เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 62 ป้าหกผูกคอตายแล้ว

ตอนที่ 62 ป้าหกผูกคอตายแล้ว

ตอนที่ 62 ป้าหกผูกคอตายแล้ว


ตอนที่ 62 ป้าหกผูกคอตายแล้ว

ฝนยิ่งตกยิ่งหนักขึ้น

ณ ตัวอำเภอผิงหยวน

ภายในหอเล็กสลักชายคา ควันธูปไม้จันทน์ลอยอบอวล ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำหลายคนยืนตระหง่านอยู่สองฝั่งราวกับหอคอยเหล็ก มีดสั้นที่เอวสะท้อนประกายเย็นเยียบภายใต้แสงเทียน

หัวหน้ากองคาราวานอาชาเหล็ก 'ฉินเซี่ยหู่' เอนกายพิงเก้าอี้ไท่ซือ สวมชุดขาวสะอาดราวกับหิมะ นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ

"ร้านค้าของตระกูลหวัง ยึดมาหมดแล้วหรือ ? " น้ำเสียงของเขานุ่มนวลดุจหยก ทว่ากลับทำให้หัวหน้าสาขาที่อยู่เบื้องล่างต้องค้อมเอวลงโดยสัญชาตญาณ

"ท่านหัวหน้าพรรค โฉนดที่ดินและโฉนดบ้านทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วขอรับ" หัวหน้าสาขาประคองเอกสารขึ้นมาด้วยสองมือ กระดาษมีรอยยับย่นเล็กน้อยจากความชื้นในอากาศ "เชิญท่านตรวจสอบ ! "

ฉินเซี่ยหู่ปรายตามองเพียงแวบเดียว ก็โยนเอกสารลงบนโต๊ะอย่างลวก ๆ แล้วเอ่ยว่า "งานนี้จัดการได้รวดเร็วดี"

"ท่านหัวหน้าพรรค วันนี้ในเมืองมีเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งพอดีขอรับ" เมื่อได้รับคำชม หัวหน้าสาขาผู้นั้นก็เผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยปากอีกครั้ง "มีไอ้หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งมาตั้งแผงขายสุราอยู่ริมถนน สุราไหเดียวกลับขายได้ในราคาสูงลิ่วถึงสองตำลึงกว่า"

"ผู้คนมากมายต่างแย่งชิงกันลิ้มลอง จนแทบจะลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียว ! "

ฉินเซี่ยหู่ชะงักมือที่กำลังยกชาขึ้นจิบ เลิกคิ้วเรียวบางขึ้น "โอ้ ? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ ? "

"หรือว่าสุรานี้จะเป็นน้ำอมฤตเลิศรส ? หรือเป็นสุราชั้นยอดจากในวังกันล่ะ ? "

หัวหน้าสาขาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา "คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ข้าได้ยินมาว่าสุรานั่นเขาเป็นคนหมักเอง ชื่อสุราซานเยวี่ยชุนอะไรสักอย่าง... คนที่เคยดื่มต่างก็บอกว่ารสชาติมันบาดคอเข้มข้น ดื่มแล้วทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มล่องลอยราวกับขึ้นสวรรค์ อ้อ ใช่แล้ว ขนาดท่านหลวนที่ปกติเป็นคนสายตาสูงส่งหยิ่งยโส ก็ยังเอ่ยปากชมว่ารสชาติเยี่ยมยอดเลยนะขอรับ"

"เมื่อบ่ายวันนี้ มีโรงผลิตสุราหลายแห่งส่งคนไปกว้านซื้อวัตถุดิบ หวังจะลองหมักเลียนแบบดูแล้วขอรับ"

กองคาราวานอาชาเหล็กมีสมาชิกจำนวนมาก เครือข่ายข่าวกรองกระจายอยู่ทั่วทั้งอำเภอผิงหยวน เรื่องราวเล็กใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของพวกเขาไปได้

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเซี่ยหู่ก็เปลี่ยนท่านั่งที่เกียจคร้านเมื่อครู่ ยืดหลังตรง โน้มตัวไปข้างหน้า น้ำเสียงแฝงความไม่อยากจะเชื่อ "สุรานี้รสชาติดีถึงเพียงนั้นเชียวรึ ดีกว่าชิงเหมยเซาอีกหรือ ? "

"ท่านหลวนบอกว่า..." หัวหน้าสาขาคล้ายกับกำลังนึกย้อนถึงอะไรบางอย่าง ชั่วครู่จึงเอ่ยขึ้นว่า "สุรานี้กับชิงเหมยเซา แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยขอรับ ! "

ปึก !

