เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก

บทที่ 10 - พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก

บทที่ 10 - พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก


บทที่ 10 - พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก

เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเงียบเชียบ นับตั้งแต่ที่เจอซุนหมิงครั้งล่าสุด ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว

ตลอดสองเดือนมานี้ หลิงชวนไม่เคยเจอซุนหมิงอีกเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหมอนั่นหายหัวไปไหนแล้ว

ส่วนหลิงชวนก็ยังคงใช้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อและจำเจตามเดิม ในแต่ละวันนอกจากบ่มเพาะพลังแล้ว ก็เอาแต่ฝึกวิชาหอก

รุ่งสาง

หลิงชวนตื่นนอนและออกไปฝึกหอกข้างนอกเหมือนเช่นทุกวัน

เมื่อเปิดประตูออกมา ก็พบว่าข้างนอกฝนกำลังตกปรอยๆ

"ฝนตกก็หยุดฝึกไม่ได้หรอกนะ ว่าแต่ตอนนี้ข้าอยู่ขั้นฝึกปราณระดับที่สี่แล้ว คงไม่เป็นหวัดหรอกมั้ง"

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ระดับการฝึกปรือของหลิงชวนก็ทะลวงมาถึงขั้นฝึกปราณระดับที่สี่แล้ว ยิ่งระดับสูงขึ้น ก็ยิ่งฝึกยากขึ้นตามไปด้วย

"ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกอวิ๋นเช่อที่เป็นรากปราณสายเดี่ยว ตอนนี้ไปถึงระดับไหนกันแล้วนะ"

หลิงชวนเลิกฟุ้งซ่าน ถือหอกในมือเดินออกไปข้างนอก

หยาดฝนร่วงหล่นกระทบร่างกายเย็นเฉียบ เขาเริ่มต้นการฝึกหอกของวันนี้

ท่วงท่าที่ใช้ก็ยังคงเป็นกระบวนท่าพื้นฐานที่ผ่านการขัดเกลามานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าอาจเป็นเพราะสายฝนที่ตกลงมาสร้างแรงต้านทาน จึงทำให้เขาต้องใช้แรงมากกว่าปกติเล็กน้อย

"แทง!"

"ปัด!"

"รวบ!"

"ทุบ!"

"จุด!"

"ทะลวง!"

จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาหนักขึ้น ราวกับว่าทั่วทั้งฟ้าดินหลงเหลือเพียงเสียงสายฝนที่สาดซัด

ทว่าในเวลานี้ จิตใจของหลิงชวนกลับว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด เขาสลัดความว้าวุ่นทั้งหมดทิ้งไป นัยน์ตาของเขามองเห็นเพียงหอกยาวในมือเท่านั้น

เขาไม่พยายามฝืนบังคับท่วงท่าอีกต่อไป ปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามจังหวะที่ประสานและเป็นธรรมชาติที่สุด หลอมรวมจิตวิญญาณ เจตจำนง และความมุ่งมั่นทั้งหมดของเขาเข้าไปในหอกเล่มนั้น

หอกของเขาเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขาสัมผัสได้ว่าเขากำลังมาถึงจุดสูงสุดบางอย่าง

"ตอนนี้แหละ!" หลิงชวนตะโกนเสียงต่ำ

เอวและสะโพกของเขาออกแรงตวัดอย่างรุนแรง บิดเอว ส่งไหล่ กดไหล่ เหยียดแขน ท่วงท่าลื่นไหลรวดเดียวจบ ไร้ซึ่งความติดขัดใดๆ ทั้งสิ้น

หอกยาวในมือประหนึ่งกลายเป็นส่วนต่อขยายของท่อนแขน มันแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าสีดำทะมึน พุ่งทะยานแทงตรงไปข้างหน้าอย่างเกรี้ยวกราด

ต้นไม้ใหญ่ขนาดหนึ่งคนที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ในวินาทีที่ถูกปลายหอกสัมผัส มันกลับถูกทะลวงผ่านไปอย่างง่ายดายราวกับแผ่นกระดาษบางๆ

ต้นไม้ใหญ่ส่งเสียงดังทึบๆ ของเนื้อไม้ที่ปริแตก หอกยาวในมือของหลิงชวนแทงทะลุทะลวงลำต้นของมันไปจนมิด

เขาหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนจะดึงหอกยาวพร้อมกับเศษไม้ร่วงหล่นออกมา

เวลานี้ใบหน้าของหลิงชวนเต็มไปด้วยความปีติยินดี "ในที่สุดข้าก็บรรลุวิถีหอกระดับแรก พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก ได้แล้ว!"

