- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 114 อิทธิฤทธิ์ผูกพันวิญญาณ
บทที่ 114 อิทธิฤทธิ์ผูกพันวิญญาณ
บทที่ 114 อิทธิฤทธิ์ผูกพันวิญญาณ
บทที่ 114 อิทธิฤทธิ์ผูกพันวิญญาณ
ศิลาจารึกสืบทอดอิทธิฤทธิ์ ‘ใกล้เพียงตาไกลสุดฟ้า’ มีอานุภาพช่วยเกื้อหนุนให้ผู้ฝึกตนหยั่งรู้ถึงกฎเกณฑ์มรรคาแห่งมิติได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนวิชาลับ ‘มหาเวทสลายร่างสวรรค์’ นั้น ไป๋ตงหลินได้บรรลุจนแตกฉานแล้ว ในฐานะที่เป็นวิชาลับหลบหนีประเภทเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย สำหรับเขาผู้เชี่ยวชาญในมรรคานี้เป็นพิเศษ ย่อมมิใช่เรื่องล้ำลึกอันใด เพียงแค่ระเบิดตัวเองเล่นสักสองสามครา ก็ย่อมสำเร็จได้เองตามธรรมชาติ!
ดังนั้นตลอดสามวันที่ผ่านมา ไป๋ตงหลินจึงทุ่มเทเวลาไปกับการหยั่งรู้อิทธิฤทธิ์ใกล้เพียงตาไกลสุดฟ้า ด้วยแรงเกื้อหนุนจากศิลาจารึกสืบทอด ทำให้กฎเกณฑ์มิติภายในช่องวิญญาณของเขาถูกจารึกเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
สามวันให้หลัง เมื่อเวลาที่ได้รับเป็นรางวัลหมดสิ้นลง ไป๋ตงหลินก็ก้าวออกจากแดนศิลาด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขาไม่ได้กลับไปยังเรือนไผ่ม่วง แต่ตรงไปยังเขตพื้นที่ส่วนกลางสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายของสำนักศักดิ์สิทธิ์ ณ โรงเตี๊ยมสูงตระหง่านใกล้กับใจกลางพื้นที่ ซึ่งก็คือหอสุราฮั่นไห่ที่เขาเคยมาเยือนครั้งหนึ่งนั่นเอง
วันนี้คือวันที่เขานัดหมายกับชิวเจิน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาเทียนเว่ย ตอนที่เขายังอยู่ในแดนศิลา ชิวเจินได้ส่งข้อมูลมาสอบถามเรื่องหญ้าวิญญาณ ดูท่าทางจะร้อนใจจนแทบรอไม่ไหว
"ฮ่า ๆ ๆ ศิษย์น้องไป๋ มาแล้วหรือ มาเถอะ รีบนั่งลงเร็วเข้า!"
ชิวเจินมายืนรออยู่หน้าประตูห้องบนชั้นสูงสุดตั้งนานแล้ว เมื่อเห็นไป๋ตงหลินปรากฏตัวขึ้นที่โรงเตี๊ยม ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย นำทางไป๋ตงหลินเข้าไปข้างในด้วยสีหน้าตื่นเต้นยิ่ง
"ศิษย์พี่ชิวเกรงใจเกินไปแล้ว"
ไป๋ตงหลินนั่งลงด้วยรอยยิ้มที่ดูสุภาพอ่อนโยน เขามองดูอาหารรสเลิศราคาแพงที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ดูเหมือนครั้งนี้ชิวเจินจะมีความจริงใจมากกว่าการพบกันครั้งแรกมากนัก
ชิวเจินไม่ได้นั่งลง แต่กลับยืนอยู่ด้านข้าง พลางถูมือไปมาอย่างประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
"ศิษย์น้องไป๋ ไม่ทราบว่าพอจะให้ศิษย์พี่ดูของสิ่งนั้นก่อนได้หรือไม่?"
"ย่อมได้อยู่แล้ว นี่คือข้อตกลงที่ข้าทำไว้กับศิษย์พี่แต่แรก"
ไป๋ตงหลินหยิบกล่องหยกออกมาจากกำไลแล้วยื่นส่งให้ ชิวเจินรับไปอย่างระมัดระวัง เมื่อเปิดกล่องหยกออก ลูกกลมสีขาวดำสลับกันขนาดเล็กก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา พร้อมกับมีไอพลังหยินหยางหมุนวนอยู่รอบ ๆ
"ของจริง! นี่คือหญ้าหมุนวนหยินหยางจริง ๆ ด้วย!"
ชิวเจินตื่นเต้นจนมือสั่นเทา ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มแดงก่ำ เขาเพียงแต่เคยได้ยินผู้อาวุโสในสำนักเอ่ยถึงโดยบังเอิญว่า ในแดนโบราณหมิงยวี่อาจจะมีหญ้าวิญญาณประหลาดชนิดนี้อยู่ การที่เขาฝากฝังให้พวกไป๋ตงหลินช่วยหานั้น ก็เป็นเพียงความหวังอันน้อยนิดเผื่อฟลุ๊กเท่านั้น
ช่วงที่ผ่านมาเขาได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแดนโบราณมาบ้าง เดิมทีคิดว่าพวกไป๋ตงหลินรักษาชีวิตรอดกลับมาได้ก็บุญนักหนาแล้ว ย่อมไม่มีกะจิตกะใจไปช่วยเขาตามหาของล้ำค่าที่หายากยิ่งในแดนโบราณแน่
เรื่องนี้ทำให้เขาไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง เพราะต้องรู้ไว้ว่าในอนาคตคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปในแดนโบราณหมิงยวี่อีกแล้ว เขาผู้ตกอยู่ในความสิ้นหวังลองเอ่ยถามไป๋ตงหลินดูเพียงเพื่อทดสอบเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าไป๋ตงหลินจะมอบของขวัญล้ำค่าที่น่าตกตะลึงเยี่ยงนี้ให้เขาจริง ๆ!
"ศิษย์น้องไป๋! ต่อไปนี้เจ้าคือพี่น้องร่วมสาบานของข้าชิวเจิน! มา นี่คือหนึ่งแสนคะแนนตามที่ตกลงกันไว้ ศิษย์พี่ติดค้างบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อเจ้า ครั้งหน้าหากมีเรื่องใดต้องการให้ช่วย เพียงแค่บอกมา ศิษย์พี่ผู้นี้จะทุ่มสุดตัวอย่างแน่นอน!"
ชิวเจินใช้มือทั้งสองข้างจับไหล่ของไป๋ตงหลินไว้ พลางเอ่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ จากนั้นทั้งสองก็นำกำไลมรรคสูงสุดมาสัมผัสกันเพื่อโอนหนึ่งแสนคะแนนไปให้
ไป๋ตงหลินรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาในใจ เขาขยับไหล่เล็กน้อยเพื่อสลัดมือของชิวเจินออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ศิษย์พี่ชิวกล่าวเกินไปแล้ว ผู้น้อยเพียงรับปากผู้ใดแล้วย่อมต้องทำให้สำเร็จ ศิษย์พี่ได้จ่ายค่าตอบแทนมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้"
"ฮ่า ๆ ๆ ศิษย์น้องไป๋ เจ้านี่ช่างเป็นคนดีจริง ๆ! ศิษย์พี่ยังมีธุระอื่น ขอตัวลาไปก่อน!"
เมื่อชิวเจินกล่าวจบ ร่างของเขาก็เลือนหายไปในพริบตา ดูท่าทางจะเร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋ตงหลินส่ายหัวเล็กน้อย ร่างกายสั่นไหวเบา ๆ ชุดคลุมสีดำที่สวมอยู่ก็สลายกลายเป็นความว่างเปล่า แสงสีแดงวาบผ่านไป ชุดคลุมสีดำชุดใหม่เอี่ยมก็ถูกสวมทับลงบนร่างแทน
หลังจากทำเช่นนั้น ร่างกายที่รู้สึกไม่สบายตัวจึงค่อยผ่อนคลายลง เขาไม่ได้รังเกียจความชอบส่วนบุคคลที่พิเศษเช่นนี้ เพียงแต่เกรงว่าจะติดเชื้อจากอีกฝ่ายก็เท่านั้น
เขายกมือขึ้นรินสุราวิญญาณหนึ่งจอกแล้วดื่มจนหมดสิ้น จากนั้นร่างก็อันตรธานหายไป ทิ้งให้อาหารรสเลิศเต็มโต๊ะวางอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีใครแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
……
ประตูแสงบานหนึ่งพลันผุดขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย
ไป๋ตงหลินในอาภรณ์สีดำก้าวเท้าออกจากประตูแสง เช่นเดียวกับวิหารกาลในตอนนั้น กำไลมรรคสูงสุดได้มอบสิทธิ์ชั่วคราวให้แก่เขา เพื่อเปิดประตูแสงนำทางมายังที่ตั้งของ "ทะเลกฎต้นกำเนิด"
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ประตูแสงวงวนขนาดมหึมาที่ทอประกายระยิบระยับก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เบื้องหน้าของมันคือรูปปั้นอสูรประหลาดสีดำสนิทสองตน และเบื้องหลังประตูแสงนี้ก็คือทะเลกฎต้นกำเนิดนั่นเอง!
ไป๋ตงหลินก้าวเท้าไปข้างหน้า ดวงตาของรูปปั้นสีดำสาดรังสีสีแดงออกมาปกคลุมร่างเขาทันที กำไลพลันเปล่งแสงสีแดงวูบหนึ่ง รังสีในดวงตาของรูปปั้นจึงค่อย ๆ เลือนหายไป จิตใจที่ตึงเครียดของไป๋ตงหลินผ่อนคลายลงในฉับพลัน เมื่อครู่นี้กลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวได้ล็อกเป้าหมายมาที่เขา หากมีความผิดปกติเพียงนิดเดียว เกรงว่าเขาคงถูกรูปปั้นนี้สังหารภายในพริบตา!
เขามีสีหน้าสำรวมขณะก้าวข้ามประตูแสงวงวน ภาพตรงหน้าพร่าพรายด้วยแสงสีอันวิจิตรอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมาถึงยังพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง
พื้นที่แห่งนี้ไม่กว้างใหญ่นัก ไป๋ตงหลินถึงกับมองเห็นความโค้งของห้วงนภาได้อย่างชัดเจน ท้องฟ้าที่นี่เต็มไปด้วยสีสันเจ็ดประการละลานตา เหนือห้วงนภาขึ้นไปมีโซ่ตรวนกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่อย่างช้า ๆ ราวกับทะเลเจ็ดสีที่กำลังคลุ้มคลั่ง
กลิ่นอายกฎเกณฑ์อันลึกลับซับซ้อนอบอวลไปทั่วพิภพจำลองแห่งนี้ ไป๋ตงหลินไม่เคยสัมผัสถึงกฎแห่งฟ้าดินได้ชัดเจนเช่นนี้มาก่อน ทั้งกฎแห่งพลัง กฎแห่งวิญญาณ กฎแห่งห้วงมิติ และกฎแห่งความเจ็บปวด ทุกกฎเกณฑ์ล้วนแจ่มชัดยิ่งนัก ราวกับสามารถหยิบฉวยมาได้ง่ายดายเพียงแค่เอื้อมมือ!
ภายในมิตินี้ แม้แต่ผืนดินยังทอแสงเจ็ดสี บนหินยักษ์ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป มีศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หลายคนนั่งขัดสมาธิอยู่ ทุกคนต่างทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการหยั่งรู้กฎเกณฑ์
ไป๋ตงหลินระงับความฟุ้งซ่าน โอกาสครั้งนี้ได้มาไม่ง่ายนัก จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้ เขาเคลื่อนกายวูบเดียวก็ไปปรากฏตัวอยู่บนหินยักษ์ก้อนหนึ่ง
เขาหยิบใบชาหยั่งมรรคสีเขียวมรกตออกมา กลิ่นหอมกรุ่นอันลึกลับทำให้จิตใจของเขาสงบนิ่งลงในทันที เขาอมใบชาหยั่งมรรคไว้ในปาก หลับตาลง และจมดิ่งเข้าสู่การฝึกตน
ภายในช่องวิญญาณ กฎเกณฑ์ต้นกำเนิดอิทธิฤทธิ์สายสุดท้ายหลอมละลายจนสิ้น การเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับระเบิดออกมาจากส่วนลึกของร่างกาย ใบชาหยั่งมรรคในปากเปล่งแสงสีเขียวใสกระจ่าง ขยายกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายให้รุนแรงขึ้นนับหมื่นเท่า
ห้วงมิติรอบกายถูกชักนำด้วยกลิ่นอายนี้ โซ่ตรวนกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนที่กลั่นตัวจากกฎแห่งพลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นรอบกายไป๋ตงหลิน พันธนาการและห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้
กฎแห่งฟ้าดินที่ยามปกติยากจะหยั่งรู้ บัดนี้กลับพยายามแทรกซึมเข้าสู่ช่องวิญญาณด้วยตนเอง ภายใต้การเกื้อหนุนจากวิญญาณอันทรงพลังของไป๋ตงหลิน กฎเหล่านั้นถูกสลักลงในช่องวิญญาณจนหมดสิ้น
เนิ่นนานผ่านไป ชุดกฎแห่งพลังที่สมบูรณ์ซึ่งอ้างอิงจากอิทธิฤทธิ์ "เลียนสวรรค์จำลองปฐพี" ก็ได้ถูกจารึกไว้ในส่วนลึกของช่องวิญญาณอย่างแน่นแฟ้น
ไป๋ตงหลินมีสีหน้าเคร่งขรึม ขั้นตอนต่อไปนี้คือจุดสำคัญที่สุด ช่องวิญญาณที่บรรจุกฎแห่งพลังอันสมบูรณ์ระเบิดแสงเจิดจ้าออกมาอย่างรุนแรง แสงต้นกำเนิดชีวิตที่อยู่ลึกภายในร่างกายถูกชักนำให้ปรากฏขึ้นมาอย่างช้า ๆ ในพริบตาต่อมา มันก็ห่อหุ้มช่องวิญญาณที่เปล่งประกายนั้นไว้ กลิ่นอายอันลี้ลับแผ่ซ่านไปถึงทุกอนุภาคทั่วทั้งร่างในทันที!
ระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ บรรลุแล้ว!
ในวินาทีนี้ "เลียนสวรรค์จำลองปฐพี" ได้กลายเป็นอิทธิฤทธิ์ผูกพันวิญญาณของไป๋ตงหลินอย่างสมบูรณ์!
กลิ่นอายอันลึกลับนับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่ในใจ การใช้อิทธิฤทธิ์และกฎแห่งพลังไม่ติดขัดหรือตายตัวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่กลับเป็นไปตามใจปรารถนาและมีอานุภาพมหาศาลยิ่งขึ้น!
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้อิทธิฤทธิ์นี้ในภายภาคหน้าไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองโลหิตปฐมอีก ขอเพียงเขายังมีเรี่ยวแรง ก็สามารถสำแดงฤทธานุภาพได้ตลอดเวลา อิทธิฤทธิ์นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว สำหรับตัวเขาที่เป็นอมตะไม่ดับสูญ สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับการร่ายวิชาโดยไม่เสียค่าตอบแทนเลยสักนิด
กฎแห่งพลังยังหลอมรวมเข้ากับแสงต้นกำเนิดชีวิต ต่อให้ไม่สำแดง "เลียนสวรรค์จำลองปฐพี" เขาก็สามารถใช้กฎเกณฑ์เพื่อเพิ่มพละกำลังได้ เพียงแต่ผลลัพธ์นั้นยังห่างไกลจากการใช้อิทธิฤทธิ์อยู่มาก
ความเข้าใจในอิทธิฤทธิ์ของเขาก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงขนาดร่างกายได้ตามใจชอบ หรือแม้แต่เลือกเปลี่ยนเฉพาะบางส่วนของร่างกายก็ยังได้
แน่นอนว่า จุดเด่นของอิทธิฤทธิ์ "เลียนสวรรค์จำลองปฐพี" ที่ว่ายิ่งร่างกายขยายใหญ่เท่าใด พละกำลังก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่เพียงแต่อิทธิฤทธิ์ที่มีพื้นที่ให้ก้าวหน้าได้อีกมาก แม้แต่กฎแห่งพลังก็เช่นกัน กฎแห่งพลังที่เขาหยั่งรู้ได้ในตอนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎแห่งพลังอันมหาศาล ซึ่งเน้นไปที่การเสริมพลังกายเป็นหลัก
ทว่ากฎแห่งพลังนั้นเป็นกฎเกณฑ์ที่ทรงพลัง ล้ำลึก และมีความหลากหลายอย่างยิ่งยวด
แม้แต่แรงพื้นฐานทั้งสี่ของจักรวาล ก็ยังจัดอยู่ในประเภทของกฎแห่งพลัง!
เส้นทางของเขายังอีกยาวไกลนัก เพียงแค่กฎเกณฑ์ที่ใช้เพิ่มพลังกายอย่างเดียว เขาก็เพิ่งจะเริ่มต้นควบคุมได้เท่านั้น ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมหาศาล
เขาสลัดความฟุ้งซ่านในใจทิ้งไป และเริ่มหยั่งรู้กฎเกณฑ์ต่อไป เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับออกไปเมื่อใด จะมัวเสียเวลาไม่ได้เด็ดขาด
กฎแห่งพลัง กฎแห่งวิญญาณ กฎแห่งห้วงมิติ กฎแห่งความเจ็บปวด กฎเกณฑ์นานัปการอบอวลอยู่ในใจ และถูกวิญญาณอันทรงพลังของเขาฉกฉวยไว้เพื่อสลักลงในช่องวิญญาณทีละอย่าง ทุกลมหายใจที่ผ่านไปเขาล้วนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
ทะเลกฎต้นกำเนิดแห่งนี้เป็นดินแดนล้ำค่าอย่างแท้จริง หากเป็นไปได้ เขาอยากจะพำนักอยู่ที่นี่ตลอดไปเสียเลย!