- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 61 ค่าแรงล่วงหน้า
ตอนที่ 61 ค่าแรงล่วงหน้า
ตอนที่ 61 ค่าแรงล่วงหน้า
ตอนที่ 61 ค่าแรงล่วงหน้า
ฝนฤดูใบไม้ร่วงที่สะสมมานานแสนนาน ในที่สุดก็ตกลงมาเสียที
ท่ามกลางหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาดุจเมล็ดถั่ว หลี่มูก้าวเดินออกมาจากลานบ้านสกุลหลิวอย่างเนิบนาบ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าขยับกายขวางทางเขาแม้แต่คนเดียว
ทั่วทั้งฟ้าดินดูเหมือนจะเหลือเพียงเสียงคำรามต่ำ ๆ ด้วยความโกรธแค้นของปู่สาม และเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของหลิวต้าเส่าที่นอนจมกองโคลน
พิรุณหลั่งชโลม ทว่าฝีเท้าของหลี่มูกลับไม่ได้หยุดลง
เขาตระเวนไปล้างแค้นตามบ้านเรือนทีละหลัง จัดการพวกผู้หญิงที่เคยรังแกข่มเหงหลี่ไฉ่เวยจนเรียบทีละคน
เสียงประตูไม้พังทลายดังสลับกับเสียงฝน เสียงร้องไห้คร่ำครวญของพวกนางดังระงมไปทั่ว
มีหญิงปากร้ายคนหนึ่งคว้ามีดทำครัวขึ้นมาขัดขืน กลับถูกเขาเหวี่ยงทั้งคนทั้งมีดลงไปในถังเก็บข้าวสารจนมิด รอยแยกบนหลังคาหญ้าคาถูกเปิดออกเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ น้ำฝนสาดซัดลงมาตามรูนั้น ชโลมลงบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนาง
ครั้นเมื่อเขาจากไป ภายในบ้านเหล่านั้นก็เหลือเพียงสภาพที่พังยับเยินจมกองเลือดและหยาดฝน
ตึก ตึก
หลี่มูยังคงมุ่งหน้าต่อไป
เมื่อเขามาถึงหน้าประตูบ้านป้าหก เขากลับหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้เลือกเดินเข้าไปข้างใน
ภายในตัวบ้าน มีเสียงสะอึกสะอื้นแว่วออกมาเบา ๆ ประสานไปกับเสียงสายฝน
ในกลุ่มคนที่ก่อเรื่องในวันนี้ หญิงชราผู้นี้มีกลอุบายอำมหิตที่สุด ถึงขั้นเกือบจะคร่าชีวิตของหลี่ไฉ่เวยไป
ท่ามกลางม่านฝน ยังคงมีชาวบ้านบางส่วนเดินตามมาห่าง ๆ ดูเหมือนพวกเขาอยากจะเห็นนักว่าหลี่มูจะจัดการกับ "ตัวบงการ" ผู้นี้อย่างไร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
หลังจากเขาหยุดยืนอยู่ชั่วครู่ กลับเลือกที่จะหมุนตัวเดินจากไปเสียอย่างนั้น
"หลี่มู... ยอมปล่อยป้าหกไปงั้นรึ ? "
"เขามีใจเมตตาขนาดนั้นเชียว ? "
"เฮ้อ คงจะเป็นเพราะเห็นว่านางเป็นหญิงม่ายตัวคนเดียวที่เพิ่งจะเสียลูกชายไปกระมัง เลยตัดใจลงมือไม่ลงจริง ๆ ! "
"หลี่มูเองก็ใช่ว่าจะไร้ความปรานีเสียทีเดียว ยังพอหลงเหลือความเป็นคนอยู่บ้าง..."
เหล่าชาวบ้านมองดูแผ่นหลังของเขาที่เลือนหายไปในม่านฝน พลางกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
......
บ้านของเฉินอวิ๋น
ภายในกระท่อมมืดมิดและชื้นแฉะ
ตุ่มน้ำที่มุมห้องมีรอยแตกเป็นทางยาว ถูกพอกเอาไว้ด้วยดินโคลนอย่างลวก ๆ ก้นตุ่มมีน้ำขุ่นขลักเหลือก้นเตี้ย ๆ
เตาไฟเย็นชืด
กระทะเหล็กหนาเขรอะไปด้วยสนิม ขอบกระทะแหว่งไปชิ้นหนึ่ง เผยให้เห็นขอบที่คมกริบ
หญิงชราผู้มีสภาพซูบผอมราวกับซากศพนอนอยู่บนเตียงเตา ดวงตาที่มืดบอดโหลลึก มองไม่เห็นประกายแสงใด ๆ มีเพียงความมืดมิดอันบริสุทธิ์
"ท่านแม่... กินยาเถิด"
เฉินอวิ๋นประคองชามยาค่อย ๆ นั่งลงข้างเตียง มือขวาที่พันด้วยผ้าป่านหนาเตอะตักยาที่ขุ่นมัวป้อนเข้าปากหญิงชรา
ท่าทางเรียบง่ายนี้กลับดึงรั้งบาดแผลจนนางต้องขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด ทว่านางกลับกัดริมฝีปากแน่นไม่ยอมส่งเสียงออกมา
"อวิ๋นเอ๋อร์ อย่าเสียแรงเปล่าเลย"
แม่เฒ่าตาบอดกลืนยาลงไปคำหนึ่ง เสียงหอบหายใจดังหวีดหวิวประดุจเสียงพัดลมไม้เก่า ๆ พูดย่างไร้เรี่ยวแรงว่า "แม่รู้ตัวดี... ฝืนรักษาก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า"
"ท่านแม่ พูดจาเลอะเทอะอะไรเช่นนั้น ? " น้ำเสียงของเฉินอวิ๋นแฝงแววตำหนิ "ท่านอาเอ้อกวายบอกแล้วว่า ร่างกายของท่านไม่ได้เป็นอะไรมาก กินยาให้หมดก็หายแล้ว"
หญิงชราหัวเราะอย่างขมขื่น
นางยื่นมือออกไปดันช้อนยาที่จ่ออยู่ที่ปากออก แล้วถามว่า "นี่ยาติดค้างเขาไว้อีกแล้วใช่ไหม ? "
เฉินอวิ๋นเงียบไป เนิ่นนานให้หลังถึงส่งเสียง "อืม" ออกมาเบา ๆ
ในหมู่บ้านซวงซีมีหมอเท้าเปล่าอยู่คนหนึ่ง เนื่องจากเมื่อหลายปีก่อนขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแล้วตกเขาจนขาหัก ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า หมอเอ้อกวาย หมอผู้นี้ตัวคนเดียว นิสัยใจคอโอบอ้อมอารี เวลาตรวจรักษาชาวบ้านจะคิดเงินน้อยมาก หากชาวบ้านไม่มีเงินค่ายา เขามักจะยอมให้ติดค้างเอาไว้ก่อนเสมอ นานวันเข้า ชื่อเสียงของเขาจึงขจรขจายไปทั่วระแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านนี้
"หมอเอ้อกวายมีน้ำใจงาม แต่เขาก็ต้องทำมาหากิน ค่ายานี้ วันหน้าต้องหาทางไปคืนเขาให้ได้" แม่เฒ่าตาบอดถอนหายใจ "ตอนนี้ก็ถึงเวลาจ่ายส่วยหลวงแล้ว ครอบครัวเรามีกันสองคน ต้องรวบรวมข้าวสารให้ได้ถึงหกร้อยจิน..."
หญิงชรายื่นมือที่ผอมแห้งออกไปลูบไล้แก้มของเฉินอวิ๋น ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้ออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ลูกรักของแม่ ภาระนี้มันหนักหนากับเจ้าเกินไปแล้ว"
บนขื่อหลังคามีเชือกฟางห้อยลงมา ผูกติดกับตะกร้าไม้ไผ่เก่า ๆ ใบหนึ่ง ภายในมีแป้งธัญพืชหยาบ ๆ ที่แข็งราวกับก้อนหินอยู่ครึ่งแผ่น นั่นคือเสบียงกรังสำหรับสองแม่ลูกในอีกสามวันต่อจากนี้
"ท่านแม่" ขอบตาของเฉินอวิ๋นแดงก่ำ นางส่ายหัว "ข้าไม่กลัวความลำบากหรอก"
"หลายปีมานี้แม่คนนี้ ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เลย ซ้ำยังคอยแต่จะเป็นตัวถ่วง... นอนอยู่บนเตียงเตามาหลายวัน ข้าคิดตกแล้ว" แม่เฒ่าตาบอดฝืนยิ้มออกมา คล้ายกับตัดสินใจเรื่องใหญ่โตบางอย่างได้ "ข้าตายเสียดีกว่า"
เคร้ง !
