เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 67 เอาไปใช้ยามจำเป็น

ตอนที่ 67 เอาไปใช้ยามจำเป็น

ตอนที่ 67 เอาไปใช้ยามจำเป็น


ตอนที่ 67 เอาไปใช้ยามจำเป็น

"วันนี้พวกป้าสามขยันขันแข็งกันจริง ๆ นึ่งข้าวฟ่างตั้งหลายกระทะใหญ่ อัดใส่ไหสุราทั้งสิบใบของบ้านเราเสียจนเต็มปรี่เลย" หลังจากกลับมาจากบ้านของเจียงหู่ หลี่มูก็ลงมือจัดการชำแหละสัตว์ที่ล่ามาได้อย่างคล่องแคล่ว พลางรับฟังหลี่ไฉ่เวยเจื้อยแจ้วถึงความคืบหน้าในการหมักสุราของวันนี้

มีดถลกหนังในมือเขาพลิกพลิ้วไปมาระหว่างนิ้วมืองดงามดั่งร่ายรำ ท่ามกลางประกายมีดอันเย็นเยียบ หนังจิ้งจอกที่สมบูรณ์ผืนหนึ่งก็หลุดลอกออกมาราวกับผืนผ้าไหมลื่นไหล ขนของมันมันขลับเงางาม สะท้อนประกายสีอำพันยามต้องแสงอาทิตย์อัสดง

หลี่มูนำหนังจิ้งจอกจุ่มลงในน้ำสะอาด ซักล้างอย่างระมัดระวังพลางเอ่ยถาม "ไฉ่เวย ตอนนี้บ้านเราเหลือเงินอยู่เท่าไร ? "

หลี่ไฉ่เวยลุกขึ้นยืน นำมือที่เปื้อนแป้งเช็ดกับผ้ากันเปื้อน เอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "หักค่าแรงที่จ่ายล่วงหน้าให้พี่อวิ๋นไปเมื่อวาน เบ็ดเสร็จแล้วยังเหลืออยู่อีกสามสิบเก้าตำลึงหกเฉียนนะ ! "

"เอาออกมาให้หมดเถอะ ข้ามีเรื่องต้องใช้" หลี่มูม้วนหนังจิ้งจอกที่ซักล้างจนสะอาดอย่างทะนุถนอม แล้วห่อเก็บไว้ในผ้าป่านเนื้อของสุนัขจิ้งจอกนั้นมีกลิ่นเหม็นสาบฉุนรุนแรง นำไปขายที่ตลาดก็ไม่ได้ราคา ทว่าขนของมันชุดนี้กลับเป็นที่โปรดปรานของบรรดาขุนนางและเศรษฐีผู้มีอันจะกิน

ผ้าพันคอขนจิ้งจอกชั้นดีผืนหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็ขายได้ถึงหกเจ็ดตำลึง หากเป็นสีขาวบริสุทธิ์หรือสีแดงเพลิง ราคาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

"ใช้ทั้งหมดเลยรึ ? " หลี่ไฉ่เวยเบิกตาโพลง ระดับเสียงสูงปรี๊ดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เงินจำนวนเกือบสี่สิบตำลึงนี้ มากพอที่จะไปซื้อหาบ้านดี ๆ สักหลังในตัวเมืองได้สบาย ๆ ตอนนี้ส่วยหลวงก็จ่ายครบหมดแล้ว นางคิดไม่ออกจริง ๆ ว่ายังมีเรื่องอันใดที่ต้องใช้จ่ายเงินก้อนโตถึงเพียงนี้อีก

หลี่มูสะบัดหยดน้ำที่เกาะตามมือออก กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านเก่าอันคับแคบและอึดอัดหลังนี้

กระท่อมดินสองห้องประกอบกับลานบ้านเล็ก ๆ รวมเบ็ดเสร็จแล้วยังมีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบผิงด้วยซ้ำ

