เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 57 ความอยุติธรรม

ตอนที่ 57 ความอยุติธรรม

ตอนที่ 57 ความอยุติธรรม


ตอนที่ 57 ความอยุติธรรม

“สุราแรงยิ่งนัก !” บัณฑิตชุดเขียวคนหนึ่งเพียงแค่จิบไปครึ่งคำ ก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ลำคอจนต้องรีบใช้แขนเสื้อปิดหน้า “จิบเดียวนี้ กลับรู้สึกสะใจยิ่งกว่าดื่มชิงเหมยเซาไปครึ่งไหเสียอีก !”

ชายชราผมขาวที่อยู่ข้าง ๆ เดาะลิ้นเออออตาม ดวงตาที่ฝ้ามัวกลับมีประกายเจิดจ้าพลางลูบคลำแผลเป็นเก่าที่เอวด้วยอาการสั่นเทา “ตาเฒ่าอย่างข้าดื่มไปเพียงครึ่งชาม ร่างกายกลับกระปรี้กระเปร่าเหมือนย้อนกลับไปเมื่อสามสิบปีก่อน ร้อนรุ่มไปทั้งตัว แม้แต่แผลเก่าที่ปวดมานานก็ยังหายเป็นปลิดทิ้ง...”

“อู้ว... หากเข้าสู่ฤดูหนาว พวกเราตั้งหม้อไฟเนื้อแพะ แกล้มด้วยซานเยวี่ยชุนนี้ ต่อให้ข้างนอกหน้าต่างจะมีลมหิมะแรงเพียงใด พวกเราก็นั่งกินเนื้อแพะร้อน ๆ ดื่มสุรารสเผ็ดร้อน ต่อให้เทพเซียนมาขอแลกที่นั่งก็ไม่ยอม !”

รสสัมผัสของซานเยวี่ยชุนได้รับการยอมรับจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างแย่งชิงกัน เพียงไม่นานสุราหนึ่งไหก็ก้นเกลี้ยง

ส่วนการเดิมพันสามชามนั้น ย่อมไม่มีใครสามารถเอาชนะได้

ชายฉกรรจ์ที่เคยโอ้อวดไว้ก่อนหน้า ยามนี้ถ้าไม่เกาะโคนกำแพงขย้อนของเก่าออกมา ก็ทรุดตัวนั่งยิ้มเผล่ลอยไปลอยมาอยู่บนพื้น

ช่างเหล็กหวังที่ท้าทายคนแรกนั้นเมามายจนไม่ได้สติไปนานแล้ว ถูกสหายหิ้วปีกพยุงไปจ่ายค่าสุรา

หลี่มูประคองพวงเหรียญทองแดงที่หนักอึ้งอยู่ในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

สุราไหเดียวนี้กำไรสุทธิถึงหนึ่งตำลึงกับหกสิบอีแปะ เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายของครอบครัวธรรมดาถึงสองสามเดือน

เขามองดูฝูงชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนพลันรู้สึกถึงความเหนือจริงอยู่บ้าง ในยุคที่ยากจนเช่นนี้ มีคนยอมขายลูกสาวลูกชายเพื่อแลกอาหารเพียงมื้อเดียว ทว่าก็ยังมีคนยอมทุ่มเงินพันตำลึงเพียงเพื่อให้ได้ความสำราญชั่วครู่

บรรดาคุณชายตระกูลรวยที่เข้าออกหอคณิกา เพื่อให้สาวงามแย้มยิ้มสักครา ก็ยอมตบรางวัลให้ทีละหลายสิบตำลึงเงินอย่างไม่เสียดาย

เมื่อเทียบกับพวกนั้นแล้ว ธุรกิจสองตำลึงเงินของตนดูจะซื่อสัตย์และเรียบง่ายกว่ามากนัก

“พ่อหนุ่ม พรุ่งนี้เจ้าจะมาขายอีกหรือไม่ ?”

ท่ามกลางฝูงชน ชายฉกรรจ์ที่ท่าทางเมามายคนหนึ่งเลียริมฝีปากอย่างยังไม่เต็มอิ่ม “หากมาล่ะก็ ข้าขอจองก่อนเลยสามไห !”

“ข้าก็เอาสองไห !”

“โรงสุราบ้านเจ้าอยู่ที่ใด ? มิสู้พวกเราตามไปเอาตอนนี้เลยดีกว่า ?”

“รับรองไม่ติดค้าง ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินรับของ !”

ผู้คนต่างพากันส่งเสียงเรียกร้อง

เมื่อเผชิญกับความกระตือรือร้นนี้ หลี่มูกลับส่ายหน้าอย่างสงบนิ่งพลางกล่าวว่า “ต้องขออภัยทุกท่านด้วย สุรานี้เพิ่งกลั่นออกมาใหม่ ๆ ที่บ้านไม่มีของเหลือแล้ว หากทุกท่านต้องการ... อีกสิบวันให้หลัง ข้าจะกลับมาใหม่ !”