ชามยาในมือเฉินอวิ๋นร่วงหล่นกระแทกพื้น
ลมหายใจของนางเริ่มหอบกระชั้น น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม นางคว้าข้อมือของแม่ตนเองไว้แน่น "ไม่... ไม่นะท่านแม่ ข้าเลี้ยงดูท่านได้ ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บยา ข้าจะไปรับจ้างหุงข้าวซักผ้าให้คนอื่น ! "
"ข้าเหลือท่านเป็นญาติเพียงคนเดียวแล้ว ข้าไม่ยอมให้ท่านตาย ! "
แม่เฒ่าตาบอดถอนหายใจอย่างอาลัย น้ำตาที่ขุ่นมัวไหลรินออกมาจากเบ้าตาที่โหลลึก นางหันหน้าไปอีกทาง ไม่ว่าเฉินอวิ๋นจะร่ำร้องเรียกหาอย่างไรก็นิ่งเฉยไม่ตอบสนองอีก
ยุคสมัยนี้ช่างบีบคั้นผู้คน จนไม่เหลือทางรอดให้เลย นางตาบอดทั้งสองข้าง ไร้หนทางทำมาหากิน สิ่งเดียวที่นางจะทำให้ลูกสาวได้ คือการไม่เป็นภาระอีกต่อไป ยุคสมัยนี้ การอยากมีชีวิตอยู่นั้นยากยิ่งนัก
แต่การอยากตายกลับง่ายดายเหลือเกิน
ร่างกายของนางเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว หากตั้งใจไม่กินข้าวกินน้ำ ไม่เกินสามวันย่อมสิ้นลมหายใจเป็นแน่
ภายในกระท่อมที่มืดสลัว เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของหญิงชรา และเสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวังของเฉินอวิ๋น
แอ๊ด !
เสียงบานพับประตูดังขึ้น
ไอเย็นสายหนึ่งพุ่งเข้ามาด้านใน
เฉินอวิ๋นเข้าใจว่าเป็นลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดประตูเปิดออก กำลังจะลุกขึ้นไปปิด ทว่านางกลับมองเห็นเงาร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงประตู
"พี่หลี่มู ! "
นางมองเห็นผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่บวมช้ำคู่นั้นปรากฏร่องรอยแห่งความยินดี "ท่านมาได้อย่างไร ? "
หลี่มูยืนอยู่ตรงประตู กวาดสายตามองไปรอบ ๆ กระท่อมหลังน้อยของเฉินอวิ๋น
มันทั้งคับแคบ มืดมน และชวนให้อึดอัด
หญ้าคาบนหลังคาเน่าเปื่อยจนกลายเป็นสีดำ เมื่อถูกน้ำฝนชโลมจนชุ่มโชกก็ส่งกลิ่นเหม็นอับของเน่าเปื่อยออกมา กำแพงทำจากดินเหนียวผสมฟางข้าว บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวประดุจใยแมงมุม โดยเฉพาะรอยแยกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั้นน่ากลัวยิ่งนัก มันกว้างเท่ากับท่อนแขนเด็ก ลมหนาวหอบเอาหยาดฝนลอดผ่านรูนั้นเข้ามา หมุนวนหวีดหวิวอยู่ภายในห้อง
ฟูกที่นอนบนเตียงเตามีรอยปะซ้อนรอยปะ จนเผยให้เห็นนุ่นสีดำที่อยู่ข้างใน หญิงชรานอนอยู่ตรงนั้นราวกับท่อนไม้ที่ผุพัง
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฉุนของปัสสาวะผสมกับกลิ่นสมุนไพร
หลี่มูเงยหน้ามองหลังคาที่รั่วซึม น้ำฝนไหลตามหญ้าคาหยดลงมา รวมกันเป็นแอ่งน้ำเล็ก ๆ บนพื้นดิน
ภาพวาดมงคลสีซีดจางที่ติดอยู่บนกำแพงสั่นไหวคล้ายจะร่วงหล่น นั่นคือสิ่งเดียวในบ้านหลังนี้ที่พอจะเรียกว่าของประดับตกแต่งได้
ที่นี่... ยังทรุดโทรมกว่าบ้านสกุลหลี่ตอนที่เขาเพิ่งทะลุมิติมาเสียอีก !
สายตาของเขาหยุดลงที่มือของเฉินอวิ๋นที่พันด้วยผ้าป่านเป็นจุดสุดท้าย
คราบเลือดเปรอะเปื้อนจนน่าสยดสยอง
"นั่นใช่หลี่มูรึ ? " แม่เฒ่าตาบอดได้ยินเสียงก็พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง มือที่ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งควานหาในอากาศ ใบหน้าฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "รีบเข้ามาข้างในเถิด ข้างนอกลมแรง ! "
เมื่อหลายวันก่อน ไก่ฟ้าครึ่งซีกที่หลี่มูมอบให้เฉินอวิ๋น ทำให้สองแม่ลูกได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์ที่หาได้ยากยิ่ง
จนถึงตอนนี้นางยังคงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
หลี่มูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาข้างใน
"อาหลี่มาที่นี่มีธุระอันใดรึ ? " หญิงชราถาม
หลี่มูมองไปที่บาดแผลที่ถูกพันด้วยผ้าป่านของเฉินอวิ๋น กำลังจะอ้าปากพูด
ทว่าเห็นนางโบกมือเบา ๆ เป็นเชิงห้าม พลางบุ้ยปากไปทางแม่ที่นอนอยู่บนเตียง คล้ายกับไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเป็นกังวล หลี่มูจึงกลืนคำพูดที่ตั้งใจจะพูดลงไป แล้วเปลี่ยนเป็น "ข้าจัดตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ขึ้นมา อีกทั้งยังต้องหมักสุรา ภายในบ้านมีเพียงไฉ่เวยคนเดียวคอยจัดการดูแล ดูเหมือนนางจะเริ่มรับมือไม่ไหวแล้ว"
"ท่านป้า" ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง "ข้าขาดคนช่วย"
"ให้แม่นางเฉินอวิ๋นไปทำงานที่บ้านข้าเถิด ข้าจะดูแลเรื่องอาหารให้วันละสองมื้อ และมีค่าแรงให้ด้วย"
เฉินอวิ๋นเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาที่แดงบวมสะท้อนเงาร่างของหลี่มู
นางย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายมาที่นี่ด้วยเหตุผลกลใด ในเวลานี้ขอบตาของนางจึงยิ่งแดงก่ำ "พี่หลี่ ท่านไม่จำเป็นต้อง..."
"ค่าแรงเดือนละสามเฉียน" หลี่มูเอ่ยขัดจังหวะนางขึ้นมาทันที เขาล้วงเงินตำลึงออกมาสองสามก้อนวางกระแทกลงบนโต๊ะ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ "ส่วยหลวงของพวกเจ้ายังไม่ได้จ่ายใช่ไหม ? เงินนี่... ถือว่าเป็นค่าแรงล่วงหน้าก็แล้วกัน ! "
เงียบ
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
หญิงชรานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาด้วยความตื้นตัน
เฉินอวิ๋นกัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึมออกมาตามไรฟัน
นางอยากจะกล่าวคำขอบคุณ แต่กลับส่งเสียงไม่ออก
นางอยากจะคุกเข่าลงขอบพระคุณ แต่กลับถูกหลี่มูคว้าแขนรั้งเอาไว้ได้ทัน
"พรุ่งนี้อย่าลืมไปเริ่มงานล่ะ" เขาหมุนตัวเดินลับหายไปในม่านฝน ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ปนไปกับเสียงฟ้าร้องว่า "คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่ งานที่บ้านข้า... มันเหนื่อยมากนะ ! "
เงินตำลึงยังคงหลงเหลือไออุ่นจากร่างกาย ราวกับกองไฟท่ามกลางฤดูหนาว
เฉินอวิ๋นกำเงินไว้แน่น มองตามแผ่นหลังของหลี่มูที่เลือนหายไปท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