- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 109 หัวใจแห่งฟ้าดิน
บทที่ 109 หัวใจแห่งฟ้าดิน
บทที่ 109 หัวใจแห่งฟ้าดิน
บทที่ 109 หัวใจแห่งฟ้าดิน
"ดับสูญนิรันดร์!"
สิ้นเสียงพึมพำแผ่วเบาของคลั่งกระบี่ กระบี่มารดับสูญก็ค่อย ๆ แทงทะลวงลงมา ร่างอันมหึมาของเนตรมารพลันเลือนหายกลายเป็นความว่างเปล่า เริ่มตั้งแต่ศีรษะไล่ลงมาทีละนิ้ว เพียงชั่วพริบตาก็สูญสิ้นมลายไปอย่างสมบูรณ์
หนึ่งในสิบอัปมงคลผู้ถือกำเนิดพร้อมฟ้าดิน ทั้งยังเป็นอมตะไม่ดับสูญ กลับถูกทำลายล้างอย่างง่ายดายด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว
พวกของชิงเฟิงที่อยู่ไกลออกไปไม่ทันได้ยินดี ก็ต้องเห็นระลอกคลื่นสีเทาแห่งการดับสูญแผ่ซ่านออกมาดุจระลอกน้ำ เหล่าผู้บำเพ็ญที่ยืนหยัดอยู่บนความว่างเปล่าต่างขวัญหนีดีฝ่อ รีบหันหลังหนีสุดชีวิต แสงสว่างทั่วร่างระเบิดออก เร่งความเร็วพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
ทว่าความเร็วในการลุกลามของระลอกคลื่นสีเทานั้นเหนือล้ำเกินจินตนาการ เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างชิงเฟิงเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ชั้นคั่นมิติ ระลอกคลื่นนั้นก็กวาดเอาผู้บำเพ็ญระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งสิบกว่าคนพร้อมกับห้วงสุญญากาศขนาดใหญ่หายวับไปกลายเป็นความว่างเปล่า
เปรี๊ยะ!
นภาปริแยก!
รอยแยกสีโลหิตขนาดมหึมาพาดผ่านห้วงนภาแห่งเขตแดนโบราณในทันที เสียงร่ำไห้อันโหยหวนแว่วดังขึ้นระหว่างฟ้าดิน แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่ากลับยังไม่พังทลายลงมามากนักอย่างผิดคาด
โฮก!
สิบอัปมงคลอีกเก้าตนที่เหลือต่างแหงนหน้าคำรามกึกก้อง การดับสูญอย่างสมบูรณ์ของเนตรมารทำให้พวกมันรับรู้ถึงภยันตราย พวกมันละทิ้งเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งแห่งเขตแดนโบราณพร้อมกัน แล้วฉีกกระชากมิติพุ่งเป้าไปที่คลั่งกระบี่ หมายจะร่วมแรงสังหารเขาให้สิ้นซาก!
คลั่งกระบี่ท่ามกลางหลุมดำขนาดมหึมา มีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา คล้ายไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น เขาเยื้องย่างเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึง "แดนเปรต"
"หิว! หิวเหลือเกิน!"
"พี่จ๋า! น้องหิวเหลือเกิน!!"
"น้องพี่! กินมันเสีย!"
เอ้าอินฟาดหน้าอกตนเองด้วยลำแขนอันมหึมา เนตรยักษ์สีโลหิตทั้งสี่ดวงจ้องเขม็งไปยังคลั่งกระบี่ที่ยืนอยู่กลางเวหา
วึ่ง! วึ่ง!
ห้วงมิติสั่นสะเทือนจนแตกสลาย ลำแสงสีแดงฉานมหึมาสี่สายพุ่งออกจากดวงตาของเอ้าอิน พร้อมกับแสงสีดำทมิฬที่พ่นออกมาจากปากใหญ่ทั้งสองซึ่งโชติช่วงด้วยเพลิงนิล
คลั่งกระบี่หาได้หลบเลี่ยง ลำแสงยักษ์ทั้งหกสายพลันมลายหายไปเป็นความว่างเปล่าเมื่อเข้าใกล้ร่างเขาเพียงหนึ่งนิ้ว แม้แต่ชายอาภรณ์สีดำสนิทของเขาก็ยังไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย
เขาชูกระบี่มารดับสูญขึ้นแล้วฟันลงไปยังเอ้าอินอย่างช้า ๆ ประกายกระบี่สีเทาวาบผ่านไป ร่างของเอ้าอินแข็งค้าง เริ่มแตกแยกตั้งแต่ระหว่างคิ้ว ถูกผ่าออกเป็นสองซีกในชั่วพริบตา และในอึดใจต่อมา ร่างมหึมานั้นก็มลายสิ้นกลายเป็นความว่างเปล่า
เอ้าอิน หนึ่งในสิบอัปมงคลที่กลืนกินชีวิตนับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยอิ่มหนำแม้แต่มื้อเดียว บัดนี้ได้ดับสูญไปโดยสิ้นเชิง ขอให้ในขุมนรกไม่มีความหิวโหยอีกต่อไป
เปรี๊ยะ!