“หา ? ต้องรอถึงสิบวันเชียวรึ ?”

“นานปานนั้น...”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ น้ำเสียงของทุกคนก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง เหล่านักเลงสุราถึงขั้นทุบอกชกตัวด้วยความเสียดาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่พากันแยกย้ายไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

ครู่ต่อมา หลี่มูจ่ายภาษีการค้าให้กับเจ้าหน้าที่ทางการที่เดินมาตรวจสอบ เมื่อฝูงชนสลายตัวไปและเขากำลังจะเก็บแผง หางตาพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างลับ ๆ ล่อ ๆ สองสามร่าง

คนเหล่านั้นแม้จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แต่กลิ่นกากสุราที่ติดตัวนั้นไม่อาจซ่อนเร้นได้ ชัดเจนว่าเป็นคนงานจากโรงสุราหลายแห่งในเมือง

เขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หลังจากเก็บแผงเสร็จก็หันหลังเดินจากไป มุ่งหน้าไปยังร้านขายธัญพืชเพื่อหาซื้อวัตถุดิบสำหรับการกลั่นสุราในครั้งหน้า...

ส่วนพวกที่สะกดรอยตามมาก็ทำทีเป็นเดินตามเข้าไปในร้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยืนคุยเล่นกับหลงจู๊ไปเรื่อยเปื่อย ทว่าสายตากลับเหลือบมองสิ่งที่หลี่มูซื้ออยู่อย่างไม่ลดละ

“ให้ตายเถอะ ยุคสมัยนี้ไม่มีเรื่องสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญา พอเห็นสุราของข้าขายดี ก็ส่งคนมาแอบขโมยวิชาทันที อยากจะดูว่าข้าซื้อวัตถุดิบอะไรไปบ้างสินะ ?” หลี่มูใช้ความคิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย

เขาแอบหัวเราะในใจ จงใจเดินวนในร้านธัญพืชถึงสามรอบ ซื้อทั้งหัวเชื้อสุรา ข้าวฟ่าง แล้วยังแวะซื้อโป๊ยกั๊ก อบเชย และสุดท้ายยังเจาะจงซื้อเปลือกส้มตากแห้ง (เฉินผี) ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยแม้แต่น้อยมาอีกห่อใหญ่

เป็นไปตามคาด พอหลี่มูเดินพ้นประตูร้านไป คนงานเหล่านั้นก็รีบตามเข้ามาทันที พลางสั่งหลงจู๊ว่า “ของที่คนเมื่อกี้ซื้อไป จัดมาให้ข้าอย่างละชุด ! เร็วเข้า !”

...

หลี่ไฉ่เวยกึ่งนั่งย่อตัวอยู่ในลานบ้าน นางซอยเนื้อหมูป่าเป็นแถบยาวขนาดกว้างเท่าฝ่ามือ นำเกลือและฮวาเจียว ที่ตำจนละเอียดมาทาลงบนผิวเนื้ออย่างทั่วถึง

นี่คือขั้นตอนแรกของการทำเนื้อรมควัน

การหมัก !

ยามนี้อากาศร้อนอบอ้าวเกินทน สยงพี่นอนหมอบอย่างขี้เกียจอยู่ใต้ชายคา ลิ้นยาวห้อยระออกมานอกปากพ่นลมหายใจร้อน ๆ ออกมา

“ไม่รู้ว่าพี่จะกลับมาเมื่อไหร่...” หลี่ไฉ่เวยขยับหัวไหล่ที่เริ่มปวดเมื่อยพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มเล็กน้อย “ท้องฟ้าแบบนี้ ฝนจะตกหรือไม่นะ ?”

ในลานบ้านยังมีอิฐดิบตากแห้งอยู่อีกหลายร้อยก้อน หากถูกน้ำฝนแช่ขัง ความพยายามที่ลงแรงไปหลายวันย่อมสูญเปล่า นางเร่งความเร็วในมือขึ้น

ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าบ้าน

ภายนอกประตูรั้วมีหญิงชาวบ้านยืนอยู่สี่ห้าคน นำโดยป้าหกที่มีดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากที่แห้งผากสั่นระริกไม่หยุด สายตาของพวกนางประดุจคมมีดที่กรีดเฉือนลงบนอ่างเนื้อหมูป่าสีแดงสด แล้วกวาดมองผ่านกองอิฐดิบที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ

“ป้าหก ? พี่สะใภ้หลิว... วันนี้ทำไมพวกท่านถึงมีเวลามาที่นี่ได้ล่ะ ?” หลี่ไฉ่เวยเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียง แล้วลุกขึ้นยืนด้วยความแปลกใจ

หญิงชาวบ้านเหล่านี้ล้วนเป็นเมียและญาติของชายฉกรรจ์ที่เคยมาหาเรื่องที่บ้านสกุลหลี่เมื่อวันก่อน ยามนี้พวกนางมาหาโดยมิได้นัดหมาย... ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ !

“แม่หนูไฉ่เวยนี่ใช้ชีวิตสุขสบายจริงเชียว” เสียงของป้าหกคล้ายกับเค้นออกมาจากซอกฟัน นิ้วมือที่ผอมเกร็งกำชายเสื้อไว้แน่น “อยู่บ้านใหม่ มีเนื้อกินทุกมื้อ”

ไฉ่เวยใจคอไม่ดี แต่ยังคงฝืนยิ้มยกม้านั่งมาให้ “ป้าหก พี่สะใภ้หลิว เชิญนั่งก่อน...”

“นั่งรึ ?” พี่สะใภ้หลิวพลันแผดเสียงหัวเราะแหลม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังนั้นสั่นกระเพื่อม นางเตะม้านั่งจนคว่ำ “ผัวข้าแขนขาดนอนรอความตายอยู่บนเตียง เจ้ายังจะให้ข้านั่งอีกรึ ?”

“เมื่อวานเข้าป่าไป 34 คน กลับมาเพียง 33 คน จู้จื่อตายอยู่ในป่า แม้แต่ศพก็ยังเหลือไม่ครบส่วน !”

“คนที่กลับมาก็พิการไปสามคน กลางดึกเลือดไหลไม่หยุดตายไปอีกคน !”

หลี่ไฉ่เวยได้ยินเช่นนั้นหัวใจก็กระตุกวูบ “อะไรนะ ? พี่จู้จื่อตายแล้ว ? เขา... เขาตายได้อย่างไร ?”

“ก็เพราะพวกเจ้าเป็นคนทำร้ายพวกเขายังไงล่ะ ! !” ป้าหกพลันแผดร้องโหยหวนประดุจเสียงนกเค้าแมวยามค่ำคืน นางเบิกตาโพลง มืออันแห้งเหี่ยวประดุจกรงเล็บไก่สั่นสะท้านไม่หยุด “หาก... หากพี่ชายเจ้าตกลงจะพวกเขาเข้าป่าไปด้วยกัน พวกเขาจะมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้หรือ ?”

ป้าหกและหญิงชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้น พวกนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก้าวบีบคั้นเข้ามาทีละก้าว

ไฉ่เวยถอยหลังไปครึ่งก้าว พลางเอ่ยเสียงสั่น “พี่ชายข้าเตือนพวกท่านแล้วเมื่อวันก่อน ว่าในป่านั้นอันตราย อย่าได้บุ่มบ่ามเข้าไป ! พวกท่านดื้อรั้นไปเอง แล้วจะมาโทษพี่ชายข้าได้อย่างไร ?”

“หุบปาก !” พี่สะใภ้หลิวที่มีร่างกายกำยำคำรามลั่น เนื้อบนแก้มสั่นกระเพื่อม “หลี่มูกับคนในหมู่บ้านเจอหน้ากันที่เชิงเขา เข้าป่าไปพร้อมกัน เหตุใดเขาถึงไร้รอยขีดข่วน แต่คนอื่น ๆ กลับถูกฝูงหมาป่ารุมทำร้าย ?”

“ไม่ใช่ว่าเขาหวงที่ล่าสัตว์ของตัวเอง เลยจงใจล่อฝูงหมาป่าไปจัดการคนอื่นหรอกรึ !”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยรีบโต้แย้ง “เป็นไปไม่ได้ ! พี่ชายข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น !”

“แต่ก่อนหลี่มูก็เป็นไอ้คนสารเลวอยู่แล้ว จะทำเรื่องอะไรออกมาก็ไม่แปลก” ป้าหกไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น ดวงตาฉายแววอำมหิตประดุจคนคลุ้มคลั่ง นางพึมพำกับตัวเองราวกับเสียสติ “สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ”

“ทำไมคนบ้านข้าเข้าป่าครั้งเดียวถ้าไม่ตายก็พิการ แต่คนบ้านเจ้ากลับกลับมาพร้อมเหยื่อเต็มมือทุกครั้ง ?”

“ไม่ยุติธรรม... ไม่ยุติธรรมเลย...”

“ทำไมคนบ้านข้าต้องตาย แต่คนบ้านเจ้ายังอยู่ดีมีสุข ?”

หญิงชาวบ้านหลายคนรุมล้อมเข้ามาด้วยท่าทางดุร้าย

หลี่ไฉ่เวยรูม่านตาหดเกร็ง ตระหนักได้ว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี นางถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วหมุนตัวหวังจะวิ่งหนี

แต่ในวินาทีถัดมา นางกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่หนังศีรษะ เส้นผมยาวถูกใครบางคนกระชากไว้แน่น ร่างทั้งร่างหงายหลังลงไป ท้ายทอยกระแทกเข้ากับกองอิฐดิบอย่างแรงจนตาพร่ามัวเห็นดวงดาวระยิบระยับ

ในสายตาที่เลือนรางนั้น เงาร่างที่บิดเบี้ยวหลายร่างกำลังพุ่งเข้าใส่หน้าตัวนาง...

จบบทที่ ตอนที่ 57 ความอยุติธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว