- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 92 เล่ห์เหลี่ยมอำมหิต
ตอนที่ 92 เล่ห์เหลี่ยมอำมหิต
ตอนที่ 92 เล่ห์เหลี่ยมอำมหิต
ตอนที่ 92 เล่ห์เหลี่ยมอำมหิต
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น ก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ม่านตาหดเกร็งขึ้นมาในพริบตา
ในช่องเงินรางวัลด้านล่างของใบประกาศ เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า [ทองคำสามสิบตำลึง ! หนังสือยกเว้นภาษีระยะเวลาหนึ่งปีหนึ่งฉบับ ! ]
ทองคำสามสิบตำลึง มีค่าเทียบเท่ากับเงินบริสุทธิ์ถึงสี่ร้อยห้าสิบตำลึง !
แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือหนังสือยกเว้นภาษีฉบับนั้น !
มูลค่าของสิ่งนี้ยากที่จะประเมินได้ มันก็เหมือนกับหนังสืออนุญาตครอบครองคันธนู ที่มีเพียงผู้ที่สร้างผลงานความดีความชอบชิ้นใหญ่เท่านั้น ทางการถึงจะออกหนังสือมอบสิทธิพิเศษนี้ให้
ยุคสมัยนี้ทางการเก็บภาษีขูดรีดอย่างหนัก หากมีสิ่งนี้ ก็จะสามารถยกเว้นการจ่ายภาษีทุกประเภทให้กับผู้ถือครองได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
ไม่ว่าจะเป็นการทำมาค้าขาย การเพิ่มจำนวนคนในครอบครัว หรือแม้แต่ส่วยเสบียงอาหารก็ไม่ต้องจ่าย !
ต่อให้ตัวเองไม่ได้ใช้ ก็ยังสามารถนำไปโอนสิทธิ์ขายต่อได้ หากเอาไปเสนอให้พวกบ่อนพนันหรือร้านอาหารในอำเภอ แค่ปีเดียวก็ช่วยประหยัดเงินไปได้นับพันตำลึงแล้ว
"ของดีนี่หว่า ! " หลี่มูตาเป็นประกาย กิจการสุราซานเยวี่ยชุนกำลังค่อย ๆ เข้ารูปเข้ารอย เขากำลังเตรียมจะขยายกำลังการผลิตอยู่พอดี แต่ดันมาติดแหงกตรงที่ภาษีสุรานั้นแพงหูฉี่ หักลบกลบหนี้แล้วทำให้กำไรที่ควรจะได้หดหายไปเกือบครึ่ง
หากได้หนังสือยกเว้นภาษีฉบับนี้มา ก็เท่ากับสวรรค์ส่งถ่านไม้มาให้ในยามหิมะตกพอดี !
แม้จะมีอายุแค่ปีเดียว แต่... แค่นี้ก็ถมเถแล้ว
"ไอ้สามคนเมื่อคืนที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ต้องได้กลิ่นเรื่องนี้แล้วกะจะมาชุบมือเปิบแน่ ๆ ! " เฉินหลินตบเข่าฉาด หัวเราะลั่น หลงนึกว่าตัวเองมองทะลุปรุโปร่งถึงปริศนานี้แล้ว "เจ้านาย ข่าวนี้แพร่ออกไป พรานป่าทั่วสารทิศคงแห่กันไปเบียดเสียดที่เขาต้าหลงจนแทบเหยียบกันตายแน่ ! "
"ถ้าพวกเราไปช้า เกรงว่าจะไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงให้ซดน่ะสิ"
หลี่มูย่อมรู้ดีว่าเงินรางวัลนี้เย้ายวนใจมากแค่ไหน จึงตัดสินใจเด็ดขาดทันที "รีบไปเรียกคนมารวมตัว เตรียมอุปกรณ์ล่าสัตว์ให้พร้อม พวกเราจะออกเดินทาง ! "
ไม่นานนัก
ภายในลานบ้านสกุลหลี่ ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันสิบกว่าคนก็มายืนตั้งแถวเตรียมพร้อม
ข้างเตาดินมุมกำแพง ซานกูกับเฉินอวิ๋นกำลังช่วยกันขัดล้างหม้อกลั่นสุรา ท่ามกลางไอน้ำที่ลอยคละคลุ้งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของธัญพืช
บ้านสกุลหลี่ในวันนี้ไม่ใช่ครอบครัวยาจกตกยากเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทุกตารางนิ้วล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเจริญรุ่งเรือง
"พี่หลี่จะไปล่าหมีรึ ? " ซานกูที่ยืนหลังค่อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล "ไอ้หมีตาบอดมันรับมือไม่ง่ายเลยนะ หนังเหนียวเนื้อหนา แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุด ต้องระวังตัวให้ดีนะ ! "
"ตาเฒ่าคนหนึ่งที่หมู่บ้านเฉียนอิ๋งเคยถูกไอ้หมีตาบอดตบหน้า หนังหน้าซีกหนึ่งถูกกระชากหลุดออกมาเลือดอาบเลยนะ..."