รอยแยกสีโลหิตอีกสายหนึ่งพาดผ่านห้วงนภา ตัดไขว้กับรอยแยกสายแรก ห้วงนภาอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตของเขตแดนโบราณถูกขีดเขียนด้วยอักษร "X" สีแดงขนาดใหญ่ยักษ์!
โฮก!
ห้วงมิติรอบแดนเปรตต่างพังทลายลง สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ทั้งแปดตนก้าวข้ามมิติมาล้อมรอบคลั่งกระบี่ไว้ตรงกลาง โดยไม่ลังเล สิบอัปมงคลอีกแปดตนที่เหลือต่างจู่โจมพร้อมกันในทันที
การต่อสู้อันดุเดือดกลับไม่เกิดขึ้น การโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วนเมื่อเข้าใกล้คลั่งกระบี่ก็มลายกลายเป็นความว่างเปล่า คลั่งกระบี่ยังคงนิ่งเฉยไม่หลบหลีก เพียงแต่ตวัดกระบี่ออกไปอย่างแผ่วเบาคราแล้วคราเล่า
ทั้งสองฝ่ายราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนละมิติกัน ไม่ว่าสิบอัปมงคลจะโจมตีอย่างไร ก็ไม่สามารถทำอันตรายคลั่งกระบี่ได้แม้แต่น้อย ในขณะที่ทุกกระบี่ของคลั่งกระบี่ย่อมต้องปลิดชีพสิบอัปมงคลไปหนึ่งตนเสมอ!
หลังจากผ่านไปแปดกระบี่ สิบอัปมงคลก็ดับสูญลงอย่างสิ้นเชิง แดนเปรตทั้งเขตถูกคลื่นกระแทกอันน่าหวาดกลัวทำลายล้างจนสูญสิ้น กลายเป็นพื้นที่แรกที่ถูกลบเลือนไปจากแผนที่ของเขตแดนโบราณ
ห้วงนภาแห่งเขตแดนโบราณในยามนี้เปรียบเสมือนกระจกที่แตกละเอียด รอยแยกสีโลหิตยิตยับปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า หยาดเลือดหลั่งรินลงมาจากฟากฟ้าดุจห่าฝน
เสียงคร่ำครวญแผ่วเบาเลือนหายไปจนหมดสิ้น ยามนี้ฟ้าดินกลับเงียบสงัด สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนในเขตแดนโบราณต่างมองไปยังนภาที่หลั่งโลหิตด้วยความหวาดกลัว แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนผืนดิน ภูเขาไฟระเบิด ลาวาพวยพุ่ง
อัสนีบาต พายุหมุน แผ่นดินไหว สึนามิ ขุนเขาถล่มทลาย ภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวอุบัติขึ้นทุกหนแห่งบนแผ่นดิน เสียงร่ำไห้ของประชาราษฎร์ดังระงม บาดเจ็บล้มตายลงนับไม่ถ้วนในชั่วพริบตา
คลั่งกระบี่ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ดวงตาสีดำขลับยังคงเฉยเมย ร่างของเขาวาบไหว เพียงพริบตาก็มาถึงดินแดนร้างอันเยือกเย็น ปรากฏตัวขึ้นเหนือแท่นบูชาแปดเหลี่ยมสีดำสนิท
เขาหันไปมองเขตแดนโบราณที่กำลังจะล่มสลายแวบหนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทไหววูบเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของกระบี่มารดับสูญ เขาก้าวเข้าสู่ช่องทางมืดสนิทและจากเขตแดนนี้ไปในทันที
ช่องทางมืดสนิทพลันหดตัวลงอย่างรุนแรง พร้อมกับแท่นบูชาแปดเหลี่ยมขนาดมหึมาที่มลายหายไปเป็นความว่างเปล่า
"อามิตาภพุทธ! สาธุ สาธุ!"
มอหลัวประนมมือขึ้น สายตาแหงนมองนภาที่แตกสลาย รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูอ่อนโยนขึ้น เบื้องหลังของเขามีร่างเงาสีดำเลือนรางสิบสายยืนตระหง่าน แต่ละร่างล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
"เหล่าสหายเต๋า โปรดตามอาตมาไปยังใจกลางแห่งฟ้าดิน เพื่อนำ 'ชาง' ออกมา!"
"ประเสริฐ!"
