- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 117 ฤกษ์ดีเปิดกิจการ
ตอนที่ 117 ฤกษ์ดีเปิดกิจการ
ตอนที่ 117 ฤกษ์ดีเปิดกิจการ
ตอนที่ 117 ฤกษ์ดีเปิดกิจการ
รอจนแน่ใจว่าพวกลู่ซิ่วหลินจากไปแล้ว หลี่มูถึงได้แง้มประตูออกเป็นรอยแยกเล็ก ๆ ชะโงกหน้าออกไปมองซ้ายมองขวา บนถนนเงียบสงัด ไร้เงาแม้แต่หมาจรจัดสักตัว เขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก วางก้อนหินที่ทับอยู่ในใจลงได้เสียที
"ไปได้สักที..." หลี่มูปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายบนหน้าผาก
ลู่ซิ่วหลินคือนักโทษสำคัญที่มีชื่อติดบัญชีดำของราชสำนัก หากถูกจับได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา เกรงว่าทุกคนในโรงทอจิ่นซิ่วคงต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วยแน่
ตอนนั้นตระกูลหวังเพียงแค่ถูกทหารรักษาการณ์ยัดข้อหาสมคบคิดกับโจรป่า ก็ถูกยึดทรัพย์และฆ่าล้างโคตรไปแล้ว แต่น้ำหนักของประมุขลัทธิโพกผ้าเหลือง ย่อมมีมากกว่าพวกโจรป่าเขาหัวพยัคฆ์เป็นไหน ๆ โทษทัณฑ์ย่อม... หนักหนาสาหัสกว่ามาก !
"เดิมทีข้าก็นึกว่าประกาศนี้เป็นของขุนนางผู้ใหญ่สักคน คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเขา ฟังจากน้ำเสียงที่พูดเมื่อครู่ นายอำเภอเฉาจะต้องถูกบีบบังคับมาอย่างแน่นอน"
เมื่อครู่นี้ตอนที่ลู่ซิ่วหลินพูดถึงนายอำเภอเฉา น้ำเสียงนั้นดูสบาย ๆ ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดบังแทนอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไม่ใช่การสมรู้ร่วมคิดหรือเป็นพวกเดียวกัน แต่เป็นการข่มขู่บีบบังคับต่างหาก
ตอนนี้พวกเขาจากไปแล้ว หากนายอำเภอเฉาได้รับอิสรภาพกลับคืนมา จะกลับกลอกหาทางริบหนังสือยกเว้นภาษีคืนไปหรือไม่ ?
อย่างไรเสีย ศาลาว่าการอำเภอก็ไม่ได้มอบของล้ำค่าเช่นนี้เป็นรางวัลให้แก่พ่อค้าวาณิชมาหลายปีแล้ว
หนังสือยกเว้นภาษีหนึ่งฉบับ บวกกับทองคำอีกสามสิบตำลึง ศาลาว่าการอำเภอต้องสูญเสียเงินไปไม่ต่ำกว่าสองพันตำลึงเงิน สำหรับนายอำเภอเฉาแล้ว ความสูญเสียนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเชือดเนื้อเถือหนังตัวเอง !
หลี่มูขมวดคิ้วแน่น
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยกลุ้มใจเรื่องนี้มาก่อน แต่ตอนนี้กลับรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ลึก ๆ
"ไม่สิ ข้าคงจะตีตนไปก่อนไข้มากเกินไปแล้ว" หลี่มูลูบตอหนวดที่ปลายคาง ทบทวนเรื่องนี้ในหัวใหม่อีกครั้ง "ในเมื่อศาลาว่าการอำเภอผิงหยวนยอมออกประกาศตั้งรางวัลรับซื้อดีหมีให้เขา ถ้างั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นายอำเภอก็ถือว่ามีส่วนพัวพันกับลู่ซิ่วหลินไปแล้ว"
"สำหรับเขาแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ขอเพียงมีข่าวรั่วไหลออกไปแม้แต่นิดเดียว ชีวิตคนทั้งครอบครัวของเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ! "
นายอำเภอเฉาปกครองอำเภอผิงหยวนมาหลายปี แม้ความสามารถจะไม่โดดเด่นอะไรนัก แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายและผลประโยชน์ หลี่มูเชื่อว่าเขาคงไม่โง่เขลาจนเลือกทางผิดแน่
……
และทิศทางของเรื่องราวก็เป็นไปตามที่หลี่มูคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลูกจ้างร้านช่างไม้ก็นำป้ายชื่อร้านแผ่นใหม่มาส่ง
ช่างบังเอิญเสียจริง นายอำเภอเฉาที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน วันนี้ก็กลับมาเปิดศาลพิจารณาคดีตามปกติแล้ว
ฟังจากพวกชาวบ้านที่ไปมุงดูหน้าศาลบอกว่า ใต้เท้านายอำเภอขอบตาดำคล้ำ อ้างว่าลูกสาวป่วยหนักเป็นโรคฉับพลัน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
"โชคดีที่ได้ดีหมีก้อนนั้น..." นายอำเภอเฉาเอ่ยปากชมทีมล่าสัตว์ของหลี่มูต่อหน้าฝูงชนยกใหญ่ บอกว่าทองคำสามสิบตำลึงยังถือว่าน้อยไป วันหน้าจะไปขอบคุณถึงที่
เมื่อข่าวนี้ถูกส่งมาถึงโรงทอจิ่นซิ่ว หลี่มูที่กำลังยืนชี้นิ้วสั่งให้คนแขวนป้ายก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเสียที
พร้อมกับการปลดป้ายเก่าของ "โรงทอจิ่นซิ่ว" ลงมา ป้ายชื่อใหม่เอี่ยมว่า "ชุนอี้ฟาง (โรงบ่มสุราวสันต์หรรษา)" ก็ถูกตอกติดทับลงไปบนประตูใหญ่ ตัวอักษรสีทองอร่ามสาดประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า
"หลบไป ๆ ! จะจุดประทัดแล้ว ! " เสียงตะโกนอันดังกังวานของเจียงหู่ทำเอาคนฟังแก้วหูแทบแตก
เจียงหู่แหกปากร้องตะโกน พลางเป่าชุดจุดไฟในมือ แล้วนำไปจุดประทัดที่แขวนอยู่สองฝั่งของประตูใหญ่
ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความยินดีของทุกคนก็ปรากฏให้เห็นลาง ๆ ท่ามกลางควันดินปืน
"พ่อแม่พี่น้องชาวเมืองอันผิงทุกท่าน วันนี้เป็นวันมงคลเปิดกิจการโรงบ่มสุราสกุลหลี่ของข้า ข้าได้ตั้งกระทะใบใหญ่หกใบไว้ที่ปากซอย แขกเหรื่อที่สัญจรไปมาและเพื่อนบ้านละแวกนี้ สามารถมารับประทานโจ๊กร้อน ๆ และดื่มชาใส ๆ ได้เลย ! "
หลี่มูประสานมือคารวะฝูงชนที่ได้ยินข่าวและมารุมล้อมดูความคึกคัก
ปกติแล้วเวลาเปิดร้านใหม่ในเมือง มักจะต้องมีการตีฆ้องร้องป่าว เชิดสิงโต และจุดประทัด เพื่อดึงดูดผู้คนให้มาร่วมงาน แต่หลี่มูกลับไม่ชอบวิธีการที่เอิกเกริกจนเกินงามแบบนี้ เขาชอบที่จะนำเงินไปใช้กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์จริง ๆ มากกว่า
โจ๊กร้อน ๆ หนึ่งชาม ชาใส ๆ หนึ่งจอก แม้จะไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่ก็อย่างน้อยก็ทำให้ผู้คนจดจำความดีของตนเองได้ ไม่ถือว่าเป็นการสูญเปล่า
"เถ้าแก่คนนี้ใจกว้างไม่เบา..."
"ไป ๆ ๆ ไปกินโจ๊กกัน ! "
"เถ้าแก่หลี่ช่างมีน้ำใจ ขอให้ท่านร่ำรวยเงินทอง ! "
พวกชาวบ้านยากจนพากันกรูกันไปที่ซุ้มแจกโจ๊ก แต่ท่ามกลางฝูงชนกลับมีเศรษฐีสวมเสื้อผ้าแพรพรรณสองสามคน กำลังจ้องมองมาทางนี้ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
"พี่หลี่ พวกนั้นคือเถ้าแก่ของโรงบ่มสุราแห่งอื่นในเมือง" เจียงหู่ขยับเข้ามาใกล้ กระซิบแนะนำที่ข้างหูหลี่มูทีละคน "นั่นคือตระกูลสวี่... นั่นคือตระกูลหลิว... ก็คือเถ้าแก่ของสุราชิงเหมยเซานั่นแหละ"
เจียงหู่เมื่อก่อนเคยอยู่กับกองคาราวานอาชาเหล็ก ถือว่าคลุกคลีอยู่ในเมืองมานานหลายปี ย่อมรู้จักคนพวกนี้เป็นอย่างดี คำพูดยังไม่ทันขาดคำ เถ้าแก่สวี่ผู้นั้นก็ตาแดงก่ำพุ่งพรวดเข้ามา คว้าคอเสื้อของต้าจู้ที่กำลังกวาดเศษประทัดอยู่พอดี "ไอ้ตัวบัดซบร้อยมีดพันดาบ ! สวรรค์มีตาจริง ๆ ในที่สุดก็ให้ข้ามาเจอไอ้สวะอย่างเจ้าอีกครั้ง ! "
"เมื่อหลายวันก่อน เจ้าหลอกให้ข้าซื้อดีหมีในราคาสูงลิ่ว ทำให้ข้าต้องสูญเสียเงินทองไปตั้งมากมาย วันนี้มาเจอกัน... เจ้าต้องให้คำอธิบายกับข้ามาเดี๋ยวนี้ ! "
หลี่มูเห็นดังนั้นก็อึ้งไป ส่วนต้าจู้ตอนแรกก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว แต่พอเห็นใบหน้าของชายร่างอ้วนวัยกลางคนผู้นี้ชัด ๆ กลับเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที ทั้งสองคนสบตากัน หลี่มูก็เข้าใจเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาทันที
ที่แท้ดีหมีอีกสองก้อนที่เหลือเมื่อหลายวันก่อน ก้อนหนึ่งกลับถูกต้าจู้นำไปหลอกขายให้กับเถ้าแก่สวี่นี่เอง !
โรงบ่มสุราสกุลสวี่สูญเสียออเดอร์ของหอสุ่ยเซียนไป แถมยังโดนหลอกต้มตุ๋นไปอีกหลายร้อยตำลึง เวลาเพียงไม่กี่วัน เขาก็เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทรุดโทรม
วันนี้เขาได้ข่าวว่าโรงบ่มสุราสกุลหลี่เปิดกิจการ จึงตั้งใจรุดมาดูหน้าตาของเถ้าแก่ที่มาแย่งธุรกิจของตนเองให้เห็นกับตา คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอคู่แค้นอีกคนที่หลอกลวงตนเองอยู่ที่นี่ด้วย
บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ ?
วินาทีที่เถ้าแก่สวี่เห็นต้าจู้ ภายในใจก็เชื่อมโยงทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันโดยสัญชาตญาณ คิดว่านี่จะต้องเป็นแผนการต้มตุ๋นที่ถูกวางมาอย่างแยบยล เพื่อเล่นงานเขาทีเดียวเชียวล่ะ !
"ดีล่ะ ! " ดวงตาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวของเขากวาดมองสลับไปมาระหว่างหลี่มูกับต้าจู้ โกรธจนไขมันบนร่างสั่นกระเพื่อม "ที่แท้พวกเจ้าก็สมรู้ร่วมคิดกัน ! แย่งธุรกิจของข้าไปไม่พอ ยังจะมาหลอกเอาเงินข้าไปอีก ! "
เขาแหกปากร้องโวยวาย ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง "วันนี้ถ้าไม่คายเงินออกมาล่ะก็ พวกเราก็ไปคุยกันต่อหน้าใต้เท้านายอำเภอเลย ! "
เห็นเพียงเถ้าแก่สวี่ใบหน้าอ้วนฉุแดงก่ำเป็นสีม่วง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า การโวยวายของเขา ดึงดูดชาวบ้านที่มามุงดูความคึกคักให้เข้ามารุมล้อม ชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์กันทันที
"เถ้าแก่สวี่" หลี่มูหรี่ตาลง น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับเกล็ดน้ำแข็งในฤดูหนาว "วันนี้เป็นวันดีที่ร้านของข้าเปิดกิจการ หากท่านตั้งใจจะมาป่วนกันล่ะก็... อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ"
ต้าจู้ก็ปัดกรงเล็บหมูตอนของเถ้าแก่สวี่ออกอย่างแรง แค่นเสียงหัวเราะเย็น "เถ้าแก่ ท่านพูดแบบนี้มันไม่ถูกเลยนะ ! ตอนนั้นดีหมีนั่นเป็นท่านเองที่กระเหี้ยนกระหืออยากจะซื้อ ราคาก็เป็นท่านเองที่ดันทุรังเสนอเพิ่มให้ข้าเองด้วย มาตอนนี้กลับมาโยนความผิด หาเรื่องสาดโคลนใส่หัวข้า นี่มันรังแกคนซื่อกันชัด ๆ ไม่ใช่รึไง ! "