หลี่มูรับถุงเสบียงแห้งที่หลี่ไฉ่เวยส่งให้ หัวเราะเสียงดังกังวาน "มีดดาบของกองคาราวานอาชาเหล็กข้ายังไม่กลัว จะไปกลัวอะไรกับแค่สัตว์เดรัจฉาน ? มีพี่น้องพวกนี้อยู่ด้วย ต่อให้เป็นถ้ำเสือ ข้าก็กล้าบุก ! "
สิ้นเสียงผิวปาก เจ้าสยงผีก็พุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าสีดำ ทีมล่าสัตว์มุ่งหน้าออกเดินทางรับแสงอรุณ เสียงพื้นรองเท้าบดขยี้น้ำค้างแข็งยามเช้าดังกรอบแกรบ ทำเอาฝูงนกกระจอกบนต้นไม้แตกตื่นบินหนีไป
การเข้าป่าครั้งนี้ หลี่มูพาเจียงหู่ที่เพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บมาด้วย
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวของกองคาราวานอาชาเหล็ก ชายบ้าระห่ำผู้นี้ก็นับว่าได้รับการยอมรับจากทุกคนอย่างแท้จริงแล้ว
"ไอ้หมีตาบอดตบทีเดียวกะโหลกวัวยังแหลก เขี้ยวของมันกัดหอกเหล็กขาดได้เลย" หลี่มูกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำเสียงตึงเครียดดุจสายธนูที่ถูกง้างจนสุด "ทุกคนต้องระวังตัวให้ดี ! "
ในป่าลึก ฝูงหมาป่าเอาชีวิต พยัคฆ์ร้ายคร่าวิญญาณ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดผวาที่สุดก็คือหมีดำ !
เจ้าสัตว์ตัวนี้หนังเหนียว เนื้อหนา ลูกศรธรรมดายิงเข้าก็ไม่ต่างอะไรกับเกาหลงให้มัน
หลี่มูจงใจนำ "ลูกศรทะลวงกระดูก" ที่เพิ่งสั่งตีมาใหม่ติดตัวมาด้วย หัวลูกศรสามเหลี่ยมทอประกายเย็นเยียบ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเจาะทะลวงหนังหนา ๆ โดยเฉพาะ
เมื่อเดินทางมาถึงตีนเขาต้าหลง ก็มีพรานป่าสามสี่กลุ่มไปออเบียดเสียดกันอยู่ที่ช่องเขาแล้ว
พอเห็นทีมของหลี่มูเดินเข้ามา สายตานับสิบคู่ก็จ้องเขม็งไปที่คันธนูแข็งบนบ่าของพวกเขาเป็นตาเดียว
"จึ๊ ๆ นี่คงจะเป็นทีมล่าสัตว์ของหมู่บ้านซวงซีสินะ ? " ชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อ ๆ ท่าทางเหมือนชาวนาแก่ ๆ คนหนึ่งถูกมือไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน "ดูอุปกรณ์ล่าสัตว์ของพวกเขาเสียก่อนสิ ทั้งดาบใหญ่ คันธนูแข็ง ตะขอเชือก..."
"หันกลับมาดูพวกเราสิ ถือแค่หลาวเหล็กที่ทำกันเองเข้าป่า แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา ? "
"มีหนังสือครอบครองคันธนูนี่มันต่างกันจริง ๆ ..."
เหล่าพรานป่าพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา
ช่วงนี้หลี่มูมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาก จึงไปสั่งซื้ออุปกรณ์ล่าสัตว์ชุดใหม่เอี่ยมแบบครบชุดจากร้านตีเหล็ก สะพายแขวนอวดประกายแวววาวอยู่บนบ่า ทำเอาผู้คนรอบข้างอิจฉาจนตาบวม
"พี่ชาย ทีมล่าสัตว์ของพวกเจ้าขอเพิ่มคนสักคนได้ไหม ? "
พรานป่าผิวคล้ำคนหนึ่งจู่ ๆ ก็พุ่งพรวดออกมา ทำตัวตีสนิทโอบไหล่ของเจี่ยชวนเอามือสกปรก ๆ ลูบคลำไปที่คันธนูของเขาโดยตรง สองตาเป็นประกายวาววับ "ไม้หยางขาวลนไฟ ลวดลายก็ประณีต ช่างเป็นคันธนูชั้นยอดจริง ๆ ..."
เพียะ !
"ไสหัวไปไกล ๆ ! " เจี่ยชวนสะบัดไหล่ สลัดอีกฝ่ายทิ้งราวกับสะบัดงูพิษ ด่าทอด้วยความรังเกียจ
"ข้าเป็นพรานป่าเก่าแก่ของเขาต้าหลงเลยนะ เมื่อก่อนก็เคยใช้คันธนูมาก่อน..." พรานป่าผิวคล้ำผู้นั้นถูกผลักจนเซถลา สีหน้าดูกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ยอมตัดใจ "ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อ ก็ปลดคันธนูลงมาให้ข้าลองยิงดูสิ รับรองว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงพวกเจ้าแน่ ! "
พวกหลี่มูเดินฝ่าฝูงชนไปอย่างเย็นชา ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของเขาเลยแม้แต่น้อย เดินตรงดิ่งมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก
เมื่อมองดูแผ่นหลังของพวกเขาหายลับเข้าไปในเส้นทางภูเขา ชายผิวคล้ำผู้นั้นก็ถ่มน้ำลายอย่างเกรี้ยวกราด สายตาอำมหิตดุจอาบยาพิษ "มารดามันเถอะ ก็แค่โชคดีได้หนังสือครอบครองคันธนูมาไม่กี่ใบ ทำมาวางก้ามเบ่งใส่รึ ! "
"ข้าล่ะอยากจะรู้นัก ว่าพวกเจ้าจะอวดเก่งไปได้อีกสักกี่น้ำ ? "
……
เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางภูเขาที่ค่อนข้างเปียกลื่นเข้าสู่เขาต้าหลง จู่ ๆ สยงผีก็ส่งเสียงเห่าขู่ขึ้นมาสองสามครั้ง
เจี่ยชวนกวาดตามองไปรอบ ๆ ไม่พบความผิดปกติอะไร จึงลูบหัวฟู ๆ ของมันเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน "สุนัขแสนรู้ เงียบหน่อยสิ ! "
"พี่หลี่ ตอนนี้ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วล่ะว่าคำว่า 'คนกลัวดัง หมูกลัวอ้วน' มันหมายความว่ายังไง พรานป่าสิบทิศแปดทางตอนนี้ต่างก็อยากจะมาตีสนิทเกาะบารมีพวกเรากันทั้งนั้น..."