"ดูเหมือนว่าคำทำนายจะบอกไม่ผิด ข้ามีพรสวรรค์ในการฝึกวิชาหอกจริงๆ"

เมื่อก่อนหลิงชวนเคยได้ยินมานักต่อนักว่า หอกคือราชาแห่งศาสตราวุธทั้งมวล แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นอาวุธที่ฝึกยากที่สุดเช่นกัน

คนหลายคนฝึกฝนมาหลายสิบปี ก็อาจจะเพิ่งมาถึงระดับนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ระดับนี้ก็คือขีดจำกัดสูงสุดของวิชาหอกในหมู่มนุษย์ปุถุชนนั่นเอง

หลิงชวนถือหอกเดินกลับเข้าเรือน แม้เขาจะไม่กลัวเป็นหวัด แต่การต้องมาใส่เสื้อผ้าเปียกๆ มันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวอยู่ดี

หลิงชวนนั่งลงบนเก้าอี้พลางครุ่นคิด ในเมื่อเขาบรรลุวิถีหอกระดับแรกได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการไปหาคัมภีร์วิชาเพลงหอกมาสักเล่ม

"ไม่รู้เหมือนกันว่าคัมภีร์เพลงหอกเล่มนึงต้องใช้หินวิญญาณเท่าไหร่"

ตอนนี้เขามีหินวิญญาณอยู่สี่สิบก้อน เพราะตลอดหลายเดือนที่เอาแต่ฝึกหอก เขาไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเลย จึงเก็บหินวิญญาณของแต่ละเดือนสะสมเอาไว้

"เดี๋ยวรอฝนหยุดค่อยไปถามที่หอคัมภีร์ดูละกัน"

เมื่อฝนหยุดตก หลิงชวนก็เดินตรงไปยังหอคัมภีร์

พอมาถึงหอคัมภีร์ หลิงชวนก็พบว่าศิษย์ที่เข้าเวรก็ยังเป็นคนเดิมกับคราวก่อน

ตอนนี้ศิษย์คนนั้นกำลังใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ บนใบหน้าถึงได้มีรอยยิ้มเคลิบเคลิ้มแบบนั้น

หลิงชวนเดินเข้าไปหา "ศิษย์พี่ ขอรับ ข้าอยากทราบว่าคัมภีร์เพลงหอกต้องใช้หินวิญญาณเท่าไหร่ถึงจะเรียนได้ขอรับ"

"หา?" ศิษย์เข้าเวรได้ยินเสียงก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์ "ศิษย์น้อง เจ้าพูดอีกทีสิ เมื่อกี้ข้าฟังไม่ถนัด"

หลิงชวนจำใจต้องพูดทวนอีกครั้ง "ศิษย์พี่ ข้าอยากจะเรียนคัมภีร์เพลงหอกขอรับ ไม่ทราบว่าต้องใช้หินวิญญาณประมาณเท่าไหร่"

"อ้อ เพลงหอกงั้นรึ หินวิญญาณร้อยก้อนน่ะ แต่ที่นี่มีเก็บไว้เฉพาะเพลงหอกของขั้นฝึกปราณนะ ถ้าอยากได้ระดับสูงกว่านี้ ก็ต้องไปหาในหอคัมภีร์ของศิษย์สายในแล้วล่ะ"

ตอนนี้หลิงชวนรู้แล้วว่าต้องใช้หินวิญญาณเท่าไหร่ แต่เขายังไม่เคยรับภารกิจ เลยไม่รู้ว่าภารกิจนึงจะได้หินวิญญาณสักเท่าไหร่

ศิษย์เข้าเวรมองเห็นความลำบากใจของหลิงชวน จึงเอ่ยถาม "ศิษย์น้อง หินวิญญาณไม่พอรึ?"

หลิงชวนพยักหน้าอย่างจนใจ

เมื่อเห็นว่าเป็นอย่างที่คิด ศิษย์เข้าเวรจึงกล่าวว่า "ศิษย์น้องเอ๊ย ตอนที่พวกข้าเข้ามาใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ หินวิญญาณน่ะมีเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอหรอก"

หลิงชวนได้ยินเช่นนั้นก็รีบถาม "แล้วพวกศิษย์พี่มีวิธีแก้ปัญหายังไงล่ะขอรับ?"

"คนที่มีพรสวรรค์ ก็จะไปเรียนหลอมโอสถ สร้างยันต์ หลอมอาวุธ หรือจัดค่ายกล พอเรียนสำเร็จก็จะหาเงินจากวิชาพวกนี้ได้"

"ส่วนคนที่ไม่มีพรสวรรค์อย่างพวกข้า ก็ทำได้แค่ไปรับภารกิจที่โถงภารกิจนั่นแหละ"

พอได้ยินศิษย์เข้าเวรพูดแบบนั้น หลิงชวนก็นึกขึ้นได้ว่าเขามีพรสวรรค์ด้านการหลอมโอสถและหลอมอาวุธอยู่เหมือนกัน แต่ทั้งสองวิชานี้จำเป็นต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นทุนในการเรียนรู้

หลิงชวนจึงตัดสินใจว่า ลองไปดูที่โถงภารกิจก่อนดีกว่า

"เข้าใจแล้วขอรับศิษย์พี่ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปดูภารกิจที่เหมาะสมที่โถงภารกิจก่อนนะขอรับ"