ภายในบ้านมีทั้งเตาดินและเตียงเตา บนขื่อหลังคาแขวนรวงข้าวสาร มุมกำแพงก็มีตุ่มน้ำวางซ้อนกัน เดิมทีก็เบียดเสียดจนแทบจะหมุนตัวไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ยังเพิ่มไหสุราเข้ามาอีกสิบใบ ยิ่งทำให้แทบจะไม่มีที่ให้เหยียบเท้าเสียด้วยซ้ำ

สภาพลานบ้านเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร

เมื่อหลายวันก่อนลานบ้านแห่งนี้ยังพอนับได้ว่ากว้างขวาง แต่ทว่าตอนนี้ต้องก่อเตาดิน วางกระทะนึ่ง ซ้ำยังต้องจัดวางโม่หิน กรงกระต่าย ผนวกกับ "แปลงทดลอง" ปลูกพริกขนาดเล็กนั่นเข้าไปอีก เรียกว่าเบียดเสียดจนแทบจะไม่มีที่ว่างให้มดเดินได้เลยทีเดียว

"ข้าตั้งใจว่าจะไปขอซื้อลานบ้านเก่าสองหลังข้าง ๆ นั่นมา แล้วขยายกำแพงล้อมออกไปอีกหน่อย สร้างเพิงหญ้าคาเพิ่มอีกสักสองสามหลัง... วันหน้าเวลาตากเนื้อสัตว์หรือวางไหสุราจะได้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นหน่อย" หลี่มูอธิบาย

เจ้าของลานบ้านซอมซ่อสองแห่งนั้น เมื่อหลายปีก่อนไม่มีเงินจ่ายส่วยหลวงจึงถูกเนรเทศไปเป็นทหารชายแดน ตอนนี้ที่ดินจึงตกเป็นของทางการ

ในดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญเช่นนี้ บ้านร้างทำนองนี้มีถมเถไป ราคาก็ถูกแสนถูก ใช้เงินเพียงไม่กี่เฉียนก็สามารถซื้อหามาครอบครองได้แล้ว

"ต่อเติมบ้านใหม่ ก็ไม่เห็นต้องใช้เงินมากมายถึงเพียงนี้เลยไม่ใช่รึ ? " ดูเหมือนว่าเพราะเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลี่ไฉ่เวยจึงค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องเงินทองเป็นพิเศษ นางงอนิ้วนับคำนวณ "ซื้อลานบ้านเก่าตีเสียว่าหนึ่งตำลึงหกเฉียน ซื้อไม้กับกระเบื้องดินเผาตีซะสองตำลึง บวกกับค่าแรงงานจิปาถะ อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินห้าตำลึง..."

จู่ ๆ ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมา "จริงสิ ก้อนอิฐดินดิบพวกเราสามารถผสมปั้นเองได้ ! ตอนนี้ฝีมือข้าดีมากเลยนะ จะได้ช่วยประหยัดเงินไปได้อีกก้อนหนึ่ง ! "

เมื่อเห็นท่าทางตระหนี่ถี่เหนียวราวกับผู้เฝ้าทรัพย์ของน้องสาว หลี่มูก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับพลางยิ้มขื่น

"ถึงแม้ตอนนี้พวกเราจะพอมีพอกินขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ส่วนไหนที่ควรประหยัดก็ต้องประหยัดสิ..." หลี่ไฉ่เวยล้วงเอากล่องไม้ใส่เงินตำลึงออกมาจากช่องใต้เตียงเตา เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าของพี่ชาย นางก็บ่นอุบอิบด้วยความเขินอายเล็กน้อย "เงินพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พี่เอาชีวิตไปเสี่ยงแลกมาทั้งนั้น ทุกอีแปะต้องใช้จ่ายให้คุ้มค่าที่สุด"

"นอกจากการต่อเติมลานบ้านแล้ว ข้ายังตั้งใจว่าจะซื้อเกวียนล่ออีกสักเล่มด้วย" เขาเอ่ยปากอธิบายต่อ เวลานี้กลุ่มพรานล่าสัตว์ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เมื่อบวกกับความสามารถในการดมกลิ่นอันยอดเยี่ยมของเจ้าสยงผี โดยพื้นฐานแล้วแทบจะพูดได้เลยว่าเข้าป่าทุกครั้งล้วนกลับมาพร้อมกับซากสัตว์ป่าเต็มคันรถ