ถ้วยชาเคลือบสีราคาตั้งสามตำลึงเงินถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บนใบหน้าของฉินเซี่ยหู่ปรากฏร่องรอยแห่งความยินดี

"ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะทำธุรกิจอะไรดี จู่ ๆ ก็มีคนเอามาประเคนให้ถึงหน้าประตูเสียแล้ว"

"สูตรการหมักสุรานี้ หากตกมาอยู่ในมือข้าล่ะก็ ไม่เกินครึ่งปี ทั่วทั้งอำเภอผิงหยวนก็คงไม่มีสุราเก่าแก่ตระกูลสวี่ หรือตระกูลเฉินอะไรนั่นอีกต่อไป ! "

สุราหนึ่งไหราคาสองตำลึง นี่มันเป็นธุรกิจที่ได้กำไรมหาศาลชัด ๆ ! ฉินเซี่ยหู่ย่อมมองเห็นผลประโยชน์ก้อนโตที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสุราซานเยวี่ยชุนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

"ภูมิหลังของคนที่ขายสุรานั่น สืบมาแน่ชัดหรือยัง ? " เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"ชื่อแซ่กับฐานะยังไม่แน่ชัดขอรับ แต่ได้ยินพี่น้องในพรรคบอกมาว่า เมื่อก่อนเขาดูเหมือนจะเคยส่งเนื้อสัตว์ให้กับหอสุ่ยเซียน คล้ายว่าจะเป็นญาติห่าง ๆ กับเฉินเฮ่อซงด้วย..." หัวหน้าสาขานำข้อมูลที่ตนเองรู้มาบอกกล่าวจนหมดเปลือกไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

ในมุมมืดเบื้องล่าง มีชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งกำหมัดแน่นอย่างกะทันหัน ข้อนิ้วลั่นดัง "กรอบ" เบา ๆ

หางตาของฉินเซี่ยหู่ปรายมองไป มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ "เจียงหู่ เจ้ารู้จักคนผู้นี้รึ ? "

ชายหนุ่มผู้นั้นก็คือ เจียงหู่ !

เมื่อหลายวันก่อน เนื่องจากเขาแสดงความกล้าหาญและดุดันในการต่อสู้กับบ่อนพนันเฟิงเป่าเป็นพิเศษ จึงได้รับความชื่นชมจากฉินเซี่ยหู่ ไม่เพียงแต่ให้เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของกองคาราวานอาชาเหล็กเท่านั้น แต่ยังให้เขาคอยควบคุมดูแลพี่น้องอีกสิบกว่าคน ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มเล็ก ๆ อีกด้วย !

ในเวลานี้ บทสนทนาระหว่างฉินเซี่ยหู่กับหัวหน้าสาขาดังเข้าหูเขา เพียงชั่วพริบตา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือ หลี่มู ด้วยความตกตะลึงจนเผลอเหม่อลอย เขาจึงเผลอทำเสียงดังออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

"ไม่รู้จักขอรับ" เมื่อเห็นสายตาของทุกคนจ้องมองมา สีหน้าของเจียงหู่ก็กลับมาเป็นปกติในทันที เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน"

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเซี่ยหู่ก็ละสายตากลับมา คล้ายกับไม่ได้ใส่ใจเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ แทรกซ้อนนี้ เขากวักมือเบา ๆ เรียกหัวหน้าสาขาเข้ามาใกล้ๆ แล้วกดเสียงต่ำเอ่ยว่า "เรื่องนี้เจ้ารีบไปจัดการทันที ไปสืบหาตัวตนของคนที่ขายสุราให้แน่ชัด แล้วเอาสูตรหมักสุรานั่นมาอยู่ในมือให้ได้ หากจำเป็น... ก็ใช้วิธีการพิเศษได้เลย"

น้ำเสียงของฉินเซี่ยหู่ไม่ได้ดังมากนัก แต่ก็ยังดังไปเข้าหูของเจียงหู่ หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นหลายส่วน ลึก ๆ ภายในใจเริ่มรู้สึกร้อนรนและกระวนกระวายขึ้นมาแล้ว

……

หลังจากฝนฤดูใบไม้ร่วงตกหนักมาทั้งคืน ยามรุ่งอรุณ ท้องฟ้าสีครามสดใสราวกับถูกชะล้าง

แสงแดดสีส้มอบอุ่นค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ขับไล่ความหนาวเหน็บที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศไปจนหมดสิ้น

เสียงกรีดร้องแหลมดังแหวกทำลายความเงียบงัน

"ใครก็ได้มาช่วยที ! "

"ป้าหกผูกคอตายแล้ว ! "

ใต้ต้นฮวาหน้าหมู่บ้าน ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งกำลังแกว่งไกวเบา ๆ ไปตามสายลมยามเช้า

เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มแนบติดกับเรือนร่างที่ผอมโซ ลูกตาที่ถลนออกมายังคงแข็งค้างไปด้วยความหวาดกลัวในวาระสุดท้าย ลิ้นยาวสีม่วงคล้ำห้อยตกลงมาที่มุมปาก มีหยดน้ำลายปนเลือดหยดแหมะลงมา

นั่นก็คือป้าหก

ในหมู่ชาวบ้านที่มามุงดู มีหลายคนที่รีบเอามือปิดตาเด็ก ๆ ในครอบครัวไว้ ชายฉกรรจ์สองสามคนฝืนข่มความหวาดกลัว ช่วยกันชุลมุนปลดบ่วงเชือกที่รัดคอของนางออก แล้วนำศพลงมาจากต้นไม้

"เฮ้อ จู้จื่อก็ไปตายในป่า ป้าหกก็มาผูกคอตายอีก ครอบครัวนี้ถือว่าตายตกตามกันไปหมดแล้ว..."