"อืม ขอให้โชคดีนะศิษย์น้อง รับภารกิจก็เอาที่พอดีตัวล่ะ อย่าฝืนทำอะไรเกินกำลัง"

"ขอรับ" หลิงชวนพยักหน้ารับ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

คล้อยหลังหลิงชวน ศิษย์เข้าเวรกำลังจะกลับไปนั่งฝันหวานต่อ จู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาอีกคน

เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ใส่ใจ แต่พอเห็นปุ๊บก็ตกใจจนลุกพรวดขึ้นมาทันที

"ผู้อาวุโสเจ็ด ท่านมาอีกแล้ว" พอพูดจบ ศิษย์เข้าเวรก็รู้สึกแปลกใจตัวเอง ทำไมเขาถึงต้องพูดคำว่า 'อีกแล้ว' ด้วยนะ

ผู้อาวุโสเจ็ดพยักหน้ารับ "รอให้ศิษย์คนเมื่อกี้เก็บหินวิญญาณครบแล้วกลับมาที่นี่ เจ้าจงหาทางมอบของสิ่งนี้ให้กับเขา"

"แล้วก็ ห้ามบอกเรื่องที่ข้ามาที่นี่ให้เขารู้เด็ดขาด"

พูดจบ ผู้อาวุโสเจ็ดก็ยัดคัมภีร์เคล็ดวิชาเล่มหนึ่งใส่มือของศิษย์เข้าเวร ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ศิษย์เข้าเวรรีบตอบรับ "ขอรับ ผู้อาวุโสเจ็ด น้อมส่งขอรับ"

เมื่อผู้อาวุโสเจ็ดจากไปแล้ว เขาถึงได้ก้มลงมองคัมภีร์วิชาย่างก้าวในมือ บนปกมีอักษรตัวใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า 'ประกายอสนีเคลื่อนเงา'

ณ โถงภารกิจ

หลิงชวนก้าวเท้าเข้ามาในโถงภารกิจ ภายในยังคงเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่เช่นเคย

เหล่าผู้บ่มเพาะพลังเดินสวนกันไปมา บ้างก็ฉายเดี่ยว บ้างก็มาเป็นกลุ่ม

หลิงชวนสังเกตเห็นว่ามีศิษย์ใหม่หลายคนที่มารับภารกิจที่นี่เช่นกัน

"นี่ๆ ได้ยินหรือยังว่าตอนที่เหลยหงกำลังบ่มเพาะวิชา เขาเกิดธาตุไฟแตกซ่านน่ะ"

"เอ๋? เหลยหงคือใคร แล้วเขาเป็นอะไรไปล่ะ?"

"ก็ศิษย์ใหม่ที่มีรากปราณสายอสนีนั่นไง ได้ยินมาว่าตอนนั้นเขาโดนปราณพิฆาตแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย โชคดีที่มีคนไปแจ้งผู้อาวุโสได้ทันเวลา ถึงได้ช่วยชีวิตเขาไว้ได้"

หลิงชวนยืนฟังอยู่เงียบๆ ในใจก็คิดว่าคนที่พวกเขากำลังพูดถึง น่าจะเป็นศิษย์ที่เขาบังเอิญเจอในหอคัมภีร์ตอนนั้นแน่ๆ

จำได้ว่าเคล็ดวิชานั่น กระดองเต่าทำนายไว้ว่าเป็นสัญลักษณ์อัปมงคลนี่นา

"จึ๊ๆ" ตอนนี้หลิงชวนรู้สึกโชคดีอย่างบอกไม่ถูก ที่เขามีกระดองเต่าคอยช่วยทำนายหลบหลีกเคราะห์ร้ายให้

เขาเลิกสนใจเรื่องชาวบ้าน แล้วเดินไปที่กลางโถงเพื่อมองหาภารกิจที่เหมาะสมกับตนเอง

แต่ม่านแสงภารกิจที่อัดแน่นไปด้วยตัวอักษรเรียงรายกันเป็นพรืด กลับทำให้หลิงชวนตาลายไปหมด

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบศิษย์หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างเย้ายวนคนหนึ่งกำลังว่างอยู่พอดี

เขาจึงเดินตรงเข้าไปหานางทันที

"ศิษย์พี่หญิง พอจะมีภารกิจที่เหมาะสำหรับขั้นฝึกปราณระดับที่สี่บ้างหรือไม่ขอรับ?"

"มีสิ" ศิษย์หญิงผู้บ่มเพาะปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ม่านแสงภารกิจขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง

ภารกิจหลายสิบรายการที่เปล่งแสงสีเขียวอ่อนๆ ปรากฏสู่สายตา

ตัวอักษรเขียนไว้อย่างชัดเจน ทั้งระดับความยากและของรางวัลระบุไว้อย่างครบถ้วน

"นี่ไง ภารกิจที่เหมาะสมสำหรับขั้นฝึกปราณระดับที่สี่"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - พลังทะลวงปลายหอก ร่างกายพลิ้วไหวตามหอก

คัดลอกลิงก์แล้ว