- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 91 ขอยืมตราประทับขุนนางสักหน่อย
ตอนที่ 91 ขอยืมตราประทับขุนนางสักหน่อย
ตอนที่ 91 ขอยืมตราประทับขุนนางสักหน่อย
ตอนที่ 91 ขอยืมตราประทับขุนนางสักหน่อย
ทองคำ !
สายตาของหลี่มูจดจ่ออยู่ที่ประกายสีทองอร่ามบนฝ่ามือของชายชุดดำ หัวใจกระตุกวูบ เลือดสูบฉีดจนเกิดเสียงดังกึกก้องในแก้วหูราวกับเสียงรัวกลองศึก
นั่นคือก้อนทองคำรูปกีบม้า ทอแสงหม่น ๆ หนักอึ้งอยู่ภายใต้แสงจันทร์ กะด้วยสายตาน่าจะหนักถึงสิบตำลึง หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดตอนนี้ อย่างน้อยก็แลกเงินบริสุทธิ์ได้ถึงร้อยห้าสิบตำลึงและที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ จากคำพูดของอีกฝ่าย นี่เป็นเพียงแค่เงินมัดจำเท่านั้น !
ในยุคสมัยนี้ ดีหมีหนึ่งก้อนส่วนใหญ่ก็ราคาแค่ยี่สิบตำลึง แต่อีกฝ่ายกลับใจป้ำทุ่มเงินไม่อั้นขนาดนี้ ดูท่าคนป่วยผู้นี้คงมีฐานะไม่ธรรมดา หากไม่ร่ำรวยล้นฟ้าก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจล้นมือแน่
"ท่านเห็นว่าอย่างไร ? " เมื่อเห็นหลี่มูเงียบไปนาน คนที่เป็นหัวหน้า ก็เริ่มทนไม่ไหว เอ่ยปากถามขึ้นมาอีกครั้ง
หลี่มูค่อย ๆ ลูบไล้ตอหนวดที่เพิ่งจะงอกขึ้นมาใหม่บนปลายคาง จู่
ๆ ก็แสยะยิ้มกว้าง "ขอบคุณที่ให้เกียรติ แต่ว่าการค้าขายนี้... ต้องขอเพิ่มเงื่อนไขสักข้อ"
"ว่ามา"
"รบกวนทั้งสามท่านโปรดแสดงป้ายประจำตัวให้ดูหน่อย" เขาจงใจเน้นเสียงหนักที่คำสุดท้าย "ตรวจสอบตัวตนให้แน่ชัด การค้าขายนี้ถึงจะทำได้อย่างสบายใจ"
ชายชุดดำทางซ้ายยืดหลังตรงขึ้นมาทันที ภายใต้ผ้าปิดหน้ามีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลอดออกมา ราวกับเสียงกระดาษทรายขัดเหล็ก "เหอะ ! แค่พรานป่าต่ำต้อย มีสิทธิ์อะไรมาตรวจสอบป้ายประจำตัวของพวกบิดา ? ตอนที่พวกข้าไปซื้อยาในเมือง จะต้องให้ตรวจสอบไปถึงโคตรเหง้าศักราชเลยด้วยไหมล่ะ ? "
ประกายเย็นเยียบวาบขึ้นในดวงตาที่หรี่แคบของหลี่มู อีกฝ่ายไม่กล้าเปิดเผยตัวตน...
"ต้องขออภัยด้วย ช่วงนี้บ้านเมืองมีแต่เรื่องวุ่นวาย เมื่อหลายวันก่อน ในเมืองเพิ่งจะมีคดีโจรป่าจนลุกลามไปถึงขั้นริบเรือนประหารล้างตระกูลเศรษฐีใหญ่ไปหมาด ๆ " หลี่มูยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว "พวกท่านมาเยือนยามวิกาล แถมยังไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ช่างทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย..."
สิ้นประโยค รังสีอำมหิตจากร่างของคนทั้งสามก็ระเบิดออกในพริบตา !
"เจ้ากล้าปฏิเสธรึ ? " ชายฉกรรจ์เสียงแหบพร่าผู้นั้นก้าวพรวดเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ
ปัง !
คบเพลิงรอบกำแพงลานบ้านสว่างพรึบขึ้นพร้อมกัน เจี่ยชวนนำพรานป่าสิบกว่าคนพังประตูห้องออกมา เสียงง้างคันธนูล่าสัตว์จนสุดล้าดังเอี๊ยดอ๊าดจนน่าเสียวฟัน
เจียงหู่ถึงขั้นควงท่อนไม้พุทราที่หนาเท่าสลักประตูกระแทกพื้นดังตึง "อะไรวะ ? ไม่ตกลงแล้วจะทำไม ? อยากจะลองดีรึไง ? "
ชายชุดดำกลับไม่ถอยหนี ซ้ำยังก้าวเข้าไปหา !
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคันธนูนับสิบที่ง้างรอไว้ พวกเขากลับยืนหยัดดุจกระบี่คมกริบสามเล่มที่ถูกชักออกจากฝัก แม้แต่ชายเสื้อก็ไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ในชั่วพริบตานั้น คนที่เป็นหัวหน้าก็เอื้อมมือไปกดไหล่พรรคพวกเอาไว้กะทันหัน สายตาอันโหดเหี้ยมกวาดมองไปที่พวกหลี่มู จู่ ๆ ก็ประสานมือคารวะพลางหัวเราะร่า "ในเมื่อพวกท่านยังมีความกังวลใจ ถ้างั้นคืนนี้ก็ถือเสียว่าพวกเราไม่เคยมาที่นี่ก็แล้วกัน ! "
วินาทีที่ชายชุดดำประสานมือคารวะ ร่างของทั้งสามก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนกำแพงดุจนกแสกยามราตรี
กำแพงท่อนซุงที่สูงถึงสามเมตร พวกเขากลับเหยียบย่างปีนป่ายราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ ตอนที่ลงสู่พื้นนั้น แม้แต่ใบไม้แห้งสักใบก็ยังไม่สะเทือน
"ฟู่ ! เจ้านาย สามคนนี้เป็นใครมาจากไหนกัน ? " เฉินหลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยถามเสียงเบา
"พี่หลี่ พวกมันคงไม่ใช่... คนในใบประกาศจับที่หน้าประตูเมืองหรอกนะ ? " จู่ ๆ เจี่ยชวนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าเริ่มตึงเครียด "ต้องไปแจ้งทางการไหม ? "
"หุบปาก ! " หลี่มูพูดตัดบททันที สายตาคมกริบดุจมีดกวาดมองทุกคน "ช่างหัวมันว่าจะเป็นเทพเซียนมาจากไหน ในเมื่อน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง พวกเราก็อยู่ส่วนพวกเราไป"
หากเป็นพญามังกรข้ามถิ่นที่อยู่ในใบประกาศจับคนนั้นจริง ๆ ละก็ ด้วยพลังอันน้อยนิดของตัวเอง เกรงว่าแค่เอาไปอุดไรฟันอีกฝ่ายยังไม่พอเลย
เงินรางวัลแม้จะล่อใจ แต่บางครั้งมันก็ไม่ใช่ความมั่งคั่ง หากแต่เป็นเสียงเรียกวิญญาณจากพญายมต่างหาก !
……
ชายชุดดำทั้งสามพุ่งทะยานไปตามความมืดดุจภูตผีปีศาจ
จากหมู่บ้านซวงซีไปจนถึงกำแพงเมืองที่พังทลายทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลัดเลาะหลบหลีกการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ทางการ จนกระทั่งไปหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง
พวกเขาปีนข้ามกำแพงและหลังคาราวกับเดินบนพื้นดิน ลอบเร้นเข้าไปในห้องโถงด้านหลังอย่างเงียบเชียบ
ชั่ววินาทีที่ผลักประตูเข้าไป ภายใต้แสงเทียนสาดส่องให้เห็นตัวประกันเต็มห้องที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างไม่ว่าชายหญิงคนแก่หรือเด็ก ล้วนถูกเชือกป่านรัดจนเนื้อแตกเลือดซิบ ปากถูกยัดด้วยเศษผ้าขี้ริ้ว นอนขดตัวอยู่ตามมุมห้องราวกับสัตว์ที่รอการเชือด
บนเตียงเตา นักพรตหนุ่มที่มีใบหน้าซีดเผือดกำลังไอเป็นเลือด ละอองเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนเสื้อซับในสีขาวราวกับหิมะ ดูราวกับดอกเหมยสีแดงที่เบ่งบานกลางทุ่งหิมะ
"ท่านประมุข"
ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้ากระชากผ้าปิดหน้าออกแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เส้นเลือดบนขมับปูดโปน "ลูกน้องไร้ความสามารถ ! "
"พรานป่าคนนั้นดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ดึงดันจะให้พวกเรายืนยันตัวตนให้ได้..."
"แค่ก ๆ ... น่าสนใจดีนี่" นักพรตหนุ่มเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก จู่ ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ "เห็นทองคำแล้วไม่ตาลุกวาว เจอผู้มีอำนาจแล้วไม่ขาอ่อน นับว่าเป็นคนน่าสนใจไม่เลว"
"ท่านประมุข ! " ชายฉกรรจ์ที่คุกเข่าอยู่เงยหน้าขึ้นขวับ ในดวงตาสาดประกายดุร้าย "พรุ่งนี้พวกข้าทั้งสามจะเข้าป่าไปล่าหมีเอง ! แค่สัตว์เดรัจฉานตัวเดียว มันจะรับมือยากไปกว่ากองทหารหมาป่าแห่งจวนอู่ชางเชียวรึ ? "
อีกสองคนก็รีบเอ่ยปากสนับสนุน แสดงความเต็มใจที่จะยอมตายเพื่อเขา
นักพรตหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ นิ้วมือที่ผอมแห้งเหี่ยวเฉาชี้ไปยังชายวัยกลางคนที่อ้วนเป็นหมูอยู่ตรงมุมห้อง "ฆ่าคนต้องใช้มีด ล่าสัตว์ต้องใช้ธนู... อาหมั่ง ลากตัวมันมานี่สิ"
ชายฉกรรจ์ที่ชื่ออาหมั่งหิ้วคอเสื้อชายอ้วนร่างท้วมขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่ แล้วทุ่มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง
ใช้นิ้วหัวแม่มือกรีดไปที่ลูกกระเดือกเบา ๆ น้ำเสียงเย็นเยียบดุจอสรพิษแลบลิ้น "ถ้าเจ้ากล้าร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว บิดาจะฆ่าล้างตระกูลเฉาของเจ้าให้หมดสิ้น"
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าหวาดผวา พยักหน้ารัว ๆ ติดกัน
"ท่านประมุขไว้ชีวิตด้วย ! ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ! " ทันทีที่ผ้าขี้ริ้วในปากถูกดึงออก เขาก็รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา โขกศีรษะลงกับพื้นรัว ๆ ราวกับตำข้าว
"ใต้เท้าเฉาจะตื่นตระหนกไปไย ? " นักพรตหนุ่มหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงแหบพร่าแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจคุกคามอันแปลกประหลาด "แม้เจ้าจะเป็นคนไร้ความสามารถ แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายเลวทรามอะไรมากมาย ในราชสำนักต้าฉีที่เน่าเฟะแห่งนี้ ก็นับว่าเจ้าเป็นขุนนางที่... ไม่สกปรกจนเกินไปล่ะนะ"
"ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า"
คนที่คุกเข่าร้องขอชีวิตอยู่บนพื้นผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือ นายอำเภอผิงหยวน เฉาหย่างอี้ !
และที่นี่ก็คือจวนนายอำเภอของเขานั่นเอง
ตอนนี้ประมุขลัทธิโพกผ้าเหลืองที่ถูกออกใบประกาศจับไปทั่วทั้งเมือง ถึงกับเล่นแผน 'ความมืดใต้โคมไฟ' มัดตัวนายอำเภอและครอบครัวเอาไว้ แล้วซ่อนตัวอยู่ในจวนของเขาเสียเอง !
เมื่อได้ยินว่าชีวิตของตนปลอดภัยแล้ว นายอำเภอเฉาก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ลอบคิดในใจว่าทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเหล่าเจ้าหน้าที่ในเมืองที่ช่วยทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมา...
"ใต้เท้าเฉา พอจะช่วยธุระประมุขอย่างข้าสักนิด ขอยืมตราประทับขุนนางมาใช้สักหน่อยได้หรือไม่ ? " นักพรตหนุ่มเผยรอยยิ้มบาง ๆ "รบกวนท่านไปเซ็นหนังสือราชการ สั่งให้พวกพรานป่าในอำเภอผิงหยวนเข้าป่าไปล่าหมีเอาดีหมีมาให้ข้าที"
เมื่อนายอำเภอได้ยินดังนั้น ตอนแรกก็มีสีหน้าตกตะลึง จากนั้นก็ร้องไห้โฮแตกสติแตก "ท่านประมุข นี่มันเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะ ! "
นักพรตหนุ่มยื่นมือออกมากะทันหัน นิ้วมือที่เย็นเฉียบราวกับงูพิษลูบไล้ไปตามใบหน้าอันมันเยิ้มของนายอำเภอ น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน "หากข้าต้องมาตายอยู่ที่นี่... สาวกนับหมื่นจะมองว่าเจ้าคือศัตรู เจ้าคิดว่า ราชสำนักจะปกป้องครอบครัวเก้าชั่วโคตรของเจ้าได้งั้นรึ ? "
……
รุ่งสางวันต่อมา
หลี่มูเพิ่งจะคลุมเสื้อลุกขึ้นยืน จากนอกลานบ้านก็พลันมีเสียงของเฉินหลินที่ตื่นเต้นจนเสียงหลงตะโกนลั่นเข้ามา
"เจ้านาย ! ข่าวดีสุด ๆ ไปเลย ! "
เขากำใบประกาศแผ่นหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา กระดาษถูกกางแผ่ออกบนโต๊ะเสียงดังพึ่บพั่บ ตราประทับขุนนางสีแดงฉานที่น้ำหมึกยังไม่ทันแห้งดีดูสะดุดตายิ่งนัก บนนั้นเขียนข้อความหนังสือราชการประกาศตั้งรางวัลนำจับล่าหมีไว้อย่างชัดเจน !
ขมับของหลี่มูเต้นตุบ ๆ
ทางการถึงกับออกใบประกาศจริง ๆ รึ ?
สามคนเมื่อคืนนี้... หรือว่าจะไม่ใช่โจรป่าจริง ๆ
ความคิดนี้ราวกับเหล็กประทับตราที่ร้อนระอุ นาบลงบนหัวใจจนเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"เจ้านาย เมื่อคืนท่านปฏิเสธสามคนนั้นไปถือว่าทำถูกเผงเลย" เฉินหลินชี้ไปที่ตัวเลขเงินรางวัลบนใบประกาศ น้ำเสียงสั่นเทาอยู่บ้าง "ท่านรู้ไหมว่าวันนี้ ทางการตั้งค่าหัวไว้เท่าไหร่ ? "