จู่ ๆ หลี่มูก็หันขวับกลับมา กดมือลงบนไหล่ของเจี่ยชวน เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "คันธนูนี้... ใช้ไม่ได้แล้ว"
"หาที่เหมาะ ๆ แล้วจัดการทิ้งมันซะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่ใช่แค่เจี่ยชวน แม้แต่คนอื่น ๆ ในทีมต่างก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่รู้เลยว่าหลี่มูกำลังเล่นงิ้วฉากไหนอยู่ คันธนูนี้ ก็แค่ถูกพรานป่าเมื่อครู่แตะต้องไปนิดเดียวไม่ใช่รึ ? บนคันธนูก็ไม่ได้มีรอยขีดข่วนอะไร แล้วมันจะใช้ไม่ได้ได้ยังไง ?
เห็นเพียงหลี่มูปลดคันธนูล่าสัตว์ลงมาแล้วยื่นเข้าไปใกล้จมูกของสยงผี ไอ้สัตว์หน้าขนก็แยกเขี้ยวขู่คำรามในลำคอทันที ขนคอตั้งชันเป็นเม่น ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
"พรานป่าบนเขา มีวิชามารอันเหี้ยมโหดที่ใช้ทำร้ายคนอยู่วิธีหนึ่ง ! " หลี่มูหรี่ตาลง สายตาเย็นเยียบดุจมีดโกน "ฆ่าแม่หมาป่าที่กำลังตั้งท้อง ผ่าท้องเอาลูกหมาป่าออกมา นำไปผสมกับน้ำยาบางอย่างแช่ทิ้งไว้แล้วนำไปตากแห้งบดเป็นผง หากสิ่งนี้ไปติดอยู่บนอุปกรณ์หรือบนตัวคน ต่อให้อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ ก็จะดึงดูดฝูงหมาป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งให้ตามกลิ่นมา"
"ฆ่าคนอย่างไร้ร่องรอย ! "
ถึงตอนนี้ทุกคนถึงเพิ่งจะตั้งสติได้ ที่แท้เสียงเห่ากรรโชกของสยงผีเมื่อครู่ ไม่ใช่เพราะมันเจอเหยื่อ แต่เป็นเพราะมันสัมผัสได้ถึงอันตรายและกำลังส่งสัญญาณเตือนต่างหาก !
"ไม่มีความแค้นต่อกันแท้ ๆ ไอ้สารเลวนั่นถึงกับคิดจะทำร้ายพวกเราเชียวรึ ? " หว่างคิ้วของเจียงหู่ตั้งชันขึ้นมาทันที หันขวับเตรียมจะลงเขาไปคิดบัญชีกับพรานป่าผิวคล้ำคนนั้น
ปั้ก !
หลี่มูยื่นมือออกไปกดไหล่เจียงหู่เอาไว้ ส่ายหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "ต้นไม้ใหญ่เด่นตระหง่านกลางป่า ย่อมถูกลมพายุหักโค่น ตอนนี้พวกเราโดดเด่นในวงการพรานป่าจนไม่มีใครเทียบติด การถูกคนอื่นริษยาก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว"
"ที่ข้าไม่ฉีกหน้ามันเมื่อกี้ ก็เพราะอยากจะดูว่า ในบรรดาทีมล่าสัตว์พวกนี้ มีกี่คนที่อยากจะให้พวกเราตาย"
"เข้าป่าไปแล้ว ถ้าพวกมันกล้าโผล่หัวออกมา... ก็แค่จัดการล้างบางไปพร้อมกันให้หมด ! "
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
ลูกศรทะลวงกระดูกในซองใส่ลูกศรกระทบกันส่งเสียงดังกึกกักจนน่าเสียวฟัน
ทีมล่าสัตว์เดินหน้าต่อไปอย่างเงียบงัน หมอกในป่าลอยอ้อยอิ่งท่วมข้อเท้า ค่อย ๆ กลืนกินเงาร่างของพวกเขาให้จมหายไปอย่างสมบูรณ์