สุ้มเสียงของเงาร่างทมิฬทั้งสิบแฝงไว้ด้วยความร้อนรน แม้ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือผู้มีตบะบารมีสะท้านฟ้า ทว่าในยามนี้กลับมิอาจสะกดกลั้นความตื่นเต้นพลุ่งพล่านภายในใจได้ แผนการที่วางไว้นับเอนกอนันต์ปี ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเสียที
มอหลัวยกมือขึ้นดีดนิ้วเบา ๆ มิติตรงหน้าพลันแตกสลาย ช่องทางมืดสนิทสายหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น นำไปสู่สถานที่อันลี้ลับที่มิมีผู้ใดล่วงรู้ ทุกคนก้าวเข้าสู่ช่องทางนั้น แม้ฝีเท้าจะดูเชื่องช้าทว่ากลับรวดเร็วถึงขีดสุด ราวกับวิชาหดปฐพีเพียงย่างก้าวก็ไกลนับพันลี้
ครู่ต่อมา ทุกคนก็มาถึงสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่ง ท่ามกลางห้วงมิติที่อบอวลไปด้วยแสงสีพราวพราย ทรงกลมแสงขนาดมหึมาดวงหนึ่งลอยล่องอยู่ ทรงกลมแสงที่เคยเจิดจรัสไร้เทียมทานดวงนั้น ยามนี้กลับหม่นแสงไร้รัศมี ทั้งยังแตกร้าวผุพังจวนเจียนจะสูญสลาย
ลึกเข้าไปในดวงตาของมอหลัวฉายแววลิงโลดใจ เขาฉกฉวยสัมผัสถึงกลิ่นอายอันลึกลับสุดหยั่งคาดนั้นได้ "ชาง" อยู่ที่นี่จริง ๆ!
มอหลัวและเงาร่างทมิฬทั้งสิบเคลื่อนกายวูบวาบ เพียงพริบตาก็ทะลุผ่านรอยแยกขนาดใหญ่ของทรงกลมแสงเข้าไปสู่ภายใน
ภายในทรงกลมแสงบัดนี้เงียบสงัดราวป่าช้า ดวงตาของมอหลัวทอประกายแสงสีทอง สรรพสิ่งในพื้นที่อันมืดมิดพลันปรากฏแก่สายตา
ท่ามกลางพื้นที่อันว่างเปล่าไพศาล มีเพียงสิ่งเดียวตั้งตระหง่านอยู่ นั่นคือศิลาทรงกลมสีดำสนิทก้อนหนึ่ง บนหินที่ดูธรรมดาสามัญก้อนนั้นกลับสลักอักษร "ชาง" เอาไว้ พร้อมกับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันลี้ลับยากแท้หยั่งถึงออกมาโดยรอบ
ศิลาเพียงก้อนเล็ก ๆ นี้ ราวกับเข้าเติมเต็มพื้นที่ในทรงกลมแสงจนเปี่ยมล้น ทำให้ในดวงตาของพวกมอหลัวไม่อาจบรรจุสิ่งอื่นใดลงไปได้อีก
เงาร่างทมิฬผู้หนึ่งมิอาจสะกดใจได้อีกต่อไป ร่างนั้นพุ่งเข้าหา "ชาง" ในทันที ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มขยับเขยื้อน เตรียมจะลงมือเช่นกัน
"เหอะ!"
มอหลัวแค่นเสียงเย็นชาหนึ่งคำ ดุจดั่งเสียงอัสนีบาตฟาดกัมปนาท เงาร่างที่พุ่งเข้าหา "ชาง" พลันชะงักงัน แข็งค้างอยู่กับที่ เหงื่อกาฬไหลชโลมทั่วร่าง ความโลภโมโทสันในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวา
"ท่านมหาเถระโปรดอภัย! เป็นข้าที่วู่วามไปเอง!"
เงาร่างทมิฬรีบถอยกลับไปยังจุดเดิม ยืนก้มหน้าไม่กล้าคิดคดอีก หากมิใช่เพราะติดตามมอหลัวผ่านความเป็นความตายมานานหลายปี เกรงว่าเมื่อครู่เขาคงสิ้นชีพไปแล้ว
มอหลัวมิได้สนใจความคิดของคนเหล่านั้น ดวงตายังคงจ้องมอง "ชาง" อย่างลุ่มหลง ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้มิอาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป
เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปเบื้องหน้า "ชาง" ยื่นมือออกไปหมายจะคว้ามา ทว่ายามปลายนิ้วสัมผัสถูกศิลาสีดำสนิทนั้น กลับทะลุผ่านไปเสียเฉย ๆ "ชาง" พลันสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะแตกสลายราวกับฟองสบู่แล้วเลือนหายไปในพริบตา
รอยยิ้มบนใบหน้าของมอหลัวพลันแข็งค้าง เขาชูมือค้างไว้อย่างโง่งม เงาร่างทมิฬทั้งสิบที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็เบิกตาค้างเช่นกัน ภายในพื้นที่ทรงกลมแสงพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย บรรยากาศเริ่มกดดันหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ
"มอหลัว! เจ้าคิดจะฮุบไว้เพียงผู้เดียวรึ! ส่ง 'ชาง' ออกมาเดี๋ยวนี้!"
เงาร่างทมิฬทั้งสิบพลันพุ่งทะยานขึ้น พร้อมส่งเสียงคำรามหวีดแหลมแสบแก้วหู ยามนี้ในใจของทุกคนหาได้มีความยำเกรงต่อมอหลัวอีกต่อไป มีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น คือฆ่ามอหลัวแล้วชิง "ชาง" กลับมา!
เงาร่างทมิฬทั้งสิบล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งที่มีพลังอำนาจล้นฟ้า พลังของพวกเขาเหนือล้ำกว่าผู้บำเพ็ญระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งในโลกย่อยอย่างแดนโบราณหมิงยวี่ไปไกลโข กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นที่ระเบิดออกมาพร้อมกัน ส่งผลให้พื้นที่ทรงกลมแสงที่ผุพังอยู่แล้วพังทลายลงในทันที!
หมัดทมิฬสลักจิต ฝ่ามือยักษ์อันร้อนระอุ ควันเขียวชวนขนลุก นิ้วโลหิตสีแดงฉานขนาดมหึมา...
เงาร่างทมิฬทั้งสิบรู้ซึ้งดีว่าตาเฒ่ามอหลัวผู้นี้มีพลังน่าสยดสยองเพียงใด ดังนั้นจึงลงมืออย่างสุดกำลัง การโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวถูกควบแน่นจนถึงขีดสุด กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอจะบดขยี้พื้นที่ประหลาดแห่งนี้จนแหลกลาญ
มอหลัวยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม ราวกับมิอาจยอมรับความจริงตรงหน้าได้ชั่วขณะ เขาเมินเฉยต่อการโจมตีของทุกคน แสงธรรมเจ็ดสีที่ลอยล่องอยู่เบื้องหลังหมุนวนโดยอัตโนมัติ ก่อตัวเป็นวังวนขนาดมหึมา กลืนกินการโจมตีอันทรงพลังทั้งมวลเข้าไปจนหมดสิ้น
"ชาง" ของข้าเล่า? ก้อนใหญ่ขนาดนั้น เมื่อครู่ยังอยู่ที่นี่แท้ ๆ!
สติของมอหลัวค่อย ๆ กลับคืนมา เพลิงโทสะสีทองลุกโชนอยู่ในดวงทาทั้งสองข้าง เขาถูกหลอกเสียแล้ว! อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจในสถานที่เฮงซวยแห่งนี้มาเนิ่นนาน สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่า
เขาหลงคิดว่าตนเองวางแผนอย่างรัดกุม ปั่นหัวทั้งแดนเฉียนหยวน เขตแดนยมโลกดำ และแดนดับสูญเงียบงันจนหมุนคว้าง คิดไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้ว ตนเองต่างหากที่เป็นผู้ถูกปั่นหัวมาโดยตลอด!
"พอได้แล้ว!"
มอหลัวคำรามลั่นด้วยโทสะ เพลิงสีทองพวยพุ่งออกจากดวงตา ฝ่ามือพลันเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามก่อนจะคว้าหมับไปยังเงาร่างทมิฬร่างหนึ่ง
เงาร่างทมิฬเห็นมอหลัวโจมตีมาทางตน สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ความเกรงขามที่มีต่อมอหลัวผุดขึ้นในใจอีกครั้ง เขาไม่กล้ารับการโจมตีตรง ๆ คิดเพียงจะหนีออกไปให้พ้นระยะ ทว่าหลังจากพยายามหลบหลีกอยู่ครู่หนึ่งกลับพบว่า ฝ่ามือยักษ์สีทองในสายตากลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนบดบังทัศนียภาพจนหมดสิ้น ไร้ซึ่งหนทางให้หลบหนี!
อิทธิฤทธิ์สูงสุดแห่งบรรพตพุทธา พุทธจักรในฝ่ามือ!
เงาร่างนั้นถูกสยบและรวบเข้าไปไว้ในฝ่ามือทันที มอหลัวมีสีหน้ามืดมนเย็นชา เขาปรายตามองเงาร่างทมิฬคนอื่น ๆ ที่หยุดการโจมตีลงด้วยสายตาเรียบเฉย
"เจ้าพวกโง่เง่า!"
แปะ! แปะ! แปะ!
"หึ ๆ ช่างเป็นการละเล่นที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ"
พวกมอหลัวรีบหันไปมองตามเสียง ทันใดนั้นร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ร่างนั้นตบมือเบา ๆ พร้อมกับจ้องมองมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย