เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - ชีวิตประจำวัน ตอนที่ 1

บทที่ 28 - ชีวิตประจำวัน ตอนที่ 1

บทที่ 28 - ชีวิตประจำวัน ตอนที่ 1


บทที่ 28 - ชีวิตประจำวัน ตอนที่ 1

หลังจากว่างงานอยู่หลายวัน

สำหรับลู่หลีแล้ว ชีวิตก็กลับเข้าสู่เส้นทางเดิมของมันอีกครั้ง ใต้สะพานลอย ลมตะวันตกเฉียงเหนือ แดดจัดๆ และท่องจำเคล็ดวิชาอย่างเอาเป็นเอาตาย

ถนนสายมูยังคงอึกทึกครึกโครมเหมือนเคย

ลุงโจวลูบเคราสีขาวที่บางตาแต่ได้รับการดูแลอย่างดีของแก ท่าทางเหมือนเซียนผู้หยั่งรู้ กำลังหลอกล่อหญิงวัยกลางคนหน้าตาอมทุกข์คนหนึ่ง น้ำลายแตกฟองวิเคราะห์เรื่อง "เทพเตาไฟย้ายที่" ทำให้ลูกชายของเธอสอบเข้าเรียนไม่ราบรื่น

ส่วนลุงเฉียนก็ดันแว่นสายตายาวที่ตกลงมาถึงปลายจมูก ชี้ไม้ชี้มือทำท่าทางลึกลับซับซ้อน ใส่ชายใส่สูทผูกไทแต่หน้าผากหมองคล้ำคนหนึ่ง อธิบายเรื่องดวงชะตาเสียทรัพย์เพราะ "เสือขาวทะลวงห้องโถง"

แผงของลู่หลีที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองดูเงียบเหงาเป็นพิเศษ

เขาพิงเสาตอม่อสะพานอันเย็นเฉียบอย่างเบื่อหน่าย บนตัวสวมชุดนักพรตที่ยังคงดูขาดรุ่งริ่งตัวนั้น เขาคิดไปคิดมา ก็ตัดสินใจเขียนป้ายร้านของตัวเองใหม่ ครั้งนี้เขามีเงินแล้ว ไม่ต้องใช้กระดาษแข็งแข็งๆ อีกต่อไป แต่ไปซื้อผ้าใบสีขาวมาผืนหนึ่ง ใช้พู่กันราคาถูกจุ่มหมึกดำ ตวัดพู่กันเขียนอย่างสวยงามว่า

【เนตรสีเทาแต่กำเนิด มองเห็นผิดแผกไป ตบะยังตื้นเขิน ไขข้อข้องใจด้วยใจจริง วาจาศักดิ์สิทธิ์ทำนายแม่นยำ ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหลีกหนีเคราะห์ภัย วาสนาพานพบ โชคเคราะห์ล้วนชักนำเอง】

ลู่หลีมองดูป้ายที่แห้งสนิท พยักหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เพื่อหากินในสายอาชีพนี้ ลายมือพู่กันของเขาก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก อย่างน้อยเขาก็พอใจกับตัวหนังสือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของตัวเอง เมื่อเทียบกับตัวหนังสือ "ลายมือไส้เดือน" ของลุงโจวแล้ว ของเขาก็ยังพอดูออกว่าเขียนอะไรลงไป

"เสี่ยวลู่! เหม่ออะไรอยู่น่ะ? เปิดร้านได้รึยัง?" ลุงโจวส่งผู้หญิงคนนั้นกลับไป ได้แบงก์ร้อยมาใบหนึ่ง อารมณ์ดีสุดๆ ตะโกนข้ามแผงมาหาลู่หลี สายตาแฝงความหยอกล้อตามปกติ "เห็นหน้าผากเอ็งสว่างไสว วันนี้ต้องมีลาภลอยแน่ๆ! หลายวันก่อนแอบไป 'ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย' ให้เศรษฐีนีบ้านไหนมาอีกล่ะสิ?"