"คนผมขาวต้องมาส่งศพคนผมดำ ไม่ว่าใครก็คงรับไม่ไหวทั้งนั้น"

สำหรับการฆ่าตัวตายของป้าหก ชาวบ้านหมู่บ้านซวงซีไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชาย ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะทนรับได้ ยิ่งไปกว่านั้นในยุคสมัยที่ยากลำบากเช่นนี้ หญิงชราตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง ลำพังแค่ตัวเองก็ยากที่จะหาทางรอดชีวิตได้

ทุกคนต่างถอนหายใจออกมาด้วยความเวทนา

ท่ามกลางฝูงชน สีหน้าของจ้าวซื่อเขียวคล้ำ สองขาเต้นพับ ๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่ แท้จริงแล้วสาเหตุการตายของจู้จื่อ คนที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุดก็คือเขา มาตอนนี้เมื่อได้เห็นสภาพตายตาไม่หลับของป้าหก ความหวาดผวาในใจก็แทบจะจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง

"หัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว ! "

พร้อมกับฝูงชนที่แหวกทางให้ หวังหวยอี้ที่ได้รับข่าวก็รีบรุดหน้ามาถึง เขาเหลือบมองดูศพใต้ต้นไม้แวบหนึ่ง สายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ลำคอของป้าหกชั่วครู่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป

"รีบเอาอะไรมาคลุมหน้านางไว้เร็ว สภาพแบบนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว"

หวังหวยอี้พูดไปพลาง ถอดเสื้อคลุมผ้าป่านของตนเองออกไปพลาง แล้วนำไปคลุมครึ่งท่อนบนของป้าหกไว้จนมิดชิด

"คนที่ผูกคอตายจะมีแรงอาฆาตแรงกล้าที่สุด หากนำไปฝัง วันข้างหน้าเกรงว่าจะมีเรื่องวุ่นวายตามมา..."

เขาถอนหายใจยาว แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านที่ล้อมรอบตนเองอยู่ว่า "ไปหาฟืนมา เอาศพไปเผาซะเถอะ ! "

ป้าหกไม่มีญาติพี่น้องในหมู่บ้าน

ตอนนี้เมื่อทั้งสองแม่ลูกตายจากไป ศพก็ไม่มีใครอยากรับไปจัดการ ในเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านออกปากแล้ว ทุกคนก็ทำได้เพียงรับคำและจัดการตามนั้น

พร้อมกับกองไฟที่ลุกโชนขึ้น

ศพของป้าหกก็ค่อย ๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับกองฟืน

แสงไฟวูบวาบสะท้อนอยู่ในดวงตาของหวังหวยอี้ เขาถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

คนที่ผูกคอตายส่วนใหญ่มักจะหลับตา รอยรัดมักจะอยู่ระหว่างคางกับลำคอ พาดอ้อมไปหลังใบหูจนถึงตีนผม มือและเท้าก็มักจะเกร็งแน่น แต่ป้าหกกลับเบิกตาโพลง อ้าปากค้าง นิ้วมือเหยียดเกร็ง

สภาพเช่นนี้ ดูเหมือนจะยากที่จะใช้อธิบายด้วยคำว่า "ตายตาไม่หลับ" ได้

ที่สำคัญที่สุดคือ รอยรัดที่คอของนางดูเหมือนจะต่ำลงมามาก ไม่ได้อยู่ตรงรอยต่อใต้คาง แต่อยู่ที่... คอหอย

นางไม่ได้ผูกคอตาย

นางถูกฆ่า

"ช่างก่อเวรก่อกรรมจริง ๆ " หวังหวยอี้ที่หลังค่อมมองไปทางบ้านของตระกูลหลี่ แสงไฟเต้นระริกอยู่ตามรอยเหี่ยวย่นของเขา สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง เขาก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ได้ยินว่า "ไอ้หนูสกุลหลี่ ตาแก่คนนี้ถือว่าได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้เจ้าแล้วครั้งหนึ่งนะ..."

"ขาแพะป่าครึ่งซีกนั่น ราคามันช่างแพงลิบลิ่วเสียจริง ๆ ! "

จบบทที่ ตอนที่ 62 ป้าหกผูกคอตายแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว