- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 116 สนทนายามวิกาล
ตอนที่ 116 สนทนายามวิกาล
ตอนที่ 116 สนทนายามวิกาล
ตอนที่ 116 สนทนายามวิกาล
"ท่านประมุขลู่กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ? " หว่างคิ้วของหลี่มูกระตุกอย่างแรง ตอนนี้ชีวิตของเขาเพิ่งจะเข้ารูปเข้ารอย ย่อมไม่อยากเข้าไปพัวพันกับบุคคลอันตรายที่มีชื่อติดบัญชีดำของทางการผู้นี้ จึงรีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน "ข้ารับทำตามประกาศของทางการ ดีหมีที่ล่ามาได้ก็ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ไปแล้ว"
"เราสองคนไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แล้วบุญคุณช่วยชีวิตที่ว่านั่นมาจากไหนกัน ? "
พูดจบ ภายในใจของหลี่มูก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
ลู่ซิ่วหลินผู้นี้เดิมทีเป็นนักโทษสำคัญของราชสำนัก แล้วนายอำเภอผิงหยวนจะออกใบประกาศตั้งรางวัลเพื่อเขาได้อย่างไร ?
หรือว่าศาลาว่าการอำเภอผิงหยวนแห่งนี้จะถูกอีกฝ่ายควบคุมและติดสินบนไปแล้ว ?
"พี่หลี่ไม่ต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้หรอก" ลู่ซิ่วหลินหัวเราะเบา ๆ ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าอันหล่อเหลาเกลี้ยงเกลานั้นกลับดูมีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้คงแก่เรียนอยู่หลายส่วน "ตั้งแต่บนลงล่างในอำเภอผิงหยวนแห่งนี้ ไม่มีใครกล้าแพร่งพรายความลับแม้แต่ครึ่งคำ หากเรื่องนี้แดงขึ้นมา คนแรกที่หัวจะหลุดจากบ่า..."
เขายกปลายนิ้วขึ้นปาดคอตัวเอง "ก็คือนายอำเภอเฉา"
"ที่มาในวันนี้ หนึ่งคือเพื่อขอบคุณพี่หลี่ที่ช่วยล่าหมีช่วยชีวิตข้าไว้ สองคือ..." จู่ ๆ เขาก็โน้มตัวไปข้างหน้า ในดวงตาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง "เพื่อเชิญชวนพี่หลี่มาร่วมชูธงคุณธรรม โค่นล้มราชสำนักที่เน่าเฟะจนถึงแก่นนี้ด้วยกัน ! "
บัดซบเอ๊ย !
หลี่มูอดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ
แม้เขาจะรู้ดีว่ายุคสมัยนี้มันยากลำบากและราชสำนักก็โง่เขลาเบาปัญญา แต่ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาก็นับว่ามั่งคั่งพอตัว เมื่อเหลือบไปเห็นเตาดินที่เพิ่งก่อเสร็จใหม่ ๆ ตรงมุมลานบ้าน นึกถึงโรงบ่มสุราที่กำลังจะเปิดกิจการในวันพรุ่งนี้ และยังมีพี่น้องอีกหลายสิบชีวิตที่ต้องพึ่งพาเขาเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง
ก่อกบฏรึ ?
ล้อเล่นอะไรกัน !
"ท่านประมุขลู่ช่างมีคุณธรรมสูงส่ง ! ตัวข้าเองเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นอย่างยิ่ง เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่กลับยอมละทิ้งลาภยศสรรเสริญ ลุกขึ้นก่อการเพื่อชาวบ้านตาดำ ๆ " หลี่มูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีชาวบ้านมากมายที่ถูกกดขี่ข่มเหงจนทนอยู่ไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาก่อกบฏ แต่คนอย่างลู่ซิ่วหลินที่มีชาติกำเนิดสูงส่ง ทว่ากลับยอมกลายเป็นกบฏเพราะทนเห็นความอยุติธรรมบนโลกใบนี้ไม่ได้ เกรงว่าต่อให้พลิกดูหน้าประวัติศาสตร์ก็คงหาได้ยากยิ่ง
"แต่ข้าไม่ได้มีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ข้าแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัวและมิตรสหาย มีข้าวกินอิ่มครบสามมื้อก็พอใจแล้ว"
เมื่อลู่ซิ่วหลินได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย เดิมทีเขาสนใจในตัวหลี่มูเป็นอย่างมาก
คนผู้นี้ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจบาตรใหญ่ ไม่โลภหลงในผลประโยชน์มหาศาล อีกทั้งยังมีวรยุทธ์ไม่เลว ข้างกายยังรวบรวมกลุ่มพี่น้องที่มาจากครอบครัวยากจนไว้ด้วยกัน หากสามารถชักชวนมาอยู่ใต้บังคับบัญชาได้ ลัทธิโพกผ้าเหลืองก็ถือว่าได้ขุนพลยอดฝีมือเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ดังนั้นหลังจากหายป่วย เขาจึงอุตส่าห์สืบหาข่าวและมาเยือนถึงที่ในยามดึกดื่น