เขาจงใจเน้นคำว่า "ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย" หนักๆ ทำเอาลุงเฉียนหัวเราะหึๆ ในลำคอ

ลู่หลีกลอกตา ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ "ลุงโจวผู้หยั่งรู้ หน้าผากลุงสว่างกว่าอีก สว่างจนแทบจะเท่าหลอดไฟแล้ว ระวังวันนี้เทศกิจจะมาเก็บค่าไฟลุงนะ!"

เขานวดขมับ ใน "คฤหาสน์" ใต้ตอม่อสะพาน เขามัวแต่นั่งวิจัยชุดนักพรตที่ถูก "ปะชุน" ตัวนั้นจนดึกดื่น เลยนอนไม่ค่อยหลับ

ขณะที่กำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น ชายหนุ่มสวมชุดทำงานยับยู่ยี่ ผมเผ้ามันเยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ใจคนหนึ่ง ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าแผงของลู่หลี เขาลูบมือไปมา สายตาล่อกแล่ก อึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า

"โยม... ท่านนี้มีอะไรให้ช่วยรึ?" ลู่หลีสวมบทบาททันที พยายามยืดหลังตรง วางมาด "ผู้ตัดขาดจากโลกีย์" ที่ดูสงบนิ่ง นัยน์ตาสีเทากวาดมองใบหน้าของอีกฝ่ายตามความเคยชิน — ไม่มีไอผีสีดำ ไม่มีไอโรคสีขาวซีด... งั้นก็แสดงว่าลูกค้ามาแล้ว!

อืม... หว่างคิ้วขมวดมุ่น ใต้ตาเขียวคล้ำ มุมปากตก ทรงนี้... นอนไม่พอแถมยังเครียดจัดแน่ๆ

"เอ่อ... อาจารย์ครับ ผม... ผมอยากจะดูหน่อยว่าช่วงนี้มีคนพาลมาปองร้ายรึเปล่าครับ? รู้สึกว่า... ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด..." เสียงของชายคนนั้นแหบพร่า แฝงความเหนื่อยล้าอย่างหนัก

เยี่ยม โอกาสมาแล้ว!

ลู่หลีฮึกเหิมขึ้นมาทันที ในหัวประมวลผลเคล็ดวิชา "เคราะห์คนพาล" ที่ลุงโจวมักจะท่องติดปากอย่างรวดเร็ว อะไรนะ "คิ้วขมวดดั่งโซ่ตรวน", "ดวงตาหม่นหมอง"... เขาแกล้งกระแอม เตรียมจะอ้างอิงตำรา

"อืม... ดูจากโหงวเฮ้งของโยม..." ลู่หลีทำท่าครุ่นคิด นิ้วมือลูบปอยผมปอยหนึ่งที่หน้าผากอย่างไม่รู้ตัว พยายามนึกศัพท์เทคนิค "คิ้วขมวดดั่งโซ่ตรวน เมฆหมอกแห่งความทุกข์ปกคลุม นี่มัน... จิตใจว้าวุ่น ไอขุ่นมัวเกาะกินจากภายใน! ใต้ตาเขียวคล้ำ บ่งบอกว่า... นอนหลับไม่สนิท พลังงานถดถอย! ยิ่งไปกว่านั้น..."

เขากวาดสายตามองผมมันเยิ้มของชายคนนั้น กับคราบน้ำมันน่าสงสัยบนชุดทำงาน "ผมแห้งกรอบดั่งไม้ผุ เสื้อผ้าแปดเปื้อนไอขุ่นมัว นี่มัน..."

เขาติดอ่างซะแล้ว!

ในหัวนึกคำว่า "คนพาลรังควาน", "มีเรื่องวุ่นวาย", "คดีความค้ำคอ" สารพัดคำ แต่สุดท้าย ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของชายคนนั้น รวมถึงลุงโจวและลุงเฉียน ลู่หลีก็เกิดปิ๊งไอเดีย หรือไม่ก็สมองช็อต โพล่งออกไปว่า "นี่มัน... ควันน้ำมันในห้องครัวหนาแน่นเกินไป แถมยังละเลยการทำความสะอาด ไอขุ่นมัวพันธนาการ ส่งผลกระทบต่อโชคชะตา! โยม ช่วงนี้คลุกตัวอยู่ในครัวบ่อยใช่ไหม? แถม... แถมยังทอดของด้วยใช่ไหมล่ะ?"

อากาศเงียบกริบลงทันที

ชายคนนั้นชะงักไป เอากลิ่นที่แขนเสื้อตัวเองมาดมตามสัญชาตญาณ หน้าตาเหลอหลา "หา? ผม... ผมทำงานร้านไก่ทอดครับ ทอดไก่อยู่หลังร้าน อาจารย์ดูออกกระทั่งเรื่องนี้เลยเหรอครับ?"

ลุงโจว "พรวด" พ่นน้ำชาออกมาคำเบ้อเริ่ม

ลุงเฉียน "แค่ก! แค่กๆๆ..." แทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย

ลู่หลีหน้าเสียไปนิดหน่อย แต่ก็ฝืนวางมาดปรมาจารย์ต่อไป กัดฟันพูดต่อ "อะแฮ่ม! วิชาดูโหงวเฮ้งของอาตมา มีหรือจะดูออกแค่นี้! ควันน้ำมันคือไอขุ่นมัวแห่งธาตุไฟ อาศัยอยู่นานๆ ย่อมทำให้ดวงตก จิตใจว้าวุ่น หากต้องการแก้เคราะห์นี้ ต้องหมั่นอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าให้สะอาด รักษาห้องให้มีอากาศถ่ายเท! เสริมด้วย... การทำจิตใจให้สงบ ก็จะสามารถคลี่คลายได้เอง!"

ทฤษฎี "ไออาถรรพ์ควันน้ำมัน" ชุดนี้ของเขา หลอกเอาหนุ่มร้านไก่ทอดซะงงเป็นไก่ตาแตก

ถึงจะรู้สึกว่ามีอะไรทะแม่งๆ แต่การ "หมั่นอาบน้ำ", "ระบายอากาศ", "ทำใจให้สงบ" ฟังดูก็ไม่น่าจะผิดอะไร

ชายคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ล้วงเอาแบงก์ยี่สิบยับๆ ใบหนึ่งออกมา วางไว้บนแผงของลู่หลี "ขะ... ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะครับ"

ลู่หลีตีหน้าขรึม แต่ในใจดี๊ด๊าสุดๆ รีบเก็บแบงก์ยี่สิบใบนั้น มองส่งหนุ่มร้านไก่ทอดที่เดินจากไปแบบงงๆ

"ฮ่าๆๆ! ไออาถรรพ์ควันน้ำมัน เสี่ยวลู่ เอ็งนี่มันบัญญัติอาถรรพ์ใหม่ขึ้นมาเลยนะ ตั้งสำนักได้เลยล่ะ! สุดยอด! สุดยอดจริงๆ ฮ่าๆๆ!" ลุงโจวตบขาตัวเองฉาดใหญ่ หัวเราะจนน้ำตาเล็ด "ทำไมแกไม่บอกไปล่ะว่าทอดไก่ไฟแรงไปเลยส่งผลต่อโชคลาภน่ะ? ฮ่าๆๆ!"

ลุงเฉียนก็ดันแว่น กลั้นขำ "อะแฮ่ม เสี่ยวลู่เอ๊ย คราวหน้า... คราวหน้าเราพูดเรื่อง 'เสือขาว', 'มังกรเขียว' อะไรเทือกนั้นดีกว่านะ... ไอควันน้ำมันเนี่ย มันติดดินไปหน่อย ประเดี๋ยวจะถูกจับไต๋ได้เอา!"

ลู่หลีหงุดหงิด ยัดแบงก์ยี่สิบใส่กระเป๋าเสื้อ สัมผัสถึง 'ลาภลอย' อันน้อยนิดนั่น บ่นพึมพำ "ติดดินแล้วมันผิดตรงไหน? ใช้ได้ก็พอแล้วนี่! ยี่สิบหยวนไม่ใช่เงินรึไง?"

เขาลูบ 'รอยปะ' ที่มองไม่เห็นตรงหน้าอกชุดนักพรต ราวกับจะสัมผัสได้ถึง 'การปลอบประโลม' อันแผ่วเบา

ช่วงเช้าหมดไปกับการดูดวงแบบ "ขายผ้าเอาหน้ารอด" เช่นนี้

มีคุณยายแก่ๆ มาถามเรื่องเนื้อคู่ให้หลานชาย ลู่หลีชำเลืองดูรูปหลานชายที่คุณยายเอามาให้ดู เป็นเด็กประถมอ้วนท้วนสมบูรณ์ เขาอั้นอยู่นานกว่าจะเค้นออกมาได้ประโยคหนึ่ง "หน้าผากกว้างขวาง โหงวเฮ้งคนมีบุญ เสียแต่ว่า... ต้องระวังอย่าให้กินขนมขบเคี้ยวเยอะเกินไป จะกระทบต่อการเจริญเติบโต ต้องป้องกันเบาหวาน แล้วก็ดื่มน้ำให้มากๆ ด้วยล่ะ" คุณยายเดินจากไปแบบงงๆ

มีเด็กสาวมาถามเรื่องการเรียน ลู่หลีเห็นตาเธอแดงก่ำ ก็โพล่งออกไปตรงๆ ว่า "ถึงการเอาหัวโขกกำแพงอ่านหนังสือจะดี แต่ก็อย่าให้ตับทำงานหนักเกินไปล่ะ" ทำเอาเด็กสาวตกใจ นึกว่าอาจารย์ลู่ดูออกว่าตัวเองอดนอนอ่านนิยาย วางเงินไว้สิบหยวนแล้ววิ่งหนีไปเลย

ทั้งวันได้เงินมาไม่กี่สิบหยวน รวมๆ แล้วก็แค่หลักสิบ แต่ลู่หลีกลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

นี่สิถึงจะเป็น "สาขาความเชี่ยวชาญ", "เครื่องมือทำมาหากิน" ของเขา ปลอดภัย ไร้ความเสี่ยง อย่างมากก็โดนเพื่อนร่วมอาชีพหัวเราะเยาะสองสามประโยค

ดีกว่าไปเจอผีของจริงตั้งหมื่นเท่า

ตอนเที่ยง ลู่หลีล้วง "เงินก้อนโต" ในกระเป๋าเสื้อ รวมกับเงินค่าจ้างที่ตระกูลซูให้มาแปดพันหนึ่งร้อยหยวน ของครอบครัวหลินหย่าให้มาสองสามพัน บวกกับเงินที่หาได้วันนี้อีกหลักสิบ ตอนนี้เขาคือ "เศรษฐีหมื่นหยวน" ตัวจริงเสียงจริงแล้วนะเออ

เขาตัดสินใจให้รางวัลตัวเองสักหน่อย และจัดการกับปัญหาโลกแตกของตัวเองด้วย——นั่นคือโทรศัพท์มือถือ

ห่างจากใต้สะพานลอยไปไม่ไกล มีตลาดนัดของมือสองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งหนังสือเก่า เสื้อผ้าเก่า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า มีครบทุกอย่าง คนขายก็มีปะปนกันไปหมด

อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเฉพาะตัวของของเก่า กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นสารพัดอย่างที่อธิบายไม่ถูก

เป้าหมายของลู่หลีชัดเจนมาก นั่นคือแผงขายโทรศัพท์มือถือ

เขาเบียดเสียดผู้คนไปหยุดอยู่ที่แผงขายโทรศัพท์มือถือที่ทำจากแผ่นไม้ ปูด้วยผ้ากำมะหยี่ บนนั้นมีสมาร์ตโฟนสารพัดรุ่นทั้งเก่าและใหม่วางเรียงรายอยู่

เจ้าของแผงเป็นผู้ชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างผอมเกร็ง ดวงตากลอกกลิ้งไปมา ชื่อจริงไม่มีใครรู้ คนเขาก็เรียกกันว่า "โหวซาน"

"โอ๊ะ! นักพรตลู่ ลูกค้าวีไอพี ลูกค้าวีไอพีเลยนะเนี่ย!" โหวซานรู้จัก "คนดัง" ใต้สะพานลอยคนนี้ดี เขารีบฉีกยิ้มต้อนรับทันที พูดจาหยอกล้อทีเล่นทีจริง "วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงแผงเล็กๆ ของผมได้ล่ะเนี่ย? จะมาเปลี่ยน 'ของวิเศษ' ชิ้นใหม่เพื่อใช้สื่อสารกับฟ้าดินรึไง?"

ลู่หลีขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วย กวาดสายตามองโทรศัพท์บนแผง

มีทั้งแบบหน้าจอแตกเป็นใยแมงมุม ฝาหลังเหลืองอ๋อย หรือไม่ก็พวกปุ่มกดลอกจนไม่เห็นตัวหนังสือ ซึ่งเป็นมือถือรุ่นเดอะทั้งนั้น

"เลิกพล่ามได้แล้ว ขอผมดูโทรศัพท์หน่อย เอาแบบโทรออกเข้าแอปวีแชทได้ก็พอ ขอราคาถูกๆ นะ" ลู่หลีพูดสั้นๆ ได้ใจความ นิ้วชี้ไปที่สมาร์ตโฟนสองสามเครื่องที่ดูเข้าตานิดหน่อย "เครื่องนี้ กับเครื่องนี้ เท่าไหร่?"

"แหมมม นักพรตลู่ตาถึงจริงๆ!" โหวซานหยิบสมาร์ตโฟนแบรนด์จีนรุ่นเก่าที่หน้าจอมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย แต่สภาพโดยรวมยังดูดีขึ้นมาเครื่องหนึ่ง

"เครื่องนี้นะ เจ้าของเก่าเค้าเป็นคนเจ้าระเบียบ ใช้มาแค่ปีกว่าๆ ดูสภาพสิ! ใหม่กิ๊ก 90 เปอร์เซ็นต์เลยนะ! มีแค่รอยขีดข่วนเล็กๆ ตรงขอบจอ ไม่ส่งผลต่อการใช้งานหรอก ราคาเต็มตั้งพันกว่าหยวนเชียวนะ! เห็นว่าเป็นคนกันเอง ผมให้ราคาพิเศษเลย ห้าร้อย! เป็นไง?"

ลู่หลีไม่แม้แต่จะปรายตามอง "ห้าสิบ"

"พรวด!" โหวซานแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย "นักพรตลู่ ท่านนี่มัน... ต่อราคาโหดเกินไปแล้วนะ นี่มันสมาร์ตโฟนนะ! ไม่ใช่มือถือรุ่นเดอะโนเกียของท่านนะ เอาเป็น สี่ร้อยห้าสิบ! ลดสุดๆ แล้ว!"

"แปดสิบ" ลู่หลีทำหน้าตาย

"สามร้อยแปดสิบ! ลดไม่ได้อีกแล้วจริงๆ! ทุนผมมายังแพงกว่านี้เลย..."

"ร้อยยี่สิบ"

"สามร้อย! ราคาขาดทุนย่อยยับแล้วนะ!"

"ร้อยห้าสิบ ไม่ให้ก็ไปล่ะ" ลู่หลีทำท่าจะหันหลังกลับ

"โอยๆๆ อย่าเพิ่งไปสิครับ" โหวซานรีบคว้าแขนเสื้อลู่หลีไว้ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวทันที "นักพรตลู่! ท่านนี่... กะจะเอาชีวิตผมเลยใช่มั้ยเนี่ย ร้อยแปดสิบ! ร้อยแปดสิบเอาไปเลย! ผม... ผมถือซะว่าได้เพื่อนใหม่ก็แล้วกัน ยอมขาดทุนล้างสต๊อกเลยเอ้า! ท่านลองดูเครื่องนี้สิ สเปกมัน..."

โหวซานบ่นพึมพำราวกับถูกเฉือนเนื้อ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียบสายชาร์จเปิดเครื่องโชว์อย่างคล่องแคล่ว "ท่านดูสิ เปิดเครื่องปุ๊บติดปั๊บ หน้าจอสว่างโร่ เข้าเน็ตได้ เล่นวีแชทได้ ถ่ายรูปก็ชัดแจ๋ว! เสียอย่างเดียวแบตอาจจะเสื่อมไปหน่อย ท่านก็ใช้ประหยัดๆ เอาหน่อยแล้วกัน..."

ลู่หลีมองดูการแสดงของเขา ในใจรู้ทันหมดแหละ

ไอ้เครื่องเน่าๆ แบบนี้ ราคาตลาดเต็มที่ก็ร้อยหยวน

แต่เขาก็ขี้เกียจจะต่อรองให้ยืดเยื้ออีก การมี "เงินก้อนโต" ติดตัว ทำให้เขารู้สึกมีภาษีดีขึ้นเยอะ

เขาล้วงซองจดหมายหนาปึกที่ใส่เงินค่าจ้างของตระกูลซูออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน แล้วนับเงินแบงก์ย่อยที่ได้มาในวันนี้ออกมาร้อยแปดสิบหยวน ยื่นให้โหวซาน

โหวซานรับเงินไป สายตากวาดมองซองจดหมายหนาเตอะในมือลู่หลีอย่างรวดเร็ว เอ่ยชมยิ้มๆ "นักพรตลู่ 'เปิดร้าน' รับทรัพย์แล้วนี่นา"

จากนั้นก็เปลี่ยนหน้ากลับมาทำหน้าเศร้าเหมือน "ขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัว" อีกครั้ง "เฮ้อ ขาดทุนยับ ขาดทุนยับเลย... นักพรตลู่ คราวหน้าท่านต้องมาอุดหนุนผมอีกนะ นี่เห็นแก่หน้าท่านจริงๆ นะเนี่ย..."

ลู่หลีขี้เกียจสนใจ รับสมาร์ตโฟนมือสองที่ยังมีคราบมันติดอยู่นิดหน่อยมา ตรวจสอบฟังก์ชันพื้นฐานว่าใช้งานได้จริง ก็ยัดใส่กระเป๋าเสื้อนักพรตอีกข้าง

น้ำหนักของมันที่ถ่วงอยู่ในกระเป๋า ถือเป็นการบอกลายุคดึกดำบรรพ์ที่ "การสื่อสารต้องพึ่งพาการตะโกน" อย่างเป็นทางการ

"ขอบใจ" ลู่หลีทิ้งท้ายไว้สองคำ แล้วหันหลังเดินจากไป

เบื้องหลังมีเสียงถอนหายใจเสแสร้งของโหวซานดังแว่วมา "ขาดทุนย่อยยับเลยกู... คราวหน้าจะขายราคานี้ไม่ได้แล้ว..."

ลู่หลีกระตุกมุมปาก ในใจรู้ดีราวกับกระจกเงา: ไอ้โหวซานนี่ ได้กำไรนิดหน่อยแหงๆ

แต่ก็ช่างเถอะ จ่ายร้อยแปดสิบหยวนซื้อสมาร์ตโฟนที่ใช้งานได้ สำหรับเขาก็ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตครั้งใหญ่แล้ว

เขาลูบ "เงินก้อนโต" ที่เหลืออยู่ในอกเสื้อ แล้วก็ลูบโทรศัพท์มือสองในกระเป๋า สัมผัสถึงความอุ่นสบายและมั่นคงที่แผ่ออกมาจากชุดนักพรตอีกครั้ง เดินทอดน่องฝ่าฝูงชนที่พลุกพล่านใต้สะพานลอยและแสงแดดยามสายอันหนาวเหน็บในต้นฤดูหนาว มุ่งหน้าสู่ "คฤหาสน์" ใต้ตอม่อสะพานของเขาอย่างช้าๆ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 28 - ชีวิตประจำวัน ตอนที่ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว