำค่าหมื่นปีที่เจ้าชอบที่สุด!"
ไป๋ตงหลินหยิบขวดหยกออกมาจากกำไล ของเหลวสีขาวนวลข้างในเปล่งประกายแสงขาวนวลตา
ตั้งแต่ที่เขาได้รับทรัพยากรการฝึกตนมามากมายมหาศาล เขาก็ไม่ได้ใช้น้ำนมหยกล้ำค่าหมื่นปีอีกเลย สรรพคุณในการผลัดกระดูกล้างไขกระดูกของสมบัตินี้ไม่มีผลต่อเขาอีกต่อไป การใช้มันก็เป็นเพียงการเสริมพลังงานอันมหาศาลให้เขาเท่านั้น
ทว่าสำหรับเผ่าพันธุ์พิเศษอย่างเสี่ยวจื่อ ผลของน้ำนมหยกล้ำค่ากลับดีเยี่ยมอย่างน่าประหลาดใจ เขาจึงจงใจเก็บรักษาไว้เพื่อมอบให้เสี่ยวจื่อโดยเฉพาะ อย่างไรเสียเสี่ยวจื่อก็คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของเขา ในภายภาคหน้าอีกนานแสนนาน การครอบครองอิทธิฤทธิ์และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของเขาคงต้องพึ่งพาเสี่ยวจื่อเป็นหลักแล้ว
การได้ใช้ชีวิตร่วมกับเสี่ยวจื่อมานานขนาดนี้ หากบอกว่าไม่มีความผูกพันก็คงเป็นเรื่องโกหก แม้ว่าเจ้าบรรพบุรุษตัวน้อยผู้นี้จะเริ่มซุกซนรั้นขึ้นทุกวัน แต่เพราะเห็นว่ามันยังเด็กนัก ตีสั่งสอนสักสองสามครั้งก็คงดีขึ้นเอง เขาจึงไม่ได้ถือสาหาความอะไรกับมันมากนัก
"พี่ใหญ่ ท่านคอยดูให้ดีเถอะ!"
เมื่อเห็นไป๋ตงหลินนำน้ำนมหยกล้ำค่าออกมา เสี่ยวจื่อก็คึกคักขึ้นมาทันที เถาวัลย์ที่ชูชันเริ่มเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้า เฉกเช่นคราวที่แล้ว ดอกไม้ตูมดอกเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผลิออกมาเพียงพริบตาก็เบ่งบานสะพรั่ง พร้อมกับกำเนิดทรงกลมแสงเม็ดเล็ก ๆ ที่ใสกระจ่างพราวพรายดูงดงามยิ่งนัก
ไป๋ตงหลินนั่งขัดสมาธิลง พยายามระงับความตื่นเต้นในใจ ยื่นฝ่ามือออกไปรับทรงกลมแสงอย่างช้า ๆ ทันทีที่มันสัมผัสถูกฝ่ามือ ช่องวิญญาณหนึ่งในร่างกายก็พลันสว่างไสวดุจดวงตะวันดวงน้อย ทรงกลมแสงถูกดึงดูดเข้าไปในช่องวิญญาณโดยตรง
ทรงกลมแสงลอยละล่องอยู่กึ่งกลางช่องวิญญาณ หมุนวนอย่างแผ่วเบา กฎเกณฑ์มรรคาแห่งแสงและลมเริ่มสลักลงในช่องวิญญาณโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลอันลึกลับซับซ้อนสุดพรรณนาผุดขึ้นในจิตใจ เคล็ดลับการใช้อิทธิฤทธิ์นานัปการถูกไป๋ตงหลินทำความเข้าใจจนแตกฉานในชั่วพริบตา
หูทิพย์และตาทิพย์หลอมรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นอิทธิฤทธิ์ —— ตาทิพย์และหูทิพย์!
ไป๋ตงหลินลืมตาขึ้น ลำแสงเจิดจ้าสองสายพวยพุ่งออกมาจากดวงตา ทะลวงผ่านหลังคาบ้านพุ่งทะยานสู่ห้วงนภา เงาร่างของไป๋ตงหลินวูบไหวปรากฏขึ้นหน้าลำแสงทันที เขาขยับมือทั้งสองข้างเข้ารับลำแสงนั้นไว้ เสียง "ซี่!" ดังขึ้น ฝ่ามือทั้งสองถูกความร้อนเผาไหม้จนเกิดแผลตื้น ๆ ทว่าเพียงพริบตาก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
"ไม่เลว! เพียงแค่เริ่มฝึกฝนเบื้องต้นก็สามารถทลายการป้องกันของข้าได้ อานุภาพไม่ธรรมดาจริง ๆ!"
เขามองไปรอบ ๆ เมื่อพบว่าไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้ใด จึงขยับกายกลับเข้าสู่ในห้องอีกครั้ง โชคดีที่เขาตอบโต้อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นลำแสงที่พุ่งออกจากดวงตาคู่นี้คงทะลวงผ่านชั้นเมฆ และอาจดึงดูดสายตาของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในสำนักศักดิ์สิทธิ์ได้
เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของเขาเช่นกัน ไม่นึกเลยว่า "ตาทิพย์" นี้จะมาพร้อมกับทักษะการโจมตีในตัว โดยดวงตาสามารถยิงลำแสงความร้อนเข้มข้นออกมาได้ ให้ความรู้สึกคล้ายกับอาวุธเลเซอร์อยู่บ้าง
เพียงแค่ขยับความคิด อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์และหูทิพย์ก็ถูกสำแดง ภาพเหตุการณ์นับหมื่นแสนวาบผ่านดวงตา เสียงกระซิบกระซาบนับไม่ถ้วนแว่วเข้าสู่รูหู
ดวงตาของไป๋ตงหลินฉายแววใคร่รู้ นี่เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการใช้จิตสัมผัสเทพสำรวจอย่างสิ้นเชิง เขาควบคุมขอบเขตของอิทธิฤทธิ์ให้อยู่เพียงภายในหุบเขาไท่ซาง เขารู้ดีว่าระยะการรับรู้ของอิทธิฤทธิ์นี้กว้างไกลกว่าขอบเขตที่จิตสัมผัสเทพของเขาจะครอบคลุมถึงได้มากนัก!
ภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์มีผู้บำเพ็ญผู้ยิ่งใหญ่มากมาย เขาไม่กล้าสำแดงฤทธิ์เดชตามอำเภอใจ ประสาทสัมผัสของผู้บำเพ็ญนั้นเฉียบคมยิ่งนัก ผู้ที่มีตบะสูงกว่าเขาย่อมตรวจพบการลอบมองได้โดยง่าย
ทว่าในหุบเขาไท่ซางแห่งนี้ไม่มีผู้ใดที่มีตบะสูงไปกว่าเขา ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ไหลผ่านดวงตา ทุกการเคลื่อนไหวของทุกคนในหุบเขาล้วนตกอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น
อะแฮ่ม... ศิษย์สตรีเหล่านี้ช่างรักสะอาดกันเสียจริง อาบน้ำกันกลางวันแสก ๆ เช่นนี้ สุภาพชนพึงสำรวมตา สุภาพชนพึงสำรวมหู!
ไป๋ตงหลินทดลองใช้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยุดลง อิทธิฤทธิ์นี้หากนำไปใช้ลอบมอง... ไม่ใช่สิ หากนำไปใช้สืบหาข้อมูลศัตรูช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก มันลึกลับและซ่อนเร้นยิ่งกว่าจิตสัมผัสเทพเสียอีก ขอเพียงที่ใดในขอบเขตอิทธิฤทธิ์มีแสงสว่าง เขาก็จะมองเห็น และขอเพียงที่ใดมีสายลมพัดผ่าน เขาก็จะได้ยิน
"พี่ใหญ่! เสี่ยวจื่อเหนื่อยเหลือเกิน!"
เสี่ยวจื่อนอนหมดแรงกลิ้งไปมาบนพื้น ก่อนจะเลื้อยมาพันแข้งพันขาเขา เถาวัลย์ที่เคยงดงามดุจหยกม่วงกลับหม่นแสงลง เห็นได้ชัดว่าสูญเสียพลังไปมหาศาล
"เสี่ยวจื่อ เจ้าทำได้ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว!"
สายตาของไป๋ตงหลินเปี่ยมไปด้วยความเมตตาราวกับบิดาผู้เอ็นดูบุตร เขาหยิบขวดหยกออกมา หยดน้ำนมล้ำค่าหมื่นปีลงบนตัวเสี่ยวจื่อสามหยด นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายของเสี่ยวจื่อจะรับได้ในตอนนี้ มันไม่ได้เหมือนกับเขาที่ต่อให้ร่างกายจะอัดแน่นจนแทบระเบิดก็ไม่เป็นไร
เสี่ยวจื่อราวกับฟองน้ำ ดูดซับหยาดน้ำนมล้ำค่าเข้าไปในทันที เถาวัลย์ที่หม่นแสงพลันระเบิดแสงสีม่วงเจิดจ้าออกมา แสงสีม่วงท่วมท้นไปทั่วกระท่อมหลังน้อย เสี่ยวจื่อที่เคยนอนพะงาบ ๆ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เถาวัลย์หยกม่วงทั้งหนาและยาวขึ้นกว่าเดิม
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ดูท่าเมื่อเสี่ยวจื่อย่อยสลายน้ำนมหยกล้ำค่าเสร็จสิ้นคงจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เขาขยับความคิดเก็บเสี่ยวจื่อเข้าไปในลางตาย
ภายในลางตายยามนี้เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว บนพื้นดินสีแดงฉานอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ปรากฏโอเอซิสขนาดไม่เล็กขึ้นมาแห่งหนึ่ง รอบ ๆ สวนสมุนไพรมีต้นไม้ใหญ่สีเขียวมรกตปักเรียงรายอยู่หลายต้น
"ต้นไม้ใหญ่" เหล่านี้แท้จริงแล้วคือกิ่งก้านที่ตัดมาจากต้นไม้ยักษ์ในเขตแดนโบราณ กิ่งไม้เหล่านี้แปลกประหลาดนัก จะว่ามันมีชีวิตก็ไม่เชิง แต่เพียงแค่นำมาปักไว้ในโลกต้นกำเนิดอันแสนทารุณของลางตาย พวกมันไม่เพียงไม่เหี่ยวเฉา แต่กลับค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างช้า ๆ
เพียงเวลาสั้น ๆ บนพื้นดินสีแดงเริ่มมีต้นหญ้าสีเขียวขจีงอกเงย แม้แต่สมุนไพรวิญญาณในสวนที่เคยเหี่ยวเฉาก็เริ่มกลับมาดูมีชีวิตชีวา
จิตวิญญาณบุปผาทั้งสี่ตนบินวนเวียนอยู่ในสวนสมุนไพร ให้ความรู้สึกราวกับเป็นดินแดนสวรรค์ที่ปลีกวิเวก สำหรับเขาแล้ว ลางตายนี้เริ่มดูไม่เหมือนอาวุธเข้าไปทุกที แต่ดูเหมือนว่าโลกต้นกำเนิดนี้จะมีประโยชน์มหาศาลยิ่งกว่า
"พี่ไป๋! อยู่บ้านหรือไม่? ข้ามาหาเจ้าแล้ว!"
เสียงอันดังสนั่นของเซิ่งชิงแว่วมาจากนอกเรือน ความคิดของไป๋ตงหลินถูกขัดจังหวะ เงาร่างของเขาไหววูบปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้านทันที