"รังนกพังทลาย ย่อมไม่มีไข่ใบใดรอดพ้น" ลู่ซิ่วหลินสายตาคมกริบดุจใบมีด เอ่ยเสียงขรึม "ยุคสมัยนี้ไม่เปิดทางให้ผู้คนได้มีชีวิตรอด พวกขุนนางกังฉินรีดไถวางอำนาจบาตรใหญ่ พวกโจรป่า โจรขโมย กลุ่มอำนาจมืด... สิ่งเหล่านี้ล้วนกดทับอยู่บนหลังของชาวบ้าน หวังจะสูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาให้แห้งเหือด"
"เจ้าอยู่อย่างสงบสุขได้ชั่วคราว แล้วจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกรังแกไปตลอดชีวิต ? "
"หากวันข้างหน้าถึงคราวอับจนหนทางจริง ๆ ..." หลี่มูน้ำเสียงแหบพร่า ปลายนิ้วลูบไล้มีดล่าสัตว์ที่เอวอย่างไม่รู้ตัว
"ประตูของลัทธิโพกผ้าเหลืองเปิดต้อนรับเสมอ" ลู่ซิ่วหลินผูกเสื้อคลุมให้เข้าที่ จู่ๆ ก็แย้มยิ้มออกมา ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิละลายหิมะ "พวกเรายึดมั่นในหลักคำสอนที่ว่ากำจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแออยู่แล้ว ต่อให้วันนี้พี่หลี่ไม่เอ่ยปาก หากวันหน้าพบเจอความอยุติธรรม ลู่ผู้นี้ก็ยินดีช่วยเหลือโดยไม่ปฏิเสธเช่นกัน"
ทั้งสองคนนั่งเผชิญหน้าพูดคุยกันอย่างถูกคอ เงาใต้ชายคาค่อย ๆ กลมกลืนไปกับแสงจันทร์
หลี่มูพบว่าประมุขลัทธิโพกผ้าเหลืองที่อยู่ในข่าวลือผู้นี้ ไม่ได้เป็นดั่งคนโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างที่ทางการป่าวประกาศเลย กลับดูอ่อนโยนเป็นกันเองมากเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกถูกชะตาด้วยไม่น้อย
"พี่หลี่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงต้องก่อตั้งลัทธิโพกผ้าเหลือง ตั้งหน้าตั้งตาจะโค่นล้มราชสำนักให้ได้ ? " ลู่ซิ่วหลินมองดูหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
"เพื่อระบายความอยุติธรรมในใจงั้นรึ ? "
"ไม่ใช่เพื่อความแค้นส่วนตัว แต่เพื่อกอบกู้แผ่นดินต่างหาก" ในดวงตาของลู่ซิ่วหลินที่สุกสกาวดุจดวงดาวทอประกายเจิดจ้า เอ่ยอย่างจริงจังยิ่งนัก "ตอนนี้แคว้นต้าฉีมันเน่าเฟะจากบนลงล่างไปหมดแล้ว ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่นี่ยังไม่ใช่วิกฤตที่ใหญ่ที่สุดหรอกนะ..."
"หลายปีมานี้ พวกคนเถื่อนทางตะวันตกและพวกทูเจวี๋ย (ชาวเติร์ก) ทางตอนใต้ ต่างก็จ้องมองจงหยวนตาเป็นมัน คอยรุกรานชายแดนอยู่อย่างต่อเนื่อง"
"แต่พวกขุนนางกังฉินพวกนั้นกลับรู้จักแต่กอบโกยเงินทอง แม้แต่พวกแม่ทัพในกองทัพก็ยังโกงกินเงินเดือนทหาร อมเงินบำรุงกองทัพ ศึกที่ชายแดน แคว้นต้าฉีพ่ายแพ้ถอยร่นมาตลอด"
"หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สักวันหนึ่งเมื่อด่านชายแดนถูกตีแตก พวกคนเถื่อนและทูเจวี๋ยบุกเข้ามาในจงหยวนได้ ถึงตอนนั้นภายในแคว้นต้าฉีถึงจะได้กลายเป็นนรกที่มีซากศพเกลื่อนกลาด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ... การฝากความหวังไว้กับราชสำนักมันเปล่าประโยชน์ไปแล้ว"
ลู่ซิ่วหลินกำหมัดแน่น ภายในร่างอันผอมบางคล้ายกับระเบิดพลังที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้ "ลัทธิโพกผ้าเหลืองต้องสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น จัดการความวุ่นวายภายในและต่อต้านศัตรูภายนอก โค่นล้มการปกครองของราชวงศ์ต้าฉี เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากศัตรูต่างชาติ ! "
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่มูก็รู้สึกได้ว่าจังหวะหัวใจของตนเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด
หลายปีมานี้ ชายแดนของต้าฉีถูกรุกรานอย่างต่อเนื่อง แต่พวกขุนนางเหล่านั้นกลับไม่คิดจะฝึกทหารเพื่อป้องกันศัตรู รู้จักแต่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแย่งชิงอำนาจและกอบโกยเงินทองในราชสำนัก
พวกคนเถื่อนทางชายแดนตะวันตกเอาม้ามาดื่มน้ำที่แม่น้ำหลานชางแล้ว แต่พวกขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักกลับยังมาเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่ารองเท้าปักของหญิงคณิกาควรจะใช้ดิ้นทองกี่ตำลึง
สวัสดิการของทหารในกองทัพยิ่งย่ำแย่หนัก
ไม่เพียงแต่จะถูกอมเงินเดือน บางครั้งแม้แต่เงินชดเชยค่าบาดเจ็บล้มตายก็ยังถูกเบื้องบนแบ่งแย่งกันไป
เมื่อเป็นเช่นนี้มานาน พลังรบของกองทัพย่อมตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
อำเภอผิงหยวนอยู่ห่างจาก "ด่านหลงเหมิน" ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่ใกล้ที่สุดเพียงสามร้อยลี้ หากด่านถูกตีแตก ทหารคนเถื่อนและทูเจวี๋ยก็สามารถยกทัพมาถึงที่นี่ได้ภายในสามวัน
"พี่หลี่ แม้วันนี้เราสองคนจะไม่ได้เดินร่วมทางกัน แต่ข้าเชื่อว่าวันหน้าจะต้องมีโอกาสได้พบกันอีกแน่" ลู่ซิ่วหลินสูดลมหายใจเข้าลึก มองดูท้องฟ้า แล้วเอ่ยเสียงขรึม "ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน"
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืน
แม้คืนนี้จะเป็นเพียงการพูดคุยกันสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แต่เขาก็ได้มุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับชายหนุ่มที่ดูบอบบางตรงหน้านี้แล้ว
คนอย่างลู่ซิ่วหลิน ถ้าไม่พลาดพลั้งจนแหลกสลายไปบนเส้นทางสายนี้
ก็ต้องสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กลายเป็นตำนานแห่งยุคสมัยได้แน่ !
ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่สามเด็ดขาด !
"ท่านประมุขลู่ หากคราวหน้ามาที่อำเภอผิงหยวนอีก เราสองคนต้องมาดื่มกันสักจอก พูดคุยกันให้สว่างคาตาไปเลย" หลี่มูประสานมือเอ่ยอย่างจริงจัง
"ถ้าเจ้ายอมไปกับข้า เราก็จะได้ดื่มสุราสนทนากันทุกวันเลยล่ะ" ลู่ซิ่วหลินยื่นมือขวาออกไป ทำท่าเชื้อเชิญ
หลี่มูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทำเพียงเอ่ยเสียงแผ่ว "เดินทางยามวิกาล ขอให้ทุกท่านโปรดระมัดระวังตัวด้วย"
ลู่ซิ่วหลินดึงมือกลับ หัวเราะเบา ๆ สองสามคำ แล้วนำชายฉกรรจ์ทั้งสามหมุนตัวจากไป
จู่ ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาพูดว่า "ข้าได้ยินมาว่า เมื่อหลายวันก่อนเจ้าไปมีเรื่องบาดหมางกับพวกโจรป่าเขาหัวพยัคฆ์ ก่อนไป ข้าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เจ้า ถือว่าดีหรือไม่ ? "
หลี่มูอึ้งไปครู่หนึ่ง ยิ้มขื่น "ท่านประมุขลู่ นี่ท่านกะจะยัดเยียดหนี้บุญคุณให้ข้าให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย..."
"หากท่านประมุขลู่มีน้ำใจ ข้าย่อมซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ! "
……
ค่ำคืนยิ่งดึกสงัด
เงาดำสี่สายทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างเงียบเชียบ
"น่าเสียดายจริง ๆ " จู่ ๆ ลู่ซิ่วหลินก็หยุดชะงัก หันกลับไปมองแสงไฟในเมือง "คนเก่งกาจเช่นนี้ หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้..."
ชายฉกรรจ์ชุดดำที่อยู่ข้างกายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงต่ำเอ่ยว่า "ท่านประมุข ในเมื่อเขามีห่วงผูกพันมากมายขนาดนี้... มิสู้พวกเรา..." เขาทำท่าปาดคอ "รอจนกว่าเขาจะหมดห่วง ไร้ที่พึ่งพิง..."
"เพียะ ! "
เสียงตบหน้าดังก้องฉีกกระชากความเงียบยามราตรี
สีหน้าของลู่ซิ่วหลินเรียบตึงดุจผิวน้ำ ประกายตาเย็นเยียบดุจใบมีด "อาหมาง เจ้ากลายเป็นคนต่ำทรามเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? "