- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 122 บาดแผลบนฝ่ามือ
ตอนที่ 122 บาดแผลบนฝ่ามือ
ตอนที่ 122 บาดแผลบนฝ่ามือ
ตอนที่ 122 บาดแผลบนฝ่ามือ
หลี่มูกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
เห็นเพียงว่าชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์กลุ่มนี้รวมถึงเจียงหู่ ต่างก็เบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับแทบจะทนไม่ไหวอยากจะตอบตกลงแทนหลี่มูเสียเดี๋ยวนี้
เงินคนละหนึ่งร้อยตำลึง !
จำนวนนี้มากพอที่จะซื้อจวนในเมือง ซื้อเครื่องเรือนชั้นดี แถมยังสามารถจัดงานแต่งภรรยาเข้าบ้านได้อย่างสมเกียรติสักสองสามคนเลยทีเดียว !
"พี่จิน ท่านช่างหาเรื่องหนักใจมาให้ข้าจริง ๆ " หลี่มูมีสีหน้าเรียบตึง อีกฝ่ายคงคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องปฏิเสธ ถึงได้จงใจพูดเสนอราคานี้ออกมาต่อหน้าทุกคน
แววตาแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนของพวกชายฉกรรจ์ในเวลานี้ แทบจะแผดเผาเขาให้ทะลุเป็นรูอยู่แล้ว
"เอาเถอะ งานนี้ข้ารับไว้ก็แล้วกัน" หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยอมใจอ่อนตอบตกลง
ด้านหนึ่งเป็นเพราะค่าตอบแทนที่อีกฝ่ายเสนอมานั้นไม่ใช่น้อย ๆ สองคือ สิ่งที่หัวหน้ามือปราบจินพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง บางครั้งเรื่องของเส้นสายก็ต้องรู้จักคว้าโอกาสเอาไว้
ในยุคสมัยเช่นนี้ การได้รู้จักผูกมิตรกับผู้มีสถานะสูงส่งไว้บ้างย่อมไม่มีข้อเสียอะไร
"น้องหลี่ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริง ๆ ! " หัวหน้ามือปราบจินหัวเราะร่วน เขาลุกขึ้นยืน "ตอนนี้ข้าจะรีบกลับไปรายงานใต้เท้านายอำเภอทันที ! "
……
นอกโรงบ่มสุราชุนอี้ฟาง หลี่ไฉ่เวยก้าวเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาพลิ้วไหวลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย ทว่าไม่ได้มุ่งหน้าไปทางร้านขายผ้าแพรพรรณแต่อย่างใด
ไม่นานนัก สะพานหินเล็ก ๆ ที่มีตะไคร่น้ำเกาะเป็นหย่อม ๆ ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
"คุณชายเฉิง"
หลี่ไฉ่เวยมองดูเงาร่างผอมบางที่กำลังพิงราวสะพานหินอยู่ พลางเอ่ยเรียกเสียงเบา
เห็นเพียงเฉิงอวิ๋นเฟยหันขวับมาตามเสียงทันที บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มดีใจ "แม่นางหลี่... ขะ ข้านึกว่าวันนี้เจ้าจะไม่มาเสียแล้ว"
"มีธุระจุกจิกที่โรงบ่มสุรานิดหน่อยน่ะเจ้าค่ะ เลยมาช้า" มือทั้งสองข้างของหลี่ไฉ่เวยที่ไพล่หลังไว้ จู่ ๆ ก็หยิบกล่องผ้าไหมใบหนึ่งออกมาประดุจเล่นกล "เมื่อวันก่อนทำกระบวยไม้ของท่านตก วันนี้เลยตั้งใจมาขอไถ่โทษเจ้าค่ะ"
"นี่... ข้าบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร"
"รีบเปิดดูสิเจ้าคะ ! " นางไม่รอช้า ยัดมันใส่มือของอีกฝ่ายทันที
เมื่อเปิดกล่องผ้าไหมออก ด้านในก็ปรากฏแท่นฝนหมึกอันหนึ่งวางอยู่
"ข้าได้ยินจากเถ้าแก่ร้านข้าวสารบอกว่า... ท่านเอาแท่นฝนหมึกไปจำนำเสียแล้ว จะร่ำเรียนเขียนอ่าน หากขาดสิ่งนี้ไปจะทำได้อย่างไรกันเจ้าคะ ? " หลี่ไฉ่เวยเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เฉิงอวิ๋นเฟยประคองกล่องผ้าไหมไว้ จู่ ๆ ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมา
มือทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทา เขายกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า แล้วเริ่มสะอื้นไห้เสียงเบา
"คุณชายเฉิง ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ ? " หลี่ไฉ่เวยอึ้งไปครู่หนึ่ง
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร..." เฉิงอวิ๋นเฟยเสียงสั่นเครือ พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาสีหน้าให้ราบเรียบ "ตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่จากไป ก็ไม่เคยมีใครดีกับข้าถึงเพียงนี้มาก่อน แม่นางหลี่ ข้า... ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะตอบแทนบุญคุณเจ้าได้อย่างไร"
บริเวณสะพานหินเล็ก ๆ มีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงลอยขายของ มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย
หลายคนต่างพากันหันมามอง
หลี่ไฉ่เวยรู้สึกเปรี้ยวจี๊ดในใจ "คุณชายเฉิง โรงบ่มสุราชุนอี้ฟางกำลังขาดคนทำบัญชีอยู่พอดี แม้จะไม่ใช่งานที่ได้เงินทองมากมายก่ายกองอะไร แต่อย่างน้อยก็พอจะช่วยให้มีข้าวกินอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าสวมใส่อุ่นกายได้นะเจ้าคะ"
"ข้าถึงกับตกต่ำจนต้องให้แม่นางมาคอยจุนเจือ..." เฉิงอวิ๋นเฟยยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "แบบนี้ยังจะนับว่าเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกอยู่อีกหรือ ? "
"คุณชายเฉิงอย่าเพิ่งด่วนยอมแพ้ต่อโชคชะตาสิเจ้าคะ ท่านตั้งใจเรียนหนังสือถึงเพียงนี้ ข้าเชื่อว่าสักวันท่านจะต้องได้ดิบได้ดีมีหน้ามีตาแน่... ถึงตอนนั้น หากท่านได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางใหญ่โต ก็อย่าลืมข้าก็แล้วกันนะเจ้าคะ" หลี่ไฉ่เวยเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค ก็ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงได้
เมื่อได้ยินดังนั้น บัณฑิตยากไร้ผู้นี้ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก "แม่นางหลี่วางใจเถอะ ต่อให้ข้าจะลืมท่านพ่อท่านแม่ของตัวเอง ข้าก็ไม่มีวันลืมเจ้าเด็ดขาด ! "
คำพูดนี้ดูเหมือนจะแฝงความนัยอันลึกซึ้ง
หลี่ไฉ่เวยรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู รีบหันหลังกลับ "คุณชายเฉิง เมื่อวานท่านบอกว่าทิวทัศน์แถวนี้งดงามนักไม่ใช่หรือเจ้าคะ ? วันนี้ ช่วยพาข้าไปเดินเล่นชมวิวหน่อยได้ไหมเจ้าคะ ? "
บัณฑิตยากไร้ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไป
สะพานเล็กน้ำไหลล่อง สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเย็นสบาย ใบต้นเฟิงริมตลิ่งแดงฉานดุจเปลวเพลิง
ผสมผสานกับเสียงตะโกนขายของและกลิ่นอายวิถีชีวิตชาวบ้านของเหล่าพ่อค้าแม่ค้า
เงาร่างสองสายเดินทอดน่องไปตามริมแม่น้ำ ดูราวกับภาพวาดที่กลมกลืนและงดงามยิ่งนัก
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงที่ขัดหูแทรกขึ้นมา
"พวกเจ้าดูสิ แม่นางน้อยคนนั้นหน้าตาสะสวยไม่เบาเลยนะ..."