ทว่าหมู่บ้านซวงซีกับตัวอำเภอนั้นอยู่ห่างไกลกันหลายลี้ หากต้องพึ่งพาเพียงแรงคนในการแบกหามทุกครั้ง ก็จะต้องสูญเสียเวลาไปกับการเดินทางบนท้องถนนอย่างมหาศาล

ที่สำคัญที่สุดก็คือ หลังจากหมักสุราทั้งสิบไหนี้เสร็จเรียบร้อย ก็จำเป็นต้องขนส่งเข้าไปในเมืองเช่นกัน หากไม่มีเกวียนสักเล่ม เกรงว่าพวกเราหลายคนคงต้องเดินไปกลับหลายรอบ กว่าจะขนย้ายพวกมันเข้าไปได้ทั้งหมด !

หลี่มูบอกเล่าถึงแผนการของตนเองให้ฟัง การลงทุน ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่า

แม้หลี่ไฉ่เวยจะรู้สึกปวดใจเสียดายเงิน แต่ก็เข้าใจดีว่านี่คืองานการที่สำคัญ จึงทำได้เพียงกัดฟันนำเงินตำลึงทั้งหมดออกมา วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ

หลี่มูแบ่งเงินตำลึงออกเป็นสองกองในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน แล้วจับแยกใส่ลงในถุงเงินสองใบ

"พี่ ท่านทำอะไรน่ะ ? " หลี่ไฉ่เวยเอียงคอถามด้วยความสงสัย

"ข้าย่อมมีเรื่องต้องใช้" หลี่มูยิ้มอย่างมีเลศนัย จงใจอุบเงียบเอาไว้ "รีบกินข้าวกันเถอะ ท้องข้าหิวจนกิ่วไปหมดแล้ว ! "

เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ไฉ่เวยก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ นางหมุนตัวเดินไปยกกับข้าวที่กำลังส่งควันกรุ่นสองจานออกมาจากหน้าเตา

จานหนึ่งคือถั่วเหลืองผัดน้ำมันหมูที่ดูมันวาวน่ารับประทาน

อีกจานคือผักใบเขียวผัดไข่ สีเหลืองทองสลับกับสีเขียวมรกต กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก

"พี่ เนื้อหมูนั่นหมักมาได้สองวันแล้ว พรุ่งนี้ถ้าท่านเข้าเมืองล่ะก็ อย่าลืมซื้อเครื่องเทศกลับมาด้วยนะ พวกเราต้องรมควันทำเนื้อแห้งกันแล้ว" หลี่ไฉ่เวยยกซึ้งนึ่งที่เต็มไปด้วยหมั่นโถวธัญพืชหยาบออกมาอีกหนึ่งถาด "เพิ่งจะสุกใหม่ ๆ เลย ข้าจงใจใส่พุทราแดงลงไปด้วย พี่รีบชิมดูสิว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง"

หลี่มูหิวจนไส้กิ่วหน้าอกแทบจะติดแผ่นหลังอยู่รอมร่อ เขารีบคว้าหมั่นโถวลูกหนึ่งยัดเข้าปากทันที

ถั่วผัดน้ำมันหมูยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอมมัน ไข่ไก่ก็นุ่มลื่นละมุนลิ้น เขายัดลงไปจนปากมันแผล็บ กินอย่างตะกละตะกลามจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยปากพูด ทำได้เพียงพยักหน้าหงึก ๆ ไม่หยุด

ทว่าในเวลานั้นเอง จู่ ๆ ภายในลานบ้านก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังแว่วมา

เสียงบานพับประตูดังแอ๊ด ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน

"เจียงหู่ ? "

หลี่มูเงยหน้าขึ้น มองเห็นเจียงหู่ที่มีสภาพฝุ่นเกาะเต็มตัวยืนอยู่ตรงหน้าประตู ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย จึงฉีกยิ้มเอ่ยทักทายทันที "ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ ? รีบเข้ามานั่งสิ ! "

หลี่ไฉ่เวยรีบยกม้านั่งยาวมาให้อย่างกระฉับกระเฉง พร้อมกับจัดเตรียมถ้วยชามและตะเกียบเพิ่มให้อีกหนึ่งชุด "พี่หู่จื่อยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ? มาล้อมวงกินด้วยกันพอดีเลย..."

"ข้ากินมาจากในเมืองแล้วล่ะ" เจียงหู่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน รอยยิ้มบนใบหน้าดูแข็งค้างฝืนธรรมชาติ เขาค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งที่ริมโต๊ะอย่างเชื่องช้า

"เห็นไฉ่เวยบอกว่า เจ้ามีธุระด่วนอยากจะคุยกับข้า" หลี่มูสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูพิลึกพิลั่นของอีกฝ่าย ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางกลืนหมั่นโถวคำสุดท้ายลงท้อง "เมื่อครู่นี้ข้าแวะไปที่บ้านเจ้ามา แต่ในบ้านไม่มีคนอยู่เลย แม้แต่ประตูก็ไม่ได้ปิด"

เจียงหู่เผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว "ชะ... ใช่ มีเรื่องนิดหน่อย..."

"มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะน่า ! " หลี่มูโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

เจียงหู่ลอบสังเกตสีหน้าของเขาพลางถูมือที่หยาบกร้านไปมา อ้ำอึ้งอยู่นานสองนานก็ยังพูดออกมาไม่เป็นประโยคเสียที ทำท่าอึกอักเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด ดูราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งจะทำความผิดมาก็ไม่ปาน

"ชายชาตรีอกสามศอกอย่างเจ้า วันนี้ทำไมถึงได้ทำตัวบิดไปบิดมาเหนียมอายนักล่ะ ? นี่มันไม่สมกับเป็นเจ้าเลยนะ ! " หลี่มูเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา เขาตบไหล่เจียงหู่เบา ๆ แล้วเอ่ยว่า "พวกเราเป็นพี่น้องที่เคยผ่านความเป็นความตาย ทำเรื่องใหญ่โตมาด้วยกันแล้ว มีความลำบากอะไรก็พูดออกมาได้เลย ! "

"พี่หลี่ เรื่องนี้... ข้าก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเริ่มพูดยังไงดี ข้าอยู่ที่กองคาราวานอาชาเหล็ก... เฮ้อ ! " เจียงหู่กัดฟันแน่น เนิ่นนานให้หลังถึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักได้เพียงครึ่งประโยค

เขาเพิ่งจะรวบรวมความกล้า ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะบอกเล่าจุดประสงค์ในการมาของตนให้กระจ่าง ทว่าจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดัง "ปึก" ขึ้น

หลี่มูล้วงถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ โยนไปตรงหน้าของเขาทันที พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

"พี่หลี่ ท่านทำอะไรน่ะ ? " เจียงหู่ถึงกับนิ่งอึ้งไป

"หลังจากที่ไฉ่เวยเล่าให้ข้าฟังเมื่อตอนเย็น ข้าก็พอจะเดาจุดประสงค์ในการมาของเจ้าออกแล้วล่ะ ขัดสนเงินทองใช่ไหมล่ะ ? " หลี่มูบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย พลางเอ่ยเสียงเบา "เจ้าเพิ่งจะเข้าไปอยู่กองคาราวานอาชาเหล็ก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เงินทองติดสินบนคนบนคนล่าง ฝากเนื้อฝากตัวกับพวกหัวหน้า ค่าใช้จ่ายจะต้องไม่ใช่น้อย ๆ แน่ เงินพวกนี้เจ้าเอาไปใช้ขัดตาทัพยามฉุกเฉินก่อนเถอะ หากไม่พอเมื่อไร ค่อยมาเอ่ยปากขอกับข้าใหม่ ! "

จบบทที่ ตอนที่ 67 เอาไปใช้ยามจำเป็น

คัดลอกลิงก์แล้ว