- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 121 แขกผู้สูงศักดิ์วัยเยาว์
ตอนที่ 121 แขกผู้สูงศักดิ์วัยเยาว์
ตอนที่ 121 แขกผู้สูงศักดิ์วัยเยาว์
ตอนที่ 121 แขกผู้สูงศักดิ์วัยเยาว์
เฉิงอวิ๋นเฟยประสานมือคารวะอย่างจริงจัง ยามที่เขาหมุนตัวกลับ ชายเสื้อคลุมสีครามก็พลิ้วไหวเป็นเส้นโค้งที่ดูขมขื่น แผ่นหลังนั้นทอดยาวไปไกลภายใต้แสงตะวันยามเย็น
หลี่ไฉ่เวยเหม่อมองแผ่นหลังที่จากไปของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านขายข้าวสาร
ภายในร้าน เฉินอวิ๋นยังคงรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของเฉิงอวิ๋นเฟยเมื่อครู่ "เถ้าแก่ คนผู้นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ? พูดจาได้ยโสโอหังนัก ! "
"เฉิงอวิ๋นเฟยงั้นรึ ? " เถ้าแก่แค่นเสียงเหอะออกมาจากจมูก "ก็แค่บัณฑิตยากไร้คนหนึ่งเท่านั้นแหละ สอบมาตั้งหลายปี แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉก็ยังสอบไม่ได้เลย"
เขาปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนแขนเสื้อ แล้วเอ่ยต่อว่า "ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเคยมีเศรษฐีเชิญเขาไปเป็นคนทำบัญชี กลับถูกเขาด่าเปิงไล่ออกมา แถมยังพูดพร่ำอะไรที่ว่า 'ศิษย์ของปราชญ์เมธีไม่ขอเกลือกกลั้วกับกลิ่นเหม็นของเงินทอง' ! จุ๊ ๆ เรียนหนังสือจนสมองทึบไปหมดแล้ว"
"ตอนนี้แม้แต่ข้าวจะกินยังแทบไม่มี ต้องอาศัยเอาของในบ้านไปจำนำประทังชีวิต..."
เฉินอวิ๋นฟังแล้วก็เบ้ปาก ส่วนหลี่ไฉ่เวยกลับมองเหม่อออกไปนอกประตู สายตาล่องลอยตามเงาร่างสีครามนั้นไปไกล
……
สองวันต่อมา ที่หน้าประตูโรงบ่มสุราชุนอี้ฟาง
เจี่ยชวนยกสุราไหสุดท้ายขึ้นไปบนรถม้าของพรรคเฉาปัง ปัดฝุ่นบนมือพลางเอ่ย "พี่น้อง นี่คือสุราซานเยวี่ยชุนลอตแรกของเดือนนี้ รวมทั้งหมด 170 ไห ต้องใช้เวลาหมักตั้งสิบวัน รบกวนพวกเจ้าระมัดระวังกันหน่อยนะ"
ลูกน้องพรรคเฉาปังตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด ก็ประสานมือหัวเราะร่วน "พี่เจี่ยทำงานรอบคอบเสมอมา อีกเดี๋ยวฝ่ายบัญชีจะนำเงินมาส่งให้นะขอรับ"
"ไม่รีบ ๆ ! " เจี่ยชวนหัวเราะเสียงดัง มองส่งขบวนรถม้าที่ค่อย ๆ แล่นจากไป
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น หลี่ไฉ่เวยยกชายกระโปรงเดินออกมาจากในลานบ้านพอดี
เจี่ยชวนหันไปร้องทัก "ไฉ่เวย จะออกไปข้างนอกรึ ? "
"อืม" นางยิ้มจนตาหยี "ผ้าที่สั่งไว้ที่ร้านขายผ้าแพรพรรณเมื่อหลายวันก่อนมาส่งแล้ว ข้าจะไปดูเสียหน่อยเจ้าค่ะ"
เจี่ยชวนมองดูใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งงดงามสะพรั่งของนาง พลางเอ่ยแซว "ตั้งแต่เข้าเมืองมา ไฉ่เวยของพวกเราก็ยิ่งสวยวันสวยคืนเลยนะเนี่ย ! หลายวันมานี้มีแต่คนมาเลียบเคียงถาม อยากจะทาบทามคู่ครองดี ๆ ให้เจ้าทั้งนั้นเลย"
เขาแสร้งทำเป็นพูดเสริมขึ้นมาลอย ๆ "หรือว่าจะหาวันดี ๆ ให้พี่ชายเจ้าช่วยดูตัวให้สักหน่อยดีไหมล่ะ ? "
"พี่เจี่ยเอาข้ามาล้อเล่นอีกแล้ว ! " แก้มทั้งสองข้างของหลี่ไฉ่เวยแดงระเรื่อ แววตากลิ้งกลอกก่อนจะตอกกลับไปว่า "ข้ายังไม่รีบหรอกเจ้าค่ะ ! ท่านต่างหากล่ะ ใกล้จะสามสิบอยู่แล้วยังต้องนอนเปล่าเปลี่ยว ตกกลางคืนไม่รู้สึกหนาวเหน็บเงียบเหงาบ้างหรือไงเจ้าคะ ? "
คำพูดนี้ทำเอาเจี่ยชวนถึงกับสะอึก ตาโตเท่าไข่ห่าน
หลี่ไฉ่เวยทำตัวเหมือนนกยูงน้อยที่กำลังได้ใจ ก้าวเดินออกไปอย่างเบิกบานใจ
รอจนนางเดินลับตาไป หลี่มูก็เดินออกมาจากเงามืด "นางไม่ได้พูดอะไรเลยรึ ? "
"แม่หนูนี่เก็บความลับเก่งชะมัด" เจี่ยชวนถอนหายใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "พี่หลี่ หญิงสาววัยอย่างไฉ่เวยเนี่ย ถ้าอยู่บ้านนอกก็ควรจะออกเรือนไปตั้งนานแล้วนะ หากนางได้พบเจอคนที่ถูกใจจริง ๆ ... พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปขัดขวางความรักของพวกเขานี่นา จริงไหม ? "
หลี่มูหรี่ตาลง
เมื่อสองวันก่อนตอนที่บัณฑิตยากไร้นามว่าเฉิงอวิ๋นเฟยเอาตะกร้าไม้ไผ่มาคืน เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่ง ๆ แล้ว ก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่เผลอทำกระบวยไม้ร่วงในร้านขายข้าวสาร บัณฑิตยากไร้ผู้นี้กลับวิ่งเทียวไปเทียวมาที่โรงบ่มสุราชุนอี้ฟางตั้งหลายรอบ และหลี่ไฉ่เวย... ก็ดูเหมือนจะมีใจให้เขาอยู่ไม่น้อย
หลี่มูถอนหายใจยาวอย่างเหม่อลอย
ตั้งแต่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ หลี่ไฉ่เวยก็ใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันและกันกับเขามาตลอด นางคือคนในครอบครัวที่เขาสนิทสนมและไว้วางใจที่สุด
แต่ตอนนี้จู่ ๆ ก็มีบัณฑิตยากไร้โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
นี่อดไม่ได้ที่จะทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ ราวกับว่าสิ่งสำคัญที่สุดกำลังจะถูกแย่งชิงไป... มันน่าหงุดหงิดชะมัด
นี่ไม่ใช่ความรู้สึกอยากครอบครองที่บิดเบี้ยวแต่อย่างใด
แต่เป็นความอาลัยอาวรณ์เหมือนกับความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่มากกว่า
"เฉินอวิ๋นบอกว่าบัณฑิตคนนั้นแม้จะดูคร่ำครึไปบ้าง แต่นิสัยใจคอก็ถือว่าซื่อตรงดี" ฝ่ามือของหลี่มูลูบคลำสายคาดเอวผ้าไหมไปมา "เจ้าให้ฟ่านเหวินปินช่วยส่งคนไปสืบประวัติของไอ้หนุ่มนั่นแบบลับ ๆ หน่อยนะ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ประวัติขาวสะอาดล่ะก็..."
พูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง "ก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถอะ"
"ได้เลย" เจี่ยชวนรับคำแล้วเดินจากไป
หลี่มูบิดขี้เกียจสุดตัว เดินกลับเข้าไปในลานบ้านแล้วสั่งการพวกชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์ว่า "เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อม พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าป่ากัน"
"ว่างเว้นมาตั้งนาน ถึงเวลาต้องยืดเส้นยืดสายกันหน่อยแล้ว ! "
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดี
เมื่อเห็นพวกเขาอารมณ์เบิกบาน ความรู้สึกหงุดหงิดในใจของหลี่มูก็ผ่อนคลายลงไปได้ชั่วขณะ เขากลับเข้าไปในห้องหยิบคันธนูล่าสัตว์ออกมา ทาน้ำมันตงบนตัวคันธนูเพื่อบำรุงรักษาอย่างทะนุถนอม
คนอื่นๆ ก็พากันรื้อหามีดล่าสัตว์และตาข่ายผืนใหญ่ออกมา ลับคมและซ่อมแซมอย่างขะมักเขม้น
"น้องหลี่ ! "
เสียงตะโกนเรียกอันดังกังวานดังมาจากหน้าประตู
หลี่มูเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าผู้มาเยือนในชุดขุนนางผู้นั้น แท้จริงแล้วก็คือมือปราบจินแห่งศาลาว่าการนั่นเอง เห็นเพียงเขาสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินครามตัวใหม่เอี่ยม ดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งเสียงดังกริ๊ง ๆ
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต้าฉี ชุดขุนนางของมือปราบจะเป็นสีน้ำตาล ส่วนตำแหน่งหัวหน้ามือปราบเท่านั้นถึงจะสวมชุดสีน้ำเงินได้
เห็นได้ชัดว่ามือปราบจินผู้นี้ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ามือปราบจินแล้ว !
"โอ๊ะ ! " ดวงตาของหลี่มูเป็นประกาย "พี่จินได้เลื่อนขั้นแล้วรึนี่ ? ขอแสดงความยินดีด้วย ยินดีด้วยจริง ๆ ! "
หัวหน้ามือปราบจินหัวเราะจนตาหยีเห็นแต่ฟัน "ยินดีด้วยกัน ๆ ! ข้าก็แค่ส้มหล่นใส่เท่านั้นแหละ ! "
"หลายวันก่อนที่เขาหัวพยัคฆ์เกิดเรื่อง ใต้เท้านายอำเภอพาพวกเราไปสืบสวนที่นั่น ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวพวกนั้นไม่มีใครกล้าขึ้นเขาเลย สุดท้ายงานนี้ก็เลยตกมาอยู่ที่ข้า"
เขาลดเสียงต่ำลง ทำท่าฟันฉับ "ใครจะไปรู้ว่าโชคหล่นทับจนตั้งตัวไม่ทัน ถึงกับให้ข้าไปเจอศพของเถี่ยสยงเข้า ! ข้าก็เลยจัดการตัดหัวมันลงจากเขามา... แล้วก็ได้เปลี่ยนชุดขุนนางมาแบบงง ๆ นี่แหละ"
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น รอยยิ้มก็กว้างขึ้นกว่าเดิม "นี่เป็นเพราะพี่จินบุญวาสนาสูงส่ง ฟ้าดินถึงได้เมตตา ไม่แน่ว่านับแต่นี้ไปท่านอาจจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วเลยก็ได้นะ ! "
"อย่าล้อข้าเล่นเลย ความสามารถอย่างข้าอย่างมากก็เป็นได้แค่หัวหน้ามือปราบนี่แหละ" หัวหน้ามือปราบจินโบกมือ จู่ ๆ ก็ทำหน้าขรึม "พูดเข้าเรื่องเลยดีกว่า น้องหลี่กำลังจะดวงหล่นทับแล้วนะ"
เขากระซิบที่ข้างหู "มีแขกผู้สูงศักดิ์วัยเยาว์หลายท่านมาจากจวนผู้ว่าการมณฑล จะมาล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงที่นี่น่ะ เลยอยากจะหาพรานป่าฝีมือดีในท้องถิ่นสักสองสามคนไปเป็นเพื่อน"
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น "ใต้เท้านายอำเภอคงไม่ได้อยากให้พวกข้าไปหรอกใช่ไหม ? "
"ถูกต้อง ! " หัวหน้ามือปราบจินพยักหน้า "คราวก่อนที่เอาดีหมีไปส่ง ใต้เท้านายอำเภอก็มองพวกเจ้าในแง่ดีมาตลอด ครั้งนี้ เขาจงใจเจาะจงเรียกชื่อเจ้าเลยล่ะ"
หลี่มูได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิด ๆ
ตลอดชีวิตนี้ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือการต้องไปคลุกคลีกับพวกที่เรียกตัวเองว่าลูกหลานขุนนางหรือคุณชายตระกูลใหญ่ แถมยังมาบอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนร่วมล่าสัตว์กับคนพวกนี้อีก ความจริงก็คือให้ไปเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลพวกเขาไม่ใช่หรือไง ?
"พี่จิน พี่น้องของข้าพวกนี้คุ้นชินกับความป่าเถื่อน ไม่รู้วิธีปรนนิบัติรับใช้ใครหรอก... ท่านกลับไปรายงานใต้เท้านายอำเภอ ให้เขาไปเชิญผู้ที่มีความสามารถคนอื่นเถอะ" หลี่มูเอ่ยปฏิเสธออกไปโดยไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
หมับ !
หัวหน้ามือปราบจินยื่นมือมากดข้อมือของหลี่มูไว้ พลางเอ่ย "อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ ลองฟังเงื่อนไขดูก่อนดีไหม ? "
"..."
"แขกผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นบอกมาว่า ผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วย จะได้รับรางวัลคนละหนึ่งร้อยตำลึงเงิน" หัวหน้ามือปราบจินจงใจพูดเรื่องเงินให้เสียงดังขึ้น เพื่อให้พวกชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์ที่กำลังชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นในลานบ้านได้ยินกันถ้วนหน้า เขาชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "และสัตว์ที่พวกเขาล่ามาได้ก็จะไม่เอาสักตัวเดียว จะยกให้พวกเจ้าทั้งหมดเลย"
แขกผู้สูงศักดิ์เหล่านี้มีชาติตระกูลที่โดดเด่น ปกติอยากได้อะไรก็หามาได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ที่พวกเขาเข้าป่าล่าสัตว์ก็แค่เพื่อสนุกสนานกับความตื่นเต้นในการไล่ล่าและเก็บเกี่ยวผลงานเท่านั้น ส่วนสัตว์ป่าพวกนี้จะมีราคาค่างวดหรือไม่ พวกเขาไม่สนใจเลยสักนิด !
"น้องหลี่ ข้ารู้ว่าเจ้ามีเส้นสายในค่ายทหารหนุนหลังอยู่ แต่ยุคสมัยนี้ จะมีใครบ้างที่รังเกียจว่าตัวเองมีที่พึ่งพิงมากเกินไป ? " หัวหน้ามือปราบจินค่อยๆ ตะล่อมเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น "หากสามารถสานสัมพันธ์กับแขกผู้สูงศักดิ์จากจวนผู้ว่าการมณฑลพวกนี้ได้ รากฐานในวันหน้าของเจ้าก็จะยิ่งมั่นคงแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน ! "