"แต่น่าเสียดาย ที่ข้างกายดันมีไอ้ยาจกเดินตามต้อยๆ! ดูสิ บนเสื้อผ้ายังมีแต่รอยปะ ! "
"สาวงามหยาดเยิ้มปานนี้มาอยู่ข้างกายมัน ช่างเสียของจริง ๆ ติงต้า ติงเอ้อร์ ไปเชิญนางมาดื่มกับคุณชายอย่างข้าสักจอกไป"
เบื้องหน้า มีคุณชายสวมชุดหรูหราผู้หนึ่งขวางทางไว้ สายตาหื่นกระหายกวาดมองหลี่ไฉ่เวยตั้งแต่หัวจรดเท้า โบกมือคราหนึ่ง บ่าวรับใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมพุ่งเข้ามา
หลี่ไฉ่เวยขมวดคิ้ว นางไม่อยากมีเรื่องวิวาทกับอีกฝ่าย จึงกระตุกแขนเสื้อเฉิงอวิ๋นเฟย เตรียมจะเดินเบี่ยงหลบไปทางอื่น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าบ่าวรับใช้รูปร่างล่ำบึ้กสองคนนั้นจะเข้ามาขวางหน้าขวางหลังปิดทางหนีของพวกเขาไว้
"แม่นาง คุณชายของข้าขอเชิญ ให้เกียรติหน่อยเถอะ ! " ติงต้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ยื่นมือใหญ่หมายจะคว้าแขนของหลี่ไฉ่เวยอย่างหยาบคาย
"ข้าไม่รู้จักเขา หลีกไป ! "
หลี่ไฉ่เวยยื่นมือไปปัดมือของอีกฝ่ายออก ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง "ถ้ากล้าขวางทางอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ"
"โอ๊ะ แม่นางน้อยอารมณ์ร้ายซะด้วย ? " คุณชายชุดหรูหัวเราะเสียงพิลึก "ข้าชอบ ! "
"พวกเจ้าจะทำอะไร ? " เฉิงอวิ๋นเฟยหน้าแดงก่ำพุ่งพรวดเข้ามา ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหลี่ไฉ่เวย "กล้าลวนลามหญิงดีๆ กลางถนน ไม่กลัวข้าไปแจ้งทางการหรือไง ? "
ปั้ก !
ติงเอ้อร์ซัดหมัดเข้าที่ไหล่ของเขา เอ่ยเสียงเย็นว่า "ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ไสหัวไปไกล ๆ ถ้ากล้ามาเกะกะขวางหูขวางตาอีกล่ะก็ บิดาจะเลาะกระดูกเจ้าซะ"
เฉิงอวิ๋นเฟยเซถอยหลังไปหลายก้าว
หลี่ไฉ่เวยถูกบ่าวรับใช้สองคนจับตัวไว้แน่น นางดิ้นรนไม่หยุด เล็บจิกข่วนจนเกิดรอยเลือดบนร่างของพวกมัน "ปล่อยข้านะ ! พี่ชายข้าคือ..."
"ย๊าก ! "
จู่ ๆ เฉิงอวิ๋นเฟยก็แผดเสียงคำรามลั่น ยืดคอพุ่งเข้าใส่คุณชายชุดหรูผู้นั้น
"ไอ้ยาจก เจ้าอยากลองดีรึ ? "
เมื่อเห็นดังนั้น คุณชายผู้นั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเย็น ชักมีดสั้นเล่มเล็กออกจากเอวอย่างกะทันหัน แล้วตวัดฟันลงมากลางอากาศ
ได้ยินเสียง 'ฉึก' ดังขึ้น
บนฝ่ามือของเฉิงอวิ๋นเฟยปรากฏรอยแผลเหวอะหวะน่ากลัว เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูดออกมาทันที
ส่วนคุณชายผู้นั้นก็ถึงกับอึ้งไป ดูเหมือนว่าเขาชักมีดออกมาแค่หวังจะขู่ขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้
"พี่ชายข้าคือหลี่มู เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับฟ่านเหวินปินแห่งพรรคเฉาปัง ! " ม่านตาของหลี่ไฉ่เวยหดเกร็ง กัดฟันกรอดตะโกนลั่น "ถ้ายังไม่ปล่อยมืออีก ข้าจะทำให้ตระกูลพวกเจ้าลุกเป็นไฟเลยคอยดู ! "
สิ้นประโยคนี้ ราวกับสายฟ้าฟาด
บ่าวรับใช้ทั้งสองชะงักงัน เผลอปล่อยมือออกโดยไม่รู้ตัว
"ฟ่านเหวินปินแห่งพรรคเฉาปังเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับพี่ชายเจ้ารึ ? " คุณชายผู้นั้นพูดติด ๆ ขัด ๆ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง รีบหันไปตะโกนใส่บ่าวรับใช้ทั้งสองคน "มารดามันเถอะ มัวยืนบื้ออะไรอยู่อีกล่ะ วิ่งสิวะ ! "
พวกเขาหันหลังกลับแล้วสับตีนแตกวิ่งหนีไป พริบตาเดียวก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนเฉิงอวิ๋นเฟยเลือดไหลอาบฝ่ามือ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
"คุณชายเฉิง ท่าน... ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ ? " หลี่ไฉ่เวยมองดูกองเลือดบนพื้น แทบจะร้องไห้ด้วยความร้อนใจ รีบพุ่งเข้าไปฉีกชายกระโปรงของตัวเอง นำมาพันรอบบาดแผลบนฝ่ามือของเขาอย่างแน่นหนา "ไปโรงหมอกันเถอะ ! "
"ทำไมท่านถึงโง่แบบนี้ เขามีมีดอยู่ในมือ แล้วท่านยังจะพุ่งเข้าไปหาเขาทำไมอีก ? "
เฉิงอวิ๋นเฟยหน้าซีดเผือดเผยรอยยิ้ม "พอเห็นเจ้าถูกจับ ในหัวข้าก็เหลือแค่ความคิดเดียว... นั่นก็คือไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยเจ้าออกมาให้ได้"
หลี่ไฉ่เวยก้มหน้าลง น้ำตาหยดแหมะ
ส่วนบัณฑิตยากไร้จ้องมองใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จู่ ๆ ก็ค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ หมายจะประทับริมฝีปากลงไปเบา ๆ
ตอนที่หลี่ไฉ่เวยรู้สึกตัว ก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเขาแล้ว
"คุณชายเฉิง ! " นางผงะถอยหลังลุกขึ้นยืนทันที หันหลังให้แล้วจัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ "ท่านกำลังจะทำอะไรเจ้าคะ ? ! "
บรรยากาศแข็งค้างไปชั่วขณะ
ในดวงตาของเฉิงอวิ๋นเฟยสาดประกายความเคียดแค้นและขุ่นเคืองวูบหนึ่ง แต่วินาทีที่นางหันกลับมามอง ประกายตานั้นก็มลายหายไปจนสิ้น กลับมามีท่าทีไร้เดียงสาเป็นมิตรเหมือนเดิม "แม่นางหลี่ ข้าไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินเลย... เพียงแต่ห้ามใจไม่อยู่เท่านั้น"
"อย่าพูดอีกเลยเจ้าค่ะ" แก้มของหลี่ไฉ่เวยแดงเรื่อ ยื่นมือไปช่วยพยุงเขาลุกขึ้น "ข้าจะพาท่านไปโรงหมอก่อน"
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชย ใบต้นเฟิงใบหนึ่งร่วงหล่นลงในกองเลือดระหว่างคนทั้งสอง แดงฉานจนแสบตา